Tag Archives: ทนายคดีแพ่ง

การละเมิดลิขสิทธิ์

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 124/2567

ใช้ลายการ์ตูนดังโฆษณาเสื้อกีฬา ก็ถือว่าละเมิดลิขสิทธิ์ได้

การนำภาพลายการ์ตูนชื่อดังมาใช้โฆษณาเสื้อกีฬาในเพจขายของ แม้ไม่ได้ผลิตจำหน่ายในวงกว้าง ก็อาจกลายเป็นความผิดฐานละเมิดลิขสิทธิ์ได้โดยไม่รู้ตัว คดีนี้ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าพฤติการณ์ของจำเลยที่ 1 ซึ่งโฆษณาเสื้อลายการ์ตูน “มังกี้ ดี. ลูฟี่” และรับสั่งผลิตจากลูกค้าโดยไม่ได้รับอนุญาต ถือว่ารู้หรือมีเหตุควรรู้ว่าลายดังกล่าวมีลิขสิทธิ์ คำสั่งซื้อที่เกิดจากการแสวงหาพยานหลักฐานจึงฟังได้ ไม่ใช่การล่อให้กระทำความผิด และผู้เสียหายมีสิทธิดำเนินคดีทั้งในทางอาญาและแพ่ง

บทความน่าสนใจ

ในคดีนี้ บริษัทผู้ถือสิทธิ์การ์ตูนวันพีซจากประเทศญี่ปุ่น เป็น “โจทก์ร่วม” ยื่นฟ้องจำเลยที่ 1 เจ้าของเพจเฟซบุ๊กขายเสื้อกีฬา ที่โฆษณาภาพเสื้อพิมพ์ลาย “มังกี้ ดี. ลูฟี่” และรับผลิตเสื้อลายดังกล่าวโดยไม่ได้รับอนุญาต

แม้การสั่งผลิตจะกระทำโดยทีมงานของผู้รับมอบอำนาจช่วงจากเจ้าของลิขสิทธิ์ แต่ศาลฎีกาเห็นว่า จำเลยเป็นผู้โฆษณาภาพลายการ์ตูนไว้ในเพจของตนเองก่อนแล้ว และเคยรับผลิตให้ลูกค้ารายอื่นมาก่อน แสดงให้เห็นว่าจำเลยรู้อยู่แล้วว่าลายดังกล่าวมีลิขสิทธิ์ ไม่ใช่การถูกล่อให้กระทำผิด

ศาลชี้ว่า โจทก์ร่วมเป็นผู้เสียหายโดยชอบ แม้ไม่ได้ฎีกาในส่วนแพ่ง ศาลฎีกายังสามารถวินิจฉัยและให้จำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าเสียหายได้ เพราะเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย

จำเลยจึงมีความผิดฐานละเมิดลิขสิทธิ์เพื่อการค้า ตามมาตรา 70 วรรคสอง ประกอบมาตรา 31(1) แห่ง พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 และต้องชดใช้ค่าเสียหายให้โจทก์ร่วมตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4488/2559

การทำซ้ำซึ่งโปรแกรมหรือซอฟต์แวร์ผิดกฎหมาย ถือว่าละเมิดลิขสิทธิ์

หลายธุรกิจอาจไม่รู้ว่า การใช้โปรแกรมที่ดูเหมือนใช้งานได้ปกติ แต่อาจเป็นเวอร์ชันละเมิดลิขสิทธิ์ ก็อาจทำให้ตนกลายเป็น “ผู้ละเมิดโดยตรง” ได้ คำพิพากษาศาลฎีกานี้ชี้ชัดว่า แม้การติดตั้งโปรแกรมจะทำซ้ำจากแหล่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์มาก่อน เช่น ซีดีเถื่อนหรือไฟล์ละเมิด ก็ยังถือว่าเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ในตัวงานเดิม ศาลยังวางแนวว่า โปรแกรมที่ติดตั้งในฮาร์ดดิสก์ของร้านอินเทอร์เน็ต หากใช้เพื่อให้บริการลูกค้าโดยไม่ได้รับอนุญาต ถือเป็นการละเมิดเพื่อการค้าเต็มรูปแบบ

บทความน่าสนใจ

บริษัทไมโครซอฟท์ฟ้องจำเลยฐานละเมิดลิขสิทธิ์จากการติดตั้งโปรแกรม Windows XP, Office 2003 และ Office 2007 บนคอมพิวเตอร์ 41 เครื่องในร้านอินเทอร์เน็ตของจำเลย โดยอ้างว่ามีการติดตั้งโปรแกรมที่ทำซ้ำมาจากแหล่งละเมิดโดยไม่ได้รับอนุญาต จำเลยให้การปฏิเสธ และศาลชั้นต้นเห็นว่าคำฟ้องไม่ชัดเจนว่าละเมิดอย่างไร จึงยกฟ้อง

แต่ศาลฎีกาวินิจฉัยกลับ โดยวางหลักว่า การทำซ้ำโปรแกรม ไม่ว่าทำจากแหล่งลิขสิทธิ์แท้หรือละเมิด ก็ถือเป็นการกระทำต่อ “งานอันมีลิขสิทธิ์” ที่ได้รับความคุ้มครองอยู่ ตามมาตรา 30 (1) แห่ง พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 และหากทำเพื่อการค้า เช่น เปิดให้ลูกค้าใช้ในร้านอินเทอร์เน็ต ย่อมเข้าข่ายละเมิดลิขสิทธิ์เพื่อการค้า

คำฟ้องของโจทก์จึงมีความชัดเจนตามกฎหมาย และศาลทรัพย์สินทางปัญญาฯ ควรรับไว้พิจารณาต่อไป

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3204/2565

ติดตั้งโปรแกรมละเมิดลิขสิทธิ์ แม้ทำซ้ำจากของเถื่อน ก็ถือว่าละเมิดโดยตรง

ร้านคาราโอเกะจำนวนมากเปิดให้บริการแบบ “ห้องส่วนตัว” พร้อมมิวสิควิดีโอและเนื้อเพลงให้ลูกค้าร้องตามโดยไม่คิดว่าอาจละเมิดลิขสิทธิ์ แต่คำพิพากษาศาลฎีกานี้ชี้ชัดว่า หากร้านเปิดเพลงพร้อมมิวสิควิดีโอประกอบโดยไม่มีสิทธิหรือใบอนุญาต ย่อมเป็นการ “ใช้สิทธิของผู้อื่นเพื่อการค้า” และถือเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์แม้จะอ้างว่าไม่ได้เก็บค่าบริการสำหรับการดูหรือฟังเพลงก็ตาม ร้านคาราโอเกะจึงต้องระวังเป็นอย่างมาก เพราะอาจโดนทั้งข้อหา ละเมิดลิขสิทธิ์ และ ไม่มีใบอนุญาตวีดิทัศน์ ได้ในคราวเดียว

บทความน่าสนใจ

ร้าน “บ้านกลางฟาร์ม” ของจำเลยเปิดบริการคาราโอเกะเป็นห้องส่วนตัว พร้อมอุปกรณ์ฉายมิวสิควิดีโอพร้อมเนื้อเพลง ให้ลูกค้าเปิดดูมิวสิควิดีโอและร้องเพลงได้ โดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของลิขสิทธิ์ เจ้าหน้าที่ลิขสิทธิ์ของบริษัทผู้เสียหายเข้าตรวจสอบ พบว่ามีการใช้เพลงที่มีเจ้าของลิขสิทธิ์ชัดเจน พร้อมบันทึกภาพและเสียงยืนยันว่าร้านให้บริการมิวสิควิดีโอคาราโอเกะจริง ถือเป็นการ “เผยแพร่ต่อสาธารณชน” ตามมาตรา 27(2) และ 28(2) พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 ซึ่งต้องได้รับอนุญาตจากเจ้าของลิขสิทธิ์ก่อน และหากทำเพื่อการค้า เช่น การให้ลูกค้าใช้บริการคาราโอเกะแลกกับค่าบริการ ก็ถือเป็น การละเมิดลิขสิทธิ์เพื่อการค้า

นอกจากนี้พฤติการณ์ดังกล่าวเข้าข่าย “ร้านวีดิทัศน์” ตามนิยามใน พ.ร.บ.ภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ. 2551 ซึ่งต้องขอใบอนุญาตก่อนเปิดดำเนินกิจการ แม้ร้านจะไม่ได้เรียกเก็บเงินแยกเฉพาะจากการดูมิวสิควิดีโอ ก็ถือว่าให้บริการโดยได้ประโยชน์ตอบแทนจากธุรกิจโดยรวมเมื่อร้านของจำเลยไม่เคยขอใบอนุญาตประกอบกิจการวีดิทัศน์ จึงผิดฐานจัดตั้งหรือประกอบกิจการวีดิทัศน์โดยไม่ได้รับใบอนุญาตนั้น ตามพระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ. 2551 มาตรา 82 ประกอบมาตรา 53

การค้ำประกันและสัญญาประกันหนี้

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 319/2561

ผู้ค้ำประกันร่วมไม่พ้นความรับผิด แม้เจ้าหนี้ปลดหนี้ให้ผู้ค้ำรายหนึ่ง: ศาลฎีกาวินิจฉัยหลักเกลื่อนกลืนหนี้

ในคดีเกี่ยวกับสัญญาเงินกู้เพื่อธุรกิจที่มีผู้ค้ำประกันหลายราย ประเด็นสำคัญที่ต้องวินิจฉัยคือ หากเจ้าหนี้รับชำระหนี้บางส่วนจากผู้ค้ำประกันรายหนึ่งแล้วปลดหนี้ให้รายนั้น ผู้ค้ำประกันอีกรายและลูกหนี้ชั้นต้นยังต้องรับผิดต่อหรือไม่ คำพิพากษาศาลฎีกานี้ให้แนวทางสำคัญเกี่ยวกับ “ความระงับแห่งหนี้” และ “การรับผิดร่วมของผู้ค้ำประกัน” ซึ่งผู้ประกอบการ ทนายความ และเจ้าหนี้ควรทำความเข้าใจอย่างรอบคอบ เพื่อบริหารความเสี่ยงในธุรกรรมสินเชื่อให้รัดกุมตามกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

บทความน่าสนใจ

คดีนี้จำเลยที่ 1 เป็นผู้กู้เงินธุรกิจจากโจทก์ โดยมีจำเลยที่ 2 และบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อมเป็นผู้ค้ำประกันร่วมกัน เมื่อจำเลยที่ 1 ค้างชำระหนี้ โจทก์ได้รับเงินชำระหนี้เพียงบางส่วนจากบรรษัทฯ แล้วปลดหนี้ให้ แต่ยังฟ้องจำเลยทั้งสองเรียกยอดหนี้ส่วนที่เหลือ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ตาม ป.พ.พ. บรรพ 2 หมวด 5 การชำระหนี้เพียงบางส่วนหรือการปลดหนี้ผู้ค้ำรายหนึ่ง มิใช่เหตุให้หนี้ทั้งหมดระงับไปโดยสิ้นเชิง หากยังมียอดค้างชำระ ลูกหนี้ชั้นต้นยังคงรับผิดจนครบ และผู้ค้ำรายอื่นที่ค้ำรายเดียวกันต้องรับผิดในฐานะลูกหนี้ร่วมตาม มาตรา 682 วรรคสอง แม้จะไม่ได้ทำสัญญาค้ำประกันพร้อมกันก็ตาม

ศาลจึงยืนยันคำพิพากษาศาลล่างให้จำเลยทั้งสองร่วมชำระหนี้ที่เหลือ 169,361.21 บาท พร้อมดอกเบี้ย โดยชี้ว่า การปลดหนี้เพียงบางส่วนแก่ผู้ค้ำรายหนึ่ง มิใช่การปลดหนี้ทั้งระบบ ผู้ค้ำอีกรายไม่พ้นความรับผิด และหลักเกลื่อนกลืนหนี้จะใช้ได้เฉพาะในกรณีที่ชำระหนี้ครบหรือมีเหตุให้หนี้สิ้นสุดตามกฎหมายเท่านั้น

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3003/2566

หน้าที่ของผู้จำนำในการรักษาทรัพย์จำนำ: ศาลฎีกายืนยันทรัพย์ยังอยู่ในครอบครองเจ้าหนี้

“หน้าที่ของผู้จำนำ” ในการรักษาทรัพย์และข้อจำกัดในการใช้ประโยชน์จากทรัพย์จำนำ แม้ทรัพย์จะเก็บไว้ในโกดังของผู้จำนำเอง แต่หากมีสัญญาระบุชัดว่าผู้จำนำไม่มีสิทธิเคลื่อนย้ายหรือใช้ทรัพย์ เว้นแต่ได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรจากผู้รับจำนำ ทรัพย์จำนำย่อมยังถือว่าอยู่ในความครอบครองของเจ้าหนี้ และสัญญาจำนำไม่สิ้นผล การตีความนี้ตอกย้ำภาระหน้าที่ของผู้จำนำที่ต้องเคารพเงื่อนไขในสัญญา มิอาจอ้างการเข้าถึงทรัพย์เป็นเหตุให้จำนำสิ้นสุดลงได้

บทความน่าสนใจ

ในคดีนี้ จำเลยที่ 1 ได้นำข้าวเปลือกและข้าวสารไปจำนำเป็นหลักประกันหนี้ โดยมีการทำสัญญาจำนำและสัญญาเช่าโกดังของจำเลยที่ 1 ให้เป็นที่เก็บทรัพย์ แม้จำเลยจะสามารถเข้าออกโกดังได้ แต่สัญญาจำนำกำหนดชัดว่า จำเลยไม่มีสิทธิใช้ทรัพย์จำนำหรือเคลื่อนย้าย เว้นแต่ได้รับความยินยอมเป็นลายลักษณ์อักษรจากโจทก์

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ผู้จำนำมีหน้าที่ต้องรักษาทรัพย์เพื่อประโยชน์ของผู้รับจำนำเท่านั้น ไม่ใช่เพื่อประโยชน์ตนเอง แม้ทรัพย์จะอยู่ในสถานที่ของผู้จำนำ แต่หากไม่มีสิทธินำไปใช้หรือโยกย้ายโดยอิสระ ทรัพย์นั้นก็ยังถือว่าอยู่ภายใต้การครอบครองของเจ้าหนี้ และจำนำยังไม่สิ้นสุดตาม ป.พ.พ. มาตรา 769 (2)

คำวินิจฉัยนี้ชี้ให้เห็นชัดว่า หน้าที่ของผู้จำนำมิใช่เพียงเก็บรักษาทรัพย์ แต่ต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขของสัญญาอย่างเคร่งครัด มิฉะนั้นอาจตกเป็นฝ่ายผิดสัญญา และถูกบังคับคดีในที่สุด

การผิดสัญญา / การตีความสัญญา

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3965/2564

เลิกสัญญาได้ แม้ผู้เช่าไม่รับหนังสือบอกกล่าวให้ชำระหนี้

คดีเช่าซื้อรถยนต์ที่ผู้เช่าซื้อค้างชำระหลายงวดติดกัน มักมีข้อโต้แย้งเรื่อง “การบอกเลิกสัญญา” ว่าเป็นไปตามกฎหมายหรือไม่ โดยเฉพาะเมื่อผู้เช่าซื้อ “ไม่ไปรับ” หนังสือบอกกล่าวจากผู้ให้เช่าซื้อ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3965/2564 ชี้ชัดว่า แม้ผู้เช่าซื้อจะไม่รับหนังสือ แต่หากเป็นไปตามข้อสัญญาและประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญา ก็ถือว่าการบอกกล่าวนั้นสมบูรณ์ และผู้เช่าซื้อที่นำรถไปคืนก่อนครบกำหนด 30 วัน ย่อมถือว่ายินยอมเลิกสัญญาและต้องรับผิดตามสัญญาเช่าซื้อ

บทความน่าสนใจ

จำเลยที่ 1 ผิดนัดชำระค่างวดรถตั้งแต่งวดที่ 14 โจทก์จึงส่งหนังสือบอกกล่าวให้ชำระหนี้ภายใน 30 วัน หากไม่ชำระจะถือว่าเลิกสัญญา แม้จำเลยที่ 1 ไม่ไปรับหนังสือดังกล่าว แต่ในสัญญาระบุว่า การส่งทางไปรษณีย์ลงทะเบียนถือว่าเป็นการแจ้งโดยชอบแล้ว

ต่อมา จำเลยที่ 1 นำรถยนต์มาคืนโดยไม่มีข้อโต้แย้ง ก่อนครบกำหนด 30 วัน ศาลจึงเห็นว่า เป็นการแสดงเจตนาไม่ชำระหนี้ต่อ และยินยอมให้เลิกสัญญา ถือว่าจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญา ต้องรับผิดชำระค่าขาดราคา 72,000 บาท แม้อ้างว่าราคารถที่ขายได้ต่ำ แต่ไม่ได้นำหลักฐานมาพิสูจน์ว่าราคาไม่เหมาะสม

คำพิพากษานี้ย้ำชัดว่า การ “ไม่ไปรับหนังสือ” ไม่ช่วยให้หลุดพ้นจากความรับผิด หากสัญญากำหนดการแจ้งเป็นลายลักษณ์อักษรไว้ชัด ผู้เช่าซื้อที่ไม่ชำระหนี้ตามกำหนดเสี่ยงถูกเลิกสัญญา และต้องชดใช้ค่าขาดราคาได้ทันที

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4937/2566

ผิดสัญญาซื้อขายรื้อถอน โจทก์ฟ้องไม่ได้ จำเลยยังฟ้องแย้งได้

ในคดีธุรกิจซื้อขายวัสดุจากการรื้อถอนโรงงาน เมื่อผู้ซื้อผิดสัญญาชำระเงินและพยายามบอกเลิกสัญญา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การบอกเลิกสัญญาโดยฝ่ายผิดย่อมไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงไม่มีอำนาจฟ้องเรียกคืนเงินหรือค่าเสียหายจากผู้ขาย อย่างไรก็ตาม ฟ้องแย้งของผู้ขายยังคงต้องพิจารณาต่อ หากมีข้อเท็จจริงและหลักฐานรองรับ

บทความน่าสนใจ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4937/2566 วินิจฉัยว่า โจทก์ทำสัญญาซื้อวัสดุอุปกรณ์ที่ได้จากการรื้อถอนโรงงานกับจำเลยที่ 1 รวมถึงชำระเงินงวดแรกครบถ้วน และจ่ายบางส่วนของงวดที่สอง แต่ภายหลังโจทก์กลับบอกเลิกสัญญา โดยอ้างว่าสินค้าไม่ครบถ้วน

ศาลเห็นว่า โจทก์ยังไม่ได้ชำระเงินครบถ้วนตามเงื่อนไข จึงเป็นฝ่ายผิดสัญญา ไม่อาจใช้สิทธิบอกเลิกตาม ป.พ.พ. มาตรา 386 ได้ การบอกเลิกของโจทก์จึงไม่ชอบ และไม่มีอำนาจฟ้องเรียกเงินมัดจำหรือค่าเสียหาย

ส่วนฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 ศาลยังต้องพิจารณาต่อ แต่เมื่อจำเลยไม่สามารถพิสูจน์ยอดเงินที่สำรองจ่ายได้ จึงไม่อาจเรียกเงินคืนจากโจทก์

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4836/2567

เลิกเช่าซื้อโดยไม่ต้องตกลงกันก็ได้ ถ้ามีเจตนาส่งของคืน

ในการเช่าซื้อ หากผู้เช่าซื้อผิดนัดชำระเงิน แต่คืนของที่เช่าซื้อโดยสมัครใจและแสดงเจตนาชัดว่าไม่สามารถผ่อนต่อ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การคืนของเช่นนี้ถือเป็นการเลิกสัญญาได้ แม้สัญญาจะไม่มีข้อให้สิทธิบอกเลิกก็ตาม ผู้ให้เช่าซื้อจึงยังเรียกค่าขาดราคาได้ตามสัญญา แต่ศาลมีอำนาจลดจำนวนลงได้ หากค่าขาดราคาสูงเกินส่วนตามความเป็นจริง

บทความน่าสนใจ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4836/2567 วินิจฉัยว่า แม้จำเลยที่ 1 ผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อตั้งแต่งวดแรก และสัญญาไม่ได้ระบุให้สิทธิบอกเลิกสัญญาแก่ผู้เช่าซื้อ แต่การที่จำเลยที่ 1 คืนรถให้โจทก์โดยไม่มีข้อโต้แย้งใด ๆ แสดงเจตนาเลิกสัญญา จึงถือเป็นการเลิกสัญญาตาม ป.พ.พ. มาตรา 573 โดยชอบ

เมื่อสัญญาเลิกกันแล้ว โจทก์มีสิทธิเรียกค่าขาดราคาตามสัญญา แต่เบี้ยปรับที่เรียกต้องอยู่ในขอบเขตที่สมเหตุสมผล หากสูงเกิน ศาลสามารถลดลงได้ตาม มาตรา 383 วรรคหนึ่ง

ในคดีนี้ ศาลฎีกาวินิจฉัยให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าขาดราคา 106,000 บาท รวมกับค่าขาดประโยชน์เดิม 21,000 บาท รวมเป็น 127,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยตามกฎหมาย ส่วนจำเลยที่ 2 ไม่ต้องรับผิดในค่าขาดราคานี้ เพราะไม่ถูกบอกกล่าวภายใน 60 วัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2345/2565

บทความโพสต์ภาพแบรนด์คู่แข่งใน Instagra

โพสต์ภาพแบรนด์คู่แข่งใน Instagram ผิดสัญญา Brand Ambassador ศาลฎีกาตีความคำว่า “คู่แข่งทางการค้า”

การใช้สื่อโซเชียลของดาราอาจมีผลทางกฎหมายอย่างคาดไม่ถึง คดีนี้ศาลฎีกาชี้ชัดว่า การโพสต์ภาพสินค้าแบรนด์อื่นที่เป็น “คู่แข่งทางการค้า” ใน Instagram ส่วนตัว ถือเป็นการผิดสัญญาว่าจ้างเป็นพรีเซ็นเตอร์ แม้ไม่ได้ตั้งใจโฆษณาก็ตาม พร้อมวางหลักเกณฑ์การตีความเจตนาและค่าเสียหายจากการผิดสัญญาอย่างเป็นระบบ

บทความน่าสนใจ

จำเลยที่ 2 เป็นดาราที่ถูกว่าจ้างโดยโจทก์ให้เป็น Brand Ambassador ให้กับนาฬิกาและเครื่องประดับยี่ห้อ “ช.” โดยมีข้อห้ามไม่ให้โฆษณาหรือส่งเสริมการขายให้กับคู่แข่งทางการค้า จำเลยกลับโพสต์ภาพตนเองสวมใส่เครื่องประดับแบรนด์ “ค.” พร้อมแฮชแท็กใน Instagram ส่วนตัว

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้ข้อสัญญาไม่ได้ระบุชื่อบริษัทคู่แข่งโดยตรง แต่สินค้ายี่ห้อ “ค.” และ “ช.” เป็นสินค้าประเภทเดียวกัน และสามารถใช้แทนกันได้ จึงถือว่าเป็นคู่แข่งทางการค้า การโพสต์ดังกล่าวจึงถือเป็นการประพฤติผิดสัญญา

ศาลยังวางแนววินิจฉัยเรื่องค่าเสียหาย โดยถือว่าค่าปรับตามสัญญาเป็น “เบี้ยปรับ” หากสูงเกินสมควร ศาลมีอำนาจปรับลดได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 383 และเมื่อสัญญาถูกเลิก จำเลยมีสิทธิเรียกค่าจ้างเฉพาะตามมูลค่างานที่ได้ทำจริงตามมาตรา 391 เท่านั้น

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8901/2563

ขอบเขตสัญญาเช่า ผู้เช่าช่วงไม่มีสิทธิฟ้องเจ้าของพื้นที่

คดีนี้สะท้อนหลักการสำคัญของกฎหมายสัญญาเกี่ยวกับขอบเขตของสิทธิและหน้าที่ที่เกิดจากสัญญาเช่า เมื่อผู้เช่าช่วงไม่ได้เป็นคู่สัญญาโดยตรงกับเจ้าของพื้นที่ ศาลฎีกาจึงวางหลักไว้ชัดเจนว่า ผู้เช่าช่วงไม่มีอำนาจฟ้องเรียกค่าเสียหายจากเจ้าของพื้นที่ แม้จะได้รับความเสียหายจากการผิดสัญญาเช่าระหว่างคู่สัญญาเดิมก็ตาม

บทความน่าสนใจ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8901/2563 ยืนยันหลักสำคัญของกฎหมายแพ่ง มาตรา 545 ว่า “สัญญามีผลผูกพันเฉพาะคู่สัญญาเท่านั้น” โดยในคดีนี้ โจทก์ที่ 3 เป็นผู้เช่าช่วงจากโจทก์ที่ 2 ซึ่งเช่าพื้นที่ต่อมาจากโจทก์ที่ 1 โดยที่โจทก์ที่ 1 เป็นผู้ทำสัญญาเช่าโดยตรงกับจำเลยผู้ให้เช่า

แม้จำเลยจะเป็นฝ่ายบอกเลิกสัญญาก่อนครบกำหนดและมีความผิดตามสัญญา แต่โจทก์ที่ 3 ไม่ได้มีนิติสัมพันธ์โดยตรงกับจำเลย จึงไม่มีอำนาจตามกฎหมายในการฟ้องเรียกค่าเสียหายจากจำเลย

ศาลฎีกาได้วินิจฉัยว่าผู้เช่าช่วงไม่สามารถอาศัยบทบัญญัติในทางกลับกันเพื่อเรียกร้องสิทธิจากเจ้าของที่ดินได้ เว้นแต่จะมีกฎหมายบัญญัติไว้โดยชัดแจ้ง ซึ่งในกรณีนี้ไม่มี ศาลจึงพิพากษายกฟ้องโจทก์ที่ 3 แม้โจทก์ที่ 1 จะยังได้รับชดใช้ค่าเสียหายจากจำเลยก็ตาม

คำพิพากษานี้เป็นแนวทางสำคัญในการตีความขอบเขตของสิทธิในสัญญาและการใช้สิทธิโดยบุคคลภายนอก

พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์และธุรกรรมดิจิทัล

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6757/2560

ข้อความปลดหนี้ในเฟซบุ๊กมีผลตามกฎหมาย

ในยุคดิจิทัลที่การสื่อสารทางออนไลน์เป็นเรื่องปกติ คำพูดหรือข้อความบนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียอาจส่งผลทางกฎหมายโดยไม่รู้ตัว คำพิพากษาศาลฎีกานี้เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนว่า การส่งข้อความทางเฟซบุ๊กที่มีเจตนายกหนี้ให้ลูกหนี้ สามารถถือเป็น “หลักฐานเป็นหนังสือ” ได้ตามกฎหมาย และทำให้เจ้าหนี้ไม่สามารถฟ้องเรียกเงินคืนได้อีก
 

บทความน่าสนใจ

คดีนี้เกิดจากการที่โจทก์ให้จำเลยกู้ยืมเงิน 595,000 บาท โดยมีสัญญาระบุชัดเจน แต่ภายหลังจำเลยไม่ได้ชำระคืนเงินต้น โดยชำระดอกเบี้ยเพียง 4 ครั้งเท่านั้น โจทก์จึงฟ้องเรียกเงินคืนพร้อมดอกเบี้ย รวมเป็นเงินกว่า 730,000 บาท

จำเลยนำข้อความที่โจทก์ส่งทางเฟซบุ๊กมายืนยันว่า โจทก์ยกหนี้ให้แล้ว ข้อความระบุว่า “เงินทั้งหมด 670,000 บาท ไม่ต้องส่งคืน ยกให้หมด ไม่ต้องส่งดอกอะไรมาให้ จะได้ไม่ต้องมีภาระหนี้สินติดตัว”

แม้ข้อความนี้ไม่มีลายเซ็น แต่โจทก์ยอมรับว่าเป็นผู้ส่งจริง และปรากฏชื่อในระบบเฟซบุ๊ก ศาลฎีกาจึงเห็นว่าเป็น “ข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์” ที่สามารถใช้เป็นหลักฐานแสดงเจตนา “ปลดหนี้” ได้ตาม พ.ร.บ.ธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2544 และถือว่ามีหลักฐานเป็นหนังสือตาม ป.พ.พ. มาตรา 340 แล้ว

ศาลฎีกาจึงพิพากษากลับ ยกฟ้องโจทก์ เพราะหนี้ได้ระงับโดยการปลดหนี้ตามเจตนาที่แสดงไว้ทาง  เฟซบุ๊ก

 
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2085/2566

ข้อความในแชตปลดหนี้ได้ ถ้ามีเจตนาแน่ชัด

เมื่อการติดต่อสื่อสารเปลี่ยนไปอยู่บนแอปฯ อย่างไลน์หรือวีแชต คำพูดที่พิมพ์ผ่านหน้าจออาจมีผลผูกพันทางกฎหมายมากกว่าที่คิด คำพิพากษาศาลฎีกานี้ชี้ให้เห็นว่า การปลดหนี้ผ่านข้อความแชตสามารถถือเป็นหลักฐานเป็นหนังสือได้ หากมีเจตนาชัดเจนและยืนยันตัวผู้ส่งได้ ตามกฎหมายแพ่งและพาณิชย์และ พ.ร.บ.ธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์

บทความน่าสนใจ

ในคดีนี้ โจทก์ฟ้องให้จำเลยชำระหนี้เงินกู้ 105,000 บาท แต่จำเลยนำหลักฐานเป็นข้อความทางแอปฯ วีแชตที่โจทก์ส่งว่า “ไม่ต้องคืนเงินพี่แล้วนะ พี่ขอโทษกับเรื่องที่ผ่านมา และยังรักอยู่” ศาลฎีกาเห็นว่าเป็นการแสดงเจตนาปลดหนี้อย่างชัดแจ้ง และเป็น “ข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ที่ถือเป็นหนังสือตามกฎหมาย”

แม้ข้อความจะไม่ได้ระบุจำนวนหนี้ชัดเจน แต่จากข้อเท็จจริงและคำเบิกความของโจทก์ หนี้ที่มีระหว่างกันมีเพียง 105,000 บาท และการให้เงินเล็กน้อยอื่น ๆ ถือเป็นการให้โดยเสน่หาจากความสัมพันธ์ส่วนตัว ไม่ใช่หนี้เงินกู้

นอกจากนี้ แม้ข้อความจะส่งผ่านวีแชต ไม่ใช่ไลน์ที่ใช้ติดต่อกันมาก่อน แต่เมื่อติดต่อช่องทางเดิมไม่ได้ การเปลี่ยนช่องทางก็ไม่กระทบต่อความน่าเชื่อถือของข้อความ และตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ มาตรา 7 และ 8 ข้อมูลที่อยู่ในรูปอิเล็กทรอนิกส์สามารถมีผลทางกฎหมายเทียบเท่าหนังสือได้ หากสามารถเข้าถึงและพิสูจน์ความหมายได้โดยไม่เปลี่ยนแปลง

ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่า จำเลยได้รับการปลดหนี้โดยสมบูรณ์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 340 และพิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์

กฎหมายคุ้มครองผู้บริโภค

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2764/2565

การนับอายุความและภาระการพิสูจน์ในคดีผู้บริโภค กรณีความเสียหายจากการแพทย์ที่ต้องใช้เวลาในการแสดงอาการ

ประเด็นอายุความในคดีผู้บริโภคที่เกี่ยวข้องกับบริการทางการแพทย์มีความซับซ้อนเป็นพิเศษ โดยเฉพาะในกรณีที่อาการผิดปกติทางสุขภาพมิได้ปรากฏในทันทีหลังจากรับบริการ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2764/2565 ได้วางหลักไว้อย่างชัดเจนว่า เมื่อความเสียหายต้องใช้เวลาจึงแสดงอาการ การนับอายุความต้องยึดตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค มาตรา 13 ซึ่งกำหนดอายุความไว้ 3 ปี ไม่ใช่ 1 ปีตามประมวลกฎหมายแพ่งฯ มาตรา 448 บทวินิจฉัยดังกล่าวไม่เพียงแต่ส่งผลต่อผู้บริโภคที่ใช้บริการด้านสุขภาพ หากแต่ยังสะท้อนภาระการพิสูจน์และหลักความเป็นธรรมในการพิจารณาคดีผู้บริโภคอย่างชัดเจน
 

บทความน่าสนใจ

ในคดีนี้ โจทก์ซึ่งเป็นผู้บริโภค เข้ารับการรักษาที่คลินิกเอกชน โดยรับการฉีดสารชีวโมเลกุล ซึ่งหลังการฉีดเริ่มมีอาการแพ้ และอาการรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ จนต้องเข้ารับการรักษาเป็นเวลานานเกือบ 2 ปี การรักษาไม่ประสบผล และยังไม่สามารถประเมินผลกระทบในระยะยาวได้อย่างแน่นอน

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ความเสียหายที่เกิดขึ้นเป็นผลจากสารที่ต้องใช้เวลาในการแสดงอาการ ซึ่งเข้าข่ายตามมาตรา 13 วรรคท้ายแห่ง พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 ที่บัญญัติให้ใช้ระยะเวลาอายุความ 3 ปีนับแต่วันที่รู้ถึงความเสียหายและรู้ตัวผู้ประกอบธุรกิจ และไม่เกิน 10 ปีนับแต่วันที่ได้รับความเสียหาย อาการแพ้ที่เกิดขึ้นภายหลัง จึงไม่ถือว่าโจทก์รู้อาการอย่างสมบูรณ์ก่อนหน้านั้น ฟ้องของโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ

นอกจากนี้ ศาลยังวินิจฉัยเรื่องภาระการพิสูจน์ตามมาตรา 29 ของ พ.ร.บ.เดียวกันว่า การบริการทางการแพทย์เป็นกิจกรรมเฉพาะทาง ความรู้อยู่ในความครอบครองของจำเลยซึ่งเป็นผู้ประกอบธุรกิจ ดังนั้น จึงตกเป็นภาระของจำเลยในการพิสูจน์ว่าสารชีวโมเลกุลดังกล่าวไม่มีอันตราย หรือไม่เป็นสาเหตุของความเสียหาย

อย่างไรก็ตาม ศาลไม่รับฟังข้ออ้างของจำเลยเรื่องอายุความ 1 ปีตามมาตรา 448 ของ ป.พ.พ. เพราะไม่เหมาะสมกับลักษณะพิเศษของความเสียหาย และศาลยังวางแนววินิจฉัยเรื่องอัตราดอกเบี้ยให้สอดคล้องกับกฎหมายใหม่ คือ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่แก้ไขปี พ.ศ. 2564 ซึ่งกำหนดดอกเบี้ยระหว่างผิดนัดให้คิดตามอัตราร้อยละ 5 ต่อปี และอนุญาตให้ปรับเปลี่ยนตามพระราชกฤษฎีกาของกระทรวงการคลังในอนาคต

คำพิพากษานี้ถือเป็นแนวทางสำคัญในการตีความเรื่องอายุความและภาระการพิสูจน์ในคดีผู้บริโภค โดยเฉพาะในบริบทของบริการทางการแพทย์ ซึ่งอาการที่เกิดขึ้นภายหลังจากการใช้บริการนั้นอาจใช้เวลาแสดงอาการและประเมินผลกระทบได้ล่าช้า ศาลจึงคำนึงถึงหลักความเป็นธรรมและหลักการคุ้มครองผู้บริโภคเป็นสำคัญ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14617/2558

ฉลากสินค้าไม่ถูกต้อง แม้ไม่มีผู้เสียหายก็อาจนำไปสู่ความผิด
 

การแสดงฉลากสินค้าให้ถูกต้องตามกฎหมายไม่ใช่เพียงหน้าที่ทางธุรกิจ แต่เป็นข้อกำหนดทางกฎหมายที่มีบทลงโทษชัดเจน หากฝ่าฝืนอาจถูกดำเนินคดีอาญา คำพิพากษาศาลฎีกานี้แสดงให้เห็นถึงความเข้มงวดของศาลในการตีความและบังคับใช้กฎหมายคุ้มครองผู้บริโภคแม้จะมีความผิดอื่นพ่วงร่วมด้วย

บทความน่าสนใจ

จำเลยขายเครื่องสำอาง SHISEIDO และ MAC ภายในตลาดนัด โดยสินค้าไม่มีฉลากภาษาไทย ไม่มีคำแนะนำ วิธีใช้ หรือข้อห้าม ซึ่งฝ่าฝืนต่อกฎหมายว่าด้วยการควบคุมฉลากสินค้าตาม พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 มาตรา 30 และ 52 จำเลยยังเสนอขายสินค้าละเมิดเครื่องหมายการค้าที่จดทะเบียนในไทยอีกด้วย

จำเลยรับสารภาพ แต่ศาลชั้นต้นลงโทษเพียงในข้อหาละเมิดเครื่องหมายการค้าเท่านั้น โจทก์จึงอุทธรณ์ในประเด็นเรื่องฉลากสินค้า ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยกระทำผิดทั้งสองกระทงอย่างชัดเจน และต้องแยกลงโทษต่างกรรมต่างวาระตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91

คำพิพากษาจึงแก้ไขโดยเพิ่มโทษปรับ 2,500 บาท สำหรับความผิดเรื่องฉลาก รวมโทษเป็นจำคุก 1 เดือน (รอลงอาญา 1 ปี) และปรับรวม 7,500 บาท

คดีนี้ตอกย้ำว่า การไม่มีฉลากที่ถูกต้องตามประกาศคณะกรรมการว่าด้วยฉลาก อาจนำไปสู่โทษอาญาโดยไม่จำเป็นต้องมีผู้เสียหาย และไม่อาจอ้างความไม่รู้กฎหมายเป็นข้อแก้ตัวได้ ผู้ประกอบการจึงต้องตระหนักว่า “ฉลากที่ถูกต้อง” เป็นเรื่องสำคัญทั้งต่อผู้บริโภคและความเสี่ยงทางกฎหมาย

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1808/2561

การปกปิดข้อเท็จจริงในสัญญาซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ถือเป็นการละเมิดสิทธิผู้บริโภคตามกฎหมาย

การซื้อบ้านเพื่ออยู่อาศัยถือเป็นการตัดสินใจทางเศรษฐกิจครั้งสำคัญของผู้บริโภค หากผู้ประกอบธุรกิจใช้กลฉ้อฉลโดยปกปิดข้อเท็จจริงที่มีผลต่อการตัดสินใจ เช่น การเวนคืนที่ดินในอนาคต อาจเข้าข่ายเป็นการละเมิดสิทธิผู้บริโภคทั้งในด้านข้อมูลข่าวสารและความเป็นธรรมในสัญญา คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1808/2561 แสดงให้เห็นถึงการตีความบทบัญญัติตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 ร่วมกับหลักละเมิดในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ โดยกำหนดให้ผู้ประกอบการรับผิดชดใช้ค่าเสียหายที่เกิดจากการปกปิดข้อเท็จจริงที่มีผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อผู้ซื้อ

บทความน่าสนใจ

จำเลยซึ่งเป็นผู้ขายบ้านในโครงการจัดสรร ได้ปกปิดข้อเท็จจริงเกี่ยวกับที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่ถูกเวนคืนไว้ไม่ให้ผู้บริโภคทั้งสองทราบก่อนทำสัญญา ทั้งที่จำเลยรู้ข้อมูลดังกล่าวอยู่แล้ว ถือว่าเป็นการละเมิดสิทธิผู้บริโภคทั้งสองซึ่งประสงค์จะซื้อที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเพื่ออยู่อาศัย โดยการไม่ได้ให้คำพรรณนาคุณภาพที่ถูกต้องเพียงพอเกี่ยวกับสินค้าที่จำเลยขายแก่ผู้บริโภคทั้งสอง อันเป็นการโฆษณาที่ใช้ข้อความไม่เป็นธรรมโดยก่อให้เกิดความเข้าใจผิดในสาระสำคัญเกี่ยวกับสินค้า และตัดโอกาสของผู้บริโภคที่จะใช้ข้อมูลดังกล่าวตัดสินใจที่จะเข้าทำสัญญากับจำเลย ศาลเห็นว่าการกระทำดังกล่าวเข้าข่ายฉ้อฉล เป็นการโฆษณาที่ไม่เป็นธรรมตาม พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 มาตรา 22 และละเมิดสิทธิของผู้บริโภคตามมาตรา 4 ประกอบ ป.พ.พ. มาตรา 420

เมื่อสัญญาซื้อขายตกเป็นโมฆียะและผู้บริโภคบอกล้างโมฆียะกรรม สัญญาจึงเป็นโมฆะ จำเลยต้องคืนเงินค่าบ้านและชดใช้ค่าเสียหายที่เกี่ยวเนื่องกับการซื้อขาย เช่น ค่าธรรมเนียมโอน ค่าจำนอง ค่าประกันอัคคีภัย ค่าติดตั้งโทรศัพท์ และส่วนต่างราคาทรัพย์ที่เสียโอกาส

คำพิพากษานี้ตอกย้ำหลักการว่า ผู้บริโภคมีสิทธิได้รับข้อมูลที่ถูกต้องในการตัดสินใจ และผู้ประกอบการไม่มีสิทธิเฉไฉโดยการปกปิดข้อเท็จจริงสำคัญเพื่อประโยชน์ของตนเอง

กฎหมายบริษัทและห้างหุ้นส่วน

 
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4162/2557

กรณีที่นำชื่อของหุ้นส่วนไม่จำกัดความรับผิดเป็นส่วนหนึ่งของชื่อกิจการอาจต้องรับผิดไม่จำกัดความรับผิด

หลายคนเข้าใจว่าการเป็น “หุ้นส่วนจำกัดความรับผิด” ในห้างหุ้นส่วนจำกัดย่อมปลอดภัยจากภาระหนี้สินของกิจการ แต่จากคำพิพากษาฎีกานี้ หากคุณยินยอมให้ใช้ชื่อคุณเป็นส่วนหนึ่งของชื่อห้าง ไม่ว่าจะโดยชัดแจ้งหรือโดยปริยาย คุณอาจต้องรับผิดไม่ต่างจาก “หุ้นส่วนไม่จำกัดความรับผิด

บทความน่าสนใจ

ในคดีนี้ กรมสรรพากรฟ้องเรียกเงินจากห้างหุ้นส่วนจำกัดและหุ้นส่วนทั้งสามคนซึ่งเป็นหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิด

ข้อเท็จจริงปรากฎว่า แม้จำเลยที่ 3 จะเป็นเพียงหุ้นส่วนที่จำกัดความรับผิด แต่กลับยินยอมให้ใช้ชื่อของตนรวมอยู่ในชื่อห้าง และไม่ได้คัดค้านการใช้ชื่อดังกล่าว อีกทั้งยังลงหุ้นในจำนวนที่เท่ากับหุ้นส่วนผู้จัดการและมีส่วนได้ส่วนเสียจากกิจการอย่างเต็มที่

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การกระทำของจำเลยที่ 3 เข้าลักษณะตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1082 วรรคหนึ่ง ซึ่งบัญญัติว่า หากหุ้นส่วนจำกัดความรับผิดยินยอมให้ใช้ชื่อของตนเป็นชื่อห้าง ผู้นั้นย่อมต้องรับผิดเสมือนเป็นหุ้นส่วนไม่จำกัดความรับผิด เนื่องจาก การกระทำดังกล่าวย่อมทำให้บุคคลภายนอกไว้วางใจและเชื่อในตัวของผู้เป็นเจ้าของชื่อและเข้าก่อการทำนิติกรรมต่างๆด้วย เมื่อเกิดความเสียหายใดๆเกิดขึ้น จึงต้องรับผิดโดยไม่จำกัดความรับผิดจำเลยที่ 3 จึงต้องรับผิดเต็มจำนวนเช่นเดียวกับหุ้นส่วนไม่จำกัดความรับผิด

คำพิพากษาฎีกาที่ 463/2537

หุ้นส่วนออกจากห้างแล้วยังคงต้องรับผิดในหนี้สินของห้างหรือไม่

หากคุณเคยเป็นหุ้นส่วนในห้างหุ้นส่วนจำกัด แล้วออกไปแล้ว คุณยังอาจต้องรับผิดชอบหนี้สินที่ห้างเคยก่อไว้ก่อนคุณออกหรือไม่ คำพิพากษาฎีกานี้ให้คำตอบชัดเจน พร้อมตีความข้อกฎหมายสำคัญในเรื่องกำหนดอายุความการฟ้องเรียกหนี้จากอดีตหุ้นส่วนภายใต้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1068

บทความน่าสนใจ

กรมสรรพากรฟ้องห้างหุ้นส่วนจำกัดคอฟฟี่เดอเซ็นทรัลและหุ้นส่วนรวม 3 คน ขอให้ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์และพิพากษาให้จำเลยทั้งสามเป็นบุคคลล้มละลาย โดยจำเลยที่ 2 ยื่นคำให้การว่า ตนได้ลาออกจากการเป็นหุ้นส่วนตั้งแต่ปี 2528 และโจทก์นำคดีมาฟ้องในปี 2530 ซึ่งพ้นกำหนด 2 ปี ตามที่กฎหมายกำหนด

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้จำเลยที่ 2 จะต้องรับผิดในหนี้ที่ห้างก่อไว้ก่อนลาออกตามมาตรา 1051 แต่สิทธิดังกล่าวต้องใช้ภายใน 2 ปีนับแต่วันที่ออกจากหุ้นส่วน ตามมาตรา 1068 โจทก์ไม่ได้แจ้งผลประเมินภาษีต่อจำเลยที่ 2 โดยตรงภายในกำหนดเวลาดังกล่าว การส่งหนังสือเตือนทั่วไปไม่ถือเป็นการแจ้งประเมินภาษีตามกฎหมายภาษีอากร

เมื่อพ้นกำหนด 2 ปีแล้ว จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิด และโจทก์ไม่มีสิทธินำคดีมาฟ้องเพื่อให้ล้มละลายได้

ศาลฎีกาจึงพิพากษาแก้ ยกฟ้องจำเลยที่ 2


คำพิพากษาฎีกาที่ 5844/2537

หุ้นส่วนจำกัดสอดจัดการงาน ต้องรับผิดหรือไม่

กฎหมายเปิดช่องให้ “หุ้นส่วนจำกัดความรับผิด” ต้องรับผิดไม่จำกัดจำนวน หากไปสอดจัดการกิจการห้างหุ้นส่วน (ป.พ.พ. มาตรา 1088 วรรคหนึ่ง) แต่บทบัญญัตินี้ออกแบบมาเพื่อคุ้มครองบุคคลภายนอกที่อาจไม่รู้ว่าใครเป็นหุ้นส่วนประเภทใด แล้วภายในห้างล่ะ หุ้นส่วนไม่จำกัดความรับผิดจะหยิบมาตรานี้มาฟ้องเรียกให้อีกฝ่ายรับผิดเต็มตัวได้หรือไม่เมื่อเป็นข้อพิพาทกันเองภายในศูนย์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5844/2537 ให้คำตอบและวางหลักสำคัญเกี่ยวกับการแยก “สิทธิบุคคลภายนอก” กับ “ความตกลงภายในหุ้นส่วน

บทความน่าสนใจ

โจทก์และจำเลยร่วมกันตั้งห้างหุ้นส่วนจำกัด โจทก์เป็นหุ้นส่วนจำพวกไม่จำกัดความรับผิดและเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ ส่วนจำเลยเป็นหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิด โจทก์อ้างว่าจำเลย “สอดเข้าไปเกี่ยวข้องจัดการงานของห้าง” จึงฟ้องให้จำเลยร่วมรับผิดต่อเจ้าหนี้ของห้างแบบไม่จำกัดจำนวน อาศัย ป.พ.พ. มาตรา 1088 วรรคหนึ่ง

จำเลยรับสถานะหุ้นส่วนจำกัด แต่ปฏิเสธการเข้าไปจัดการกิจการ ศาลชั้นต้นตั้งประเด็นว่า หนี้ห้างตามฟ้องผูกพันจำเลยเพียงใด และเห็นว่าต่อให้จำเลยเข้าไปเกี่ยวข้อง ก็ไม่ทำให้ต้องรับผิดไม่จำกัด เพราะมาตรา 1088 มีไว้คุ้มครองบุคคลภายนอก ไม่ใช่ใช้เป็นเครื่องมือในข้อพิพาทระหว่างหุ้นส่วนกันเอง เมื่อทุกฝ่ายรู้อยู่แล้วว่าใครเป็นหุ้นส่วนประเภทใด

ศาลอุทธรณ์และศาลฎีกายืนตาม การวินิจฉัยมิใช่นอกฟ้อง แต่บังคับตาม “สัญญาห้างหุ้นส่วน” ซึ่งเป็นฐานข้ออ้างหลักข้อแรกของโจทก์ หุ้นส่วนที่ยินยอมให้มีการทำเกินหน้าที่ภายใน ไม่อาจย้อนมาอ้างมาตรา 1088 เหมือนเป็นบุคคลภายนอกเพื่อเพิ่มภาระให้อีกฝ่ายได้

จำเลยไม่ต้องรับผิดไม่จำกัดจำนวนต่อโจทก์ในฐานะหุ้นส่วนร่วม

คำพิพากษาฎีกาที่ 5844/2537

กรรมการขายกิจการโดยไร้มติหุ้นส่วน บริษัทไม่ต้องรับผิด

ในการดำเนินธุรกิจของบริษัทจำกัด กรรมการผู้มีอำนาจเป็นตัวแทนของบริษัทก็จริง แต่การดำเนินการบางอย่าง โดยเฉพาะการขายกิจการหรือโอนหุ้นทั้งหมด จำเป็นต้องได้รับอนุมัติจากที่ประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้นตามข้อบังคับของบริษัท หากกรรมการฝ่าฝืนอำนาจหน้าที่ หรือกระทำเกินขอบเขตวัตถุประสงค์ของบริษัท การกระทำนั้นย่อมไม่ผูกพันตัวบริษัท และกรรมการอาจต้องรับผิดส่วนตัวต่อคู่สัญญา

บทความน่าสนใจ

จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นกรรมการผู้จัดการของบริษัทจำเลยที่ 1 ทำสัญญาขายกิจการเดินรถและหุ้นทั้งหมดของบริษัทให้แก่โจทก์ โดยอ้างว่าได้รับมติจากที่ประชุมผู้ถือหุ้น แต่ข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าที่ประชุมได้อนุมัติจริง การกระทำของจำเลยที่ 2 จึงเกินขอบเขตอำนาจและอยู่นอกวัตถุประสงค์ของบริษัท

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าสัญญาดังกล่าวไม่ผูกพันบริษัทจำเลยที่ 1 เพราะขาดมติที่ประชุมผู้ถือหุ้นตามที่กำหนดในข้อบังคับบริษัท (ป.พ.พ. มาตรา 75, 1144) จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้แทนบริษัท จึงไม่มีอำนาจกระทำการแทน เมื่อบริษัทไม่ได้ให้สัตยาบัน และคู่สัญญา (โจทก์) ไม่รู้อย่างแน่ชัดว่าจำเลยที่ 2 ไม่มีอำนาจ จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ส่วนตัวตามมาตรา 823, 1167 และโจทก์มีสิทธิได้รับค่าเสียหายแม้จะไม่สามารถระบุจำนวนชัดเจน และจำเลยต้องคืนเงินพร้อมดอกเบี้ย 7.5% ต่อปีนับแต่วันที่ผิดสัญญา

ความลับทางการค้า

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 16561/2557

ฟ้องละเมิดความลับทางการค้า ต้องชัดเจนทั้งข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย

การฟ้องคดีละเมิดความลับทางการค้าไม่ใช่เพียงแค่กล่าวหาว่ามีข้อมูลสำคัญถูกเปิดเผย แต่ต้องระบุชัดเจนว่า “ความลับนั้นคืออะไร” “มีมาตรการป้องกันอย่างไร” และ “ถูกเปิดเผยโดยเจตนาให้เกิดความเสียหายอย่างไร” หากขาดองค์ประกอบใดองค์ประกอบหนึ่ง ศาลฎีกาในคดีนี้ได้ชี้ว่า แม้โจทก์จะกล่าวถึงการละเมิดความลับ แต่ไม่ได้บรรยายฟ้องให้ชัดถึงลักษณะของความลับ วิธีรักษาความลับ หรือผลเสียทางการค้าจากการเปิดเผย ศาลจึงวินิจฉัยว่าเป็นคำฟ้องไม่ชอบ

บทความน่าสนใจ

ในคดีนี้ โจทก์ฟ้องจำเลยฐานละเมิดความลับทางการค้าตาม พ.ร.บ.ความลับทางการค้า พ.ศ. 2545 โดยกล่าวว่าจำเลยนำข้อมูลการผลิตไฟฟ้าด้วยพลังงานลมไปเปิดเผยในทางโฆษณาให้โจทก์ได้รับความเสียหาย

อย่างไรก็ตาม โจทก์ไม่ได้ระบุในฟ้องว่าข้อมูลที่กล่าวอ้างนั้นเป็นข้อมูล “การค้า” ที่เกี่ยวข้องกับประโยชน์เชิงพาณิชย์อย่างไร ไม่ได้ระบุหัวข้อของข้อมูลที่ควบคุมไว้เป็นความลับ และไม่มีการอ้างถึงมาตรการใดที่ใช้ในการรักษาความลับทางการค้านั้น นอกจากนี้ ยังไม่มีการกล่าวถึงการเปิดเผยที่ทำให้ข้อมูลสิ้นสภาพความลับโดยเจตนาให้เกิดความเสียหาย หรือข้อเท็จจริงที่เข้าองค์ประกอบตามมาตรา 33 และ 35 ของกฎหมาย

เมื่อโจทก์อุทธรณ์ ก็เพียงอ้างคำเบิกความเดิมของพยานโจทก์ แต่ไม่ได้โต้แย้งข้อกฎหมายใด ๆ ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยไว้ จึงไม่เข้าเกณฑ์อุทธรณ์ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญา พ.ศ. 2539 มาตรา 38 ศาลฎีกาจึงยกฟ้อง

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15697/2557

รายชื่อลูกค้าที่เข้าถึงได้โดยทั่วไปไม่ใช่ข้อมูลลับ

ในยุคข้อมูลข่าวสาร การอ้างสิทธิ์ใน “ความลับทางการค้า” ต้องมีหลักฐานชัดเจนว่า ข้อมูลนั้นไม่สามารถเข้าถึงได้โดยทั่วไป และมีความสำคัญต่อการดำรงอยู่ของธุรกิจ คำพิพากษานี้ตอกย้ำหลักการสำคัญว่า แม้ข้อมูลจะเป็นรายชื่อลูกค้าและรายละเอียดการติดต่อ ซึ่งมีประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ แต่หากสามารถค้นหาได้จากแหล่งข้อมูลสาธารณะ เช่น เว็บไซต์หรือประกาศรับสมัครงาน ย่อมไม่ใช่ความลับทางการค้า และไม่สามารถฟ้องร้องการละเมิดได้ เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าเป็นข้อมูลเฉพาะที่มีคุณค่าทางธุรกิจจริง

บทความน่าสนใจ

คดีนี้ โจทก์ฟ้องจำเลยฐานละเมิดความลับทางการค้า โดยกล่าวว่าจำเลยนำรายชื่อลูกค้าและกลยุทธ์ทางธุรกิจของโจทก์ไปใช้ประโยชน์โดยมิชอบ ศาลวินิจฉัยว่า ข้อมูลที่กล่าวอ้าง เช่น รายชื่อลูกค้า ชื่อผู้ติดต่อ เบอร์โทรศัพท์ และอีเมล เป็นข้อมูลที่สามารถเข้าถึงได้จากแหล่งสาธารณะ เช่น สื่อสิ่งพิมพ์และเว็บไซต์ทั่วไป จึงไม่ถือเป็นความลับทางการค้าตาม พ.ร.บ.ความลับทางการค้า พ.ศ. 2545 มาตรา 3

ศาลยังระบุว่า แม้โจทก์จะกำหนดรหัสให้พนักงานเข้าถึงข้อมูล แต่หากข้อมูลไม่ใช่สิ่งที่ธุรกิจต้องใช้เวลาหรือทรัพยากรจำนวนมากในการจัดทำ และคู่แข่งสามารถหาข้อมูลได้ด้วยตนเองโดยง่าย ก็ย่อมไม่เข้าเกณฑ์ของ “ความลับทางการค้า” ที่กฎหมายคุ้มครอง

ในส่วนของกลยุทธ์ทางธุรกิจและสัญญา แม้โจทก์กล่าวอ้างว่าเป็นความลับ แต่ไม่ได้ระบุหรือพิสูจน์ในศาลว่าเป็นกลยุทธ์เฉพาะที่แตกต่างจากคู่แข่ง และหากเป็นความสามารถส่วนตัวของพนักงาน ย่อมไม่อยู่ในความคุ้มครองของกฎหมาย

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1323/2560

หลักเกณฑ์การพิสูจน์ความลับทางการค้าตามกฎหมายไทย

ในยุคที่ข้อมูลกลายเป็นทรัพย์สินทางธุรกิจที่สำคัญ การปกป้องข้อมูลลูกค้าและกลยุทธ์การตั้งราคาจึงเป็นสิ่งที่ทุกบริษัทต้องใส่ใจ แต่การจะอ้างว่าข้อมูลใดเป็น “ความลับทางการค้า” ตามกฎหมาย ต้องพิสูจน์ให้ชัดเจนว่าบริษัทได้ใช้มาตรการที่เหมาะสมในการรักษาข้อมูลนั้นไว้เป็นความลับจริงหรือไม่ คำพิพากษาศาลฎีกาคดีนี้จึงเป็นบทเรียนสำคัญว่า ความประมาทในการจัดเก็บข้อมูล อาจทำให้สิทธิในความลับทางการค้าหลุดลอยไปอย่างไม่รู้ตัว

บทความน่าสนใจ

ในคดีที่โจทก์ฟ้องจำเลยเรียกค่าเสียหายจากการละเมิดความลับทางการค้า อ้างว่าจำเลยที่ 2 ซึ่งเคยเป็นพนักงานได้นำข้อมูลลูกค้าและราคาค่าขนส่งไปใช้ตั้งบริษัทคู่แข่ง ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาฯ วินิจฉัยว่า ข้อมูลที่อ้างว่าเป็นความลับทางการค้านั้น ไม่เข้าหลักตามมาตรา 3 แห่ง พ.ร.บ.ความลับทางการค้า พ.ศ. 2545

แม้ข้อมูลจะมีประโยชน์เชิงพาณิชย์ แต่การที่โจทก์เก็บรหัสผ่านไว้ที่หน้าจอคอมพิวเตอร์ และไม่มีระบบจำแนกหรือควบคุมเอกสารที่ชัดเจน ทำให้พนักงานทั่วไปสามารถเข้าถึงข้อมูลสำคัญได้โดยง่าย ศาลจึงเห็นว่า โจทก์ไม่ได้ใช้ “มาตรการที่เหมาะสม” ในการรักษาข้อมูลให้เป็นความลับ

ผลคือ ข้อมูลรายชื่อลูกค้าและราคาค่าขนส่งจึงไม่ถือเป็นความลับทางการค้า อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น และศาลฎีกาพิพากษายืนตามศาลชั้นต้น ยกฟ้อง

การจัดการมรดก-เจตนาตามพินัยกรรม

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1451/2508 

เงื่อนไขให้ผู้รับพินัยกรรมเลี้ยงดูหรือชำระหนี้ในพินัยกรรม ไม่ทำให้พินัยกรรมนั้นเข้าลักษณะสัญญาให้โดยเสน่หา

เมื่อพินัยกรรมระบุให้ “ลูกคนหนึ่ง” ได้รับมรดกทั้งหมด โดยมีเงื่อนไขว่าให้ “เลี้ยงดูผู้ตายจนตลอดชีวิต” และ “ชำระหนี้แทน” กลายเป็นประเด็นทางกฎหมายว่าเจตนานั้นถือเป็นพินัยกรรมเผื่อตาย หรือเป็นการยกทรัพย์ในขณะยังมีชีวิต ซึ่งต้องทำตามแบบอื่น คำพิพากษาศาลฎีกาคดีนี้ได้ให้หลักสำคัญว่า เจตนายกทรัพย์สินทั้งหมดโดยมีผลเมื่อผู้ทำพินัยกรรมถึงแก่ความตาย แม้จะมีเงื่อนไขให้ดูแลหรือชำระหนี้ ก็ยังถือว่าเป็นพินัยกรรมที่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่ใช่การให้โดยเสน่หา

บทความน่าสนใจ

ในคดีนี้ โจทก์ฟ้องขอแบ่งมรดกของบิดาโดยอ้างสิทธิในฐานะทายาท 1 ใน 4 ส่วน แต่จำเลยต่อสู้ว่า ผู้ตายได้ทำพินัยกรรมยกทรัพย์สินทั้งหมดให้นายคาน บุตรผู้ตายแต่เพียงผู้เดียว อีกทั้งโจทก์ไม่เคยมีสิทธิครอบครองทรัพย์มรดกที่พิพาท ประเด็นสำคัญอยู่ที่การตีความพินัยกรรมที่มีข้อความให้ผู้รับพินัยกรรม “เลี้ยงดูผู้ตายตลอดชีวิต” และ “ชำระหนี้แทน” ว่าพินัยกรรมนี้ถือเป็นการให้เสน่หาในระหว่างมีชีวิตหรือไม่  ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พินัยกรรมของผู้ตายแสดงเจตนายกทรัพย์สินทั้งที่มีอยู่และที่จะเกิดขึ้นในภายหน้าให้นายคานเพียงคนเดียว อีกทั้งระบุชัดว่าไม่ให้บุตรคนอื่นเข้ามายุ่งเกี่ยวกับทรัพย์สิน ถือเป็นแสดงเจตนาจัดการทรัพย์สินไว้ล่วงหน้าในกรณีที่ผู้แสดงเจตนาถึงแก่ความตายโดยชัดแจ้ง เอกสารจัดทำตามแบบพินัยกรรมที่กฎหมายกำหนดจึงชอบด้วยกฎหมาย ส่วนภาระให้ผู้รับพินัยกรรมเลี้ยงดูหรือชำระหนี้ เป็นเพียงข้อกำหนดแนบท้าย ไม่ทำให้พินัยกรรมกลายเป็นการยกให้ระหว่างมีชีวิต ศาลฎีกาจึงพิพากษายืน ยกฎีกาโจทก์ และรับรองพินัยกรรมตามเจตนาผู้ตาย

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 177/2528

ผู้เสมือนไร้ความสามารถสามารถทำพินัยกรรมได้ กรณีมีสติสัมปัชชัญญะครบถ้วนและได้รับความยินยอมโดยผู้พิทักษ์

แม้ผู้ทำพินัยกรรมจะมีภาวะสมองเสื่อม แต่หากในขณะทำพินัยกรรมยังเข้าใจสิ่งที่กระทำ และมีพยานยืนยันชัดเจน การทำพินัยกรรมก็ชอบด้วยกฎหมาย

บทความน่าสนใจ

ในคดีนี้ โจทก์ฟ้องขอให้ศาลเพิกถอนพินัยกรรม โดยอ้างว่าเจ้ามรดกเป็นผู้มีภาวะสมองเสื่อม และไม่สามารถแสดงเจตนาได้อย่างชัดเจน อีกทั้งไม่มีความสามารถทางกฎหมายในการจัดทำพินัยกรรม

แต่ศาลฎีกาพิเคราะห์หลักฐานพบว่า รายงานแพทย์ที่โจทก์อ้างนั้นมีข้อพิรุธ ไม่แน่ชัดว่าออกโดยใคร และมีข้อความขัดกันเอง พยานฝ่ายโจทก์ก็ไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ขณะทำพินัยกรรม

ในทางกลับกัน ฝ่ายจำเลยมีพยานจำนวนมากที่อยู่ในเหตุการณ์ขณะจัดทำพินัยกรรม รวมถึงเจ้าหน้าที่รัฐ แพทย์ และผู้เขียนเอกสาร ซึ่งไม่มีส่วนได้เสียในคดี และทั้งหมดให้การตรงกันว่า ผู้ตายพูดรู้เรื่อง เข้าใจสิ่งที่กระทำ และลงลายนิ้วมือด้วยตนเองโดยสมัครใจ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้ผู้ตายจะเคยถูกศาลสั่งให้เป็นบุคคลเสมือนไร้ความสามารถ แต่ในขณะทำพินัยกรรม ยังสามารถเข้าใจและแสดงเจตนาได้โดยชัดเจน อีกทั้งมีการยินยอมจากผู้พิทักษ์แล้ว การทำพินัยกรรมจึงเป็นไปโดยชอบ และคำกล่าวหาว่าปลอมไม่มีน้ำหนักเพียงพอ

ศาลจึงยกฟ้องจำเลย พินัยกรรมยังคงมีผลตามกฎหมาย

 
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 18489/2556

การยกทรัพย์ให้แก่ผู้รับพินัยกรรมจะทำได้เฉพาะในทรัพย์ที่ผู้ทำพินัยกรรมมีสิทธิในขณะถึงแก่กรรมเท่านั้น

การเปิดบัญชีเงินฝากในชื่อ “เพื่อบุตร” หรือ “เพื่อหลาน” แล้วต่อมาทำพินัยกรรมยกเงินนั้นให้ผู้อื่น ไม่สามารถทำได้โดยศาลฎีกานี้ได้วางหลักสำคัญว่า การทำพินัยกรรมยกทรัพย์สินให้แก่ผู้ใดจะทำได้แต่เฉพาะในทรัพย์ที่ผู้ทำพินัยกรรมมีสิทธิในขณะถึงแก่กรรมเท่านั้น หากทรัพย์นั้นไม่ใช่ของผู้ทำพินัยกรรม แม้จะระบุไว้ในพินัยกรรมก็ไม่มีผลทางกฎหมาย

บทความน่าสนใจ

ในคดีนี้ พลโทจรูญ เปิดบัญชีเงินฝากในชื่อ “นายจิรโชติ เพื่อเด็กชายวรรณธร” แล้วทำพินัยกรรมยกเงินในบัญชีดังกล่าวให้แก่โจทก์ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การเปิดบัญชีในลักษณะ “เพื่อเด็กชายวรรณธร” เป็นการแสดงเจตนาให้เงินในบัญชีนั้นตกเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้เยาว์ตั้งแต่ต้น แม้ผู้เปิดบัญชีจะยังสามารถถอนเงินได้ก่อนผู้เยาว์บรรลุนิติภาวะ แต่สิทธิในการเบิกถอนนั้นก็อยู่ภายใต้ข้อตกลงกับธนาคาร และต้องใช้ประโยชน์เพื่อผู้เยาว์เท่านั้น

ดังนั้น พลโทจรูญจึง ไม่มีกรรมสิทธิ์ในเงินฝากดังกล่าวในวันที่ถึงแก่กรรม พินัยกรรมที่ยกเงินในบัญชีนั้นให้แก่บุคคลอื่นจึงไม่มีผลบังคับตามกฎหมาย เพราะเงินดังกล่าว ไม่ใช่ “ทรัพย์ของผู้ทำพินัยกรรม” ตามที่กฎหมายกำหนดในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1646

การจัดการมรดกตามพินัยกรรม

คำพิพากษาศาลฎีกาที่  10809/2559

พินัยกรรมที่มีข้อความเพิ่มเติมโดยไม่มีลายมือชื่อกำกับนั้นจะมีผลบังคับหรือไม่ ทายาทโดยธรรมเจ็ดคนยื่นฟ้องจำเลยขอแบ่งมรดก อ้างว่าพินัยกรรมไม่สมบูรณ์ แต่จำเลยยืนยันว่าผู้ตายตั้งใจยกทรัพย์สินทั้งหมดให้ตนแต่เพียงผู้เดียว คดีนี้จึงกลายเป็นบทเรียนสำคัญว่า แม้พินัยกรรมบางส่วนจะมีข้อบกพร่องทางรูปแบบ แต่หากเจตนารมณ์ของผู้ทำพินัยกรรมแสดงไว้อย่างชัดเจน ศาลย่อมยึดถือเจตนาเป็นหลัก

บทความน่าสนใจ

    นายพก ศรีเก่งกระจ่าง ผู้ตาย เป็นบุตรของนายมุ่ย (หรือเก๋ง) กับนางฮวย และไม่มีภรรยาหรือบุตร เมื่อถึงแก่ความตายในปี 2547 ได้ทิ้งพินัยกรรมแบบเขียนเองทั้งฉบับ ยกทรัพย์สิน 11 รายการให้แก่หลานชายคนเดียวคือ นายเฉลิมเกียรติ เกรียงศักดิ์ศรี ซึ่งเป็นจำเลยในคดี ต่อจากนั้น ผู้ตายยังเขียนเพิ่มเติมหลังลายมือชื่อว่า ยกหุ้นที่มีอยู่ในบัญชี ABN Amro และ ZICO ให้จำเลยด้วย แต่ไม่ได้ลงลายมือชื่อกำกับข้อความเพิ่มเติมดังกล่าวฝ่ายโจทก์ทั้งเจ็ด ซึ่งเป็นทายาทโดยธรรม ฟ้องจำเลยขอแบ่งมรดก โดยอ้างว่าพินัยกรรมไม่สมบูรณ์ เพราะส่วนที่ระบุทรัพย์สินพิพาทไม่มีลายมือชื่อกำกับ จึงไม่มีผลผูกพันศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้ข้อความท้ายพินัยกรรมจะไม่สมบูรณ์ตามแบบ แต่ไม่มีผลกระทบต่อพินัยกรรมฉบับหลัก ซึ่งมีข้อความว่า “ให้ทรัพย์สินของข้าพเจ้าแก่นายเฉลิมเกียรติ เกรียงศักดิ์ศรีแต่เพียงผู้เดียว หลานคนอื่นไม่มีสิทธิ์” จึงถือว่าผู้ตายมีเจตนายกมรดกทั้งหมดแก่จำเลยแล้ว และโจทก์ทั้งเจ็ดถูกตัดมิให้รับมรดกตาม ป.พ.พ. มาตรา 1608 ไม่มีอำนาจฟ้องแบ่งทรัพย์อีกต่อไป

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1636/2530

ผู้ทำพินัยกรรมแสดงเจตนาโดยชัดแจ้งยกทรัพย์ให้หลานสาวแต่เพียงผู้เดียว แม้กล่าวเฉพาะที่ดินอีกแปลง

คดีพิพาทมรดกระหว่างหลานสาวผู้ได้รับพินัยกรรม กับพี่น้องของผู้ตาย กลายเป็นบทเรียนสำคัญว่า “ถ้อยคำในพินัยกรรม” อาจไม่ต้องครอบคลุมทุกทรัพย์ หาก “เจตนารมณ์ของผู้ทำพินัยกรรม” มีความชัดเจนพอ ศาลฎีกาต้องวินิจฉัยว่าทรัพย์ที่ไม่ได้ระบุโดยตรงในพินัยกรรมตกแก่ใคร เมื่อนางล้อมเขียนพินัยกรรมระบุยกที่ดินแปลงหนึ่งให้แก่หลานสาวคือนางสุนันทา แต่ใช้ถ้อยคำทั่วไปในข้อแรกว่าทรัพย์สินทั้งหมดตกเป็นของผู้มีชื่อในพินัยกรรม ผลคือแม้จะไม่ได้เอ่ยถึงที่ดินแปลงพิพาทโดยตรง แต่ก็ถือว่าหลานสาวได้สิทธิเหนือที่ดินนั้น 1 ใน 6 ส่วนตามสิทธิของเจ้ามรดกเดิม

บทความที่น่าสนใจ

ที่ดินโฉนดเลขที่ 321 แขวงวัดท่าพระ กรุงเทพมหานคร เคยเป็นของนายพิศ อ่วมบุญช่วย ผู้ตาย ซึ่งไม่มีภริยาและบุตร เมื่อถึงแก่ความตาย ทรัพย์มรดกตกแก่พี่น้องร่วมบิดามารดา 4 คน หนึ่งในนั้นคือนายผ่อง อ่วมบุญช่วย ผู้สมรสกับนางล้อม ต่อมาเมื่อผ่องถึงแก่ความตาย ที่ดิน 1 ใน 4 ส่วนของเขาถูกแบ่งเป็นสินสมรส 1 ใน 3 แก่นางล้อม และอีก 2 ใน 3 ตกเป็นมรดกที่นางล้อมได้รับครึ่งหนึ่งตามสิทธิภริยา รวมแล้วนางล้อมได้กรรมสิทธิ์ในที่ดิน 1 ใน 6 ส่วน

ก่อนเสียชีวิต นางล้อมได้ทำพินัยกรรมยกทรัพย์สินให้หลานสาว นางสุนันทา อรรถกฤษณ์ (โจทก์) โดยเฉพาะระบุไว้เพียงที่ดินแปลงเลขที่ 10197 แต่มีข้อความชัดเจนในข้อ 1 ว่า “ให้บรรดาทรัพย์สินทั้งหมดที่มีอยู่และที่จะพึงมีในภายหน้า ตกเป็นของผู้มีชื่อในพินัยกรรม” ซึ่งมีเพียงโจทก์เพียงคนเดียว ศาลฎีกาจึงตีความว่าทรัพย์สินทั้งหมดรวมถึงที่ดินโฉนดเลขที่ 321 จำนวน 1 ใน 6 ส่วน ตกเป็นของโจทก์ตามพินัยกรรม

เมื่อจำเลยโอนที่ดินให้แก่บุคคลภายนอกไปก่อน คำพิพากษาจึงให้จำเลยชำระเงินแทนการโอนจำนวน 500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปีแก่โจทก์

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 419/2541 

พินัยกรรมสองฉบับ คนละเจตนา คนละทรัพย์ พินัยกรรมฉบับหลังเพิกถอนฉบับแรกหรือไม่?

ในกรณีที่ผู้ตายทำพินัยกรรมไว้สองฉบับโดยระบุผู้จัดการมรดกต่างคนกันในทรัพย์สินคนละชุด เช่นนี้จะถือว่าพินัยกรรมฉบับหลังเพิกถอนฉบับแรกหรือไม่? ผู้ร้องในคดีเป็นบุตรของผู้ตายที่ได้รับแต่งตั้งเป็นผู้จัดการมรดกตามพินัยกรรมฉบับแรก ขณะที่ผู้คัดค้านอ้างสิทธิตามฉบับหลัง ศาลฎีกาจึงต้องวินิจฉัยว่า ข้อความในพินัยกรรมทั้งสองฉบับขัดแย้งกันหรือไม่ และใครควรได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้จัดการมรดก

บทความน่าสนใจ

นายเซี้ยง ผู้ร้อง ยื่นคำร้องต่อศาลขอให้ตั้งตนเป็นผู้จัดการมรดกของมารดา คือ นางบุญมา ผู้ตาย ซึ่งได้ทำพินัยกรรมไว้ 2 ฉบับ พินัยกรรม ฉบับแรก ตั้งนายเซี้ยง (ผู้ร้อง) เป็นผู้จัดการมรดกในทรัพย์สินบางส่วน พินัยกรรม ฉบับหลัง ตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกอีกส่วนหนึ่ง

ผู้คัดค้านโต้แย้งว่า พินัยกรรมฉบับหลังเพิกถอนฉบับแรกโดยปริยาย เพราะขัดกันทั้งในเรื่องทรัพย์สินและตัวผู้จัดการมรดก จึงขอให้ศาลตั้งตนเป็นผู้จัดการมรดกแทน

อย่างไรก็ตาม ศาลฎีกาเห็นว่า พินัยกรรมทั้งสองฉบับไม่ได้ขัดแย้งกัน เนื่องจากระบุทรัพย์มรดกคนละส่วน และแต่งตั้งคนละคนให้จัดการอย่างแยกจากกัน แสดงให้เห็นเจตนาชัดเจนของผู้ตายว่าต้องการให้ทั้งสองคนมีบทบาทในการจัดการทรัพย์สินคนละส่วน

เมื่อทั้งผู้ร้องและผู้คัดค้าน ไม่ใช่บุคคลต้องห้าม ตามกฎหมาย (ป.พ.พ. มาตรา 1718) ศาลฎีกาจึงพิพากษาให้ ตั้งผู้ร้องและผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกร่วม โดยให้จัดการทรัพย์ตามพินัยกรรมของแต่ละฉบับที่ได้รับแต่งตั้งไว้

คำพิพากษานี้ยืนยันหลักสำคัญว่า การตีความพินัยกรรมต้องยึดตามเจตนาผู้ทำพินัยกรรมเป็นหลัก และการมีพินัยกรรมหลายฉบับ ไม่ได้แปลว่า ฉบับหลังเพิกถอนฉบับแรกเสมอไป

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3523/2532

พินัยกรรมระบุชัดว่ายกมรดกให้ผู้รับพินัยกรรมผู้เดียว กรณีนี้ทายาทโดยธรรมจะฟ้องขอแบ่งทรัพย์มรดกซึ่งได้มาภายหลังจากทำพินัยกรรมได้หรือไม่

หลายคนอาจเข้าใจว่าพินัยกรรมมีผลเฉพาะทรัพย์ที่มีอยู่ในวันที่ทำพินัยกรรมเท่านั้น หากผู้ตายระบุชัดว่าทรัพย์ที่ “มีอยู่หรือจะมีขึ้นในภายหน้า” ให้แก่บุคคลใดบุคคลหนึ่ง พินัยกรรมดังกล่าวย่อมมีผลครอบคลุมทรัพย์ที่จะได้มาในอนาคตด้วย

บทความน่าสนใจ

โจทก์เป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ตายและฟ้องจำเลยซึ่งเป็นภรรยาใหม่ของผู้ตาย ขอแบ่งทรัพย์มรดก โดยอ้างว่าตนมีสิทธิในทรัพย์มรดกครึ่งหนึ่ง และกล่าวหาจำเลยว่ายักย้ายที่ดินจึงควรถูกตัดสิทธิจากมรดกส่วนที่ยักย้าย

อย่างไรก็ตาม จำเลยอ้างสิทธิตามพินัยกรรมที่ผู้ตายได้ทำไว้ โดยระบุให้ “ทรัพย์สินทั้งหมดที่มีอยู่หรือจะมีขึ้นในภายหน้า” ตกเป็นของจำเลยแต่เพียงผู้เดียว ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พินัยกรรมลักษณะนี้มีผลครอบคลุมทรัพย์ที่ผู้ตายได้มาในภายหลังด้วย และไม่ปรากฏพฤติการณ์ชัดเจนว่าจำเลยยักย้ายทรัพย์มรดกโดยทุจริต

จึงตัดสินให้พินัยกรรมมีผลบังคับครอบคลุมทรัพย์ทั้งหมด และยกฟ้องโจทก์ โดยถือว่าจำเลยเป็นผู้รับมรดกแต่เพียงผู้เดียวตามเจตนาผู้ตายที่แสดงไว้ชัดเจนในพินัยกรรม