คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10285/2557
ถูกยักยอกเงินอาจเป็นเหตุสุดวิสัย มีสิทธิขอขยายเวลาชำระหนี้
ตามหลักกฎหมายแพ่ง เมื่อลูกหนี้ไม่ชำระหนี้ภายในเวลาที่กำหนด ย่อมถือว่าเป็นการผิดนัด เว้นแต่จะมี “เหตุสุดวิสัย” ซึ่งเป็นข้อยกเว้นที่กฎหมายรับรองให้แก่ลูกหนี้ในบางกรณีเท่านั้น โดยเหตุสุดวิสัยตามมาตรา 8 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ หมายถึง เหตุที่ไม่อาจป้องกันได้ แม้บุคคลจะได้ใช้ความระมัดระวังตามสมควรในฐานะและภาวะเช่นนั้น คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10285/2557 เป็นแนวคำพิพากษาสำคัญที่อธิบายหลักเกณฑ์ของเหตุสุดวิสัยไว้อย่างชัดเจน และสะท้อนการใช้บังคับกฎหมายเพื่อคุ้มครองสิทธิของลูกหนี้ผู้สุจริต
บทความน่าสนใจ
ในคดีนี้ ผู้ซื้อทรัพย์ตามคำพิพากษาได้มอบหมายให้บุคคลหนึ่งนำเงิน 550,000 บาทไปวางชำระต่อกรมบังคับคดีภายในกำหนด แต่บุคคลดังกล่าวกลับยักยอกเงินไป ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เหตุที่เกิดขึ้นเป็นเหตุสุดวิสัย เพราะผู้ซื้อไม่สามารถคาดหมายหรือป้องกันได้ และมิได้เป็นผู้กระทำความผิดหรือประมาทเลินเล่อ
การตีความคำว่า “เหตุสุดวิสัย” ในกรณีนี้ ศาลใช้แนวทางพิจารณาทั้งจากตัวบทกฎหมายและข้อเท็จจริงเฉพาะของคดี โดยเน้นว่าเหตุสุดวิสัยต้องไม่เกิดจากพฤติกรรมของลูกหนี้ และต้องเป็นเหตุที่แม้จะมีความระมัดระวังแล้วก็ยังไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้
ผลจากคำวินิจฉัยคือ ผู้ซื้อมีสิทธิขอขยายเวลาชำระหนี้โดยไม่ต้องรับผิดในความล่าช้า ซึ่งเป็นหลักการสำคัญที่ช่วยคุ้มครองลูกหนี้ที่สุจริตและถูกกระทำโดยบุคคลอื่นอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง
คำพิพากษาศาลฎีกา1194/2531
เหตุสุดวิสัยต้องไม่อาจคาดหมายได้ หากเกิดขึ้นเป็นประจำไม่เป็นเหตุสุดวิสัย
คำว่า “เหตุสุดวิสัย” ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 8 มักถูกหยิบยกขึ้นมาในกรณีการผิดสัญญาหรือส่งมอบงานล่าช้า โดยเฉพาะในสัญญาก่อสร้างที่มีความเสี่ยงจากเหตุการณ์ทางธรรมชาติหรือปัจจัยภายนอก คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1194/2531 เป็นตัวอย่างสำคัญที่วางแนวทางว่าเหตุสุดวิสัยต้องเป็นเหตุการณ์ที่ไม่มีใครอาจป้องกันได้และไม่อาจคาดหมายได้ตามปกติ หากเหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นเป็นประจำตามฤดูกาล ย่อมไม่ถือว่าเป็นเหตุสุดวิสัย แม้จะก่อให้เกิดความเสียหายต่อการดำเนินงาน
บทความน่าสนใจ
ในคดีนี้ โจทก์เป็นผู้รับเหมาก่อสร้างงานระบบประปาแม่สอดและถูกปรับเนื่องจากส่งงานล่าช้า โดยอ้างว่าเกิดเหตุสุดวิสัย 2 กรณี คือ น้ำป่าพัดสะพานพัง และระดับน้ำในแม่น้ำเมยสูงผิดปกติ
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เหตุการณ์น้ำป่าพัดสะพานพังนั้นเป็นเหตุสุดวิสัยจริง เนื่องจากไม่อาจคาดหมายและป้องกันได้ อย่างไรก็ดี เหตุนี้ส่งผลกระทบเพียง 10 วัน และจำเลยได้ต่ออายุสัญญาให้แล้ว
ส่วนระดับน้ำในแม่น้ำเมยที่สูงขึ้น ศาลวินิจฉัยว่าเป็นปรากฏการณ์ปกติในฤดูฝนซึ่งเกิดขึ้นทุกปี จึงไม่ถือเป็นเหตุสุดวิสัย แม้จะทำให้โจทก์ทำงานในแม่น้ำล่าช้า
เมื่อโจทก์ไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าสาเหตุแห่งความล่าช้าอยู่พ้นวิสัยที่จะคาดหมาย จำเลยจึงมีสิทธิปรับตามสัญญา และไม่ต้องคืนค่าปรับให้โจทก์ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 16469/2557
พ้นวิสัยไม่ใช่แค่ล่าช้า ต้องไม่สามารถชำระหนี้ได้อย่างเด็ดขาดและถาวร
ในสัญญาซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ หากฝ่ายหนึ่งอ้างว่าไม่สามารถปฏิบัติตามสัญญาได้เนื่องจากเหตุ “พ้นวิสัย” การตีความตามมาตรา 219 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์จะมีความเข้มงวดสูง คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 16469/2557 ย้ำว่า เหตุพ้นวิสัยต้องเป็นเหตุที่เกิดขึ้นหลังจากก่อหนี้และทำให้ลูกหนี้ “ไม่สามารถชำระหนี้ได้อย่างเด็ดขาดและถาวร” ไม่ใช่เพียงเพราะต้องใช้เวลาหรือเงินมากขึ้น หรือประสบปัญหาทางการเงิน คดีนี้แสดงให้เห็นว่าแม้ภาครัฐจะสั่งปิดสถาบันการเงินที่ให้สินเชื่อ แต่ลูกหนี้ยังต้องรับผิด หากยังมีหนทางอื่นที่จะปฏิบัติตามสัญญาได้
บทความน่าสนใจ
คดีนี้ โจทก์ทำสัญญาซื้อห้องชุดสองห้องจากจำเลยและชำระเงินรวม 1,480,000 บาทล่วงหน้า แต่จำเลยไม่สามารถสร้างอาคารชุดและจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ได้ โดยอ้างว่าเกิดเหตุพ้นวิสัย เพราะบริษัทเงินทุนที่ให้สินเชื่อถูกภาครัฐสั่งระงับกิจการ จึงไม่ได้รับเงินอีก 200 ล้านบาทตามที่ตกลงไว้ จำเลยจึงขอให้หลุดพ้นจากหนี้และไม่ต้องคืนเงิน
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การไม่ได้รับเงินกู้จากสถาบันการเงินเดิม ไม่ใช่เหตุที่ทำให้การสร้างอาคาร “สิ้นหวัง” อย่างแท้จริง จำเลยยังสามารถแสวงหาแหล่งเงินทุนใหม่ได้ แม้อาจต้องใช้เวลานานและมีต้นทุนเพิ่มขึ้น แต่ไม่ถึงขั้นเป็นอุปสรรคอย่างถาวร
เมื่อวัตถุแห่งหนี้ยังสามารถดำเนินการได้ การที่จำเลยไม่สร้างอาคารให้แล้วเสร็จจึงถือเป็นการผิดสัญญา ไม่เข้าข่าย “พ้นวิสัย” ตามมาตรา 219 โจทก์มีสิทธิเลิกสัญญาและเรียกเงินคืนพร้อมดอกเบี้ย จำเลยยังต้องชดใช้เงินคืนทั้งหมด
คำวินิจฉัยนี้แสดงให้เห็นว่า “พ้นวิสัย” ไม่ใช่ข้ออ้างเพื่อหลุดพ้นจากพันธะได้โดยง่าย และศาลจะพิจารณาอย่างรอบคอบว่าการปฏิบัติตามหนี้นั้น “หมดทางเป็นไปได้จริง” หรือไม่
