คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4072/2566
อุ้มบุญเพื่อการค้าข้ามชาติ = ผิดสองกรรม ศาลฎีกาชี้โทษแยกนับ
เมื่อเทคโนโลยีทางการแพทย์ก้าวหน้า การตั้งครรภ์แทนกลายเป็นประเด็นทางกฎหมายที่ซับซ้อน โดยเฉพาะเมื่อมีการดำเนินการในลักษณะเครือข่ายข้ามชาติ คดีนี้เป็นตัวอย่างสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงการตีความกฎหมายอย่างรอบด้านของศาลฎีกา เมื่อจำเลยถูกกล่าวหาทั้งในความผิดฐานมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ และฐานดำเนินการให้มีการตั้งครรภ์แทนเพื่อผลประโยชน์ทางการค้า ศาลต้องวินิจฉัยว่าเป็นกรรมเดียวหรือต่างกรรม ซึ่งมีผลต่อบทลงโทษโดยตรง
บทความน่าสนใจ
ในคดีนี้ จำเลยทั้งสองถูกฟ้องในข้อหา 1) มีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ พ.ศ. 2556 และ 2) ดำเนินการให้มีการตั้งครรภ์แทนเพื่อประโยชน์ทางการค้า ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็กที่เกิดโดยอาศัยเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ทางการแพทย์ พ.ศ. 2558 โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยกับพวกได้รวมตัวกันวางแผนและดำเนินการชักชวนหญิงไทยชื่อ ว. ให้รับตั้งครรภ์แทนโดยมีค่าตอบแทน โดยตัวอ่อนเกิดจากการผสมอสุจิกับไข่ และนำไปฝังในรังไข่ของ ว. ซึ่งเข้าข่ายการตั้งครรภ์แทนเพื่อผลประโยชน์ทางการค้า การดำเนินการนี้เป็นส่วนหนึ่งของขบวนการที่เกี่ยวข้องกับต่างประเทศ ซึ่งเข้าลักษณะ “องค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ” ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าการกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียว เป็นความผิดหลายบท ให้ลงโทษเฉพาะบทที่หนักที่สุดคือฐานมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ จำคุกคนละ 4 ปี ลดโทษครึ่งหนึ่งตามมาตรา 78 คงจำคุกคนละ 2 ปี โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์กลับคำพิพากษา เห็นว่าเป็น “ความผิดต่างกรรมต่างวาระ” ความผิดฐานมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ สำเร็จตั้งแต่การสมคบรวมกลุ่มและมีการวางแผนร่วมกัน และความผิดฐานดำเนินการให้มีการตั้งครรภ์แทนเพิ่งเกิดภายหลังเมื่อนำหญิง ว. ไปตรวจและฝังตัวอ่อน ศาลอุทธรณ์จึงพิพากษาให้ลงโทษจำคุกกระทงละ 4 ปี รวม 8 ปี ลดโทษเหลือ 4 ปี
จำเลยฎีกาโดยยืนยันว่าควรเป็นกรรมเดียว แต่ศาลฎีกาเห็นว่า การกระทำทั้งสองมีเจตนาและขั้นตอนต่างกัน เป็นความผิดต่างกรรมจริง การดำเนินการวางแผนและชักชวนให้ตั้งครรภ์แทนโดยมีผลตอบแทน เกิดก่อนการนำหญิงไปดำเนินการทางการแพทย์ ซึ่งเป็นการกระทำอีกช่วงหนึ่งที่แยกได้ชัดเจน
ศาลฎีกาจึงพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ ให้ลงโทษจำคุกกระทงละ 4 ปี ลดโทษครึ่งหนึ่ง คงจำคุกคนละ 4 ปี
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4071/2566
อุ้มบุญเชิงพาณิชย์ข้ามชาติ ความผิดสำเร็จแม้ยังไม่ตั้งครรภ์
การว่าจ้างหญิงให้ตั้งครรภ์แทนโดยมีผลตอบแทน เป็นพฤติกรรมที่กฎหมายไทยห้ามอย่างเด็ดขาด โดยเฉพาะเมื่อเกี่ยวข้องกับการจัดหาหญิงตั้งครรภ์ให้ชาวต่างชาติในลักษณะเครือข่ายข้ามชาติ คดีนี้เป็นบรรทัดฐานสำคัญที่ศาลฎีกาเน้นว่า ความผิดฐานตั้งครรภ์แทนเชิงพาณิชย์ถือว่าสำเร็จแล้ว แม้หญิงผู้รับตั้งครรภ์จะยังไม่ตั้งครรภ์จริง ตราบใดที่ดำเนินการขั้นตอนทางการแพทย์ครบถ้วน พร้อมตอกย้ำว่า การอ้างเหตุให้ข้อมูลในชั้นอุทธรณ์โดยไม่สืบพยานในศาลชั้นต้น ไม่อาจใช้เพื่อลดโทษได้
บทความน่าสนใจ
นายเอ และนางบี ร่วมกับพวกจัดหาหญิงไทยให้ตั้งครรภ์แทน โดยมีการเสนอค่าตอบแทนและติดต่อชาวต่างชาติให้เป็นผู้รับทารกหลังคลอด ทั้งหมดดำเนินการอย่างเป็นระบบ มีการตรวจสุขภาพหญิงผู้ตั้งครรภ์ ฝังตัวอ่อนจากอสุจิและไข่ที่เตรียมไว้ และจัดหาที่พักอาศัยระหว่างตั้งครรภ์ อัยการฟ้องทั้งสองในข้อหามีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ และข้อหาดำเนินการให้มีการตั้งครรภ์แทนเพื่อประโยชน์ทางการค้า ซึ่งผิดกฎหมายไทยอย่างชัดเจน ทั้งคู่รับสารภาพ ศาลชั้นต้นลงโทษจำคุกโดยไม่รอการลงโทษ และศาลอุทธรณ์ก็พิพากษายืน เมื่อคดีถึงศาลฎีกา จำเลยอ้างว่าได้ให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อเจ้าหน้าที่ แต่ศาลวินิจฉัยว่า ข้อมูลดังกล่าวไม่เคยนำเข้าสืบในศาลชั้นต้น จึงไม่อาจรับฟังเป็นเหตุลดโทษได้จำเลยยังโต้แย้งว่า หญิงที่รับตั้งครรภ์ยังไม่เกิดการตั้งครรภ์จริง จึงไม่ควรถือว่าเป็นความผิดสำเร็จ แต่ศาลเห็นว่า เมื่อได้ดำเนินการครบถ้วนทางการแพทย์แล้ว เช่น การฝังตัวอ่อน ก็ถือว่าความผิดได้เกิดขึ้นโดยสมบูรณ์แล้ว ไม่จำเป็นต้องรอให้ตั้งครรภ์จริงคำพิพากษานี้ยืนยันว่า การดำเนินการตั้งครรภ์แทนโดยฝ่าฝืนกฎหมาย ย่อมมีผลทางอาญาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แม้จะอยู่ในช่วงก่อนการตั้งครรภ์จริง และหากการกระทำนั้นมีลักษณะเป็นเครือข่ายข้ามชาติ ก็จะถูกจัดอยู่ในกลุ่มความผิดที่ร้ายแรงตามกฎหมายไทย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2199/2561
กรณีอุ้มบุญก่อนมีกฎหมาย
ในยุคที่เทคโนโลยีช่วยเจริญพันธุ์เปิดโอกาสให้คนหลากหลายรูปแบบครอบครัวมีบุตรได้ คำถามสำคัญทางกฎหมายคือ หากเด็กเกิดจากการตั้งครรภ์แทนก่อนที่กฎหมายจะควบคุมเรื่องนี้โดยชัดเจน ผู้ที่มีความสัมพันธ์ทางพันธุกรรมกับเด็กจะสามารถรับรองสิทธิบิดาได้หรือไม่? คดีนี้เป็นแนวคำพิพากษาสำคัญที่ศาลฎีกาใช้ “บทเฉพาะกาล” แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยเทคโนโลยีเจริญพันธุ์ มารับรองสิทธิบิดาของชายชาวต่างชาติ และมอบอำนาจปกครองบุตรให้เขาเพียงผู้เดียว เพื่อประโยชน์สูงสุดของเด็กที่เกิดจากการอุ้มบุญ
บทความน่าสนใจ
ชายชาวอเมริกันผู้จดทะเบียนสมรสกับคู่ชีวิตชายชาวสเปน ได้ใช้เทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์กับหญิงไทยเพื่อให้มีบุตรผ่านการอุ้มบุญ ก่อนที่พระราชบัญญัติคุ้มครองเด็กที่เกิดจากเทคโนโลยีทางการแพทย์จะมีผลใช้บังคับ ต่อมา เขายื่นคำร้องต่อศาลขอให้เด็กหญิงเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของตนและขอใช้อำนาจปกครองแต่เพียงผู้เดียว. ศาลชั้นต้นและอุทธรณ์มีคำสั่งตามคำร้อง ฝ่ายหญิงผู้ให้กำเนิดแม้จะเป็นผู้ตั้งครรภ์ แต่ไม่มีความสัมพันธ์ทางพันธุกรรมกับเด็ก จึงมีสถานะเป็นเพียง “มารดาทางกายภาพ” เท่านั้น ศาลฎีกาเห็นพ้อง โดยอาศัยบทเฉพาะกาลตามมาตรา 56 รับรองว่าการตั้งครรภ์แทนก่อนกฎหมายใช้บังคับ ไม่เป็นการต้องห้าม ผู้ร้องมีสิทธิยื่นคำร้องในฐานะบิดาทางพันธุกรรม และศาลใช้อำนาจตามมาตรา 29 ประกอบ ป.พ.พ. มาตรา 1566 วรรคสอง (5) ให้อำนาจปกครองแต่เพียงผู้เดียวแก่ ผู้ร้อง เพราะเด็กอยู่กับผู้ร้องตั้งแต่เกิดและมีความผาสุกดี
