Tag Archives: ฉ้อโกง

คดีอาญา-ฉ้อโกง

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1113/2560

การรับผิดของผู้สั่งจ่ายเช็คแทนผู้อื่น ต้องรับผิดแม้ไม่ใช่ลูกหนี้ตัวจริง

จำเลยซึ่งไม่ได้เป็นคู่กรณีโดยตรงของการฉ้อโกง แต่เป็นผู้ที่ลงลายมือชื่อในเช็คเพื่อชดเชยความเสียหายแทนนายชาตรีผู้กระทำผิด และเมื่อเช็คบางฉบับถูกปฏิเสธการจ่าย จำเลยได้อ้างว่าไม่ต้องรับผิดเพราะโจทก์ไม่ได้ถอนฟ้องนายชาตรีตามที่ตกลงกันไว้ ศาลฎีกาได้วินิจฉัยอย่างชัดเจนถึงลักษณะของหนี้ตามเช็ค การเข้าผูกพันแทนลูกหนี้ และการตีความว่าข้อตกลงดังกล่าวเป็นสัญญาต่างตอบแทนหรือไม่

บทความน่าสนใจ

จำเลยตกลงชำระเงินแก่โจทก์ทั้งสองเพื่อบรรเทาความเสียหายจากการฉ้อโกงของนายชาตรี โดยได้จ่ายเงินสด 1 ล้านบาท และออกเช็คอีก 4 ฉบับ ฉบับละ 1 ล้านบาท ซึ่งหากเรียกเก็บได้ครบ โจทก์จะถอนฟ้องนายชาตรี แต่เช็คสามฉบับถูกปฏิเสธการจ่าย โจทก์จึงฟ้องเรียกเงินตามเช็คจำนวน 3 ล้านบาท

จำเลยอ้างว่าไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ เพราะ โจทก์ไม่สามารถถอนฟ้องนายชาตรีได้หลังศาลมีคำพิพากษาลงโทษ และเห็นว่าข้อตกลงเป็น “สัญญาต่างตอบแทน” ซึ่งไม่ได้รับผลตามที่ตกลง

แต่ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การที่จำเลยออกเช็คชำระหนี้เพื่อบรรเทาความเสียหายจากการฉ้อโกงของนายชาตรี ถือเป็นการเข้าผูกพันชำระหนี้แทนตาม ป.พ.พ. มาตรา 314 โดยสมัครใจ ไม่ใช่โดยฝืนใจลูกหนี้ และไม่ใช่สัญญาต่างตอบแทน การที่โจทก์ถอนฟ้องไม่ได้เพราะศาลมีคำพิพากษาแล้ว ไม่กระทบต่อภาระผูกพันของจำเลยในฐานะผู้สั่งจ่ายเช็ค

จำเลยจึงต้องรับผิดตามเช็ค 3 ฉบับ รวม 3 ล้านบาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี ศาลฎีกาพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4920/2567

รับจ้างเปิดบัญชีถือเป็นผู้สนับสนุนอาชญากรรมไซเบอร์ ถือว่ามีความผิดฐานร่วมฉ้อโกงประชาชน

ในยุคที่อาชญากรรมไซเบอร์ระบาดหนัก การ “รับจ้างเปิดบัญชี” เพื่อให้มิจฉาชีพใช้รับโอนเงินจากผู้เสียหาย กลายเป็นรูปแบบใหม่ของการมีส่วนร่วมในอาชญากรรม แม้ไม่ได้ลงมือหลอกลวงด้วยตนเอง แต่ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ผู้ที่ยอมมอบบัญชีให้ใช้ ย่อมต้องเล็งเห็นผลร้ายที่ตามมา และมีความผิดฐาน “สนับสนุน” การฉ้อโกงประชาชนโดยแสดงตนเป็นคนอื่น

บทความน่าสนใจ

จำเลยอายุ 17 ปี รับจ้างเปิดบัญชีธนาคาร 2 บัญชี และมอบสมุดบัญชีให้บุคคลอื่นเพื่อใช้โอนเงิน โดยได้รับค่าตอบแทนบัญชีละ 400 บาท ต่อมาพบว่าบัญชีดังกล่าวถูกใช้รับเงิน 200,000 บาทจากผู้เสียหายที่ถูกหลอกลวงให้กรอกข้อมูลผ่านเว็บไซต์ปลอมของธนาคารไทยพาณิชย์

แม้จำเลยจะไม่ได้เป็นผู้หลอกลวงโดยตรง แต่ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การกระทำของจำเลยเข้าข่ายเป็นผู้สนับสนุน ขบวนการฉ้อโกงประชาชน โดยพฤติการณ์การรับจ้างเปิดบัญชีและส่งมอบสมุดบัญชีซึ่งมีข้อความเตือนว่า “ห้ามรับจ้างเปิดบัญชี” ย่อมแสดงให้เห็นเจตนาที่เล็งเห็นผลได้ว่าอาจถูกนำไปใช้กระทำผิดกฎหมาย

ศาลฎีกาพิพากษาแก้ ยกคำวินิจฉัยของศาลล่าง ให้จำเลยมีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดฐานฉ้อโกงประชาชนโดยแสดงตนเป็นคนอื่น ตาม ป.อ. มาตรา 342(1), 343 วรรคสอง ประกอบมาตรา 86 ลดโทษตามกฎหมายเยาวชน ส่งจำเลยเข้ารับการฝึกอบรม 1–2 ปี และให้คืนเงินแก่ผู้เสียหาย


คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1113/2560

คดีนี้โจทก์ร่วมฟ้องจำเลยฐานโกงเจ้าหนี้ตาม ป.อ. มาตรา 350 โดยอ้างว่ามีหนี้ค่าซื้อพ่อพันธุ์โค และจำเลยขายที่ดินเพื่อหลีกเลี่ยงการชำระหนี้ ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้อง โดยเห็นว่าในคดีแพ่งที่เกี่ยวข้อง ศาลฎีกาพิพากษายกฟ้องแล้ว ส่งผลให้โจทก์ร่วมและจำเลยไม่เป็นเจ้าหนี้ลูกหนี้ต่อกัน

บทความน่าสนใจ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คำพิพากษาแพ่งที่ถึงที่สุดมีผลผูกพันคู่ความตาม ป.วิ.พ. มาตรา 145 ทำให้ถือว่าไม่มีหนี้ระหว่างโจทก์ร่วมและจำเลย เมื่อองค์ประกอบความผิดฐานโกงเจ้าหนี้ต้องมีหนี้อยู่ก่อน คดีอาญาจึงไร้มูลความผิด ไม่ใช่การหยิบยกคำพิพากษาแพ่งมาใช้ผิดกฎหมายตามที่โจทก์ร่วมกล่าวอ้าง

มูลหนี้ตามเช็คพิพาททั้งสามฉบับเกิดจากการที่จำเลยตกลงชำระเงินให้แก่โจทก์ทั้งสองเพื่อบรรเทาความเสียหายจากการกระทำความผิดฐานฉ้อโกงของ ช. กรณีจึงต้องถือว่า จำเลยยอมเข้าผูกพันเป็นผู้ชำระหนี้แทน ช. โดยมิได้เป็นการขัดกับเจตนาของคู่กรณีหรือโดยฝืนใจลูกหนี้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 314 ข้อตกลงดังกล่าวจึงมิใช่เป็นสัญญาต่างตอบแทนดังที่จำเลยฎีกา เมื่อจำเลยเป็นผู้ลงลายมือชื่อสั่งจ่ายในเช็คพิพาททั้งสามฉบับ จึงต้องรับผิดตามเนื้อความในเช็คชำระเงิน 3,000,000 บาท แก่โจทก์ทั้งสอง ตาม ป.พ.พ. มาตรา 900 วรรคหนึ่ง, 914 ประกอบมาตรา 989 วรรคหนึ่ง

คำพิพากษานี้ชี้ให้เห็นว่า หากคดีแพ่งถึงที่สุดว่าไม่มีหนี้ คดีอาญาฐานโกงเจ้าหนี้ย่อมสิ้นไปโดยผลของกฎหมาย