คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2764/2565
การนับอายุความและภาระการพิสูจน์ในคดีผู้บริโภค กรณีความเสียหายจากการแพทย์ที่ต้องใช้เวลาในการแสดงอาการ
ประเด็นอายุความในคดีผู้บริโภคที่เกี่ยวข้องกับบริการทางการแพทย์มีความซับซ้อนเป็นพิเศษ โดยเฉพาะในกรณีที่อาการผิดปกติทางสุขภาพมิได้ปรากฏในทันทีหลังจากรับบริการ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2764/2565 ได้วางหลักไว้อย่างชัดเจนว่า เมื่อความเสียหายต้องใช้เวลาจึงแสดงอาการ การนับอายุความต้องยึดตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค มาตรา 13 ซึ่งกำหนดอายุความไว้ 3 ปี ไม่ใช่ 1 ปีตามประมวลกฎหมายแพ่งฯ มาตรา 448 บทวินิจฉัยดังกล่าวไม่เพียงแต่ส่งผลต่อผู้บริโภคที่ใช้บริการด้านสุขภาพ หากแต่ยังสะท้อนภาระการพิสูจน์และหลักความเป็นธรรมในการพิจารณาคดีผู้บริโภคอย่างชัดเจน
บทความน่าสนใจ
ในคดีนี้ โจทก์ซึ่งเป็นผู้บริโภค เข้ารับการรักษาที่คลินิกเอกชน โดยรับการฉีดสารชีวโมเลกุล ซึ่งหลังการฉีดเริ่มมีอาการแพ้ และอาการรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ จนต้องเข้ารับการรักษาเป็นเวลานานเกือบ 2 ปี การรักษาไม่ประสบผล และยังไม่สามารถประเมินผลกระทบในระยะยาวได้อย่างแน่นอน
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ความเสียหายที่เกิดขึ้นเป็นผลจากสารที่ต้องใช้เวลาในการแสดงอาการ ซึ่งเข้าข่ายตามมาตรา 13 วรรคท้ายแห่ง พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 ที่บัญญัติให้ใช้ระยะเวลาอายุความ 3 ปีนับแต่วันที่รู้ถึงความเสียหายและรู้ตัวผู้ประกอบธุรกิจ และไม่เกิน 10 ปีนับแต่วันที่ได้รับความเสียหาย อาการแพ้ที่เกิดขึ้นภายหลัง จึงไม่ถือว่าโจทก์รู้อาการอย่างสมบูรณ์ก่อนหน้านั้น ฟ้องของโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ
นอกจากนี้ ศาลยังวินิจฉัยเรื่องภาระการพิสูจน์ตามมาตรา 29 ของ พ.ร.บ.เดียวกันว่า การบริการทางการแพทย์เป็นกิจกรรมเฉพาะทาง ความรู้อยู่ในความครอบครองของจำเลยซึ่งเป็นผู้ประกอบธุรกิจ ดังนั้น จึงตกเป็นภาระของจำเลยในการพิสูจน์ว่าสารชีวโมเลกุลดังกล่าวไม่มีอันตราย หรือไม่เป็นสาเหตุของความเสียหาย
อย่างไรก็ตาม ศาลไม่รับฟังข้ออ้างของจำเลยเรื่องอายุความ 1 ปีตามมาตรา 448 ของ ป.พ.พ. เพราะไม่เหมาะสมกับลักษณะพิเศษของความเสียหาย และศาลยังวางแนววินิจฉัยเรื่องอัตราดอกเบี้ยให้สอดคล้องกับกฎหมายใหม่ คือ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่แก้ไขปี พ.ศ. 2564 ซึ่งกำหนดดอกเบี้ยระหว่างผิดนัดให้คิดตามอัตราร้อยละ 5 ต่อปี และอนุญาตให้ปรับเปลี่ยนตามพระราชกฤษฎีกาของกระทรวงการคลังในอนาคต
คำพิพากษานี้ถือเป็นแนวทางสำคัญในการตีความเรื่องอายุความและภาระการพิสูจน์ในคดีผู้บริโภค โดยเฉพาะในบริบทของบริการทางการแพทย์ ซึ่งอาการที่เกิดขึ้นภายหลังจากการใช้บริการนั้นอาจใช้เวลาแสดงอาการและประเมินผลกระทบได้ล่าช้า ศาลจึงคำนึงถึงหลักความเป็นธรรมและหลักการคุ้มครองผู้บริโภคเป็นสำคัญ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14617/2558
ฉลากสินค้าไม่ถูกต้อง แม้ไม่มีผู้เสียหายก็อาจนำไปสู่ความผิด
การแสดงฉลากสินค้าให้ถูกต้องตามกฎหมายไม่ใช่เพียงหน้าที่ทางธุรกิจ แต่เป็นข้อกำหนดทางกฎหมายที่มีบทลงโทษชัดเจน หากฝ่าฝืนอาจถูกดำเนินคดีอาญา คำพิพากษาศาลฎีกานี้แสดงให้เห็นถึงความเข้มงวดของศาลในการตีความและบังคับใช้กฎหมายคุ้มครองผู้บริโภคแม้จะมีความผิดอื่นพ่วงร่วมด้วย
บทความน่าสนใจ
จำเลยขายเครื่องสำอาง SHISEIDO และ MAC ภายในตลาดนัด โดยสินค้าไม่มีฉลากภาษาไทย ไม่มีคำแนะนำ วิธีใช้ หรือข้อห้าม ซึ่งฝ่าฝืนต่อกฎหมายว่าด้วยการควบคุมฉลากสินค้าตาม พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 มาตรา 30 และ 52 จำเลยยังเสนอขายสินค้าละเมิดเครื่องหมายการค้าที่จดทะเบียนในไทยอีกด้วย
จำเลยรับสารภาพ แต่ศาลชั้นต้นลงโทษเพียงในข้อหาละเมิดเครื่องหมายการค้าเท่านั้น โจทก์จึงอุทธรณ์ในประเด็นเรื่องฉลากสินค้า ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยกระทำผิดทั้งสองกระทงอย่างชัดเจน และต้องแยกลงโทษต่างกรรมต่างวาระตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91
คำพิพากษาจึงแก้ไขโดยเพิ่มโทษปรับ 2,500 บาท สำหรับความผิดเรื่องฉลาก รวมโทษเป็นจำคุก 1 เดือน (รอลงอาญา 1 ปี) และปรับรวม 7,500 บาท
คดีนี้ตอกย้ำว่า การไม่มีฉลากที่ถูกต้องตามประกาศคณะกรรมการว่าด้วยฉลาก อาจนำไปสู่โทษอาญาโดยไม่จำเป็นต้องมีผู้เสียหาย และไม่อาจอ้างความไม่รู้กฎหมายเป็นข้อแก้ตัวได้ ผู้ประกอบการจึงต้องตระหนักว่า “ฉลากที่ถูกต้อง” เป็นเรื่องสำคัญทั้งต่อผู้บริโภคและความเสี่ยงทางกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1808/2561ง
การปกปิดข้อเท็จจริงในสัญญาซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ถือเป็นการละเมิดสิทธิผู้บริโภคตามกฎหมาย
การซื้อบ้านเพื่ออยู่อาศัยถือเป็นการตัดสินใจทางเศรษฐกิจครั้งสำคัญของผู้บริโภค หากผู้ประกอบธุรกิจใช้กลฉ้อฉลโดยปกปิดข้อเท็จจริงที่มีผลต่อการตัดสินใจ เช่น การเวนคืนที่ดินในอนาคต อาจเข้าข่ายเป็นการละเมิดสิทธิผู้บริโภคทั้งในด้านข้อมูลข่าวสารและความเป็นธรรมในสัญญา คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1808/2561 แสดงให้เห็นถึงการตีความบทบัญญัติตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 ร่วมกับหลักละเมิดในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ โดยกำหนดให้ผู้ประกอบการรับผิดชดใช้ค่าเสียหายที่เกิดจากการปกปิดข้อเท็จจริงที่มีผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อผู้ซื้อ
บทความน่าสนใจ
จำเลยซึ่งเป็นผู้ขายบ้านในโครงการจัดสรร ได้ปกปิดข้อเท็จจริงเกี่ยวกับที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่ถูกเวนคืนไว้ไม่ให้ผู้บริโภคทั้งสองทราบก่อนทำสัญญา ทั้งที่จำเลยรู้ข้อมูลดังกล่าวอยู่แล้ว ถือว่าเป็นการละเมิดสิทธิผู้บริโภคทั้งสองซึ่งประสงค์จะซื้อที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเพื่ออยู่อาศัย โดยการไม่ได้ให้คำพรรณนาคุณภาพที่ถูกต้องเพียงพอเกี่ยวกับสินค้าที่จำเลยขายแก่ผู้บริโภคทั้งสอง อันเป็นการโฆษณาที่ใช้ข้อความไม่เป็นธรรมโดยก่อให้เกิดความเข้าใจผิดในสาระสำคัญเกี่ยวกับสินค้า และตัดโอกาสของผู้บริโภคที่จะใช้ข้อมูลดังกล่าวตัดสินใจที่จะเข้าทำสัญญากับจำเลย ศาลเห็นว่าการกระทำดังกล่าวเข้าข่ายฉ้อฉล เป็นการโฆษณาที่ไม่เป็นธรรมตาม พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 มาตรา 22 และละเมิดสิทธิของผู้บริโภคตามมาตรา 4 ประกอบ ป.พ.พ. มาตรา 420
เมื่อสัญญาซื้อขายตกเป็นโมฆียะและผู้บริโภคบอกล้างโมฆียะกรรม สัญญาจึงเป็นโมฆะ จำเลยต้องคืนเงินค่าบ้านและชดใช้ค่าเสียหายที่เกี่ยวเนื่องกับการซื้อขาย เช่น ค่าธรรมเนียมโอน ค่าจำนอง ค่าประกันอัคคีภัย ค่าติดตั้งโทรศัพท์ และส่วนต่างราคาทรัพย์ที่เสียโอกาส
คำพิพากษานี้ตอกย้ำหลักการว่า ผู้บริโภคมีสิทธิได้รับข้อมูลที่ถูกต้องในการตัดสินใจ และผู้ประกอบการไม่มีสิทธิเฉไฉโดยการปกปิดข้อเท็จจริงสำคัญเพื่อประโยชน์ของตนเอง
