คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2893/2562
ยิงปืนข่มขู่ไม่ใช่การพยายามฆ่า พิเคราะห์เรื่องเจตนาฆ่า–ยิงปืนในที่ชุมชน
คดีใช้อาวุธปืนมักถูกตีความเป็น “พยายามฆ่า” แต่ศาลต้องพิจารณาเจตนาจากพฤติการณ์ทั้งหมดอย่างละเอียด คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2893/2562 เป็นกรณีสำคัญที่ยืนยันหลักว่า การยิงปืนสูงเหนือศีรษะเพื่อข่มขู่ ไม่เพียงพอที่จะฟังว่าเป็นการพยายามฆ่า อีกทั้งยังเป็นตัวอย่างของการยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลยร่วมที่ไม่มีส่วนรู้เห็นชัดเจน
บทความน่าสนใจ
จำเลยที่ 1 ยิงปืนหนึ่งนัดเข้าไปในบ้านผู้เสียหาย โดยรอยกระสุนสูงจากพื้นประมาณ 2 เมตร เหนือศีรษะผู้เสียหายราว 1 เมตร มีรั้วบ้านกั้น และจำเลยยิงเพียงนัดเดียวไม่ยิงซ้ำ ทั้งที่มีโอกาสยิงตรงตัวได้ง่าย สาเหตุเกิดจากการโต้เถียงและท้าทายกันในโซเชียล ไม่ใช่ความขัดแย้งร้ายแรง ศาลฎีกาพิจารณาพฤติการณ์ทั้งหมดแล้วเห็นว่า เจตนาของจำเลยที่ 1 คือ “ยิงข่มขู่” ไม่ใช่ “เจตนาฆ่า” จึงยกฟ้องข้อหาพยายามฆ่าตาม ป.อ. ม.288, 80 แต่ลงโทษในข้อหา “ยิงปืนโดยใช่เหตุในที่ชุมชน” ตาม ป.อ. ม.376 ซึ่งเป็นความผิดที่รวมอยู่ในเหตุการณ์เดียวตาม ป.วิ.อ. ม.192 วรรคท้าย
สำหรับจำเลยที่ 2 ซึ่งขับรถจักรยานยนต์ให้จำเลยที่ 1 ซ้อนท้าย ศาลฎีกาเห็นว่าไม่มีพยานหลักฐานยืนยันว่าเขารู้เห็นหรือเกี่ยวข้องกับปืน ปืนถูกพบที่เอวจำเลยที่ 1 เท่านั้น และเจ้าหน้าที่ปล่อยตัวจำเลยที่ 2 ในชั้นจับกุม จึงต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยตาม ป.วิ.อ. ม.227 วรรคสอง ยกฟ้องจำเลยที่ 2 ทุกข้อหา
แม้จำเลยที่ 1 มิได้ฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจแก้ไขโทษให้เหมาะสม โดยพิจารณาว่า จำเลยอายุ 19 ปี เหตุเกิดจากปัญหาส่วนตัว ไม่ใช่ภัยสาธารณะ จึงรอการลงโทษจำคุก 2 ปี สั่งปรับตามฐานต่าง ๆ และให้คุมความประพฤติพร้อมทำกิจกรรมบริการสังคม
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8882/2561
รถยนต์ขับรถพุ่งชนรถจักรยานยนต์เจตนาฆ่าหรือไม่
คดีอาญาที่คู่ความอ้าง “เหตุบันดาลโทสะ” หรือ “การกระทำโดยพลาด” มักขึ้นอยู่กับการพิสูจน์พฤติการณ์แวดล้อมของผู้ตายและพยานในที่เกิดเหตุ ศาลต้องชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานอย่างละเอียดว่า ผู้ตายมีส่วนร่วมในการข่มเหงหรือกระทำให้ผู้กระทำเกิดอารมณ์โมโหร้ายแรงหรือไม่
บทความน่าสนใจ
ข้อเท็จจริงฟังได้จากพยานทั้งฝ่ายโจทก์ โจทก์ร่วม และแม้แต่คำให้การของจำเลยเองว่า ผู้ตายทั้งสอง (พ. และ ข.) เพียงนั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหาย ไม่ได้ทำร้ายจำเลย ไม่ได้ร่วมยุยง ไม่ได้ให้กำลังใจหรือสนับสนุนการทะเลาะวิวาทใด ๆ หลังเกิดเหตุที่ผู้เสียหายกับพวกรุมทำร้ายจำเลย ผู้ตายทั้งสองเพียงกลับไปพร้อมกลุ่มเดิมเพราะมากับรถเท่านั้น
พยานทุกปากไม่ปรากฏว่าผู้ตายทั้งสอง “ข่มเหงอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรม” ตามที่จำเลยอ้าง จึงไม่เข้าองค์ประกอบของมาตรา 72 และไม่มีเหตุให้รับฟังว่าเป็นกรณี “บันดาลโทสะโดยพลาด”
ในทางกลับกัน พยานหลักฐานแสดงพฤติการณ์สำคัญว่า จำเลยขับรถกระบะไล่ตามกลุ่มรถจักรยานยนต์ ก่อนพุ่งชนอย่างแรง รถกระบะมีขนาดใหญ่และแรงประทะมากกว่ารถจักรยานยนต์หลายเท่า ย่อมเล็งเห็นได้ว่าทั้งคนขับและคนนั่งซ้อนท้ายอาจถึงตายได้ แม้ชนเพียงครั้งเดียว พฤติการณ์ดังกล่าวแสดง “เจตนาต่อผู้ตายโดยตรง” ไม่ใช่การยิงหรือกระทำต่อกลุ่มอื่นแล้วพลาดไป
เมื่อพยานหลักฐานทุกส่วนยืนยันว่าผู้ตายไม่มีส่วนในเหตุวิวาท ศาลจึงไม่รับฟังข้ออ้างเรื่องบันดาลโทสะและไม่เข้าเงื่อนไขการกระทำโดยพลาด
