Tag Archives: ทนายความคดีฟ้องร้อง

ความลับทางการค้า

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 16561/2557

ฟ้องละเมิดความลับทางการค้า ต้องชัดเจนทั้งข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย

การฟ้องคดีละเมิดความลับทางการค้าไม่ใช่เพียงแค่กล่าวหาว่ามีข้อมูลสำคัญถูกเปิดเผย แต่ต้องระบุชัดเจนว่า “ความลับนั้นคืออะไร” “มีมาตรการป้องกันอย่างไร” และ “ถูกเปิดเผยโดยเจตนาให้เกิดความเสียหายอย่างไร” หากขาดองค์ประกอบใดองค์ประกอบหนึ่ง ศาลฎีกาในคดีนี้ได้ชี้ว่า แม้โจทก์จะกล่าวถึงการละเมิดความลับ แต่ไม่ได้บรรยายฟ้องให้ชัดถึงลักษณะของความลับ วิธีรักษาความลับ หรือผลเสียทางการค้าจากการเปิดเผย ศาลจึงวินิจฉัยว่าเป็นคำฟ้องไม่ชอบ

บทความน่าสนใจ

ในคดีนี้ โจทก์ฟ้องจำเลยฐานละเมิดความลับทางการค้าตาม พ.ร.บ.ความลับทางการค้า พ.ศ. 2545 โดยกล่าวว่าจำเลยนำข้อมูลการผลิตไฟฟ้าด้วยพลังงานลมไปเปิดเผยในทางโฆษณาให้โจทก์ได้รับความเสียหาย

อย่างไรก็ตาม โจทก์ไม่ได้ระบุในฟ้องว่าข้อมูลที่กล่าวอ้างนั้นเป็นข้อมูล “การค้า” ที่เกี่ยวข้องกับประโยชน์เชิงพาณิชย์อย่างไร ไม่ได้ระบุหัวข้อของข้อมูลที่ควบคุมไว้เป็นความลับ และไม่มีการอ้างถึงมาตรการใดที่ใช้ในการรักษาความลับทางการค้านั้น นอกจากนี้ ยังไม่มีการกล่าวถึงการเปิดเผยที่ทำให้ข้อมูลสิ้นสภาพความลับโดยเจตนาให้เกิดความเสียหาย หรือข้อเท็จจริงที่เข้าองค์ประกอบตามมาตรา 33 และ 35 ของกฎหมาย

เมื่อโจทก์อุทธรณ์ ก็เพียงอ้างคำเบิกความเดิมของพยานโจทก์ แต่ไม่ได้โต้แย้งข้อกฎหมายใด ๆ ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยไว้ จึงไม่เข้าเกณฑ์อุทธรณ์ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญา พ.ศ. 2539 มาตรา 38 ศาลฎีกาจึงยกฟ้อง

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15697/2557

รายชื่อลูกค้าที่เข้าถึงได้โดยทั่วไปไม่ใช่ข้อมูลลับ

ในยุคข้อมูลข่าวสาร การอ้างสิทธิ์ใน “ความลับทางการค้า” ต้องมีหลักฐานชัดเจนว่า ข้อมูลนั้นไม่สามารถเข้าถึงได้โดยทั่วไป และมีความสำคัญต่อการดำรงอยู่ของธุรกิจ คำพิพากษานี้ตอกย้ำหลักการสำคัญว่า แม้ข้อมูลจะเป็นรายชื่อลูกค้าและรายละเอียดการติดต่อ ซึ่งมีประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ แต่หากสามารถค้นหาได้จากแหล่งข้อมูลสาธารณะ เช่น เว็บไซต์หรือประกาศรับสมัครงาน ย่อมไม่ใช่ความลับทางการค้า และไม่สามารถฟ้องร้องการละเมิดได้ เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าเป็นข้อมูลเฉพาะที่มีคุณค่าทางธุรกิจจริง

บทความน่าสนใจ

คดีนี้ โจทก์ฟ้องจำเลยฐานละเมิดความลับทางการค้า โดยกล่าวว่าจำเลยนำรายชื่อลูกค้าและกลยุทธ์ทางธุรกิจของโจทก์ไปใช้ประโยชน์โดยมิชอบ ศาลวินิจฉัยว่า ข้อมูลที่กล่าวอ้าง เช่น รายชื่อลูกค้า ชื่อผู้ติดต่อ เบอร์โทรศัพท์ และอีเมล เป็นข้อมูลที่สามารถเข้าถึงได้จากแหล่งสาธารณะ เช่น สื่อสิ่งพิมพ์และเว็บไซต์ทั่วไป จึงไม่ถือเป็นความลับทางการค้าตาม พ.ร.บ.ความลับทางการค้า พ.ศ. 2545 มาตรา 3

ศาลยังระบุว่า แม้โจทก์จะกำหนดรหัสให้พนักงานเข้าถึงข้อมูล แต่หากข้อมูลไม่ใช่สิ่งที่ธุรกิจต้องใช้เวลาหรือทรัพยากรจำนวนมากในการจัดทำ และคู่แข่งสามารถหาข้อมูลได้ด้วยตนเองโดยง่าย ก็ย่อมไม่เข้าเกณฑ์ของ “ความลับทางการค้า” ที่กฎหมายคุ้มครอง

ในส่วนของกลยุทธ์ทางธุรกิจและสัญญา แม้โจทก์กล่าวอ้างว่าเป็นความลับ แต่ไม่ได้ระบุหรือพิสูจน์ในศาลว่าเป็นกลยุทธ์เฉพาะที่แตกต่างจากคู่แข่ง และหากเป็นความสามารถส่วนตัวของพนักงาน ย่อมไม่อยู่ในความคุ้มครองของกฎหมาย

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1323/2560

หลักเกณฑ์การพิสูจน์ความลับทางการค้าตามกฎหมายไทย

ในยุคที่ข้อมูลกลายเป็นทรัพย์สินทางธุรกิจที่สำคัญ การปกป้องข้อมูลลูกค้าและกลยุทธ์การตั้งราคาจึงเป็นสิ่งที่ทุกบริษัทต้องใส่ใจ แต่การจะอ้างว่าข้อมูลใดเป็น “ความลับทางการค้า” ตามกฎหมาย ต้องพิสูจน์ให้ชัดเจนว่าบริษัทได้ใช้มาตรการที่เหมาะสมในการรักษาข้อมูลนั้นไว้เป็นความลับจริงหรือไม่ คำพิพากษาศาลฎีกาคดีนี้จึงเป็นบทเรียนสำคัญว่า ความประมาทในการจัดเก็บข้อมูล อาจทำให้สิทธิในความลับทางการค้าหลุดลอยไปอย่างไม่รู้ตัว

บทความน่าสนใจ

ในคดีที่โจทก์ฟ้องจำเลยเรียกค่าเสียหายจากการละเมิดความลับทางการค้า อ้างว่าจำเลยที่ 2 ซึ่งเคยเป็นพนักงานได้นำข้อมูลลูกค้าและราคาค่าขนส่งไปใช้ตั้งบริษัทคู่แข่ง ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาฯ วินิจฉัยว่า ข้อมูลที่อ้างว่าเป็นความลับทางการค้านั้น ไม่เข้าหลักตามมาตรา 3 แห่ง พ.ร.บ.ความลับทางการค้า พ.ศ. 2545

แม้ข้อมูลจะมีประโยชน์เชิงพาณิชย์ แต่การที่โจทก์เก็บรหัสผ่านไว้ที่หน้าจอคอมพิวเตอร์ และไม่มีระบบจำแนกหรือควบคุมเอกสารที่ชัดเจน ทำให้พนักงานทั่วไปสามารถเข้าถึงข้อมูลสำคัญได้โดยง่าย ศาลจึงเห็นว่า โจทก์ไม่ได้ใช้ “มาตรการที่เหมาะสม” ในการรักษาข้อมูลให้เป็นความลับ

ผลคือ ข้อมูลรายชื่อลูกค้าและราคาค่าขนส่งจึงไม่ถือเป็นความลับทางการค้า อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น และศาลฎีกาพิพากษายืนตามศาลชั้นต้น ยกฟ้อง