คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 218/2562
การสมรสซ้อนจากต่างแดน ศาลฎีกาวินิจฉัยการสมรสเป็นโมฆะ ไม่อาจเรียกค่าเลี้ยงดูได้
- เมื่อความรักข้ามชาติกลายเป็นปมทางกฎหมายที่ซับซ้อน คดีนี้เปิดประเด็นสำคัญว่าการสมรสในต่างประเทศซึ่งขัดกับกฎหมายแห่งถิ่นสัญชาติของคู่สมรสฝ่ายหนึ่ง จะมีผลสมบูรณ์ในไทยหรือไม่ และเมื่อสมรสกลายเป็นโมฆะ ฝ่ายใดมีสิทธิในทรัพย์สินหรือค่าเลี้ยงดูบ้าง คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 218/2562 เป็นกรณีตัวอย่างที่สะท้อนการใช้กฎหมายขัดกันและหลักสุจริตในชีวิตคู่ข้ามพรมแดน โดยมีทรัพย์สินมูลค่าสูงเป็นเดิมพัน
บทความน่าสนใจ
ในคดีนี้ โจทก์หญิงชาวลิทัวเนีย สัญชาติไอร์แลนด์ ฟ้องหย่าสามีซึ่งเป็นจำเลย ชาวไอร์แลนด์ พร้อมขอแบ่งห้องชุดที่มีชื่อร่วมกัน และเรียกค่าเลี้ยงดูย้อนหลังและรายเดือนรวมทั้งค่าทดแทน อย่างไรก็ตาม จำเลยอ้างว่า การสมรสเป็นโมฆะ เพราะตนยังมีคู่สมรสโดยชอบตามกฎหมายไอร์แลนด์อยู่ขณะจดทะเบียนสมรสกับโจทก์
ศาลฎีกาพิจารณาตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พ.ศ.2481 มาตรา 27 และ 19 ว่าการสมรสต้องไม่ขัดต่อกฎหมายแห่งสัญชาติของคู่สมรส ซึ่งในกรณีนี้ รัฐธรรมนูญไอร์แลนด์ขณะนั้นไม่รับรองการหย่า การหย่าที่ประเทศสาธารณรัฐโดมินิกันจึงไม่มีผลให้จำเลยสิ้นสุดสมรสเดิม การสมรสกับโจทก์จึงเป็นโมฆะ
ศาลยังเห็นว่าโจทก์รู้เห็นเกี่ยวกับการหย่าที่ไม่มีผลบังคับ จึงถือว่าไม่ได้สมรสโดยสุจริต ไม่อาจเรียกค่าเลี้ยงดูหรือค่าทดแทนได้ อย่างไรก็ดี ห้องชุดพิพาทที่มีชื่อร่วมกันยังต้องแบ่งครึ่ง ตามหลักเจ้าของรวมตาม ป.พ.พ. มาตรา 1498 วรรคสอง และ 1364
ศาลฎีกาพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ ยกคำขอหย่าและค่าเลี้ยงดู แต่ให้แบ่งทรัพย์สินร่วมกันคนละครึ่ง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 302/2559
ศาลฎีกาชี้พฤติกรรมบีบบังคับทางเพศ เป็นเหตุหย่าร้ายแรง
- หลายคนเข้าใจว่าการอยู่กินกันฉันสามีภริยาต้องมีความสัมพันธ์ทางเพศเป็นเรื่องปกติ แต่หากความสัมพันธ์นั้นเกิดจากการบีบบังคับ ไม่ยินยอม หรือก่อให้เกิดความเจ็บปวดทางร่างกายและจิตใจ ย่อมไม่ใช่หน้าที่ของคู่ชีวิตอีกต่อไป คดีนี้ศาลฎีกาได้ย้ำหลักสำคัญว่า ความสัมพันธ์ทางเพศต้องอยู่บนพื้นฐานของความยินยอมเสมอ และการกระทำที่ละเมิดความยินยอมเช่นนั้นเป็น “เหตุหย่าร้ายแรง” ที่กฎหมายรองรับ พร้อมวางแนวปฏิบัติเรื่องการแบ่งสินสมรสและสิทธิเรียกร้องค่าทดแทนอย่างชัดเจน
บทความน่าสนใจ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 302/2559 เป็นกรณีที่โจทก์หญิงฟ้องหย่าจำเลย สามีซึ่งเคยใช้ความสัมพันธ์ทางเพศเป็นเครื่องมือควบคุมจิตใจโจทก์ โดยเรียกบุตรมานั่งฟังคำด่าหากโจทก์ปฏิเสธร่วมประเวณี ทำให้โจทก์จำต้องยอมเพียงเพื่อให้บุตรได้พักผ่อน แม้ต่อมาโจทก์จะเจ็บป่วยจากมดลูกอักเสบ จำเลยยังไม่ยอมหยุดพฤติกรรม จนโจทก์ต้องหนีออกจากบ้าน
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้สามีภริยาจะมีหน้าที่อยู่กินด้วยกัน แต่การร่วมประเวณีต้องเกิดจาก “ความยินยอม” ของทั้งสองฝ่ายเท่านั้น หากขืนใจ ถือเป็นการทำร้ายหรือทรมานจิตใจอย่างร้ายแรง ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1516 (3) และยังเป็นพฤติกรรมที่เป็นปฏิปักษ์ต่อสถานภาพสมรส ตามมาตรา 1516 (6) อย่างไรก็ตาม ศาลเห็นว่าโจทก์ไม่ได้แสดงพฤติการณ์อันสมควรได้รับค่าทดแทนอย่างเพียงพอ คำขอในส่วนนี้จึงถูกยก นอกจากนี้ศาลยังพิจารณาแบ่งสินสมรสที่ได้มาร่วมกันระหว่างสมรส แต่ตัดสินว่า ที่ดินบางแปลงเป็นสินส่วนตัวของจำเลยเพราะซื้อจากทรัพย์สินเดิมก่อนสมรส จึงไม่ต้องแบ่ง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8943/2557
ศาลฎีกาชี้ เรียกค่าทดแทนจากหญิงชู้ ต้องมีคำพิพากษา ไม่ใช่แค่ยอมความ
- เมื่อภรรยาจับได้ว่าสามีมีหญิงอื่น เธอเลือกใช้สิทธิทางกฎหมายด้วยการฟ้องหย่า พร้อมเรียกค่าทดแทนจากหญิงคนดังกล่าว แต่ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การหย่าที่เกิดจาก “การยอมความ” ไม่ใช่ “คำพิพากษา” ตามเหตุหย่าที่บัญญัติไว้ในกฎหมาย จึงไม่สามารถเรียกค่าทดแทนจากหญิงชู้ได้ แม้จะรู้กันทั้งบ้านทั้งเมืองว่าใครเป็นต้นเหตุของการเลิกรา คำพิพากษานี้กลายเป็นบรรทัดฐานสำคัญสำหรับผู้ที่คิดจะเรียกค่าทดแทนจากบุคคลที่เข้ามาทำลายชีวิตสมรส
คดีนี้ ภรรยาฟ้องหญิงอื่นเรียกค่าทดแทน 500,000 บาท โดยอ้างว่าสามีมีชู้กับหญิงคนดังกล่าวและร่วมประเวณีเป็นอาจิณ จนทำให้เธอต้องฟ้องหย่า และได้รับความอับอาย เสื่อมเสียชื่อเสียงและจิตใจบอบช้ำ
แต่โจทก์กับสามีตกลงหย่ากันโดยทำ สัญญาประนีประนอมยอมความ ต่อศาล ไม่ใช่การฟ้องหย่าที่มีการพิพากษาโดยอ้างเหตุหย่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 (1) ดังนั้น แม้สามีจะยอมรับในพฤติกรรมมีชู้ แต่ก็ไม่เข้าเงื่อนไขตามมาตรา 1523 วรรคหนึ่ง ที่จะเปิดทางให้โจทก์เรียกค่าทดแทนจากหญิงชู้ได้
นอกจากนี้ โจทก์ยังไม่ได้อ้างข้อเท็จจริงว่า หญิงคนดังกล่าว “แสดงตนโดยเปิดเผย” ว่ามีความสัมพันธ์กับสามีในทำนองชู้สาวตามมาตรา 1523 วรรคสอง จึงไม่อาจเรียกค่าทดแทนได้เช่นกัน ศาลฎีกายืนตามศาลอุทธรณ์และศาลชั้นต้นว่า โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกค่าทดแทนจากหญิงที่เป็นชู้กับสามี เพราะไม่ได้เป็นไปตามเงื่อนไขทางกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 272/2561
ศาลยกฟ้องหย่า เพราะสามียังมีสัมพันธ์กับภริยา — ต้องจ่ายค่าเลี้ยงดู
- สามีหายจากบ้าน ทิ้งภริยาและลูกนานนับเดือน อ้างว่าอับอายภริยาตามไปรบกวนถึงห้องเรียน จึงขอฟ้องหย่า แต่กลับลืมว่าเขายังมีเพศสัมพันธ์กับภริยา และไม่เคยรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในบ้าน ศาลฎีกายืนยันว่าเพียงแค่ไม่พอใจหรืออึดอัดใจในชีวิตสมรส ไม่ใช่เหตุให้หย่าได้โดยชอบด้วยกฎหมาย และเมื่อภริยาไม่มีรายได้ จึงมีสิทธิเรียกค่าเลี้ยงดูจากสามีได้ตามกฎหมายครอบครัว บทเรียนนี้ตอกย้ำว่า การหย่าต้องมีมูลเหตุชัดเจนและเป็นธรรมทั้งสองฝ่าย ไม่ใช่แค่การตีตัวออกห่างหรือสร้างความเข้าใจผิด
บทความน่าสนใจ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 272/2561 เป็นคดีที่สามีฟ้องหย่าภริยา อ้างว่าภริยาแสดงตนเป็นภริยาจนตนเองอับอาย ขาดความเป็นส่วนตัว และเสียชื่อเสียงทางวิชาชีพ แต่ภริยาแย้งว่า สามีเป็นฝ่ายละทิ้งครอบครัวโดยไม่ติดต่อใด ๆ และยังให้ภริยาลงชื่อกู้เงินเพื่อเปิดคลินิกโดยไม่บอกความจริง
ศาลพิจารณาข้อเท็จจริงว่า หลังจากสามีหายไป ภริยาเป็นฝ่ายตามหาและยังคงมีเพศสัมพันธ์กัน แม้สามีจะอ้างว่าไม่เป็น “แบบสามีภริยา” แต่ศาลชี้ว่า หากไม่มีความยินยอมโดยเฉพาะจากฝ่ายชาย ย่อมเกิดสัมพันธ์กันไม่ได้ พฤติการณ์นี้จึงไม่เป็นเหตุหย่าตามกฎหมาย
ในทางกลับกัน ภริยาไม่มีรายได้และต้องอุปการะเลี้ยงดูลูกสองคน จึงมีสิทธิได้รับค่าเลี้ยงดูเดือนละ 20,000 บาท ตามมาตรา 1461 วรรคสอง และ 1598/38 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ทั้งยังไม่ต้องชำระค่าขึ้นศาลในการฟ้องแย้งเรื่องค่าเลี้ยงดู
ศาลฎีกายืนตามศาลล่าง ให้ยกฟ้องหย่า และให้สามีชำระค่าเลี้ยงดูภริยา พร้อมคืนค่าขึ้นศาลส่วนฟ้องแย้ง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 157/2561
ขอบเขตของ “การละทิ้งร้าง” ภายใต้บทบัญญัติกฎหมายครอบครัว
- เมื่อภริยาเขียนหนังสือร้องเรียนสามีถึงผู้บังคับบัญชา อ้างว่าเขาคบชู้ เธอกลับถูกฟ้องหย่าในข้อหาทำให้ครอบครัวแตกแยก ละทิ้งร้าง และทำร้ายบุพการีของสามี คดีนี้ศาลฎีกาวางหลักสำคัญว่า การที่ภริยาออกจากบ้านไม่ใช่การละทิ้งร้าง หากเกิดจากสามีไม่ยอมให้เข้าบ้าน และการร้องเรียนเพราะหึงหวงสามีถือเป็นสิทธิที่พึงกระทำได้เพื่อปกป้องครอบครัว คดีนี้ยังตอกย้ำว่า การกระทำบางอย่างแม้ไม่เหมาะสม แต่ต้องพิจารณาให้เหมาะกับบริบท ไม่ใช่เหตุหย่าทุกกรณี
บทความน่าสนใจ
ในคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 157/2561 โจทก์ฟ้องขอหย่าจากภริยา โดยอ้างว่าจำเลยจงใจละทิ้งร้าง และทำร้ายมารดาของตน ทั้งยังกล่าวหาว่าจำเลยออกจากบ้านไปเองโดยไม่กลับมา
แต่ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงชัดเจนว่า จำเลยออกจากบ้านเพราะโจทก์เปลี่ยนกุญแจ ไม่ให้เข้าบ้าน เนื่องจากไม่พอใจที่จำเลยร้องเรียนเรื่องชู้สาวระหว่างโจทก์กับหญิงอื่น ต่อมาจำเลยยังยื่นฟ้องหญิงชู้ดังกล่าว และศาลฎีกาได้พิพากษาให้หญิงชู้ชำระค่าทดแทนแก่จำเลย 500,000 บาท การร้องเรียนของจำเลยจึงถือเป็นการใช้สิทธิอย่างสุจริตเพื่อปกป้องครอบครัว ไม่ใช่การละทิ้งร้างตามมาตรา 1516 (4)
สำหรับข้อกล่าวหาว่าทำร้ายบุพการี ศาลฟังข้อเท็จจริงได้ว่า จำเลยเพียงใช้นิ้วจิ้มและยันหน้าอกมารดาโจทก์หนึ่งครั้ง ถือว่าเป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสม แต่ยังไม่ถึงขั้นร้ายแรงตามมาตรา 1516 (3) จึงไม่มีเหตุฟ้องหย่า ศาลฎีกาพิพากษายืนตามศาลชั้นต้น ให้ยกฟ้องโจทก์ และให้โจทก์ชำระค่าธรรมเนียมทั้งหมดแทนจำเลย
