คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 763/2526
สัญญาหมั้นไม่ใช่แค่ “พิธีการ” แต่มีผลผูกพันตามกฎหมาย
- หลายคนเข้าใจว่าการหมั้นเป็นเพียงพิธีการก่อนแต่งงาน แต่ตามกฎหมายไทย การหมั้นคือ “สัญญา” ที่มีผลผูกพันตามกฎหมาย หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งผิดสัญญา อีกฝ่ายย่อมมีสิทธิฟ้องร้องเรียกคืนของหมั้นและเรียกค่าทดแทนได้ คำพิพากษาฎีกาที่ 763/2526 คือกรณีตัวอย่างที่ยืนยันสิทธิตามสัญญาหมั้นโดยชัดเจน
บทความน่าสนใจ
บิดาของ ง. และ ง. ซึ่งเป็นฝ่ายชายซึ่งเป็นโจทก์ในคดีนี้ได้ตกลงทำสัญญาหมั้นกับจำเลยทั้งสามซึ่งเป็นฝ่ายหญิง เพื่อให้ ง. และจำเลยที่ 3 ทำการสมรสกัน ต่อมามีการจัดงานพิธีการสมรสตามประเพณีและมีการมอบสินสอดให้ตามข้อตกลง อย่างไรก็ตามฝ่ายหญิงไม่ยอมร่วมหลับนอนอยู่กินและไม่ยอมไปจดทะเบียนสมรสกับ ง. ฝ่ายโจทก์จึงอ้างว่าฝ่ายหญิงเป็นฝ่ายผิดสัญญาหมั้นและฟ้องเรียกคืนสินสอด
ศาลฎีกาได้วินิจฉัยว่า การหมั้นเป็น “สัญญา” เพื่อให้คู่สมรสทำการสมรสกันตามกฎหมาย และสินสอดเป็นทรัพย์ที่ให้แก่บิดามารดาหรือผู้ปกครองฝ่ายหญิงเพื่อตอบแทนการที่หญิงยอมสมรส ดังนั้น เมื่อฝ่ายหญิงผิดสัญญาหมั้น ฝ่ายชายซึ่งเป็นคู่สัญญาย่อมมีสิทธิเรียกคืนสินสอด
ทั้งนี้ ตามมาตรา 1439 มิได้บัญญัติแต่เฉพาะชายหรือหญิงคู่หมั้นเท่านั้นที่มีสิทธิเรียกร้องได้ ฉะนั้นโจทก์ กล่าวคือ บิดาของ ง. ซึ่งมีสถานะเป็นคู่สัญญา จึงมีสิทธิฟ้องจำเลยทั้งสามได้โดยชอบ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 878/2518
เมื่อไม่ได้จดทะเบียนสมรส ฝ่ายชายจะเรียก “สินสอด” คืนได้หรือไม่
- หลายคนเข้าใจผิดว่า หากคู่สมรสไม่ได้จดทะเบียนกัน ฝ่ายชายย่อมมีสิทธิเรียกคืนสินสอดเสมอ แต่คำพิพากษาฎีกาที่ 878/2518 ได้วางหลักสำคัญไว้ว่า “การไม่จดทะเบียนสมรส” ไม่ได้แปลว่า “ฝ่ายหญิงผิดสัญญาฝ่ายเดียว” เสมอไป และหากไม่ใช่ความผิดของฝ่ายหญิงแต่เพียงฝ่ายเดียว ฝ่ายชายก็ไม่มีสิทธิเรียกคืนสินสอด
บทความน่าสนใจ
คดีนี้ จำเลย (บิดาของฝ่ายชาย) หมั้นโจทก์ (หญิง) แทนบุตรชาย และตกลงจะให้เงินเป็นสินสอดในวันแต่งงาน แต่ขอผลัดการชำระสินสอดไว้ภายหลัง และหลังพิธีสมรส จำเลยทำสัญญากู้เงินแทนสินสอด โดยให้โจทก์เป็นผู้ให้กู้แทนบิดามารดา
แม้ทั้งคู่มิได้จดทะเบียนสมรส และอยู่กินกันเพียง 3 เดือนก่อนเลิกรา แต่ศาลวินิจฉัยว่า เหตุที่ไม่จดทะเบียนสมรสไม่ได้เกิดจากความผิดของฝ่ายหญิงฝ่ายเดียว การแต่งงานก็เกิดขึ้นโดยสมัครใจและมีข้อตกลงเรื่องสินสอดชัดเจน จึงไม่อาจถือว่าหญิงผิดสัญญาหมั้นแต่ฝ่ายเดียว ฝ่ายชายจึงไม่มีสิทธิเรียกสินสอดคืน
เมื่อมีการทำสัญญากู้แทนเงินสินสอดโดยสมัครใจ และบิดามารดาของฝ่ายหญิงให้สิทธิแก่โจทก์ในการรับเงินสินสอดนั้น การกู้เงินจึงมีมูลหนี้ที่ชอบด้วยกฎหมาย และจำเลยย่อมต้องถูกผูกพันให้รับผิดตามสัญญากู้ที่แปลงหนี้มานี้
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8954/2549
หมั้นแล้วไม่แต่ง ผิดไหม? ของหมั้นต้องคืนหรือเปล่า
- หลายคนเข้าใจว่า หากมีการจัดพิธีหมั้นและมอบทรัพย์สินแล้ว ย่อมถือเป็น “ของหมั้น” โดยสมบูรณ์ แต่ในความจริงทางกฎหมาย การหมั้นจะสมบูรณ์ได้ ต้องมีเจตนาร่วมกันของทั้งสองฝ่ายที่จะ “จดทะเบียนสมรส” ตามกฎหมายเท่านั้น คำพิพากษาฎีกาที่ 8954/2549 จึงเป็นตัวอย่างสำคัญที่ชี้ว่า ไม่ใช่ทุกพิธีหมั้นจะทำให้ของที่มอบกันกลายเป็นของหมั้น และไม่ใช่ทุกฝ่ายจะมีสิทธิฟ้องร้องได้
บทความน่าสนใจ
ในคดีนี้ โจทก์ฟ้องว่าจำเลยผิดสัญญาหมั้น และเรียกคืนเงินสดและทองคำรูปพรรณที่ให้ไว้ในวันหมั้น รวมมูลค่า 1,444,000 บาท ศาลพิจารณาว่า การจะวินิจฉัยว่าฝ่ายใดผิดสัญญาหมั้นหรือไม่นั้น ต้องฟังให้ได้ก่อนว่าทั้งสองฝ่ายมีเจตนาจะสมรสกันโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่
แม้จะมีพิธีหมั้นตามประเพณี แต่เมื่อทั้งสองฝ่ายไม่มีเจตนาจดทะเบียนสมรสกันจริง จึงถือว่าไม่มีสัญญาหมั้นตามมาตรา 1457 และของที่ให้กันก็ไม่ใช่ของหมั้นตามมาตรา 1437
นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายยังมีข้อตกลงว่า ทรัพย์สินที่ใช้ในพิธีหมั้นจะต้องคืนในวันแต่งงาน แสดงว่ากรรมสิทธิ์ในทรัพย์ยังเป็นของฝ่ายจำเลย โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องเรียกคืน เพราะไม่ใช่เจ้าของ และไม่ใช่กรณีฝากทรัพย์ตามกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1901/2559
สัญญาซื้อขายที่ดิน…เป็น “สินสอด” ได้หรือไม่
- หลายครั้งในประเพณีการหมั้นหรือการสู่ขอ ฝ่ายชายอาจมอบทรัพย์สินหรือเอกสารแสดงเจตนาให้ทรัพย์ เช่น สัญญาจะซื้อจะขายที่ดิน แทนของหมั้นหรือสินสอด แต่คำถามคือ เอกสารสัญญาดังกล่าวถือเป็น “สินสอดตามกฎหมาย” หรือไม่ คำพิพากษาฎีกาที่ 1901/2559 ให้คำตอบที่ชัดเจนเกี่ยวกับหลักการนี้ ซึ่งมีผลโดยตรงต่อสิทธิเรียกร้องทรัพย์สินระหว่างครอบครัวทั้งสองฝ่าย
บทความน่าสนใจ
ในคดีนี้ จำเลยที่ 1 มาสู่ขอบุตรสาวของโจทก์ โดยนำ “หนังสือสัญญาจะซื้อจะขายที่ดิน” ซึ่งจำเลยเป็นผู้จัดการเอง มาใส่พานและมอบให้ในพิธี โดยใส่ชื่อบุตรสาวโจทก์เป็นผู้จะซื้อ แสดงเจตนาจะให้ที่ดินเป็นสินสอด
อย่างไรก็ตาม ต่อมาปรากฏว่าไม่มีการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินตามสัญญาดังกล่าวจริง ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่า ที่ดินดังกล่าวไม่ใช่สินสอดตามมาตรา 1437 วรรคสาม เพราะไม่ใช่ทรัพย์ที่จำเลยให้จริงแก่ฝ่ายหญิงเพื่อตอบแทนการยอมสมรส
คำพิพากษานี้จึงชี้ชัดว่า การจะถือทรัพย์สินเป็นสินสอดตามกฎหมาย ต้องมีการให้จริง ไม่ใช่แค่แสดงเจตนาจะให้ หรือทำสัญญาลอย ๆ
