คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10809/2559
พินัยกรรมที่มีข้อความเพิ่มเติมโดยไม่มีลายมือชื่อกำกับนั้นจะมีผลบังคับหรือไม่ ทายาทโดยธรรมเจ็ดคนยื่นฟ้องจำเลยขอแบ่งมรดก อ้างว่าพินัยกรรมไม่สมบูรณ์ แต่จำเลยยืนยันว่าผู้ตายตั้งใจยกทรัพย์สินทั้งหมดให้ตนแต่เพียงผู้เดียว คดีนี้จึงกลายเป็นบทเรียนสำคัญว่า แม้พินัยกรรมบางส่วนจะมีข้อบกพร่องทางรูปแบบ แต่หากเจตนารมณ์ของผู้ทำพินัยกรรมแสดงไว้อย่างชัดเจน ศาลย่อมยึดถือเจตนาเป็นหลัก
บทความน่าสนใจ
นายพก ศรีเก่งกระจ่าง ผู้ตาย เป็นบุตรของนายมุ่ย (หรือเก๋ง) กับนางฮวย และไม่มีภรรยาหรือบุตร เมื่อถึงแก่ความตายในปี 2547 ได้ทิ้งพินัยกรรมแบบเขียนเองทั้งฉบับ ยกทรัพย์สิน 11 รายการให้แก่หลานชายคนเดียวคือ นายเฉลิมเกียรติ เกรียงศักดิ์ศรี ซึ่งเป็นจำเลยในคดี ต่อจากนั้น ผู้ตายยังเขียนเพิ่มเติมหลังลายมือชื่อว่า ยกหุ้นที่มีอยู่ในบัญชี ABN Amro และ ZICO ให้จำเลยด้วย แต่ไม่ได้ลงลายมือชื่อกำกับข้อความเพิ่มเติมดังกล่าวฝ่ายโจทก์ทั้งเจ็ด ซึ่งเป็นทายาทโดยธรรม ฟ้องจำเลยขอแบ่งมรดก โดยอ้างว่าพินัยกรรมไม่สมบูรณ์ เพราะส่วนที่ระบุทรัพย์สินพิพาทไม่มีลายมือชื่อกำกับ จึงไม่มีผลผูกพันศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้ข้อความท้ายพินัยกรรมจะไม่สมบูรณ์ตามแบบ แต่ไม่มีผลกระทบต่อพินัยกรรมฉบับหลัก ซึ่งมีข้อความว่า “ให้ทรัพย์สินของข้าพเจ้าแก่นายเฉลิมเกียรติ เกรียงศักดิ์ศรีแต่เพียงผู้เดียว หลานคนอื่นไม่มีสิทธิ์” จึงถือว่าผู้ตายมีเจตนายกมรดกทั้งหมดแก่จำเลยแล้ว และโจทก์ทั้งเจ็ดถูกตัดมิให้รับมรดกตาม ป.พ.พ. มาตรา 1608 ไม่มีอำนาจฟ้องแบ่งทรัพย์อีกต่อไป
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1636/2530
ผู้ทำพินัยกรรมแสดงเจตนาโดยชัดแจ้งยกทรัพย์ให้หลานสาวแต่เพียงผู้เดียว แม้กล่าวเฉพาะที่ดินอีกแปลง
คดีพิพาทมรดกระหว่างหลานสาวผู้ได้รับพินัยกรรม กับพี่น้องของผู้ตาย กลายเป็นบทเรียนสำคัญว่า “ถ้อยคำในพินัยกรรม” อาจไม่ต้องครอบคลุมทุกทรัพย์ หาก “เจตนารมณ์ของผู้ทำพินัยกรรม” มีความชัดเจนพอ ศาลฎีกาต้องวินิจฉัยว่าทรัพย์ที่ไม่ได้ระบุโดยตรงในพินัยกรรมตกแก่ใคร เมื่อนางล้อมเขียนพินัยกรรมระบุยกที่ดินแปลงหนึ่งให้แก่หลานสาวคือนางสุนันทา แต่ใช้ถ้อยคำทั่วไปในข้อแรกว่าทรัพย์สินทั้งหมดตกเป็นของผู้มีชื่อในพินัยกรรม ผลคือแม้จะไม่ได้เอ่ยถึงที่ดินแปลงพิพาทโดยตรง แต่ก็ถือว่าหลานสาวได้สิทธิเหนือที่ดินนั้น 1 ใน 6 ส่วนตามสิทธิของเจ้ามรดกเดิม
บทความที่น่าสนใจ
ที่ดินโฉนดเลขที่ 321 แขวงวัดท่าพระ กรุงเทพมหานคร เคยเป็นของนายพิศ อ่วมบุญช่วย ผู้ตาย ซึ่งไม่มีภริยาและบุตร เมื่อถึงแก่ความตาย ทรัพย์มรดกตกแก่พี่น้องร่วมบิดามารดา 4 คน หนึ่งในนั้นคือนายผ่อง อ่วมบุญช่วย ผู้สมรสกับนางล้อม ต่อมาเมื่อผ่องถึงแก่ความตาย ที่ดิน 1 ใน 4 ส่วนของเขาถูกแบ่งเป็นสินสมรส 1 ใน 3 แก่นางล้อม และอีก 2 ใน 3 ตกเป็นมรดกที่นางล้อมได้รับครึ่งหนึ่งตามสิทธิภริยา รวมแล้วนางล้อมได้กรรมสิทธิ์ในที่ดิน 1 ใน 6 ส่วน
ก่อนเสียชีวิต นางล้อมได้ทำพินัยกรรมยกทรัพย์สินให้หลานสาว นางสุนันทา อรรถกฤษณ์ (โจทก์) โดยเฉพาะระบุไว้เพียงที่ดินแปลงเลขที่ 10197 แต่มีข้อความชัดเจนในข้อ 1 ว่า “ให้บรรดาทรัพย์สินทั้งหมดที่มีอยู่และที่จะพึงมีในภายหน้า ตกเป็นของผู้มีชื่อในพินัยกรรม” ซึ่งมีเพียงโจทก์เพียงคนเดียว ศาลฎีกาจึงตีความว่าทรัพย์สินทั้งหมดรวมถึงที่ดินโฉนดเลขที่ 321 จำนวน 1 ใน 6 ส่วน ตกเป็นของโจทก์ตามพินัยกรรม
เมื่อจำเลยโอนที่ดินให้แก่บุคคลภายนอกไปก่อน คำพิพากษาจึงให้จำเลยชำระเงินแทนการโอนจำนวน 500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปีแก่โจทก์
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 419/2541
พินัยกรรมสองฉบับ คนละเจตนา คนละทรัพย์ พินัยกรรมฉบับหลังเพิกถอนฉบับแรกหรือไม่?
ในกรณีที่ผู้ตายทำพินัยกรรมไว้สองฉบับโดยระบุผู้จัดการมรดกต่างคนกันในทรัพย์สินคนละชุด เช่นนี้จะถือว่าพินัยกรรมฉบับหลังเพิกถอนฉบับแรกหรือไม่? ผู้ร้องในคดีเป็นบุตรของผู้ตายที่ได้รับแต่งตั้งเป็นผู้จัดการมรดกตามพินัยกรรมฉบับแรก ขณะที่ผู้คัดค้านอ้างสิทธิตามฉบับหลัง ศาลฎีกาจึงต้องวินิจฉัยว่า ข้อความในพินัยกรรมทั้งสองฉบับขัดแย้งกันหรือไม่ และใครควรได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้จัดการมรดก
บทความน่าสนใจ
นายเซี้ยง ผู้ร้อง ยื่นคำร้องต่อศาลขอให้ตั้งตนเป็นผู้จัดการมรดกของมารดา คือ นางบุญมา ผู้ตาย ซึ่งได้ทำพินัยกรรมไว้ 2 ฉบับ พินัยกรรม ฉบับแรก ตั้งนายเซี้ยง (ผู้ร้อง) เป็นผู้จัดการมรดกในทรัพย์สินบางส่วน พินัยกรรม ฉบับหลัง ตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกอีกส่วนหนึ่ง
ผู้คัดค้านโต้แย้งว่า พินัยกรรมฉบับหลังเพิกถอนฉบับแรกโดยปริยาย เพราะขัดกันทั้งในเรื่องทรัพย์สินและตัวผู้จัดการมรดก จึงขอให้ศาลตั้งตนเป็นผู้จัดการมรดกแทน
อย่างไรก็ตาม ศาลฎีกาเห็นว่า พินัยกรรมทั้งสองฉบับไม่ได้ขัดแย้งกัน เนื่องจากระบุทรัพย์มรดกคนละส่วน และแต่งตั้งคนละคนให้จัดการอย่างแยกจากกัน แสดงให้เห็นเจตนาชัดเจนของผู้ตายว่าต้องการให้ทั้งสองคนมีบทบาทในการจัดการทรัพย์สินคนละส่วน
เมื่อทั้งผู้ร้องและผู้คัดค้าน ไม่ใช่บุคคลต้องห้าม ตามกฎหมาย (ป.พ.พ. มาตรา 1718) ศาลฎีกาจึงพิพากษาให้ ตั้งผู้ร้องและผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกร่วม โดยให้จัดการทรัพย์ตามพินัยกรรมของแต่ละฉบับที่ได้รับแต่งตั้งไว้
คำพิพากษานี้ยืนยันหลักสำคัญว่า การตีความพินัยกรรมต้องยึดตามเจตนาผู้ทำพินัยกรรมเป็นหลัก และการมีพินัยกรรมหลายฉบับ ไม่ได้แปลว่า ฉบับหลังเพิกถอนฉบับแรกเสมอไป
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3523/2532
พินัยกรรมระบุชัดว่ายกมรดกให้ผู้รับพินัยกรรมผู้เดียว กรณีนี้ทายาทโดยธรรมจะฟ้องขอแบ่งทรัพย์มรดกซึ่งได้มาภายหลังจากทำพินัยกรรมได้หรือไม่
หลายคนอาจเข้าใจว่าพินัยกรรมมีผลเฉพาะทรัพย์ที่มีอยู่ในวันที่ทำพินัยกรรมเท่านั้น หากผู้ตายระบุชัดว่าทรัพย์ที่ “มีอยู่หรือจะมีขึ้นในภายหน้า” ให้แก่บุคคลใดบุคคลหนึ่ง พินัยกรรมดังกล่าวย่อมมีผลครอบคลุมทรัพย์ที่จะได้มาในอนาคตด้วย
บทความน่าสนใจ
โจทก์เป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ตายและฟ้องจำเลยซึ่งเป็นภรรยาใหม่ของผู้ตาย ขอแบ่งทรัพย์มรดก โดยอ้างว่าตนมีสิทธิในทรัพย์มรดกครึ่งหนึ่ง และกล่าวหาจำเลยว่ายักย้ายที่ดินจึงควรถูกตัดสิทธิจากมรดกส่วนที่ยักย้าย
อย่างไรก็ตาม จำเลยอ้างสิทธิตามพินัยกรรมที่ผู้ตายได้ทำไว้ โดยระบุให้ “ทรัพย์สินทั้งหมดที่มีอยู่หรือจะมีขึ้นในภายหน้า” ตกเป็นของจำเลยแต่เพียงผู้เดียว ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พินัยกรรมลักษณะนี้มีผลครอบคลุมทรัพย์ที่ผู้ตายได้มาในภายหลังด้วย และไม่ปรากฏพฤติการณ์ชัดเจนว่าจำเลยยักย้ายทรัพย์มรดกโดยทุจริต
จึงตัดสินให้พินัยกรรมมีผลบังคับครอบคลุมทรัพย์ทั้งหมด และยกฟ้องโจทก์ โดยถือว่าจำเลยเป็นผู้รับมรดกแต่เพียงผู้เดียวตามเจตนาผู้ตายที่แสดงไว้ชัดเจนในพินัยกรรม
