คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1277/2537
ปลอมเอกสารราชการหรือไม่? ศาลฎีกาชี้ชัดกรณีเปลี่ยนรูปในหนังสือเดินทาง
คดีปลอมเอกสารราชการมักถูกเข้าใจว่า ต้องมีการแก้ไขข้อความหรือปลอมลายเซ็นเจ้าหน้าที่รัฐ แต่คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1277/2537 เป็นตัวอย่างสำคัญที่ศาลวินิจฉัยว่า แม้เพียงการดัดแปลงรูปถ่ายในหนังสือเดินทางก็ถือเป็นการปลอมเอกสารราชการ เพราะทำให้เอกสารแสดงความหมายเท็จและก่อให้เกิดความเสียหายต่อรัฐได้
บทความน่าสนใจ
จำเลยนำหนังสือเดินทางตัวจริงที่ออกให้บุคคลชื่อ “นายสิทธิชัย หอมพวงษ์” มาแกะภาพถ่ายเจ้าของเดิมออกแล้วติดรูปของตนเองลงไปแทน จากนั้นใช้หนังสือเดินทางฉบับนี้เดินทางออกและกลับเข้าประเทศผ่านด่านตรวจคนเข้าเมือง
ประเด็นสำคัญคือ “รูปถ่าย” ไม่ใช่เอกสารตาม ป.อ. ม.1(7) แต่เมื่อถูกนำไปติดในหนังสือเดินทางซึ่งเป็นเอกสารราชการ รูปนั้น ทำให้หนังสือเดินทางทั้งฉบับเปลี่ยนความหมายเป็นเอกสารปลอม เนื่องจากแสดงว่าจำเลยคือนายสิทธิชัย ทั้งที่ความจริงไม่ใช่
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การนำรูปตนเองไปติดแทนรูปเจ้าของที่แท้จริง ทำให้หนังสือเดินทางเกิดข้อความเท็จในสาระสำคัญถือเป็นการปลอมเอกสารราชการตาม ม.265 และเมื่อจำเลยนำฉบับปลอมไปแสดงต่อเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองทั้ง “ขาออก” และ “ขาเข้า” จึงเป็น ความผิดฐานใช้เอกสารราชการปลอม ม.268 จำนวน 2 กระทง เพราะเป็นการใช้ในคนละคราว
ศาลฎีกาจึงพิพากษากลับ ยืนยันว่าเป็นความผิดทั้งปลอมและใช้เอกสารราชการปลอม แม้การปลอมจะทำโดย “เพียงเปลี่ยนรูป” ไม่ได้แก้ไขข้อความอื่นใดก็ตาม ถือว่าเป็นการปลอมสาระสำคัญของเอกสาร ไม่อาจยกฟ้องได้
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1895/2546
การปลอมเอกสารสิทธิต้องมีต้นฉบับก่อนหรือไม่
การปลอมเอกสารเป็นเรื่องที่พบได้บ่อยในคดีฉ้อโกง โดยเฉพาะสัญญาซื้อขายทรัพย์สินที่เอกชนใช้กันทั่วไป คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1895/2546 เป็นตัวอย่างสำคัญที่ศาลวางหลักชัดเจนว่า “เอกสารปลอมไม่จำเป็นต้องมีต้นฉบับจริงก่อน และไม่ต้องทำให้เหมือนของจริงทุกประการก็เป็นความผิดได้” ซึ่งเป็นหลักกฎหมายที่มีผลต่อคดีเอกสารสิทธิทุกประเภท
บทความน่าสนใจ
ในคดีนี้ จำเลยที่ 2 กับพวกแสร้งเป็นเจ้าของรถบรรทุก แล้วจัดทำ “สัญญาซื้อขายรถยนต์ปลอม” โดยลงลายมือชื่อผู้ขายปลอม และมอบให้ผู้เสียหายถือไว้เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ การกระทำดังกล่าวมีเจตนาทุจริตชัดเจน คือทำสัญญาปลอมเพื่อรับเงิน และไม่ให้ผู้เสียหายใช้เอกสารนั้นฟ้องร้องเรียกเงินคืนภายหลัง ศาลจึงถือว่าเป็นการปลอม “เอกสารสิทธิ” ตามกฎหมาย
เมื่อจำเลยนำสัญญาปลอมฉบับนั้นส่งมอบให้ผู้เสียหาย จึงเกิด “อีกความผิดหนึ่ง” คือความผิดฐาน ใช้เอกสารสิทธิปลอม เพิ่มเติม นอกจากนี้ยังประกอบความผิดฐานฉ้อโกงโดยแสดงตนเป็นคนอื่น ซึ่งเป็นพฤติกรรมเดียวกันและเป็น “กรรมเดียว ต่างบท” ศาลจึงลงโทษตามบทที่หนักที่สุด คือฐานใช้เอกสารสิทธิปลอม ตามมาตรา 268 ประกอบมาตรา 265
