การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3618/2566

คนต่างด้าวฝ่าฝืนทำธุรกิจในไทย ศาลตัดสินปรับรายวันย้อนหลังตามคำสั่งศาล

คดีนี้เป็นกรณีสำคัญเกี่ยวกับการบังคับใช้พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว เมื่อบริษัทจำเลยถูกศาลสั่งให้เลิกกิจการ แต่ยังคงฝ่าฝืนคำสั่งศาล ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิด แต่ไม่กำหนดค่าปรับรายวันไว้ ศาลอุทธรณ์จึงแก้คำพิพากษาเพื่อให้สอดคล้องกับกฎหมาย โดยเพิ่มค่าปรับวันละหนึ่งหมื่นบาทตามมาตรา 37 ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คำพิพากษาศาลชั้นต้นมีผลบังคับแล้ว แม้ยังไม่ครบถ้วนในเรื่องค่าปรับ และการแก้คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์เป็นการทำให้คำพิพากษาสมบูรณ์ตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย

บทความน่าสนใจ

บริษัทจำเลยที่ 1 ซึ่งมีชาวต่างชาติเป็นผู้ควบคุมการบริหาร ถูกกล่าวหาว่าละเมิดพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 โดยแอบประกอบธุรกิจต้องห้ามในบัญชี 3 (3) คือบริการ โดยมีคนไทยถือหุ้นแทน (nominee) เพื่อหลีกเลี่ยงข้อห้ามตามกฎหมาย ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 ถึง 4 มีความผิดฐานร่วมกันประกอบธุรกิจต้องห้ามโดยไม่มีใบอนุญาต มีโทษทั้งจำคุกและปรับ พร้อมสั่งให้จำเลยเลิกประกอบธุรกิจและให้คนไทยที่ถือหุ้นแทนเลิกถือหุ้น แต่คำพิพากษาศาลชั้นต้นไม่ได้ระบุโทษปรับรายวันตามมาตรา 37 กรณีฝ่าฝืนคำสั่งศาล  ต่อมา ศาลอุทธรณ์แก้คำพิพากษา โดยกำหนดโทษปรับรายวันวันละ 10,000 บาท หากจำเลยที่ 1, 3 และ 4 ยังไม่ปฏิบัติตามคำสั่งศาลให้เลิกกิจการ และคำนวณค่าปรับย้อนหลังจากวันที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา คือวันที่ 28 พฤศจิกายน ปีที่มีคำพิพากษา จนถึงวันที่จำเลยเลิกบริษัท  จำเลยฎีกา อ้างว่าศาลอุทธรณ์เพิ่มโทษย้อนหลัง ซึ่งไม่ชอบด้วยกฎหมาย  ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คำพิพากษาศาลชั้นต้นมีผลบังคับทันทีตาม ป.วิ.อ. มาตรา 188 แม้จะไม่ได้กำหนดโทษปรับรายวันไว้ ศาลอุทธรณ์เพียงแต่เติมส่วนที่ขาดให้คำพิพากษาสมบูรณ์ตามบทลงโทษที่กฎหมายกำหนด การปรับย้อนหลังจึงชอบด้วยกฎหมาย

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 793/2565

ศาลฎีกาสั่งปรับย้อนหลังต่างด้าวแฝงทำธุรกิจในไทย ไม่เลิกกิจการตามคำสั่งศาล

การใช้ “นอมินี” หรือคนไทยถือหุ้นแทนชาวต่างชาติ เป็นกลยุทธ์ที่ใช้กันแพร่หลีกเลี่ยงข้อจำกัดทางกฎหมายธุรกิจของไทย แต่ในคดีนี้ ศาลฎีกาได้วางบรรทัดฐานที่สำคัญว่า แม้ศาลชั้นต้นจะไม่ได้กำหนดบทปรับรายวันไว้ แต่หากศาลอุทธรณ์เติมให้ครบภายหลัง ก็ชอบด้วยกฎหมาย และสามารถบังคับให้ชำระค่าปรับย้อนหลังนับแต่วันที่คำพิพากษาศาลชั้นต้นมีผลบังคับจนถึงวันสิ้นสุดการฝ่าฝืน

บทความน่าสนใจ

บริษัทจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นนิติบุคคลจดทะเบียนในประเทศไทย ประกอบธุรกิจบริการที่เป็นกิจการต้องห้ามตามบัญชี 3 ของพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 โดยไม่ได้รับใบอนุญาต ทั้งยังถูกตรวจพบว่าอยู่ภายใต้การควบคุมของชาวต่างชาติ ซึ่งใช้จำเลยที่ 5 และ 6 ซึ่งเป็นคนไทยถือหุ้นแทนเพื่อลวงเจ้าหน้าที่รัฐให้เข้าใจว่าเป็นธุรกิจของคนไทยจำเลยที่ 2 ถึง 4 เป็นกรรมการที่ร่วมบริหารกิจการ และมีส่วนร่วมในการกระทำผิด ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 ถึง 4 มีความผิดตามมาตรา 8(3), 37 และให้ลงโทษจำคุก ปรับ และสั่งเลิกกิจการ รวมถึงให้คนไทยเลิกถือหุ้นในบริษัทจำเลยที่ 1 แต่ศาลไม่ได้กำหนด “ค่าปรับรายวัน” กรณีฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามคำสั่งศาลตามที่มาตรา 37 วรรคท้ายบัญญัติไว้ ต่อมา จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 มิได้ดำเนินการตามคำสั่งศาล ศาลอุทธรณ์จึงพิพากษาแก้เพิ่มเติมว่า หากยังฝ่าฝืนให้ปรับจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 วันละ 10,000 บาทตลอดเวลาที่ยังฝ่าฝืนอยู่ และให้นับค่าปรับย้อนหลังตั้งแต่วันที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา จำเลยทั้งสามฎีกา โดยอ้างว่า การเพิ่มเติมค่าปรับรายวันเป็นการเพิ่มโทษย้อนหลัง อันไม่ชอบด้วยกฎหมาย  ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีถึงที่สุดตั้งแต่ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษา และคำพิพากษานั้นมีผลบังคับตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 188 ซึ่งมาตรา 37 วรรคท้ายของ พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 กำหนดโทษปรับวันละ 10,000 ถึง 50,000 บาทหากฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามคำสั่งศาล ดังนั้น การที่ศาลอุทธรณ์เพิ่มเติมบทปรับรายวัน จึงไม่ใช่การพิพากษาเกินเลยหรือออกโทษใหม่ แต่เป็นการทำให้คำพิพากษามีผลครบถ้วนตามกฎหมาย

ศาลฎีกายืนยันให้จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ต้องร่วมกันชำระค่าปรับวันละ 10,000 บาท ตั้งแต่วันที่ 28 พฤศจิกายน 2561 (วันอ่านคำพิพากษาศาลชั้นต้น) จนถึงวันที่ 2 มีนาคม 2563 ซึ่งเป็นวันที่จำเลยที่ 1 จดทะเบียนเลิกบริษัท

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5457/2560

ต่างด้าวใช้คนไทยถือหุ้นแทน ศาลชี้โมฆะกรรม เรียกเงินคืนไม่ได้

การเข้าถือครองกิจการของชาวต่างชาติในไทยมีข้อจำกัดตามกฎหมายว่าด้วยคนต่างด้าว หลายคนพยายามหลีกเลี่ยงข้อห้ามด้วยการใช้ “นอมินี” หรือให้คนไทยถือหุ้นแทนโดยไม่ถือสิทธิจริง แต่รู้หรือไม่ว่า การทำเช่นนี้อาจกลายเป็น “โมฆะกรรม” และเสี่ยงเสียเงินทั้งหมดโดยไม่มีสิทธิเรียกคืน

บทความนี้สรุปคำพิพากษาฎีกาคดีหนึ่ง ซึ่งศาลสูงสุดตัดสินชัดว่า แม้ทำเป็นสัญญากู้ยืมเงิน แต่เมื่อแท้จริงคือการซื้อกิจการโดยใช้คนไทยถือหุ้นในนาม การชำระเงินดังกล่าวเป็นการฝ่าฝืนกฎหมาย ไม่สามารถฟ้องเรียกคืนได้

บทความน่าสนใจ

ชาวญี่ปุ่นรายหนึ่งฟ้องบริษัทไทยและกรรมการบริษัท ขอให้ชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืม 19.5 ล้านบาท โดยอ้างว่าได้โอนเงินให้บริษัทจริงและมีสัญญากู้และค้ำประกันครบถ้วน แต่จำเลยทั้งสองกลับรับว่าทำสัญญากู้จริง ทว่าแท้จริงแล้วเป็นเพียงนิติกรรมอำพรางการซื้อขายกิจการบริษัท เพื่อเลี่ยงข้อห้ามตาม พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 กลับคำพิพากษาให้โจทก์ชนะคดี จำเลยจึงฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานยืนยันว่าโจทก์ซื้อกิจการโดยใช้ชื่อบุคคลสัญชาติไทยถือหุ้นแทน โดยที่โจทก์และบุตรเป็นผู้ควบคุมกิจการที่แท้จริง การทำเช่นนี้ถือเป็นการหลีกเลี่ยงกฎหมายที่ห้ามต่างด้าวถือหุ้นเกินกึ่งหนึ่งในกิจการบางประเภทแม้จะทำสัญญาเป็นการกู้ยืมเงิน แต่เมื่อแท้จริงคือการซื้อกิจการโดยฝ่าฝืนข้อห้ามตามกฎหมาย สัญญาจึงตกเป็นโมฆะตามมาตรา 150 และการชำระเงินถือว่าฝ่าฝืนข้อห้าม ไม่สามารถเรียกคืนได้ตามมาตรา 411 ศาลฎีกาจึงพิพากษากลับให้ยกฟ้อง โจทก์ไม่ได้รับเงินคืน และต้องรับผลจากการกระทำที่ฝ่าฝืนกฎหมายด้วยตนเอง

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *