คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8309/2548
สิทธิที่จะอยู่อาศัยอย่างสงบเมื่อโรงงานก่อความเดือดร้อนละเมิดสิทธิเพื่อนบ้าน
การอยู่อาศัยในบ้านของตนอย่างสงบเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานตามกฎหมายแพ่ง แต่หากเพื่อนบ้านตั้งโรงงานที่ก่อเสียงดังและกลิ่นเหม็นจนรบกวนความเป็นอยู่ ย่อมกลายเป็นปัญหาทางกฎหมายที่ต้องหาทางเยียวยา คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8309/2548 เป็นกรณีสำคัญที่ตีความบทบัญญัติมาตรา 420 และ 1337 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ โดยชี้ว่าเจ้าของบ้านที่ได้รับความเดือดร้อนมีสิทธิฟ้องร้องให้ผู้กระทำละเมิดยุติการกระทำนั้นได้ แต่ไม่อาจฟ้องขอให้ย้ายสถานประกอบการไปยังที่อื่น ซึ่งถือเป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐ คดีนี้จึงสะท้อนสมดุลของสิทธิในทรัพย์สินของเจ้าของโรงงานและสิทธิในการอยู่อาศัยของเพื่อนบ้านได้อย่างชัดเจน
บทความน่าสนใจ
คดีนี้เกิดจากการที่โจทก์ทั้งสองพักอาศัยอยู่ในบ้านซึ่งอยู่ติดกับโรงงานของจำเลยที่ประกอบกิจการทำหลังคารถ พ่นสี และงานโลหะ ส่งเสียงดังและกลิ่นเหม็นรบกวนเป็นเวลาหลายปี ส่งผลกระทบต่อสุขภาพกายและจิตใจของโจทก์ จึงฟ้องเรียกค่าเสียหาย 220,000 บาท พร้อมขอให้ศาลสั่งให้จำเลยทั้งสองย้ายโรงงานไปยังนิคมอุตสาหกรรมหรือสถานที่อื่นที่ห่างไกล
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การกระทำของจำเลยถือเป็นการละเมิดสิทธิของโจทก์ตามมาตรา 420 เพราะก่อให้เกิดความเดือดร้อนรำคาญและกระทบต่อสุขภาพอนามัย แต่ในส่วนของคำขอย้ายโรงงานนั้น ไม่ใช่สิทธิที่บุคคลทั่วไปจะฟ้องขอได้โดยตรง เพราะเป็นอำนาจของพนักงานเจ้าหน้าที่ตาม พ.ร.บ.โรงงาน พ.ศ. 2535
นอกจากนี้ ศาลยังวางหลักเกี่ยวกับค่าเสียหาย โดยเห็นว่า ค่าใช้จ่ายเช่นการติดตั้งแอร์ สร้างบ้านใหม่ หรือจ้างคนเฝ้าบ้าน ถือเป็นความเสียหายที่ไกลเกินเหตุ จำเลยไม่ต้องรับผิด อย่างไรก็ดี ศาลพิจารณาความเสียหายที่เกิดขึ้นจริงและพิพากษาให้จำเลยทั้งสองชดใช้ค่าเสียหาย 50,000 บาท
คำพิพากษานี้ยืนยันว่า แม้จะไม่สามารถบังคับให้ย้ายโรงงานได้ แต่ผู้ได้รับความเดือดร้อนย่อมมีสิทธิป้องกันการละเมิดและเรียกค่าสินไหมทดแทนตามกฎหมายได้อย่างชอบธรรม
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2153/2520
การห้ามละเมิดกับเสียงและกลิ่นจากกิจการซ่อมรถ
การใช้ที่ดินหรืออาคารเพื่อประกอบกิจการใด ๆ แม้จะอยู่ภายในสิทธิของตนเอง หากกระทบต่อความสงบสุขหรือสุขภาพของผู้อื่นโดยรอบ ก็อาจเป็นเหตุให้ถูกฟ้องร้องได้ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2153/2520 ได้วางแนวทางสำคัญเกี่ยวกับสิทธิของผู้เสียหายในการขอให้ศาลห้ามการกระทำที่ก่อความเดือดร้อนรำคาญและอาจเป็นอันตรายต่อร่างกายหรือจิตใจ โดยถือว่าคดีลักษณะนี้เป็น “การฟ้องขอให้ปลดเปลื้องทุกข์” ซึ่งไม่ใช่คดีมีทุนทรัพย์ตามความหมายของกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง แม้มีคำขอค่าสินไหมเพิ่มเติมก็ตาม ทั้งยังชี้ให้เห็นหลักในการตีความข้อห้ามอุทธรณ์กรณีทุนทรัพย์ไม่ถึงเกณฑ์
บทความน่าสนใจ
ในคดีนี้ โจทก์อาศัยอยู่ในพื้นที่อยู่อาศัยใกล้กับที่ดินของจำเลย ซึ่งใช้เป็นสถานที่ซ่อมรถยนต์ เคาะตัวถัง และพ่นสี ทำให้เกิดเสียงดังและกลิ่นเหม็นจนกระทบต่อสุขภาพและจิตใจของโจทก์และครอบครัว โจทก์จึงฟ้องขอให้ศาลห้ามมิให้จำเลยกระทำการดังกล่าวอีก พร้อมเรียกค่าเสียหาย 10,000 บาท และค่าเสียหายในอนาคตเดือนละ 5,000 บาท
ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยหยุดพฤติกรรมที่ก่อความรำคาญและชดใช้ค่าเสียหาย ศาลอุทธรณ์เห็นว่าเมื่อทุนทรัพย์ในคดีไม่ถึง 20,000 บาท จำเลยอุทธรณ์ได้เฉพาะปัญหาข้อกฎหมาย ไม่อาจอุทธรณ์ข้อเท็จจริง จึงยกอุทธรณ์
อย่างไรก็ดี ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้เป็น “คดีปลดเปลื้องทุกข์” ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 224 วรรคสอง ซึ่งแม้จะมีคำขอค่าสินไหม ก็ไม่ถือเป็นคดีมีทุนทรัพย์ จึงไม่อยู่ภายใต้ข้อจำกัดการอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง จำเลยจึงยังมีสิทธิอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงได้
คำพิพากษานี้สะท้อนให้เห็นถึงการคุ้มครองสิทธิของผู้อยู่อาศัยจากความเดือดร้อนที่เกิดจากการใช้กรรมสิทธิ์ในทางที่กระทบต่อผู้อื่น และแสดงถึงแนวทางการตีความกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งเกี่ยวกับคดีไม่มีทุนทรัพย์
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8888/2544
แม้ไม่ใช่เจ้าของแต่อยู่ในที่ดินก่อนที่ผู้เสียหายจะได้กรรมสิทธิ์ไม่ถือว่าเป็นการบุกรุก
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8888/2544 เป็นกรณีตัวอย่างสำคัญที่สะท้อนหลักการตีความความผิดฐาน “บุกรุก” ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 362 ได้อย่างชัดเจน โดยศาลวินิจฉัยว่า หากจำเลยเข้าอยู่ในที่ดินมาก่อนที่ผู้เสียหายจะได้กรรมสิทธิ์ ย่อมไม่ถือว่าเป็นการ “เข้าไป” เพื่อรบกวนการครอบครองของเจ้าของใหม่ การตีความอย่างเคร่งครัดในกรณีนี้เป็นการปกป้องสิทธิของผู้ครอบครองเดิมตามหลักนิติธรรม และป้องกันไม่ให้การโอนกรรมสิทธิ์กลายเป็นเครื่องมือฟ้องร้องผู้ที่อยู่มาก่อนโดยไม่เป็นธรรม
บทความน่าสนใจ
คดีนี้เกิดจากการที่โจทก์ร่วมได้รับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินจากผู้จัดการมรดกของเจ้าของเดิม และเข้าไปดำเนินการใช้ประโยชน์ในที่ดิน ต่อมาจำเลยที่ 1 ขัดขวางและขึงรั้วลวดหนามในที่ดินดังกล่าว โดยอ้างว่าเป็นที่ดินของตน โจทก์ร่วมจึงแจ้งความดำเนินคดีฐานบุกรุก ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิด แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 และศาลฎีกาได้กลับคำพิพากษาโดยยกฟ้อง
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ความผิดฐานบุกรุกต้องเกิดจาก “การเข้าไป” ในอสังหาริมทรัพย์โดยเจตนารบกวนการครอบครองของผู้อื่นโดยปกติสุข แต่ในคดีนี้จำเลยมิได้เข้าไปใหม่ หากแต่มีฐานะเป็นลูกจ้างของเจ้าของเดิม มีหน้าที่ดูแลที่ดิน และอยู่ในที่ดินพิพาทอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ก่อนการโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่โจทก์ร่วม พฤติการณ์จึงไม่เข้าข่าย “การเข้าไป” ตามบทบัญญัติมาตรา 362 อีกทั้งไม่ปรากฏว่าจำเลยได้รบกวนการครอบครองของโจทก์ร่วมในลักษณะผิดกฎหมาย
คำพิพากษานี้แสดงให้เห็นว่า ศาลให้ความสำคัญต่อข้อเท็จจริงเกี่ยวกับลำดับเวลาและสถานะทางกฎหมายของการครอบครอง โดยเฉพาะในกรณีที่มีการเปลี่ยนมือเจ้าของที่ดิน จำเลยที่มีสิทธิอยู่ในที่ดินโดยชอบก่อนหน้า ไม่อาจถูกฟ้องฐานบุกรุกได้โดยอัตโนมัติ ทั้งยังสะท้อนหลักการที่ว่า กฎหมายอาญาต้องตีความโดยเคร่งครัดเพื่อคุ้มครองสิทธิของผู้ถูกกล่าวหาอย่างเป็นธรรม
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2041/2529
เข้าไปในบ้านของผู้อื่น แต่มีเหตุอันสมควร ไม่ถือว่าผิดฐานบุกรุก
ในคดีบุกรุก การพิจารณาว่าบุคคลใดเป็น “ผู้เสียหาย” ไม่จำเป็นต้องดูเพียงแค่สิทธิในกรรมสิทธิ์ที่ดินหรือบ้านเท่านั้น แต่ยังรวมถึงบุคคลที่มีสิทธิครอบครองหรืออยู่อาศัยตามปกติ การเข้าไปในที่ดินหรือบ้านของผู้อื่นจะถือเป็นความผิดหรือไม่นั้น ศาลยังต้องพิจารณาเหตุอันสมควรและเจตนาเป็นสำคัญ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2041/2529 ได้วางหลักไว้อย่างชัดเจนว่า หากผู้ที่เข้าไปในบริเวณบ้านของผู้อื่นมีเหตุอันสมควร เช่น การไกล่เกลี่ยข้อพิพาทโดยมีผู้ใหญ่บ้านเรียกไป และมิได้ยืดระยะเวลาการอยู่ในลักษณะท้าทายหรือฝ่าฝืนเจตนาของเจ้าของบ้านอย่างชัดแจ้ง การกระทำนั้นอาจไม่ถึงขั้นเป็นความผิดฐานบุกรุก
บทความน่าสนใจ
คดีนี้เกิดจากความขัดแย้งระหว่างจำเลยกับนายจรูญ ผู้เสียหาย ซึ่งอยู่อาศัยในบ้านที่ปลูกอยู่ในที่ดินของจำเลย โดยมีความเกี่ยวข้องเป็นเครือญาติ ก่อนเกิดเหตุ ทั้งสองฝ่ายมีเรื่องผิดใจกัน และผู้เสียหายได้แจ้งความกล่าวหาว่าจำเลยทำโอ่งน้ำแตก ผู้ใหญ่บ้านจึงเรียกจำเลยเข้าไปเจรจาที่ใต้ถุนบ้านของผู้เสียหายเพื่อไกล่เกลี่ย
เมื่อการเจรจาไม่เป็นผลและมีปากเสียงกัน ผู้เสียหายได้ขอให้จำเลยออกจากบริเวณ แต่จำเลยยังไม่ยอมออก และกลับมีท่าทีจะทำร้ายผู้เสียหาย อย่างไรก็ตาม เมื่อมีบุคคลอื่นเข้ามาห้ามและรั้งจำเลยออกไป จำเลยก็ยอมออก
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้บ้านจะอยู่ในที่ดินของจำเลย แต่ผู้เสียหายเป็นผู้อยู่อาศัย จึงมีสถานะเป็นผู้ครอบครองบ้านและเป็น “ผู้เสียหาย” ตามกฎหมายอาญา มาตรา 364 การที่จำเลยเข้าไปในบ้านตามคำเรียกของผู้ใหญ่บ้านจึงเป็นการมีเหตุอันสมควร และเมื่อความขัดแย้งเกิดขึ้นและจำเลยออกจากบ้านหลังจากมีผู้ห้ามปรามโดยไม่ฝ่าฝืนอย่างร้ายแรง การกระทำดังกล่าวจึงยังไม่เป็นความผิดฐานบุกรุก
คำพิพากษานี้ชี้ให้เห็นว่า ในคดีบุกรุก ศาลจะพิจารณาทั้งสิทธิในการครอบครอง เหตุอันสมควร และเจตนาของผู้เข้าไปในพื้นที่อย่างรอบด้าน
