คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2318/2564
ขอบเขตความรับผิดของบุคลากรทางการแพทย์ตามมาตรฐานวิชาชีพกรณีเครื่องช่วยหายใจหลุด
กรณี “เด็กชาย ว.” ที่เกิดอาการสมองพิการถาวรหลังเข้ารับการผ่าตัดหัวใจพิการแต่กำเนิด เป็นคดีที่สังคมให้ความสนใจอย่างมาก เนื่องจากเกี่ยวพันกับสิทธิผู้ป่วย มาตรฐานวิชาชีพทางการแพทย์ และขอบเขตความรับผิดของโรงพยาบาลของรัฐภายใต้ พระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 และ พระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2545 คดีนี้สะท้อนความซับซ้อนของการชั่งน้ำหนักระหว่าง “สิทธิผู้บริโภค” กับ “เหตุสุดวิสัยทางการแพทย์” ที่ไม่อาจคาดหมายได้
บทความน่าสนใจ
ในคดีนี้ ศาลฎีกาพิจารณาว่าภาระการพิสูจน์ข้อเท็จจริงตกแก่โรงพยาบาลซึ่งเป็นผู้ให้บริการทางการแพทย์ ตามมาตรา 29 แห่ง พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค เนื่องจากข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสาเหตุของความเสียหายอยู่ในความรู้เห็นของจำเลย อย่างไรก็ดี แม้พยานหลักฐานฝ่ายโจทก์ระบุว่าท่อช่วยหายใจหลุดระหว่างเคลื่อนย้ายผู้ป่วยจนสมองขาดออกซิเจน แต่ศาลฎีกาเห็นว่าบุคลากรทางการแพทย์ได้ปฏิบัติตามขั้นตอนครบถ้วนตามมาตรฐานวิชาชีพ ใช้ความระมัดระวังและเหมาะสมต่อสภาวะเร่งด่วนของผู้ป่วยแล้ว การหลุดของท่อช่วยหายใจจึงเป็น “เหตุสุดวิสัย” มิใช่ความประมาทเลินเล่อ และไม่ก่อให้เกิดความรับผิดทางละเมิด
คำพิพากษานี้จึงมีนัยสำคัญต่อวงการแพทย์และกฎหมายผู้บริโภค โดยยืนยันหลักว่า การพิจารณาความรับผิดของบุคลากรทางการแพทย์ต้องอาศัยมาตรฐานแห่งวิชาชีพ ประกอบกับพฤติการณ์แห่งคดี มิใช่ผลการรักษาเพียงอย่างเดียว ทั้งยังแสดงถึงบทบาทของกลไกเยียวยาภายใต้ระบบหลักประกันสุขภาพ ที่แม้จะจ่ายเงินช่วยเหลือโดยไม่ต้องพิสูจน์ความผิด แต่ไม่ได้ตัดสิทธิการฟ้องเรียกค่าสินไหม หากมีพยานหลักฐานเพียงพอ
คดีนี้จึงเป็นกรณีศึกษาเชิงลึกของการตีความ “ความประมาททางการแพทย์” และ “เหตุสุดวิสัย” ที่ศาลนำมาปรับใช้เพื่อถ่วงดุลระหว่างความยุติธรรมต่อผู้เสียหายและการคุ้มครองการปฏิบัติหน้าที่โดยสุจริตของบุคลากรทางการแพทย์
