คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3336/2548
พยานคนกลางมีน้ำหนักเพียงใด
คดีนี้คู่ความต่างยอมรับว่าเคยซื้อ–ขายเสื้อผ้าสำเร็จรูปกันจริง และการชำระเงินในอดีตเป็นไปด้วยความเชื่อใจโดยไม่ทำหลักฐานเป็นหนังสือ ความขัดแย้งเกิดขึ้นเมื่อโจทก์อ้างว่ายังมีหนี้ค้างชำระ แต่จำเลยยืนกรานว่าชำระแล้วครบถ้วน ประเด็นสำคัญคือ “จะฟังว่าใครเป็นเจ้าหนี้–ลูกหนี้กันแน่” เมื่อพยานหลักฐานของทั้งสองฝ่ายเป็นเพียงคำกล่าวอ้างที่ขัดแย้งกันโดยตรง หลักการตาม ป.วิ.พ. มาตรา 104 ว่าด้วยการชั่งน้ำหนักพยานประกอบกันอย่างรอบด้าน
บทความน่าสนใจ
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้บันทึกการเจรจา (หมาย จ.1) และบันทึกประจำวันตำรวจ (หมาย จ.2) จะไม่ผูกพันในฐานะสัญญาประนีประนอมยอมความ เพราะจำเลยไม่ลงลายมือชื่อ แต่เอกสารดังกล่าวสามารถรับฟังเป็น “พยานแวดล้อม” ประกอบคำเบิกความได้ โดยเฉพาะเมื่อมีพยานหลายคนที่เป็นเจ้าพนักงานรัฐหรืออดีตเจ้าพนักงาน ได้แก่ ผู้ใหญ่บ้านทั้งสองฝ่าย อดีตกำนัน และพนักงานสอบสวน ซึ่งต่างเบิกความสอดคล้องกันว่า จำเลยยอมรับหนี้ต่อหน้าพยานทั้งหลายจริง
ลักษณะสำคัญของพยานชุดนี้ คือ 1.ไม่มีส่วนได้เสียกับคู่ความ 2.เป็นบุคคลมีตำแหน่งในชุมชนและได้รับความเคารพ3.เบิกความตรงกันหลายปาก สิ่งนี้ทำให้พยานดังกล่าวมีน้ำหนักในฐานะ “พยานคนกลาง” ตามแนวคำพิพากษาศาลฎีกา
ในทางกลับกัน ฝ่ายจำเลยมีเพียงคำเบิกความของตนเองว่าได้ชำระหนี้แล้ว แต่ไม่สามารถอ้างพยานหรือหลักฐานอื่นใดสนับสนุนได้ ทั้งยังยอมรับว่าในอดีตมีการซื้อขายกันโดย “ไม่ทำหลักฐานไว้เพราะเชื่อใจกัน” จึงไม่แปลกที่โจทก์จำวันเวลาและรายการเสื้อผ้าไม่ได้ โดยศาลเห็นว่าเป็นเรื่องปกติ ไม่ใช่เหตุทำให้คำเบิกความไม่น่าเชื่อถือ
เมื่อพิจารณาพยานสองฝ่าย “พยานกลางที่มีความน่าเชื่อถือสูงหลายปาก” มีน้ำหนักมากกว่า “คำกล่าวลอย ๆ ของจำเลยไม่มีหลักฐานประกอบ” ศาลฎีกาจึงเชื่อว่าจำเลยเป็นหนี้จริง และพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4495/2547
ศาลไม่จำเป็นต้องเชื่อเอกสารทุกฉบับ
คดีแรงงานจำนวนมากมีข้อพิพาทเกี่ยวกับใบลาออก ใบเตือน หรือเอกสารภายในองค์กร ทำให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนว่า หากคู่ความไม่คัดค้านเอกสารตาม ป.วิ.พ. มาตรา 125 ศาลต้องรับฟังเนื้อหาตามเอกสารโดยอัตโนมัติ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4495/2547 แสดงให้เห็นชัดว่า การไม่คัดค้านเอกสารมีผลจำกัดเฉพาะ “การมีอยู่และความแท้จริงของเอกสาร” เท่านั้น ส่วนข้อเท็จจริงภายในเอกสาร ศาลยังต้องชั่งน้ำหนักร่วมกับพยานหลักฐานทั้งหมดตามมาตรา 104
บทความน่าสนใจ
ในคดีนี้ ฝ่ายจำเลยอ้างใบลาออกตามเอกสารหมาย ล.3 เพื่อยืนยันว่าโจทก์ลาออกเอง ไม่ได้ถูกเลิกจ้าง โดยชี้ว่าโจทก์ไม่คัดค้านเอกสารภายในเวลาที่กฎหมายกำหนด ศาลแรงงานกลางตรวจสอบพยานทั้งหมดแล้วไม่รับฟังว่าโจทก์ลงลายมือชื่อในใบลาออกจริง จำเลยจึงอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา โดยโต้แย้งว่าศาลชั้นต้นฝ่าฝืนมาตรา 125
ศาลฎีกาวางหลักว่า แม้โจทก์ไม่คัดค้านเอกสาร แต่ผลตามกฎหมายมีเพียงห้ามโต้แย้งว่ามีการปลอมเอกสารและห้ามโต้แย้งว่าผู้ลงชื่อไม่ได้ลงจริง อย่างไรก็ตาม การไม่คัดค้านเอกสาร ไม่ได้ทำให้ศาลต้องเชื่อเนื้อหาในเอกสาร ศาลยังมีอำนาจพิจารณาว่าข้อเท็จจริงเป็นไปตามเอกสารหรือไม่ จากพยานหลักฐานทั้งหมดในคดี
ศาลแรงงานกลางได้พิเคราะห์พยานแวดล้อม พฤติการณ์ก่อน–หลัง และความน่าเชื่อถือของเอกสารหมาย ล.3 แล้วเห็นว่าไม่สามารถฟังได้ว่าโจทก์เป็นผู้ลงชื่อ ศาลฎีกาจึงยืนยันว่า การวินิจฉัยของศาลแรงงานกลางเป็นไปตามกฎหมาย ไม่ขัดต่อมาตรา 125
คดีนี้จึงย้ำหลักสำคัญว่า “เอกสารที่ไม่ถูกคัดค้าน ไม่ได้ผูกมัดศาลให้เชื่อเนื้อหาตามเอกสาร” และศาลต้องใช้ดุลพินิจจากพยานทั้งหมดเพื่อค้นหาความจริงแห่งคดี
