คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 647/2521
อำนาจฟ้องของบิดานอกสมรสในคดีรับรองบุตร
หากบิดาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายจะนำคดีมาฟ้องศาลให้รับรองบุตรได้ ก็ต่อเมื่อได้ยื่นคำร้องขอรับรองบุตรต่อสำนักทะเบียนก่อน และเด็กหรือมารดามีการ “คัดค้าน” การขอจดทะเบียน จึงถือว่ามีข้อโต้แย้งสิทธิเกิดขึ้นจนศาลเข้ามาได้ หากยังไม่มีการยื่นคำร้องและถูกคัดค้าน บิดาย่อมไม่มีอำนาจฟ้องคดีต่อศาล ซึ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลสามารถยกขึ้นวินิจฉัยเองได้
บทความน่าสนใจ
ในคดีนี้ โจทก์เป็นบิดาที่มิได้สมรสกับจำเลย และประสงค์ให้เด็กชายโอภาสเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของตนโดยอาศัยมาตรา 1527 จึงฟ้องขอให้ศาลพิพากษาว่าเด็กเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมาย และให้จำเลยไปให้ความยินยอมจดทะเบียนรับรองบุตรแทนโจทก์
จำเลยให้การปฏิเสธ พร้อมฟ้องแย้งเรียกเด็กคืน อ้างว่าโจทก์มิได้เลี้ยงดูและมีพฤติการณ์รุนแรงในครอบครัว
ศาลฎีกาวินิจฉัยโดยอาศัยบทบัญญัติมาตรา 1527 และพระราชบัญญัติจดทะเบียนครอบครัว พ.ศ. 2478 มาตรา 19 ซึ่งกำหนดขั้นตอนว่า
- บิดานอกสมรสต้อง ยื่นคำร้องต่อนายทะเบียน เพื่อขอจดทะเบียนเด็กเป็นบุตรเสียก่อน
- นายทะเบียนจะแจ้งเด็กและมารดาให้ทราบเพื่อใช้สิทธิคัดค้าน
- หากเด็กหรือมารดา คัดค้าน จึงเกิด “ข้อโต้แย้งสิทธิ” ทำให้บิดามีอำนาจฟ้องต่อศาล
แต่จากข้อเท็จจริงปรากฏว่า โจทก์ไม่เคยยื่นคำร้องต่อนายทะเบียนเลย จึงไม่อาจเกิดกรณี “คัดค้าน” จากมารดาได้ อำนาจฟ้องของโจทก์จึงยังไม่เกิด
แม้จำเลยมิได้ยกข้อต่อสู้เรื่องอำนาจฟ้อง แต่ประเด็นนี้เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาจึงยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตามมาตรา 142(5) นอกจากนี้ เมื่อโจทก์และจำเลยมิได้จดทะเบียนสมรส เด็กจึงเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของจำเลยผู้เป็นมารดา ทำให้จำเลยมีอำนาจฟ้องแย้งเรียกเด็กคืนได้
ศาลฎีกาพิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ และให้โจทก์มอบเด็กชายโอภาสคืนแก่จำเลย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2268/2533
สิทธิของเด็กอายุ 15 ปีขึ้นไปในการฟ้องรับรองบุตรและขอค่าเลี้ยงดู
คำพิพากษานี้เป็นแนววินิจฉัยสำคัญว่าด้วยสิทธิของเด็กที่มีอายุเกินสิบห้าปีในการฟ้องขอให้บิดารับรองบุตร และสามารถเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูในคดีเดียวกันได้หรือไม่ ภายใต้บทบัญญัติมาตรา 1556 และข้อจำกัดเรื่องคดีอุทลุมตามมาตรา 1562 อีกทั้งศาลฎีกายังชี้ว่าศาลล่างไม่มีอำนาจสั่งให้บิดาไปจดทะเบียนรับรองบุตรภายในกำหนดเวลา เพราะกฎหมายกำหนดวิธีดำเนินการหลังคำพิพากษาไว้ชัดเจนแล้ว คดีนี้จึงเป็นกรณีตัวอย่างเกี่ยวกับอำนาจฟ้อง สิทธิเรียกร้องต่อเนื่อง และขอบเขตคำพิพากษาที่ศาลจะก้าวล่วงไม่ได้
บทความน่าสนใจ
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มาตรา 1556 วรรคสอง ให้อำนาจเด็กที่มีอายุ 15 ปีบริบูรณ์ เด็กสามารถฟ้องขอให้รับเด็กเป็นบุตรได้เอง โดยไม่ต้องให้ผู้แทนโดยชอบธรรมดำเนินการแทน เมื่อโจทก์มีอายุเกิน 15 ปีจึงมีอำนาจฟ้องโดยชอบ เนื่องจาก ขณะยื่นฟ้องโจทก์ยังไม่เป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของจำเลย คดีจึงไม่เป็นคดีอุทลุม ไม่ต้องห้ามตามมาตรา 1562
ส่วนคำขอค่าอุปการะเลี้ยงดู ศาลเห็นว่าเป็นผลโดยตรงที่เกิดขึ้นหลังจากมีการรับรองความเป็นบุตร และเป็น “เรื่องต่อเนื่องจากการรับรองบุตร” เด็กจึงมีสิทธิฟ้องเรียกค่าเลี้ยงดูในคดีเดียวกันได้อย่างชอบด้วยกฎหมาย
อย่างไรก็ตามในส่วนที่คำพิพากษาศาลล่างที่สั่งให้จำเลยไปจดทะเบียนรับรองบุตรภายใน 30 วัน หากไม่ทำให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนานั้น ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะพระราชบัญญัติจดทะเบียนครอบครัว พ.ศ. 2478 มาตรา 20 บัญญัติชัดว่า ผู้มีส่วนได้เสียต้องนำ “สำเนาคำพิพากษาถึงที่สุด” ไปยื่นต่อสำนักทะเบียนเพื่อให้ลงบันทึกเท่านั้น อีกทั้งโจทก์มิได้มีคำขอเช่นนั้นในคำฟ้อง การพิพากษาเช่นนั้นจึงเป็นการเกินคำขอ ต้องห้ามตามมาตรา 142 วรรคแรก
