การสมรส-ค่าเลี้ยงดูคู่สมรส

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4959/2552

“สามีแยกไปอยู่กับหญิงอื่น” ยังมีหน้าที่ส่งค่าอุปการะเลี้ยงดูภริยาตามมาตรา 1461 และ 1598/38

คดีนี้ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววางหลักสำคัญเกี่ยวกับ “สิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูระหว่างสามีภริยา” กรณีคู่สมรสแยกกันอยู่เป็นเวลานาน และฝ่ายสามีไปอุปการะเลี้ยงดูหญิงอื่นแทนภริยาชอบด้วยกฎหมาย

บทความน่าสนใจ

ข้อเท็จจริงคือ คู่สมรสจดทะเบียนสมรสกันมานาน ฝ่ายสามีรับราชการทหาร เป็นผู้หารายได้ฝ่ายเดียวและส่งเงินให้โจทก์ภริยาใช้จ่ายในครอบครัว ต่อมาประมาณปี 2539 สามีทำร้ายร่างกายและไปอยู่กับหญิงอื่น โจทก์จึงแยกออกมาอยู่โดยสุจริต ไม่มีงานทำ ไม่มีรายได้ ภายหลังสามีเกษียณ ได้รับบำนาญประมาณเดือนละ 23,000 บาท แต่หยุดส่งค่าอุปการะเลี้ยงดูให้โจทก์โดยสิ้นเชิง

ศาลฎีกาอธิบายว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1461 วรรคสอง และมาตรา 1598/38 มีวัตถุประสงค์เพื่อ “คุ้มครองสามีหรือภริยา” ให้ฝ่ายที่มีฐานะดีกว่าช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูตามฐานะและความสามารถ หากฝ่ายหนึ่งสามารถอุปการะเลี้ยงดูได้แต่ไม่ทำ อีกฝ่ายมีสองทางเลือก คือ

  • ฟ้องหย่าตามมาตรา 1516 (6) หรือ
  • ถ้าไม่ประสงค์หย่า ก็ฟ้องขอค่าอุปการะเลี้ยงดูตามมาตรา 1598/38 ได้โดยตรง

ศาลย้ำว่า สิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดู “มิใช่สิทธิที่เกิดขึ้นเฉพาะเมื่อฟ้องหย่า” และแม้คู่สมรสจะแยกกันอยู่ แต่หากสาเหตุเกิดจากการกระทำผิดของฝ่ายสามี และฝ่ายภริยาไม่มีรายได้ ยังคงมีสิทธิให้สามีช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูได้

เมื่อพิจารณาฐานะและภาระหนี้ของจำเลย ร่วมกับสภาพของโจทก์ที่ไม่มีรายได้ ศาลเห็นสมควรกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูเดือนละ 3,500 บาท นับแต่วันฟ้องต่อเนื่องไปจนกว่าจะมีเหตุให้ความเป็นสามีภริยาสิ้นสุดหรือฝ่ายใดถึงแก่ความตาย ถือเป็นคำพิพากษาที่ตอกย้ำว่า การแยกกันอยู่เพราะสามีไปมีหญิงอื่น ไม่ทำให้หน้าที่อุปการะเลี้ยงดูภริยาหมดไปตามกฎหมาย.

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4681/2552

ศาลฎีกาชี้เปลี่ยนผู้ใช้อำนาจปกครองและลดค่าเลี้ยงดูบุตรได้ เมื่อพฤติการณ์เปลี่ยน แม้ตกลงไว้ท้ายทะเบียนหย่า

คดีนี้ศาลฎีกาวางหลักสำคัญเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงผู้ใช้อำนาจปกครองและการแก้ไขค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรภายหลังการหย่า โดยชี้ว่าแม้จะมีข้อตกลงท้ายทะเบียนหย่า แต่หากพฤติการณ์หรือฐานะของคู่กรณีเปลี่ยนแปลง ศาลมีอำนาจพิจารณาแก้ไขเพื่อประโยชน์สูงสุดของผู้เยาว์ได้ ตามมาตรา 1521 และ 1598/39 ทั้งยังย้ำว่าการยื่นคำร้องดังกล่าวสามารถทำได้ ไม่จำกัดเฉพาะคดีมีทุนทรัพย์.

บทความน่าสนใจ

คดีนี้ศาลฎีกาแผนกเยาวชนและครอบครัววางหลักสำคัญ 2 ประการ คือ (1) วิธีนำคดีเข้าสู่ศาล และ (2) การแก้ไขค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรภายหลังจากข้อตกลงท้ายทะเบียนหย่า

เดิม คู่สมรสหย่ากันโดยตกลงให้มารดาใช้อำนาจปกครองบุตรทั้งสองเพียงผู้เดียว และให้บิดาชำระค่าเลี้ยงดูเดือนละ 60,000 บาท ต่อมาบิดายื่น “คำร้อง” ขอให้ถอนอำนาจปกครองจากมารดา ตั้งตนเป็นผู้ใช้อำนาจปกครอง และขอลดค่าเลี้ยงดู โดยอ้างว่าตนเป็นผู้ดูแลและออกค่าใช้จ่ายหลัก อีกทั้งแผนส่งบุตรไปเรียนโรงเรียนนานาชาติไม่ได้เกิดขึ้นจริง บุตรยังเรียนในจังหวัดเลย ทำให้ฐานะและความจำเป็นใช้เงินเปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การนำคดีเข้าสู่ศาลโดย “คำฟ้อง” หรือ “คำร้องขอ” มิได้ขึ้นกับว่าคดีมีทุนทรัพย์หรือไม่ แต่พิจารณาจากสภาพคดีและบทกฎหมาย ในกรณีขอเปลี่ยนผู้ใช้อำนาจปกครองและแก้ไขค่าเลี้ยงดู สามารถยื่นเป็น “คำร้องขอ” ได้ เพราะ ป.พ.พ. มาตรา 1521 ประกอบมาตรา 1566 (5) มิได้กำหนดแบบวิธีให้ต้องใช้เฉพาะคำฟ้อง

ส่วนค่าเลี้ยงดู แม้ตกลงกันท้ายทะเบียนหย่าโดยสมัครใจ แต่เมื่อพฤติการณ์ รายได้ หรือฐานะเปลี่ยนไป ศาลมีอำนาจแก้ไขให้ “ลดหรือเพิ่ม” ได้ตามมาตรา 1598/39 คดีนี้ศาลจึงลดค่าเลี้ยงดูเป็นอัตราตามระดับการศึกษา และให้ฝากเงินเข้าบัญชีชื่อบุตร ถือเป็นการคุ้มครองประโยชน์ของผู้เยาว์เป็นหลัก และยืนยันว่าข้อตกลงเรื่องค่าเลี้ยงดูมิใช่ตรึงตาย หากสภาพข้อเท็จจริงเปลี่ยน ศาลปรับให้เหมาะสมได้

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *