คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7364/2558
ห้ามทำงานกับคู่แข่งหลังลาออกได้หรือไม่? คำตอบอยู่ที่ความเหมาะสมของข้อตกลง
ในยุคที่ข้อมูลทางการค้าคือทรัพย์สินมีค่า นายจ้างจำนวนมากจึงใช้ “สัญญาห้ามแข่งขัน” เพื่อคุ้มครองความลับทางธุรกิจจากอดีตลูกจ้าง แต่ข้อตกลงแบบนี้จะมีผลตามกฎหมายหรือไม่ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7364/2558 ยืนยันว่า หากกำหนดระยะเวลาและขอบเขตอย่างเหมาะสม เช่น ห้ามทำงานกับคู่แข่งภายใน 1 ปี ถือว่าเป็นข้อตกลงที่ชอบด้วยกฎหมายและมีผลผูกพัน แม้ศาลแรงงานจะมีอำนาจลดเบี้ยปรับหากเห็นว่าสูงเกินไป
บทความน่าสนใจ
อดีตพนักงานตำแหน่งหัวหน้างานผสมเครื่องสำอางของโจทก์ได้ลงนามในข้อตกลงห้ามประกอบอาชีพที่แข่งขันกับบริษัทภายใน 1 ปีหลังลาออก และหากฝ่าฝืนต้องชำระค่าปรับ 500,000 บาท แต่หลังออกจากงานจำเลยกลับไปทำงานในบริษัทที่ผลิตเครื่องสำอางคล้ายกับโจทก์ในเวลายังไม่ถึง 1 ปี
ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง โดยเห็นว่าเป็นข้อตกลงไม่เป็นธรรม แต่ศาลฎีกากลับวินิจฉัยว่า สัญญาดังกล่าวกำหนดระยะเวลาห้ามแข่งขันเพียง 1 ปี ถือว่าเหมาะสมและเป็นธรรม บริษัทมีสิทธิรักษาความลับทางการค้าโดยชอบ และจำเลยฝ่าฝืนสัญญา อย่างไรก็ตาม การเรียกค่าปรับ 500,000 บาทเป็นเบี้ยปรับตาม ป.พ.พ. มาตรา 379 ศาลแรงงานมีอำนาจลดลงได้ตามมาตรา 383 ศาลฎีกาจึงให้ย้อนคดีกลับไปให้ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยค่าเสียหายใหม่
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2169/2557
ตีความสัญญาห้ามแข่งขันอย่างไร ไม่ให้ละเมิดสิทธิการทำงานของลูกจ้าง
ในสัญญาจ้างงาน ผู้ประกอบการมักกำหนด “ข้อตกลงห้ามแข่งขัน” เพื่อคุ้มครองผลประโยชน์ของตนหลังลูกจ้างลาออก แต่หากใช้ถ้อยคำกว้าง ๆ โดยไม่ชัดเจน เช่น “ห้ามประกอบกิจการที่แข่งขันกับบริษัท” จะสามารถตีความครอบคลุมถึงการไปเป็นลูกจ้างบริษัทคู่แข่งได้หรือไม่ ศาลฎีกาในคดีนี้ตอบว่า “ไม่ได้” เพราะการตีความข้อตกลงที่จำกัดสิทธิของลูกจ้างต้องเคร่งครัด
บทความน่าสนใจ
โจทก์ประกอบธุรกิจจำหน่ายอุปกรณ์ก่อสร้างและตกแต่งบ้านได้ทำข้อตกลงกับจำเลย ซึ่งดำรงตำแหน่งผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ โดยมีเงื่อนไขว่า หลังลาออกจากงาน จำเลยจะไม่ “ประกอบกิจการหรือเข้าร่วมในการประกอบกิจการ” ที่แข่งขันกับธุรกิจของโจทก์ภายใน 1 ปี
ต่อมาจำเลยไปทำงานกับบริษัทอื่นซึ่งเป็นคู่แข่งของโจทก์ โจทก์จึงฟ้องเรียกค่าเสียหาย โดยอ้างว่าจำเลยผิดสัญญา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อห้ามในสัญญานี้เป็นการจำกัดสิทธิของลูกจ้าง ต้องตีความอย่างเคร่งครัด ข้อความ “ห้ามประกอบกิจการหรือเข้าร่วมในการประกอบกิจการ” หมายถึง การลงทุนหรือดำเนินธุรกิจเอง ไม่รวมถึงการเป็นลูกจ้างของบริษัทอื่น แม้บริษัทนั้นจะเป็นคู่แข่งโดยตรงของโจทก์ก็ตาม
ดังนั้น จำเลยไม่ได้ผิดสัญญา และโจทก์ไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3892/2557
เมื่อสัญญาห้ามทำงานกับคู่แข่งไม่ขัดกฎหมาย หากมีเหตุผลและขอบเขตที่เป็นธรรม
สัญญาห้ามทำงานกับคู่แข่งหลังลาออกไม่ถือว่าขัดต่อเสรีภาพของลูกจ้าง หากข้อตกลงมีขอบเขตเวลาและพื้นที่สมเหตุสมผล และมีวัตถุประสงค์เพื่อคุ้มครองความลับทางธุรกิจ ศาลยังมีอำนาจลดเบี้ยปรับได้หากสูงเกินไปตามมาตรา 383 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
บทความน่าสนใจ
จำเลยซึ่งเคยเป็นพนักงานขายของโจทก์ ตกลงในสัญญาว่าจะไม่ทำงานกับบริษัทคู่แข่งหรือขายสินค้าประเภทเดียวกันในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑลภายใน 2 ปีหลังลาออก หากฝ่าฝืนจะต้องชดใช้ค่าเสียหายไม่น้อยกว่า 100,000 บาท ต่อมาจำเลยได้ทำงานกับบริษัทที่ขายสินค้าประเภทเดียวกันและติดต่อกับลูกค้าเดิมของโจทก์ โจทก์จึงเรียกค่าเสียหายตามสัญญา
ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า จำเลยกระทำผิดสัญญาจริง แต่โจทก์ไม่มีหลักฐานว่ามีความเสียหายเกิดขึ้นชัดเจน จึงลดค่าเสียหายจาก 100,000 บาท เหลือ 6,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย
ศาลฎีกาพิพากษายืน โดยชี้ว่าข้อตกลงห้ามทำงานกับคู่แข่งในเขตพื้นที่และระยะเวลา 2 ปี เป็นข้อตกลงที่ชอบ ไม่ขัด พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 ค่าเสียหายตามสัญญาถือเป็น “เบี้ยปรับ” ตาม ป.พ.พ. มาตรา 379 และศาลมีอำนาจลดเบี้ยปรับได้ตาม มาตรา 383 หากเห็นว่าสูงเกินไป
