คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1451/2508
เงื่อนไขให้ผู้รับพินัยกรรมเลี้ยงดูหรือชำระหนี้ในพินัยกรรม ไม่ทำให้พินัยกรรมนั้นเข้าลักษณะสัญญาให้โดยเสน่หา
เมื่อพินัยกรรมระบุให้ “ลูกคนหนึ่ง” ได้รับมรดกทั้งหมด โดยมีเงื่อนไขว่าให้ “เลี้ยงดูผู้ตายจนตลอดชีวิต” และ “ชำระหนี้แทน” กลายเป็นประเด็นทางกฎหมายว่าเจตนานั้นถือเป็นพินัยกรรมเผื่อตาย หรือเป็นการยกทรัพย์ในขณะยังมีชีวิต ซึ่งต้องทำตามแบบอื่น คำพิพากษาศาลฎีกาคดีนี้ได้ให้หลักสำคัญว่า เจตนายกทรัพย์สินทั้งหมดโดยมีผลเมื่อผู้ทำพินัยกรรมถึงแก่ความตาย แม้จะมีเงื่อนไขให้ดูแลหรือชำระหนี้ ก็ยังถือว่าเป็นพินัยกรรมที่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่ใช่การให้โดยเสน่หา
บทความน่าสนใจ
ในคดีนี้ โจทก์ฟ้องขอแบ่งมรดกของบิดาโดยอ้างสิทธิในฐานะทายาท 1 ใน 4 ส่วน แต่จำเลยต่อสู้ว่า ผู้ตายได้ทำพินัยกรรมยกทรัพย์สินทั้งหมดให้นายคาน บุตรผู้ตายแต่เพียงผู้เดียว อีกทั้งโจทก์ไม่เคยมีสิทธิครอบครองทรัพย์มรดกที่พิพาท ประเด็นสำคัญอยู่ที่การตีความพินัยกรรมที่มีข้อความให้ผู้รับพินัยกรรม “เลี้ยงดูผู้ตายตลอดชีวิต” และ “ชำระหนี้แทน” ว่าพินัยกรรมนี้ถือเป็นการให้เสน่หาในระหว่างมีชีวิตหรือไม่ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พินัยกรรมของผู้ตายแสดงเจตนายกทรัพย์สินทั้งที่มีอยู่และที่จะเกิดขึ้นในภายหน้าให้นายคานเพียงคนเดียว อีกทั้งระบุชัดว่าไม่ให้บุตรคนอื่นเข้ามายุ่งเกี่ยวกับทรัพย์สิน ถือเป็นแสดงเจตนาจัดการทรัพย์สินไว้ล่วงหน้าในกรณีที่ผู้แสดงเจตนาถึงแก่ความตายโดยชัดแจ้ง เอกสารจัดทำตามแบบพินัยกรรมที่กฎหมายกำหนดจึงชอบด้วยกฎหมาย ส่วนภาระให้ผู้รับพินัยกรรมเลี้ยงดูหรือชำระหนี้ เป็นเพียงข้อกำหนดแนบท้าย ไม่ทำให้พินัยกรรมกลายเป็นการยกให้ระหว่างมีชีวิต ศาลฎีกาจึงพิพากษายืน ยกฎีกาโจทก์ และรับรองพินัยกรรมตามเจตนาผู้ตาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 177/2528
ผู้เสมือนไร้ความสามารถสามารถทำพินัยกรรมได้ กรณีมีสติสัมปัชชัญญะครบถ้วนและได้รับความยินยอมโดยผู้พิทักษ์
แม้ผู้ทำพินัยกรรมจะมีภาวะสมองเสื่อม แต่หากในขณะทำพินัยกรรมยังเข้าใจสิ่งที่กระทำ และมีพยานยืนยันชัดเจน การทำพินัยกรรมก็ชอบด้วยกฎหมาย
บทความน่าสนใจ
ในคดีนี้ โจทก์ฟ้องขอให้ศาลเพิกถอนพินัยกรรม โดยอ้างว่าเจ้ามรดกเป็นผู้มีภาวะสมองเสื่อม และไม่สามารถแสดงเจตนาได้อย่างชัดเจน อีกทั้งไม่มีความสามารถทางกฎหมายในการจัดทำพินัยกรรม
แต่ศาลฎีกาพิเคราะห์หลักฐานพบว่า รายงานแพทย์ที่โจทก์อ้างนั้นมีข้อพิรุธ ไม่แน่ชัดว่าออกโดยใคร และมีข้อความขัดกันเอง พยานฝ่ายโจทก์ก็ไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ขณะทำพินัยกรรม
ในทางกลับกัน ฝ่ายจำเลยมีพยานจำนวนมากที่อยู่ในเหตุการณ์ขณะจัดทำพินัยกรรม รวมถึงเจ้าหน้าที่รัฐ แพทย์ และผู้เขียนเอกสาร ซึ่งไม่มีส่วนได้เสียในคดี และทั้งหมดให้การตรงกันว่า ผู้ตายพูดรู้เรื่อง เข้าใจสิ่งที่กระทำ และลงลายนิ้วมือด้วยตนเองโดยสมัครใจ
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้ผู้ตายจะเคยถูกศาลสั่งให้เป็นบุคคลเสมือนไร้ความสามารถ แต่ในขณะทำพินัยกรรม ยังสามารถเข้าใจและแสดงเจตนาได้โดยชัดเจน อีกทั้งมีการยินยอมจากผู้พิทักษ์แล้ว การทำพินัยกรรมจึงเป็นไปโดยชอบ และคำกล่าวหาว่าปลอมไม่มีน้ำหนักเพียงพอ
ศาลจึงยกฟ้องจำเลย พินัยกรรมยังคงมีผลตามกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 18489/2556
การยกทรัพย์ให้แก่ผู้รับพินัยกรรมจะทำได้เฉพาะในทรัพย์ที่ผู้ทำพินัยกรรมมีสิทธิในขณะถึงแก่กรรมเท่านั้น
การเปิดบัญชีเงินฝากในชื่อ “เพื่อบุตร” หรือ “เพื่อหลาน” แล้วต่อมาทำพินัยกรรมยกเงินนั้นให้ผู้อื่น ไม่สามารถทำได้โดยศาลฎีกานี้ได้วางหลักสำคัญว่า การทำพินัยกรรมยกทรัพย์สินให้แก่ผู้ใดจะทำได้แต่เฉพาะในทรัพย์ที่ผู้ทำพินัยกรรมมีสิทธิในขณะถึงแก่กรรมเท่านั้น หากทรัพย์นั้นไม่ใช่ของผู้ทำพินัยกรรม แม้จะระบุไว้ในพินัยกรรมก็ไม่มีผลทางกฎหมาย
บทความน่าสนใจ
ในคดีนี้ พลโทจรูญ เปิดบัญชีเงินฝากในชื่อ “นายจิรโชติ เพื่อเด็กชายวรรณธร” แล้วทำพินัยกรรมยกเงินในบัญชีดังกล่าวให้แก่โจทก์ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การเปิดบัญชีในลักษณะ “เพื่อเด็กชายวรรณธร” เป็นการแสดงเจตนาให้เงินในบัญชีนั้นตกเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้เยาว์ตั้งแต่ต้น แม้ผู้เปิดบัญชีจะยังสามารถถอนเงินได้ก่อนผู้เยาว์บรรลุนิติภาวะ แต่สิทธิในการเบิกถอนนั้นก็อยู่ภายใต้ข้อตกลงกับธนาคาร และต้องใช้ประโยชน์เพื่อผู้เยาว์เท่านั้น
ดังนั้น พลโทจรูญจึง ไม่มีกรรมสิทธิ์ในเงินฝากดังกล่าวในวันที่ถึงแก่กรรม พินัยกรรมที่ยกเงินในบัญชีนั้นให้แก่บุคคลอื่นจึงไม่มีผลบังคับตามกฎหมาย เพราะเงินดังกล่าว ไม่ใช่ “ทรัพย์ของผู้ทำพินัยกรรม” ตามที่กฎหมายกำหนดในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1646
