คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9681/2557
การหย่าระหว่างคู่สมรสต่างสัญชาติ: ภาระการพิสูจน์กฎหมายต่างประเทศตาม พ.ร.บ.ขัดกันฯ มาตรา 27
คดีนี้เป็นตัวอย่างสำคัญของการใช้กฎหมายขัดกันของไทยในกรณีคู่สมรสต่างสัญชาติ หากมีการฟ้องคดีหย่ากับชาวต่างชาติในศาลไทยต้องนำสืบว่ากฎหมายแห่งสัญชาติของคู่สมรสยอมให้หย่าได้หรือไม่ ซึ่งเป็น “ข้อเท็จจริงทางกฎหมาย” ที่คู่ความต้องนำสืบ
บทความน่าสนใจ
เมื่อปรากฏว่าจำเลยมีสัญชาติแอลจีเรีย การฟ้องหย่าตามกฎหมายไทยจำต้องผ่านเงื่อนไขของ พ.ร.บ.ว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พ.ศ. 2481 มาตรา 27 ซึ่งบัญญัติว่า ศาลไทยจะไม่พิพากษาให้หย่ากัน เว้นแต่กฎหมายสัญชาติของสามีหรือภริยาทั้งสองฝ่ายยอมให้หย่าได้
ดังนั้น ก่อนที่ศาลจะพิจารณาเหตุหย่าตามกฎหมายไทย จำเป็นต้องรู้ก่อนว่า กฎหมายแอลจีเรียอนุญาตให้คู่สมรสหย่ากันได้หรือไม่ ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงที่โจทก์ต้องพิสูจน์เอง เพราะกฎหมายต่างประเทศไม่ใช่สิ่งที่ศาลไทยรับรู้ได้โดยปกติ
ในคดีนี้ โจทก์ไม่ได้นำสืบกฎหมายแอลจีเรียเลย ศาลชั้นต้นจึงยกฟ้อง และศาลฎีกายืนยันคำพิพากษาดังกล่าว โดยให้เหตุผลว่า แม้จำเลยจะขาดนัดยื่นคำให้การ ศาลก็มีหน้าที่ตรวจสอบเงื่อนไขตามมาตรา 27 ก่อน และเมื่อไม่มีพยานหลักฐานใดแสดงว่ากฎหมายแอลจีเรียอนุญาตให้หย่าได้ ศาลไทยไม่อาจพิพากษาให้หย่าได้
ข้อโต้แย้งของโจทก์ที่ว่า “จำเลยต้องพิสูจน์เพราะเป็นผู้ได้รับประโยชน์จากกฎหมายต่างประเทศ” ไม่รับฟัง เนื่องจากผู้ที่ต้องการให้ศาลพิพากษาต้องเป็นฝ่ายพิสูจน์ข้อเท็จจริงดังกล่าวเอง และการอ้างกฎหมายไทยแทนกฎหมายแอลจีเรียไม่ได้ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1292/2558
กฎหมายสัญชาติสามีภริยาและขอบเขตการทิ้งร้าง
คดีนี้เป็นตัวอย่างสำคัญของการใช้กฎหมายว่าด้วยการขัดกันของกฎหมายในคดีครอบครัวระหว่างคู่สมรสต่างสัญชาติการหย่ากับชาวต่างชาติ ศาลไม่อนุญาตให้หย่าขาดขาดกัน ยกเว้นกฎหมายสัญชาติของสามีหรือภรรยาทั้งสองฝ่ายยอมให้หย่าได้ ตามมาตรา 27 แห่ง พ.ร.บ.ว่าด้วยการขัดกันของกฎหมาย พ.ศ. 2481
บทความน่าสนใจ
คดีนี้เป็นตัวอย่างสำคัญของการใช้บังคับ พระราชบัญญัติว่าด้วยการขัดกันของกฎหมาย พ.ศ. 2481 มาตรา 27 ซึ่งกำหนดว่า เมื่อคู่สมรสมีสัญชาติแตกต่างกัน ศาลไทยจะพิพากษาให้หย่าได้ก็ต่อเมื่อกฎหมายสัญชาติของสามีภริยาทั้งสองฝ่าย “ยอมให้หย่าได้” เสียก่อน แม้โจทก์เป็นชาวอังกฤษและไม่ได้มีผู้เชี่ยวชาญกฎหมายอังกฤษมาเบิกความโดยตรง แต่เมื่อจำเลยมิได้โต้แย้ง “ความมีอยู่จริงของกฎหมายอังกฤษที่ยอมให้หย่าได้” ศาลจึงรับฟังได้ว่ากฎหมายอังกฤษยอมให้หย่ากันได้ แม้มีกำหนดเวลาห้ามฟ้องหย่าในช่วงสามปีแรกของการสมรสก็ตาม ส่งผลให้ศาลไทยมีอำนาจวินิจฉัยเหตุหย่าตามกฎหมายไทยต่อไปได้
ประเด็นสำคัญที่ทำให้โจทก์แพ้คดี คือการอ้างเหตุ “ทิ้งร้าง” ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516(4) การทิ้งร้างต้องประกอบด้วย เจตนาไม่ประสงค์อยู่กินฉันสามีภริยาอีกต่อไปโดยปราศจากเหตุจำเป็น ทว่าโจทก์มิได้มาเบิกความเอง และพยานฝ่ายโจทก์ทั้งหมดเป็น “พยานบอกเล่า” ไม่ได้รู้เห็นเหตุทิ้งร้างด้วยตนเอง ขณะที่จำเลยมีหลักฐานประกอบ ได้แก่จดหมายที่ทำขึ้นก่อนเกิดคดี ซึ่งน่าเชื่อถือกว่า
ศาลยังวินิจฉัยว่า การที่จำเลยเดินทางกลับประเทศไทยไม่ใช่ “ทิ้งร้าง” เพราะขัดกับข้อตกลงก่อนสมรสซึ่งคู่สมรสตั้งใจใช้ชีวิตบั้นปลายที่กรุงเทพฯ ขณะเดียวกันโจทก์เป็นฝ่ายไม่ยอมกลับประเทศไทยหลังย้ายไปฮ่องกง จึงไม่อาจกล่าวได้ว่าจำเลยมีเจตนาทิ้งร้างตามกฎหมาย
เมื่อเหตุหย่าไม่สำเร็จ ผลก็คือโจทก์ไม่อาจอาศัยฐานดังกล่าวเพื่อขอแบ่งสินสมรสหรือขอให้จำเลยรับผิดในประเด็นอื่น ๆ ได้ ศาลฎีกาจึงพิพากษา ยกฟ้องโจทก์ทั้งหมด และให้โจทก์รับผิดค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย
