การเลิกจ้างไม่เป็นธรรม / ค่าชดเชย

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7766/2543

เลิกจ้างโดยไม่แจ้งล่วงหน้า ต้องจ่ายอะไรให้ลูกจ้างบ้าง?

หลายคนเข้าใจผิดว่านายจ้างต้องจ่ายค่าจ้างถึงสิ้นเดือนแม้เลิกจ้างทันที คำพิพากษาศาลฎีกานี้ยืนยันชัดว่า เมื่อนายจ้างเลิกจ้างทันที ลูกจ้างไม่มีสิทธิค่าจ้างถึงสิ้นเดือน เพราะสัญญาจ้างสิ้นสุดแล้ว แต่ยังมีสิทธิได้รับสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าชดเชยตามกฎหมายแรงงาน

บทความน่าสนใจ

ในคดีนี้ นายจ้างแจ้งเลิกจ้างลูกจ้างเมื่อวันที่ 20 มกราคม 2542 โดยให้หยุดทำงานตั้งแต่วันที่ 21 มกราคม 2542 เป็นต้นไป ลูกจ้างฟ้องเรียกค่าจ้างจนถึงสิ้นเดือน และขอให้คำนวณค่าชดเชยถึงปลายเดือน กุมภาพันธ์ 2542

            ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าสัญญาจ้างแรงงานเป็น “สัญญาต่างตอบแทน” ลูกจ้างต้องทำงานเพื่อแลกค่าจ้าง เมื่อสัญญาสิ้นสุดในวันที่ 20 มกราคม 2542 และไม่ได้ทำงานอีกต่อไป ลูกจ้างไม่มีสิทธิเรียกค่าจ้างหลังจากนั้น แต่การเลิกจ้างโดยไม่แจ้งล่วงหน้า ทำให้นายจ้างต้องจ่าย “สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า” ซึ่งเป็นคนละส่วนกับค่าจ้างและการนับเวลาทำงานเพื่อคำนวณ “ค่าชดเชย” ต้องนับถึงวันสุดท้ายที่ทำงานจริงเท่านั้น ศาลแรงงานกลางและศาลฎีกาจึงพิพากษาให้ลูกจ้างได้รับเฉพาะค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า และค่าจ้างวันหยุดพักผ่อน พร้อมดอกเบี้ย

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3680/2567

นายจ้างต้องรู้: มอบหมายงานให้คนอื่นแทน อาจกลายเป็นการจ้างงานโดยนิตินัย

เมื่อธุรกิจใช้คนกลางหรือลูกจ้างเดิม เป็นผู้จัดหาคนมาทำงานแทนตน อาจต้องแบกรับสถานะนายจ้าง โดยปริยายหากเข้าข่ายตามกฎหมายแรงงาน คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3680/2567 ชี้ชัดถึงความรับผิดชอบของผู้ประกอบกิจการ แม้ไม่มีสัญญาจ้างตรงกับผู้ปฏิบัติงานก็ตาม คดีนี้เป็นบทเรียนสำคัญสำหรับนายจ้างที่พยายามลดภาระผ่านระบบรับเหมาค่าแรง แต่กลับต้องรับผิดในฐานะนายจ้างเต็มตัวตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน มาตรา 11/1

บทความน่าสนใจ

ในคดีนี้ โจทก์ทำงานฝังเพชรพลอยภายในสถานที่และด้วยอุปกรณ์ของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นบริษัทประกอบธุรกิจเครื่องประดับ แม้ไม่มีสัญญาจ้างตรง แต่จำเลยที่ 1 มอบหมายให้ลูกจ้างเดิม “นายบัวลา” จัดหาคนมาทำงานแทนตน โดยให้งานและรับผลงานโดยไม่คัดค้าน

ศาลฎีกาเห็นว่า แม้นายบัวลาจะไม่ได้ทำงานฝังเพชรด้วยตนเอง แต่การที่จำเลยที่ 1 ยอมรับให้นำคนมาทำงานในสถานประกอบการ ถือว่าจำเลยที่ 1 เป็น “ผู้ประกอบกิจการ” ที่มีสถานะเป็นนายจ้างของโจทก์ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน มาตรา 11/1

ผลคือ จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดจ่ายค่าจ้าง 16,893 บาท ค่าชดเชย 48,000 บาท และค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 30,400 บาท พร้อมดอกเบี้ยตั้งแต่วันที่ 9 สิงหาคม 2563 เป็นต้นไป

คำพิพากษานี้ตอกย้ำว่า “การมอบหมายงาน” อาจกลายเป็น “การจ้างงาน” ทางนิตินัย หากเข้าหลักเกณฑ์ตามกฎหมายแรงงาน

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *