Tag Archives: #ทนายความคดีอาญา

การตั้งครรภ์แทนและการเจริญพันธ์ทางการแพทย์

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4072/2566

อุ้มบุญเพื่อการค้าข้ามชาติ = ผิดสองกรรม ศาลฎีกาชี้โทษแยกนับ

เมื่อเทคโนโลยีทางการแพทย์ก้าวหน้า การตั้งครรภ์แทนกลายเป็นประเด็นทางกฎหมายที่ซับซ้อน โดยเฉพาะเมื่อมีการดำเนินการในลักษณะเครือข่ายข้ามชาติ คดีนี้เป็นตัวอย่างสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงการตีความกฎหมายอย่างรอบด้านของศาลฎีกา เมื่อจำเลยถูกกล่าวหาทั้งในความผิดฐานมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ และฐานดำเนินการให้มีการตั้งครรภ์แทนเพื่อผลประโยชน์ทางการค้า ศาลต้องวินิจฉัยว่าเป็นกรรมเดียวหรือต่างกรรม ซึ่งมีผลต่อบทลงโทษโดยตรง

บทความน่าสนใจ

ในคดีนี้ จำเลยทั้งสองถูกฟ้องในข้อหา 1) มีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ พ.ศ. 2556 และ 2) ดำเนินการให้มีการตั้งครรภ์แทนเพื่อประโยชน์ทางการค้า ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็กที่เกิดโดยอาศัยเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ทางการแพทย์ พ.ศ. 2558  โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยกับพวกได้รวมตัวกันวางแผนและดำเนินการชักชวนหญิงไทยชื่อ ว. ให้รับตั้งครรภ์แทนโดยมีค่าตอบแทน โดยตัวอ่อนเกิดจากการผสมอสุจิกับไข่ และนำไปฝังในรังไข่ของ ว. ซึ่งเข้าข่ายการตั้งครรภ์แทนเพื่อผลประโยชน์ทางการค้า การดำเนินการนี้เป็นส่วนหนึ่งของขบวนการที่เกี่ยวข้องกับต่างประเทศ ซึ่งเข้าลักษณะ “องค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ”   ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าการกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียว เป็นความผิดหลายบท ให้ลงโทษเฉพาะบทที่หนักที่สุดคือฐานมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ จำคุกคนละ 4 ปี ลดโทษครึ่งหนึ่งตามมาตรา 78 คงจำคุกคนละ 2 ปี  โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์กลับคำพิพากษา เห็นว่าเป็น “ความผิดต่างกรรมต่างวาระ” ความผิดฐานมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ สำเร็จตั้งแต่การสมคบรวมกลุ่มและมีการวางแผนร่วมกัน  และความผิดฐานดำเนินการให้มีการตั้งครรภ์แทนเพิ่งเกิดภายหลังเมื่อนำหญิง ว. ไปตรวจและฝังตัวอ่อน  ศาลอุทธรณ์จึงพิพากษาให้ลงโทษจำคุกกระทงละ 4 ปี รวม 8 ปี ลดโทษเหลือ 4 ปี

จำเลยฎีกาโดยยืนยันว่าควรเป็นกรรมเดียว แต่ศาลฎีกาเห็นว่า การกระทำทั้งสองมีเจตนาและขั้นตอนต่างกัน เป็นความผิดต่างกรรมจริง การดำเนินการวางแผนและชักชวนให้ตั้งครรภ์แทนโดยมีผลตอบแทน เกิดก่อนการนำหญิงไปดำเนินการทางการแพทย์ ซึ่งเป็นการกระทำอีกช่วงหนึ่งที่แยกได้ชัดเจน

ศาลฎีกาจึงพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ ให้ลงโทษจำคุกกระทงละ 4 ปี ลดโทษครึ่งหนึ่ง คงจำคุกคนละ 4 ปี

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4071/2566

อุ้มบุญเชิงพาณิชย์ข้ามชาติ ความผิดสำเร็จแม้ยังไม่ตั้งครรภ์

การว่าจ้างหญิงให้ตั้งครรภ์แทนโดยมีผลตอบแทน เป็นพฤติกรรมที่กฎหมายไทยห้ามอย่างเด็ดขาด โดยเฉพาะเมื่อเกี่ยวข้องกับการจัดหาหญิงตั้งครรภ์ให้ชาวต่างชาติในลักษณะเครือข่ายข้ามชาติ คดีนี้เป็นบรรทัดฐานสำคัญที่ศาลฎีกาเน้นว่า ความผิดฐานตั้งครรภ์แทนเชิงพาณิชย์ถือว่าสำเร็จแล้ว แม้หญิงผู้รับตั้งครรภ์จะยังไม่ตั้งครรภ์จริง ตราบใดที่ดำเนินการขั้นตอนทางการแพทย์ครบถ้วน พร้อมตอกย้ำว่า การอ้างเหตุให้ข้อมูลในชั้นอุทธรณ์โดยไม่สืบพยานในศาลชั้นต้น ไม่อาจใช้เพื่อลดโทษได้

บทความน่าสนใจ

นายเอ และนางบี ร่วมกับพวกจัดหาหญิงไทยให้ตั้งครรภ์แทน โดยมีการเสนอค่าตอบแทนและติดต่อชาวต่างชาติให้เป็นผู้รับทารกหลังคลอด ทั้งหมดดำเนินการอย่างเป็นระบบ มีการตรวจสุขภาพหญิงผู้ตั้งครรภ์ ฝังตัวอ่อนจากอสุจิและไข่ที่เตรียมไว้ และจัดหาที่พักอาศัยระหว่างตั้งครรภ์  อัยการฟ้องทั้งสองในข้อหามีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ และข้อหาดำเนินการให้มีการตั้งครรภ์แทนเพื่อประโยชน์ทางการค้า ซึ่งผิดกฎหมายไทยอย่างชัดเจน ทั้งคู่รับสารภาพ ศาลชั้นต้นลงโทษจำคุกโดยไม่รอการลงโทษ และศาลอุทธรณ์ก็พิพากษายืน เมื่อคดีถึงศาลฎีกา จำเลยอ้างว่าได้ให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อเจ้าหน้าที่ แต่ศาลวินิจฉัยว่า ข้อมูลดังกล่าวไม่เคยนำเข้าสืบในศาลชั้นต้น จึงไม่อาจรับฟังเป็นเหตุลดโทษได้จำเลยยังโต้แย้งว่า หญิงที่รับตั้งครรภ์ยังไม่เกิดการตั้งครรภ์จริง จึงไม่ควรถือว่าเป็นความผิดสำเร็จ แต่ศาลเห็นว่า เมื่อได้ดำเนินการครบถ้วนทางการแพทย์แล้ว เช่น การฝังตัวอ่อน ก็ถือว่าความผิดได้เกิดขึ้นโดยสมบูรณ์แล้ว ไม่จำเป็นต้องรอให้ตั้งครรภ์จริงคำพิพากษานี้ยืนยันว่า การดำเนินการตั้งครรภ์แทนโดยฝ่าฝืนกฎหมาย ย่อมมีผลทางอาญาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แม้จะอยู่ในช่วงก่อนการตั้งครรภ์จริง และหากการกระทำนั้นมีลักษณะเป็นเครือข่ายข้ามชาติ ก็จะถูกจัดอยู่ในกลุ่มความผิดที่ร้ายแรงตามกฎหมายไทย

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2199/2561

กรณีอุ้มบุญก่อนมีกฎหมาย

ในยุคที่เทคโนโลยีช่วยเจริญพันธุ์เปิดโอกาสให้คนหลากหลายรูปแบบครอบครัวมีบุตรได้ คำถามสำคัญทางกฎหมายคือ หากเด็กเกิดจากการตั้งครรภ์แทนก่อนที่กฎหมายจะควบคุมเรื่องนี้โดยชัดเจน ผู้ที่มีความสัมพันธ์ทางพันธุกรรมกับเด็กจะสามารถรับรองสิทธิบิดาได้หรือไม่? คดีนี้เป็นแนวคำพิพากษาสำคัญที่ศาลฎีกาใช้ “บทเฉพาะกาล” แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยเทคโนโลยีเจริญพันธุ์ มารับรองสิทธิบิดาของชายชาวต่างชาติ และมอบอำนาจปกครองบุตรให้เขาเพียงผู้เดียว เพื่อประโยชน์สูงสุดของเด็กที่เกิดจากการอุ้มบุญ

บทความน่าสนใจ

ชายชาวอเมริกันผู้จดทะเบียนสมรสกับคู่ชีวิตชายชาวสเปน ได้ใช้เทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์กับหญิงไทยเพื่อให้มีบุตรผ่านการอุ้มบุญ ก่อนที่พระราชบัญญัติคุ้มครองเด็กที่เกิดจากเทคโนโลยีทางการแพทย์จะมีผลใช้บังคับ ต่อมา เขายื่นคำร้องต่อศาลขอให้เด็กหญิงเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของตนและขอใช้อำนาจปกครองแต่เพียงผู้เดียว. ศาลชั้นต้นและอุทธรณ์มีคำสั่งตามคำร้อง ฝ่ายหญิงผู้ให้กำเนิดแม้จะเป็นผู้ตั้งครรภ์ แต่ไม่มีความสัมพันธ์ทางพันธุกรรมกับเด็ก จึงมีสถานะเป็นเพียง “มารดาทางกายภาพ” เท่านั้น ศาลฎีกาเห็นพ้อง โดยอาศัยบทเฉพาะกาลตามมาตรา 56 รับรองว่าการตั้งครรภ์แทนก่อนกฎหมายใช้บังคับ ไม่เป็นการต้องห้าม ผู้ร้องมีสิทธิยื่นคำร้องในฐานะบิดาทางพันธุกรรม และศาลใช้อำนาจตามมาตรา 29 ประกอบ ป.พ.พ. มาตรา 1566 วรรคสอง (5) ให้อำนาจปกครองแต่เพียงผู้เดียวแก่ ผู้ร้อง เพราะเด็กอยู่กับผู้ร้องตั้งแต่เกิดและมีความผาสุกดี

ลาภมิควรได้

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6901/2567

ปล่อยกู้คิดดอกเบี้ยโหดผ่านตัวแทน โดนตีตกฟ้อง ลาภมิควรได้

เมื่อคนในครอบครัววางแผนปล่อยเงินกู้คิดดอกเบี้ยเกินกฎหมายผ่านคนใกล้ชิด แต่กลับถูกหักหลังไม่คืนเงิน ศาลฎีกากลับไม่รับฟ้อง! บทเรียนจากคดีนี้สะท้อนชัดว่า “การฝ่าฝืนกฎหมายแม้จะเป็นเจ้าหนี้ก็ไม่มีสิทธิทวงคืน” โดยเฉพาะกรณีที่เกี่ยวข้องกับการทำธุรกรรมผ่านตัวแทน ความผิดทางอาญา และนิติกรรมที่ขัดต่อศีลธรรมอันดีของประชาชน หากคุณคิดจะลงทุนปล่อยกู้หรือทำธุรกรรมที่เสี่ยงต่อการผิดกฎหมาย ควรอ่านคดีนี้ให้จบก่อนเสี่ยงเดินซ้ำรอย

บทความน่าสนใจ

ในคดีนี้ โจทก์ซึ่งเป็นพี่ชายของสามีจำเลย ได้โอนเงินกว่า 285,000 บาทให้จำเลยและแม่ของจำเลย โดยหวังให้จำเลยนำเงินไปปล่อยกู้แก่บุคคลภายนอก พร้อมทั้งเก็บดอกเบี้ยในอัตราเกินกฎหมายกำหนด แล้วนำผลตอบแทนมาคืนโจทก์ การสนทนาระหว่างโจทก์และจำเลยผ่านแอปฯ Messenger ยืนยันว่าโจทก์รู้เห็นการปล่อยกู้ผิดกฎหมายดังกล่าวโดยตรง

จำเลยไม่ได้ปฏิเสธการรับเงิน แต่กลับโต้แย้งว่าเงินที่ได้รับไม่ใช่เงินกู้ส่วนตัว เมื่อโจทก์นำคดีมาฟ้องเรียกเงินคืน ศาลฎีกาได้พิจารณาว่าการที่โจทก์มอบเงินให้จำเลยปล่อยกู้ในลักษณะที่ฝ่าฝืนกฎหมายดอกเบี้ย (เกินร้อยละ 15 ต่อปี) ถือเป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนต่อกฎหมายและศีลธรรมอันดีตาม ป.พ.พ. มาตรา 411 การกระทำเช่นนี้จึงไม่อาจเรียกร้องคืนได้ ไม่ถือเป็นลาภมิควรได้ตามข้อยกเว้นของกฎหมาย

ศาลฎีกาพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ภาค 9 ให้จำเลยคืนเงินเพียง 5,000 บาทที่ศาลล่างทั้งสองเห็นว่าเป็นหนี้แท้จริงเท่านั้น เงินส่วนอื่นโจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องคืน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5783/2567

ซื้อที่ดินแล้วเนื้อที่ขาด ฟ้องคืนเงินได้ใน 10 ปี ไม่ใช่ลาภมิควรได้

การซื้อขายที่ดินที่ดูเหมือนเรียบร้อยตามโฉนด แต่สุดท้ายพบว่าเนื้อที่จริงขาดหาย ย่อมเสียหายแก่ผู้ซื้อ คดีนี้เป็นกรณีตัวอย่างที่นิติบุคคลของรัฐซื้อที่ดินโดยมีข้อตกลงแนบท้าย หากที่ดินขาด จำเลยต้องคืนเงินตามส่วน ศาลฎีกาได้วางแนวทางสำคัญว่า การเรียกเงินคืนกรณีเช่นนี้ไม่ใช่ “ลาภมิควรได้” ที่ต้องใช้สิทธิภายใน 1 ปี แต่เป็นการบังคับตามสัญญาซื้อขายที่ใช้อายุความ 10 ปี เปิดทางให้ผู้ซื้อสามารถเรียกร้องความเป็นธรรมได้โดยไม่ถูกตัดสิทธิเร็วเกินไป

บทความน่าสนใจ

กรณีพิพาทนี้เกิดขึ้นเมื่อหน่วยงานของรัฐทำสัญญาซื้อขายที่ดินจากจำเลย โดยมีข้อตกลงแนบท้ายสัญญาว่า หากผลการรังวัดพบว่าเนื้อที่ดินไม่ครบ จำเลยยินยอมคืนเงินตามส่วนที่ขาดไป ต่อมาผลการรังวัดพบว่าเนื้อที่ขาดหายไป 2 งาน 6.8 ตารางวา คิดเป็นเงินกว่า 2 ล้านบาท โจทก์จึงนำคดีมาฟ้องเรียกเงินคืน พร้อมดอกเบี้ยย้อนหลัง จำเลยต่อสู้ว่าโจทก์ขาดอายุความ โดยอ้างว่าการเรียกเงินคืนเป็น “ลาภมิควรได้” ตามมาตรา 419 ที่มีอายุความเพียง 1 ปี แต่ศาลฎีกาวินิจฉัยชัดว่า ข้อตกลงแนบท้ายถือเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาซื้อขาย เมื่อจำเลยไม่คืนเงินตามสัญญา ถือเป็นการผิดสัญญาซื้อขาย โจทก์ย่อมมีสิทธิฟ้องบังคับตามสัญญา ซึ่งไม่มีบทบัญญัติกำหนดอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงต้องใช้อายุความ 10 ปี ตามมาตรา 193/30 ไม่ใช่การได้ลาภโดยปราศจากมูล คำพิพากษาศาลฎีกาฉบับนี้จึงยืนยันหลักว่า “หากมีข้อตกลงชัดเจนในสัญญา การผิดสัญญาต้องใช้หลักการผิดสัญญา ไม่ใช่ลาภมิควรได้” ฎีกาของจำเลยจึงฟังไม่ขึ้น และศาลพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 822/2567

นายหน้าถมดินเองเพื่อขายที่ หากเจ้าของได้ประโยชน์ ต้องคืนเงินฐานลาภมิควรได้

คดีนี้เป็นบทเรียนสำคัญสำหรับนายหน้าอสังหาริมทรัพย์และเจ้าของที่ดิน เมื่อฝ่ายนายหน้า “ถมดิน” ที่ดินลูกค้าเพื่อดึงดูดผู้ซื้อ แต่สุดท้ายถูกเลิกสัญญาก่อนขาย ศาลฎีกาวางแนวคำพิพากษาชัดเจนว่า แม้ไม่มีข้อตกลงเรื่องการถมดินในสัญญา แต่หากเจ้าของที่รับประโยชน์จากสิ่งปรับปรุงนั้นโดยไม่คัดค้าน ย่อมต้องคืนค่าถมดินให้ฐาน ลาภมิควรได้ แม้ทรัพย์จะคืนไม่ได้ทางกายภาพก็ตาม เรื่องนี้สะท้อนหลักกฎหมายแพ่งที่คุ้มครองการเสียเปรียบจากความสุจริต และตีความพฤติการณ์มากกว่าตัวอักษรในสัญญา

บทความน่าสนใจ

จำเลยทำสัญญาให้นายหน้า (โจทก์) ดำเนินการขายที่ดิน 5 แปลง โดยตกลงค่านายหน้า 3% หากขายได้ไม่ต่ำกว่า 10 ล้านบาท ต่อมา โจทก์ได้ถมดินในที่ดินดังกล่าวเพื่อเพิ่มมูลค่าและดึงดูดผู้ซื้อ พร้อมแจ้งให้จำเลยทราบโดยไม่มีการคัดค้าน แต่ภายหลังจำเลยกลับเลิกสัญญาและขายที่ดินให้บุคคลอื่น โจทก์ฟ้องเรียกค่าเสียหาย ทั้งค่านายหน้า ค่าถมดิน และค่าความเสียหายพิเศษ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การฟ้องเรียกค่านายหน้าในลักษณะที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้เกินคำขอ เป็นการขัดต่อ ป.วิ.พ. มาตรา 142 ต้องยก ส่วนค่าถมดิน ศาลพิเคราะห์ว่าดินถมดังกล่าวติดอยู่กับที่ดินอย่างถาวร ทำให้เจ้าของที่ (จำเลย) ได้ประโยชน์ โดยไม่ต้องเสียเงินถมเอง จึงถือว่าได้มาซึ่งทรัพย์ โดยปราศจากมูลอันจะอ้างกฎหมายได้ ตามหลัก ลาภมิควรได้ แม้สัญญานายหน้าไม่ระบุเรื่องค่าถมดินก็ตามแม้สัญญานายหน้าจะ ไม่มีข้อตกลงเรื่องค่าถมดิน แต่เมื่อ โจทก์เป็นนายหน้าขายที่ดินของจำเลย โจทก์ ถมดินเพื่อเพิ่มมูลค่าที่ดิน และแจ้งให้จำเลยทราบ จำเลย ไม่ได้คัดค้าน และภายหลัง ได้รับประโยชน์จากดินที่ถมแล้ว ที่ดินถมแล้ว กลายเป็นทรัพย์ติดกับที่ดินถาวร คืนไม่ได้ จึงเข้าเงื่อนไขของ “ลาภมิควรได้” ตาม ป.พ.พ. มาตรา 406 และ 412
และต้อง ใช้ราคาทรัพย์ที่ได้มาโดยไม่มีมูล คืนให้แก่โจทก์ตาม มาตรา 412 วรรค1 ศาลฎีกาจึงพิพากษาให้จำเลยชำระ เงิน 125,000 บาท เป็นค่าถมดิน พร้อมดอกเบี้ย โดยยกฟ้องในส่วนค่านายหน้า ถือเป็นแนววินิจฉัยสำคัญในเรื่องการใช้ประโยชน์จากทรัพย์โดยไม่ชอบด้วยเหตุหรือกฎหมาย

การบุกรุกและการรบกวนสิทธิในอสังหาริมทรัพย์

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8309/2548

สิทธิที่จะอยู่อาศัยอย่างสงบเมื่อโรงงานก่อความเดือดร้อนละเมิดสิทธิเพื่อนบ้าน

การอยู่อาศัยในบ้านของตนอย่างสงบเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานตามกฎหมายแพ่ง แต่หากเพื่อนบ้านตั้งโรงงานที่ก่อเสียงดังและกลิ่นเหม็นจนรบกวนความเป็นอยู่ ย่อมกลายเป็นปัญหาทางกฎหมายที่ต้องหาทางเยียวยา คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8309/2548 เป็นกรณีสำคัญที่ตีความบทบัญญัติมาตรา 420 และ 1337 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ โดยชี้ว่าเจ้าของบ้านที่ได้รับความเดือดร้อนมีสิทธิฟ้องร้องให้ผู้กระทำละเมิดยุติการกระทำนั้นได้ แต่ไม่อาจฟ้องขอให้ย้ายสถานประกอบการไปยังที่อื่น ซึ่งถือเป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐ คดีนี้จึงสะท้อนสมดุลของสิทธิในทรัพย์สินของเจ้าของโรงงานและสิทธิในการอยู่อาศัยของเพื่อนบ้านได้อย่างชัดเจน

บทความน่าสนใจ

คดีนี้เกิดจากการที่โจทก์ทั้งสองพักอาศัยอยู่ในบ้านซึ่งอยู่ติดกับโรงงานของจำเลยที่ประกอบกิจการทำหลังคารถ พ่นสี และงานโลหะ ส่งเสียงดังและกลิ่นเหม็นรบกวนเป็นเวลาหลายปี ส่งผลกระทบต่อสุขภาพกายและจิตใจของโจทก์ จึงฟ้องเรียกค่าเสียหาย 220,000 บาท พร้อมขอให้ศาลสั่งให้จำเลยทั้งสองย้ายโรงงานไปยังนิคมอุตสาหกรรมหรือสถานที่อื่นที่ห่างไกล

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การกระทำของจำเลยถือเป็นการละเมิดสิทธิของโจทก์ตามมาตรา 420 เพราะก่อให้เกิดความเดือดร้อนรำคาญและกระทบต่อสุขภาพอนามัย แต่ในส่วนของคำขอย้ายโรงงานนั้น ไม่ใช่สิทธิที่บุคคลทั่วไปจะฟ้องขอได้โดยตรง เพราะเป็นอำนาจของพนักงานเจ้าหน้าที่ตาม พ.ร.บ.โรงงาน พ.ศ. 2535

นอกจากนี้ ศาลยังวางหลักเกี่ยวกับค่าเสียหาย โดยเห็นว่า ค่าใช้จ่ายเช่นการติดตั้งแอร์ สร้างบ้านใหม่ หรือจ้างคนเฝ้าบ้าน ถือเป็นความเสียหายที่ไกลเกินเหตุ จำเลยไม่ต้องรับผิด อย่างไรก็ดี ศาลพิจารณาความเสียหายที่เกิดขึ้นจริงและพิพากษาให้จำเลยทั้งสองชดใช้ค่าเสียหาย 50,000 บาท

คำพิพากษานี้ยืนยันว่า แม้จะไม่สามารถบังคับให้ย้ายโรงงานได้ แต่ผู้ได้รับความเดือดร้อนย่อมมีสิทธิป้องกันการละเมิดและเรียกค่าสินไหมทดแทนตามกฎหมายได้อย่างชอบธรรม

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2153/2520

การห้ามละเมิดกับเสียงและกลิ่นจากกิจการซ่อมรถ

การใช้ที่ดินหรืออาคารเพื่อประกอบกิจการใด ๆ แม้จะอยู่ภายในสิทธิของตนเอง หากกระทบต่อความสงบสุขหรือสุขภาพของผู้อื่นโดยรอบ ก็อาจเป็นเหตุให้ถูกฟ้องร้องได้ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2153/2520 ได้วางแนวทางสำคัญเกี่ยวกับสิทธิของผู้เสียหายในการขอให้ศาลห้ามการกระทำที่ก่อความเดือดร้อนรำคาญและอาจเป็นอันตรายต่อร่างกายหรือจิตใจ โดยถือว่าคดีลักษณะนี้เป็น “การฟ้องขอให้ปลดเปลื้องทุกข์” ซึ่งไม่ใช่คดีมีทุนทรัพย์ตามความหมายของกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง แม้มีคำขอค่าสินไหมเพิ่มเติมก็ตาม ทั้งยังชี้ให้เห็นหลักในการตีความข้อห้ามอุทธรณ์กรณีทุนทรัพย์ไม่ถึงเกณฑ์

บทความน่าสนใจ

ในคดีนี้ โจทก์อาศัยอยู่ในพื้นที่อยู่อาศัยใกล้กับที่ดินของจำเลย ซึ่งใช้เป็นสถานที่ซ่อมรถยนต์ เคาะตัวถัง และพ่นสี ทำให้เกิดเสียงดังและกลิ่นเหม็นจนกระทบต่อสุขภาพและจิตใจของโจทก์และครอบครัว โจทก์จึงฟ้องขอให้ศาลห้ามมิให้จำเลยกระทำการดังกล่าวอีก พร้อมเรียกค่าเสียหาย 10,000 บาท และค่าเสียหายในอนาคตเดือนละ 5,000 บาท

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยหยุดพฤติกรรมที่ก่อความรำคาญและชดใช้ค่าเสียหาย ศาลอุทธรณ์เห็นว่าเมื่อทุนทรัพย์ในคดีไม่ถึง 20,000 บาท จำเลยอุทธรณ์ได้เฉพาะปัญหาข้อกฎหมาย ไม่อาจอุทธรณ์ข้อเท็จจริง จึงยกอุทธรณ์

อย่างไรก็ดี ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้เป็น “คดีปลดเปลื้องทุกข์” ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 224 วรรคสอง ซึ่งแม้จะมีคำขอค่าสินไหม ก็ไม่ถือเป็นคดีมีทุนทรัพย์ จึงไม่อยู่ภายใต้ข้อจำกัดการอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง จำเลยจึงยังมีสิทธิอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงได้

คำพิพากษานี้สะท้อนให้เห็นถึงการคุ้มครองสิทธิของผู้อยู่อาศัยจากความเดือดร้อนที่เกิดจากการใช้กรรมสิทธิ์ในทางที่กระทบต่อผู้อื่น และแสดงถึงแนวทางการตีความกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งเกี่ยวกับคดีไม่มีทุนทรัพย์

 
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8888/2544

แม้ไม่ใช่เจ้าของแต่อยู่ในที่ดินก่อนที่ผู้เสียหายจะได้กรรมสิทธิ์ไม่ถือว่าเป็นการบุกรุก

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8888/2544 เป็นกรณีตัวอย่างสำคัญที่สะท้อนหลักการตีความความผิดฐาน “บุกรุก” ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 362 ได้อย่างชัดเจน โดยศาลวินิจฉัยว่า หากจำเลยเข้าอยู่ในที่ดินมาก่อนที่ผู้เสียหายจะได้กรรมสิทธิ์ ย่อมไม่ถือว่าเป็นการ “เข้าไป” เพื่อรบกวนการครอบครองของเจ้าของใหม่ การตีความอย่างเคร่งครัดในกรณีนี้เป็นการปกป้องสิทธิของผู้ครอบครองเดิมตามหลักนิติธรรม และป้องกันไม่ให้การโอนกรรมสิทธิ์กลายเป็นเครื่องมือฟ้องร้องผู้ที่อยู่มาก่อนโดยไม่เป็นธรรม

บทความน่าสนใจ

คดีนี้เกิดจากการที่โจทก์ร่วมได้รับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินจากผู้จัดการมรดกของเจ้าของเดิม และเข้าไปดำเนินการใช้ประโยชน์ในที่ดิน ต่อมาจำเลยที่ 1 ขัดขวางและขึงรั้วลวดหนามในที่ดินดังกล่าว โดยอ้างว่าเป็นที่ดินของตน โจทก์ร่วมจึงแจ้งความดำเนินคดีฐานบุกรุก ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิด แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 และศาลฎีกาได้กลับคำพิพากษาโดยยกฟ้อง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ความผิดฐานบุกรุกต้องเกิดจาก “การเข้าไป” ในอสังหาริมทรัพย์โดยเจตนารบกวนการครอบครองของผู้อื่นโดยปกติสุข แต่ในคดีนี้จำเลยมิได้เข้าไปใหม่ หากแต่มีฐานะเป็นลูกจ้างของเจ้าของเดิม มีหน้าที่ดูแลที่ดิน และอยู่ในที่ดินพิพาทอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ก่อนการโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่โจทก์ร่วม พฤติการณ์จึงไม่เข้าข่าย “การเข้าไป” ตามบทบัญญัติมาตรา 362 อีกทั้งไม่ปรากฏว่าจำเลยได้รบกวนการครอบครองของโจทก์ร่วมในลักษณะผิดกฎหมาย

คำพิพากษานี้แสดงให้เห็นว่า ศาลให้ความสำคัญต่อข้อเท็จจริงเกี่ยวกับลำดับเวลาและสถานะทางกฎหมายของการครอบครอง โดยเฉพาะในกรณีที่มีการเปลี่ยนมือเจ้าของที่ดิน จำเลยที่มีสิทธิอยู่ในที่ดินโดยชอบก่อนหน้า ไม่อาจถูกฟ้องฐานบุกรุกได้โดยอัตโนมัติ ทั้งยังสะท้อนหลักการที่ว่า กฎหมายอาญาต้องตีความโดยเคร่งครัดเพื่อคุ้มครองสิทธิของผู้ถูกกล่าวหาอย่างเป็นธรรม

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2041/2529

เข้าไปในบ้านของผู้อื่น แต่มีเหตุอันสมควร ไม่ถือว่าผิดฐานบุกรุก

ในคดีบุกรุก การพิจารณาว่าบุคคลใดเป็น “ผู้เสียหาย” ไม่จำเป็นต้องดูเพียงแค่สิทธิในกรรมสิทธิ์ที่ดินหรือบ้านเท่านั้น แต่ยังรวมถึงบุคคลที่มีสิทธิครอบครองหรืออยู่อาศัยตามปกติ การเข้าไปในที่ดินหรือบ้านของผู้อื่นจะถือเป็นความผิดหรือไม่นั้น ศาลยังต้องพิจารณาเหตุอันสมควรและเจตนาเป็นสำคัญ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2041/2529 ได้วางหลักไว้อย่างชัดเจนว่า หากผู้ที่เข้าไปในบริเวณบ้านของผู้อื่นมีเหตุอันสมควร เช่น การไกล่เกลี่ยข้อพิพาทโดยมีผู้ใหญ่บ้านเรียกไป และมิได้ยืดระยะเวลาการอยู่ในลักษณะท้าทายหรือฝ่าฝืนเจตนาของเจ้าของบ้านอย่างชัดแจ้ง การกระทำนั้นอาจไม่ถึงขั้นเป็นความผิดฐานบุกรุก
 

บทความน่าสนใจ

คดีนี้เกิดจากความขัดแย้งระหว่างจำเลยกับนายจรูญ ผู้เสียหาย ซึ่งอยู่อาศัยในบ้านที่ปลูกอยู่ในที่ดินของจำเลย โดยมีความเกี่ยวข้องเป็นเครือญาติ ก่อนเกิดเหตุ ทั้งสองฝ่ายมีเรื่องผิดใจกัน และผู้เสียหายได้แจ้งความกล่าวหาว่าจำเลยทำโอ่งน้ำแตก ผู้ใหญ่บ้านจึงเรียกจำเลยเข้าไปเจรจาที่ใต้ถุนบ้านของผู้เสียหายเพื่อไกล่เกลี่ย

เมื่อการเจรจาไม่เป็นผลและมีปากเสียงกัน ผู้เสียหายได้ขอให้จำเลยออกจากบริเวณ แต่จำเลยยังไม่ยอมออก และกลับมีท่าทีจะทำร้ายผู้เสียหาย อย่างไรก็ตาม เมื่อมีบุคคลอื่นเข้ามาห้ามและรั้งจำเลยออกไป จำเลยก็ยอมออก

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้บ้านจะอยู่ในที่ดินของจำเลย แต่ผู้เสียหายเป็นผู้อยู่อาศัย จึงมีสถานะเป็นผู้ครอบครองบ้านและเป็น “ผู้เสียหาย” ตามกฎหมายอาญา มาตรา 364 การที่จำเลยเข้าไปในบ้านตามคำเรียกของผู้ใหญ่บ้านจึงเป็นการมีเหตุอันสมควร และเมื่อความขัดแย้งเกิดขึ้นและจำเลยออกจากบ้านหลังจากมีผู้ห้ามปรามโดยไม่ฝ่าฝืนอย่างร้ายแรง การกระทำดังกล่าวจึงยังไม่เป็นความผิดฐานบุกรุก

คำพิพากษานี้ชี้ให้เห็นว่า ในคดีบุกรุก ศาลจะพิจารณาทั้งสิทธิในการครอบครอง เหตุอันสมควร และเจตนาของผู้เข้าไปในพื้นที่อย่างรอบด้าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2768/2540

ขอบเขตการเข้าไปในอสังหาริมทรัพย์อันเป็นการบุกรุกอสังหาริมทรัพย์ของผู้อื่น

คำพิพากษาศาลฎีกานี้วางหลักสำคัญเกี่ยวกับความหมายของ “การเข้าไปในอสังหาริมทรัพย์ของผู้อื่นโดยไม่มีสิทธิ” ตามประมวล กฎหมายอาญา มาตรา 362 และมาตรา 365(1) ซึ่งมิได้จำกัดว่า ผู้กระทำต้อง “เข้าไปทั้งตัว” แต่หากเพียง ส่วนหนึ่งส่วนใด ของร่างกายล่วงล้ำเข้าไปในเขตอสังหาริมทรัพย์ของผู้อื่นเพื่อรบกวนการครอบครอง ก็เป็นความผิดฐาน ของผู้อื่นได้ ศาลฎีกายังวางแนวการใช้ภาพถ่ายเป็นพยานหลักฐานประกอบข้อเท็จจริงอย่างมี นัยสำคัญต่อคดีบุกรุก

บทความน่าสนใจ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2768/2540 โจทก์ฟ้องจำเลยฐานบุกรุกเคหสถานและทำร้ายร่างกาย โดยขณะเกิดเหตุผู้เสียหาย ยืนอยู่ใต้ชายคาบ้านของตน จำเลยได้กระชากและลากตัวผู้เสียหายออกจากบริเวณดังกล่าว แม้จำเลยอ้างว่ามิได้ก้าวเข้า ไปในบริเวณบ้านของ ผู้เสียหายทั้งตัว แต่การที่จะจับและลากตัวผู้เสียหายออกมาได้นั้น ย่อมต้องเอื้อมมือเข้าไปภาย ในบริเวณบ้านของ ผู้เสียหายก่อน

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ความผิดฐานบุกรุกไม่จำเป็นต้องเข้าไปในอสังหาริมทรัพย์ของผู้อื่นทั้งตัว เพียงส่วนหนึ่งส่วนใด ของร่างกายล่วงล้ำ เข้าไปโดยไม่มีสิทธิและเป็นการรบกวนการครอบครองโดยปกติสุขก็เพียงพอแล้ว จากภาพถ่าย ประกอบคดีปรากฏชัดว่า ผู้เสียหายยืน อยู่ภายในบริเวณบ้าน การที่จำเลยเอื้อมมือเข้าไปจับ ฉุด กระชาก และลากตัว ผู้เสียหายออกมา จึงถือเป็นการล่วงล้ำเข้าไปในเขต ครอบครองของผู้เสียหายและเป็นการรบกวนการครอบครอง โดยใช้กำลังประทุษร้าย อันเป็นความผิดฐานบุกรุกตาม ประมวลกฎหมาย อาญา มาตรา 362 ประกอบมาตรา 365 (1)

ศาลฎีกาจึงพิพากษายืนว่า จำเลยมีความผิดฐานบุกรุกโดยใช้กำลังประทุษร้ายและความผิดฐานทำร้ายร่างกาย โดยลงโทษตามบทที่มี โทษหนักที่สุด พร้อมวางหลักสำคัญว่า การบุกรุกอาจเกิดขึ้นได้แม้ผู้กระทำจะล่วงล้ำเข้าไป เพียงบางส่วนของร่างกาย มิจำต้องเข้าไปใน อสังหาริมทรัพย์ของผู้อื่นทั้งตัวเสมอไป

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5396/2549

สิทธิผู้ให้เช่าในการกลับครอบครองทรัพย์เช่าและขอบเขตความรับผิดฐานบุกรุก

คำพิพากษานี้แสดงให้เห็นหลักสำคัญว่า ความผิดฐานบุกรุกต้องมีเจตนากระทำโดยรู้ว่าตนไม่มีสิทธิ หากผู้กระทำเชื่อ โดยสุจริตว่าตนมีอำนาจตามสัญญาหรือสิทธิของตน แม้จะมีข้อพิพาทในทางแพ่งภายหลัง ก็อาจถือว่าขาดเจตนาทางอาญา และไม่เป็นความผิดฐานบุกรุกได้.

บทความน่าสนใจ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5396/2549 คดีนี้เกิดจากกรณีที่โจทก์เช่าร้านอาหารจากจำเลยที่ 1 โดยตกลงชำระค่าเช่าภายในวันที่ 5 ของทุกเดือน แต่โจทก์ ชำระค่าเช่าล่าช้ามาหลายครั้ง และในเดือนมกราคม 2542 ไม่ได้ชำระค่าเช่าตามกำหนด จำเลยที่ 1 จึงถือว่าโจทก์ผิด สัญญาเช่า และสั่งให้จำเลยที่ 2 ไปล็อกกุญแจปิดร้านเพื่อไม่ให้โจทก์ใช้ประโยชน์ในทรัพย์สินที่เช่าต่อไป

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้การล็อกกุญแจปิดร้านจะเป็นการแทรกแซงการครอบครองของโจทก์ แต่จำเลยทั้งสองกระทำ ไปโดยเชื่อ โดยสุจริตว่าตนมีสิทธิตามสัญญาเช่า ซึ่งกำหนดให้ผู้ให้เช่ามีสิทธิเข้าครอบครองทรัพย์สินคืนได้เมื่อ ผู้เช่าผิดนัดชำระค่าเช่า จึงมิใช่การกระทำโดยมีเจตนารบกวนการครอบครองของผู้อื่นโดยมิชอบอันเป็นองค์ประกอบ สำคัญของความผิดฐานบุกรุก

นอกจากนี้ ศาลเห็นว่าข้อสัญญาดังกล่าวไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน และไม่เป็น สัญญาที่ไม่ เป็นธรรม ดังนั้น การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงเป็นการกระทำโดยเชื่อว่าตนมีสิทธิตามสัญญาขาดเจตนา ทางอาญา และไม่มี ความผิดฐานบุกรุกตามกฎหมายอาญา

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3817/2568

ปิดทางเข้าออกแม้ไม่เหยียบที่ดินผู้อื่น ก็เป็นความผิดฐานบุกรุกได้

คดีดังกล่าวเป็นคดีที่น่าสนใจเกี่ยวกับความผิดฐานบุกรุก โดยเฉพาะกรณีที่ผู้กระทำไม่ได้เข้าไปในที่ดินของผู้อื่นโดยตรง แต่ปักเสา คอนกรีตและล้อมลวดหนามบริเวณไหล่ทางหน้าที่ดิน ทำให้เจ้าของหรือผู้มีสิทธิครอบครองไม่สามารถเข้าออกที่ดินของตนได้

บทความน่าสนใจ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3817/2568  คดีนี้ โจทก์เคยฟ้องจำเลยที่ 1 เป็นคดีแพ่งเกี่ยวกับสิทธิครอบครองที่ดิน และคดีถึงที่สุด ว่าโจทก์เป็น ผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินดังกล่าว ต่อมาเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ส่งมอบการครอบครองที่ดินให้แก่โจทก์แล้ว แต่ในวัน ถัดมา จำเลยทั้ง สองซึ่งเป็นสามีภริยากัน ได้นำเสาคอนกรีตไปปักและขึงลวดหนามบริเวณไหล่ทางหลวงชนบทด้านหน้าที่ดินของ โจทก์ ซึ่งเป็นทางเข้าออก เพียงทางเดียวทำให้โจทก์ไม่สามารถเข้าออกที่ดินได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้จำเลยทั้งสองจะไม่ได้เข้าไปในที่ดินของโจทก์โดยตรง แต่การปักเสาและล้อมลวดหนามปิดกั้นทางเข้าออก ตลอดแนวหน้าที่ดิน แสดงเจตนาร่วมกันที่จะขัดขวางไม่ให้โจทก์ใช้ประโยชน์และเข้าออกที่ดินของตนได้ การกระทำดังกล่าวจึงเป็น การล่วงล้ำเข้าไปในอำนาจการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ของโจทก์ และเป็นการรบกวนการครอบครองโดยปกติสุข

ศาลยังเห็นว่า คำพิพากษาในคดีแพ่งเดิมซึ่งถึงที่สุดแล้วผูกพันคู่ความ และยืนยันว่าโจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดิน จำเลยทั้งสอง ย่อมทราบดีถึงสิทธิของโจทก์ การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย และโจทก์ถือเป็นผู้เสียหายที่มีอำนาจ ฟ้องคดีอาญาฐานบุกรุกได้

คำพิพากษานี้วางหลักว่า ความผิดฐานบุกรุกไม่จำเป็นต้องเกิดจากการเข้าไปในที่ดินของผู้อื่นโดยตรงเท่านั้น หากผู้กระทำปิดกั้น ทางเข้าออกจนทำให้เจ้าของหรือผู้มีสิทธิครอบครองไม่สามารถใช้ประโยชน์จากที่ดินได้ ย่อมถือเป็นการรบกวนการครอบครอง โดยปกติสุข และเป็นความผิดฐานบุกรุกได้

ความลับทางการค้า

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 16561/2557

ฟ้องละเมิดความลับทางการค้า ต้องชัดเจนทั้งข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย

การฟ้องคดีละเมิดความลับทางการค้าไม่ใช่เพียงแค่กล่าวหาว่ามีข้อมูลสำคัญถูกเปิดเผย แต่ต้องระบุชัดเจนว่า “ความลับนั้นคืออะไร” “มีมาตรการป้องกันอย่างไร” และ “ถูกเปิดเผยโดยเจตนาให้เกิดความเสียหายอย่างไร” หากขาดองค์ประกอบใดองค์ประกอบหนึ่ง ศาลฎีกาในคดีนี้ได้ชี้ว่า แม้โจทก์จะกล่าวถึงการละเมิดความลับ แต่ไม่ได้บรรยายฟ้องให้ชัดถึงลักษณะของความลับ วิธีรักษาความลับ หรือผลเสียทางการค้าจากการเปิดเผย ศาลจึงวินิจฉัยว่าเป็นคำฟ้องไม่ชอบ

บทความน่าสนใจ

ในคดีนี้ โจทก์ฟ้องจำเลยฐานละเมิดความลับทางการค้าตาม พ.ร.บ.ความลับทางการค้า พ.ศ. 2545 โดยกล่าวว่าจำเลยนำข้อมูลการผลิตไฟฟ้าด้วยพลังงานลมไปเปิดเผยในทางโฆษณาให้โจทก์ได้รับความเสียหาย

อย่างไรก็ตาม โจทก์ไม่ได้ระบุในฟ้องว่าข้อมูลที่กล่าวอ้างนั้นเป็นข้อมูล “การค้า” ที่เกี่ยวข้องกับประโยชน์เชิงพาณิชย์อย่างไร ไม่ได้ระบุหัวข้อของข้อมูลที่ควบคุมไว้เป็นความลับ และไม่มีการอ้างถึงมาตรการใดที่ใช้ในการรักษาความลับทางการค้านั้น นอกจากนี้ ยังไม่มีการกล่าวถึงการเปิดเผยที่ทำให้ข้อมูลสิ้นสภาพความลับโดยเจตนาให้เกิดความเสียหาย หรือข้อเท็จจริงที่เข้าองค์ประกอบตามมาตรา 33 และ 35 ของกฎหมาย

เมื่อโจทก์อุทธรณ์ ก็เพียงอ้างคำเบิกความเดิมของพยานโจทก์ แต่ไม่ได้โต้แย้งข้อกฎหมายใด ๆ ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยไว้ จึงไม่เข้าเกณฑ์อุทธรณ์ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญา พ.ศ. 2539 มาตรา 38 ศาลฎีกาจึงยกฟ้อง

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15697/2557

รายชื่อลูกค้าที่เข้าถึงได้โดยทั่วไปไม่ใช่ข้อมูลลับ

ในยุคข้อมูลข่าวสาร การอ้างสิทธิ์ใน “ความลับทางการค้า” ต้องมีหลักฐานชัดเจนว่า ข้อมูลนั้นไม่สามารถเข้าถึงได้โดยทั่วไป และมีความสำคัญต่อการดำรงอยู่ของธุรกิจ คำพิพากษานี้ตอกย้ำหลักการสำคัญว่า แม้ข้อมูลจะเป็นรายชื่อลูกค้าและรายละเอียดการติดต่อ ซึ่งมีประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ แต่หากสามารถค้นหาได้จากแหล่งข้อมูลสาธารณะ เช่น เว็บไซต์หรือประกาศรับสมัครงาน ย่อมไม่ใช่ความลับทางการค้า และไม่สามารถฟ้องร้องการละเมิดได้ เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าเป็นข้อมูลเฉพาะที่มีคุณค่าทางธุรกิจจริง

บทความน่าสนใจ

คดีนี้ โจทก์ฟ้องจำเลยฐานละเมิดความลับทางการค้า โดยกล่าวว่าจำเลยนำรายชื่อลูกค้าและกลยุทธ์ทางธุรกิจของโจทก์ไปใช้ประโยชน์โดยมิชอบ ศาลวินิจฉัยว่า ข้อมูลที่กล่าวอ้าง เช่น รายชื่อลูกค้า ชื่อผู้ติดต่อ เบอร์โทรศัพท์ และอีเมล เป็นข้อมูลที่สามารถเข้าถึงได้จากแหล่งสาธารณะ เช่น สื่อสิ่งพิมพ์และเว็บไซต์ทั่วไป จึงไม่ถือเป็นความลับทางการค้าตาม พ.ร.บ.ความลับทางการค้า พ.ศ. 2545 มาตรา 3

ศาลยังระบุว่า แม้โจทก์จะกำหนดรหัสให้พนักงานเข้าถึงข้อมูล แต่หากข้อมูลไม่ใช่สิ่งที่ธุรกิจต้องใช้เวลาหรือทรัพยากรจำนวนมากในการจัดทำ และคู่แข่งสามารถหาข้อมูลได้ด้วยตนเองโดยง่าย ก็ย่อมไม่เข้าเกณฑ์ของ “ความลับทางการค้า” ที่กฎหมายคุ้มครอง

ในส่วนของกลยุทธ์ทางธุรกิจและสัญญา แม้โจทก์กล่าวอ้างว่าเป็นความลับ แต่ไม่ได้ระบุหรือพิสูจน์ในศาลว่าเป็นกลยุทธ์เฉพาะที่แตกต่างจากคู่แข่ง และหากเป็นความสามารถส่วนตัวของพนักงาน ย่อมไม่อยู่ในความคุ้มครองของกฎหมาย

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1323/2560

หลักเกณฑ์การพิสูจน์ความลับทางการค้าตามกฎหมายไทย

ในยุคที่ข้อมูลกลายเป็นทรัพย์สินทางธุรกิจที่สำคัญ การปกป้องข้อมูลลูกค้าและกลยุทธ์การตั้งราคาจึงเป็นสิ่งที่ทุกบริษัทต้องใส่ใจ แต่การจะอ้างว่าข้อมูลใดเป็น “ความลับทางการค้า” ตามกฎหมาย ต้องพิสูจน์ให้ชัดเจนว่าบริษัทได้ใช้มาตรการที่เหมาะสมในการรักษาข้อมูลนั้นไว้เป็นความลับจริงหรือไม่ คำพิพากษาศาลฎีกาคดีนี้จึงเป็นบทเรียนสำคัญว่า ความประมาทในการจัดเก็บข้อมูล อาจทำให้สิทธิในความลับทางการค้าหลุดลอยไปอย่างไม่รู้ตัว

บทความน่าสนใจ

ในคดีที่โจทก์ฟ้องจำเลยเรียกค่าเสียหายจากการละเมิดความลับทางการค้า อ้างว่าจำเลยที่ 2 ซึ่งเคยเป็นพนักงานได้นำข้อมูลลูกค้าและราคาค่าขนส่งไปใช้ตั้งบริษัทคู่แข่ง ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาฯ วินิจฉัยว่า ข้อมูลที่อ้างว่าเป็นความลับทางการค้านั้น ไม่เข้าหลักตามมาตรา 3 แห่ง พ.ร.บ.ความลับทางการค้า พ.ศ. 2545

แม้ข้อมูลจะมีประโยชน์เชิงพาณิชย์ แต่การที่โจทก์เก็บรหัสผ่านไว้ที่หน้าจอคอมพิวเตอร์ และไม่มีระบบจำแนกหรือควบคุมเอกสารที่ชัดเจน ทำให้พนักงานทั่วไปสามารถเข้าถึงข้อมูลสำคัญได้โดยง่าย ศาลจึงเห็นว่า โจทก์ไม่ได้ใช้ “มาตรการที่เหมาะสม” ในการรักษาข้อมูลให้เป็นความลับ

ผลคือ ข้อมูลรายชื่อลูกค้าและราคาค่าขนส่งจึงไม่ถือเป็นความลับทางการค้า อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น และศาลฎีกาพิพากษายืนตามศาลชั้นต้น ยกฟ้อง

การจัดการมรดก-เจตนาตามพินัยกรรม

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1451/2508 

เงื่อนไขให้ผู้รับพินัยกรรมเลี้ยงดูหรือชำระหนี้ในพินัยกรรม ไม่ทำให้พินัยกรรมนั้นเข้าลักษณะสัญญาให้โดยเสน่หา

เมื่อพินัยกรรมระบุให้ “ลูกคนหนึ่ง” ได้รับมรดกทั้งหมด โดยมีเงื่อนไขว่าให้ “เลี้ยงดูผู้ตายจนตลอดชีวิต” และ “ชำระหนี้แทน” กลายเป็นประเด็นทางกฎหมายว่าเจตนานั้นถือเป็นพินัยกรรมเผื่อตาย หรือเป็นการยกทรัพย์ในขณะยังมีชีวิต ซึ่งต้องทำตามแบบอื่น คำพิพากษาศาลฎีกาคดีนี้ได้ให้หลักสำคัญว่า เจตนายกทรัพย์สินทั้งหมดโดยมีผลเมื่อผู้ทำพินัยกรรมถึงแก่ความตาย แม้จะมีเงื่อนไขให้ดูแลหรือชำระหนี้ ก็ยังถือว่าเป็นพินัยกรรมที่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่ใช่การให้โดยเสน่หา

บทความน่าสนใจ

ในคดีนี้ โจทก์ฟ้องขอแบ่งมรดกของบิดาโดยอ้างสิทธิในฐานะทายาท 1 ใน 4 ส่วน แต่จำเลยต่อสู้ว่า ผู้ตายได้ทำพินัยกรรมยกทรัพย์สินทั้งหมดให้นายคาน บุตรผู้ตายแต่เพียงผู้เดียว อีกทั้งโจทก์ไม่เคยมีสิทธิครอบครองทรัพย์มรดกที่พิพาท ประเด็นสำคัญอยู่ที่การตีความพินัยกรรมที่มีข้อความให้ผู้รับพินัยกรรม “เลี้ยงดูผู้ตายตลอดชีวิต” และ “ชำระหนี้แทน” ว่าพินัยกรรมนี้ถือเป็นการให้เสน่หาในระหว่างมีชีวิตหรือไม่  ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พินัยกรรมของผู้ตายแสดงเจตนายกทรัพย์สินทั้งที่มีอยู่และที่จะเกิดขึ้นในภายหน้าให้นายคานเพียงคนเดียว อีกทั้งระบุชัดว่าไม่ให้บุตรคนอื่นเข้ามายุ่งเกี่ยวกับทรัพย์สิน ถือเป็นแสดงเจตนาจัดการทรัพย์สินไว้ล่วงหน้าในกรณีที่ผู้แสดงเจตนาถึงแก่ความตายโดยชัดแจ้ง เอกสารจัดทำตามแบบพินัยกรรมที่กฎหมายกำหนดจึงชอบด้วยกฎหมาย ส่วนภาระให้ผู้รับพินัยกรรมเลี้ยงดูหรือชำระหนี้ เป็นเพียงข้อกำหนดแนบท้าย ไม่ทำให้พินัยกรรมกลายเป็นการยกให้ระหว่างมีชีวิต ศาลฎีกาจึงพิพากษายืน ยกฎีกาโจทก์ และรับรองพินัยกรรมตามเจตนาผู้ตาย

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 177/2528

ผู้เสมือนไร้ความสามารถสามารถทำพินัยกรรมได้ กรณีมีสติสัมปัชชัญญะครบถ้วนและได้รับความยินยอมโดยผู้พิทักษ์

แม้ผู้ทำพินัยกรรมจะมีภาวะสมองเสื่อม แต่หากในขณะทำพินัยกรรมยังเข้าใจสิ่งที่กระทำ และมีพยานยืนยันชัดเจน การทำพินัยกรรมก็ชอบด้วยกฎหมาย

บทความน่าสนใจ

ในคดีนี้ โจทก์ฟ้องขอให้ศาลเพิกถอนพินัยกรรม โดยอ้างว่าเจ้ามรดกเป็นผู้มีภาวะสมองเสื่อม และไม่สามารถแสดงเจตนาได้อย่างชัดเจน อีกทั้งไม่มีความสามารถทางกฎหมายในการจัดทำพินัยกรรม

แต่ศาลฎีกาพิเคราะห์หลักฐานพบว่า รายงานแพทย์ที่โจทก์อ้างนั้นมีข้อพิรุธ ไม่แน่ชัดว่าออกโดยใคร และมีข้อความขัดกันเอง พยานฝ่ายโจทก์ก็ไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ขณะทำพินัยกรรม

ในทางกลับกัน ฝ่ายจำเลยมีพยานจำนวนมากที่อยู่ในเหตุการณ์ขณะจัดทำพินัยกรรม รวมถึงเจ้าหน้าที่รัฐ แพทย์ และผู้เขียนเอกสาร ซึ่งไม่มีส่วนได้เสียในคดี และทั้งหมดให้การตรงกันว่า ผู้ตายพูดรู้เรื่อง เข้าใจสิ่งที่กระทำ และลงลายนิ้วมือด้วยตนเองโดยสมัครใจ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้ผู้ตายจะเคยถูกศาลสั่งให้เป็นบุคคลเสมือนไร้ความสามารถ แต่ในขณะทำพินัยกรรม ยังสามารถเข้าใจและแสดงเจตนาได้โดยชัดเจน อีกทั้งมีการยินยอมจากผู้พิทักษ์แล้ว การทำพินัยกรรมจึงเป็นไปโดยชอบ และคำกล่าวหาว่าปลอมไม่มีน้ำหนักเพียงพอ

ศาลจึงยกฟ้องจำเลย พินัยกรรมยังคงมีผลตามกฎหมาย

 
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 18489/2556

การยกทรัพย์ให้แก่ผู้รับพินัยกรรมจะทำได้เฉพาะในทรัพย์ที่ผู้ทำพินัยกรรมมีสิทธิในขณะถึงแก่กรรมเท่านั้น

การเปิดบัญชีเงินฝากในชื่อ “เพื่อบุตร” หรือ “เพื่อหลาน” แล้วต่อมาทำพินัยกรรมยกเงินนั้นให้ผู้อื่น ไม่สามารถทำได้โดยศาลฎีกานี้ได้วางหลักสำคัญว่า การทำพินัยกรรมยกทรัพย์สินให้แก่ผู้ใดจะทำได้แต่เฉพาะในทรัพย์ที่ผู้ทำพินัยกรรมมีสิทธิในขณะถึงแก่กรรมเท่านั้น หากทรัพย์นั้นไม่ใช่ของผู้ทำพินัยกรรม แม้จะระบุไว้ในพินัยกรรมก็ไม่มีผลทางกฎหมาย

บทความน่าสนใจ

ในคดีนี้ พลโทจรูญ เปิดบัญชีเงินฝากในชื่อ “นายจิรโชติ เพื่อเด็กชายวรรณธร” แล้วทำพินัยกรรมยกเงินในบัญชีดังกล่าวให้แก่โจทก์ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การเปิดบัญชีในลักษณะ “เพื่อเด็กชายวรรณธร” เป็นการแสดงเจตนาให้เงินในบัญชีนั้นตกเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้เยาว์ตั้งแต่ต้น แม้ผู้เปิดบัญชีจะยังสามารถถอนเงินได้ก่อนผู้เยาว์บรรลุนิติภาวะ แต่สิทธิในการเบิกถอนนั้นก็อยู่ภายใต้ข้อตกลงกับธนาคาร และต้องใช้ประโยชน์เพื่อผู้เยาว์เท่านั้น

ดังนั้น พลโทจรูญจึง ไม่มีกรรมสิทธิ์ในเงินฝากดังกล่าวในวันที่ถึงแก่กรรม พินัยกรรมที่ยกเงินในบัญชีนั้นให้แก่บุคคลอื่นจึงไม่มีผลบังคับตามกฎหมาย เพราะเงินดังกล่าว ไม่ใช่ “ทรัพย์ของผู้ทำพินัยกรรม” ตามที่กฎหมายกำหนดในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1646

การจัดการมรดกตามพินัยกรรม

คำพิพากษาศาลฎีกาที่  10809/2559

พินัยกรรมที่มีข้อความเพิ่มเติมโดยไม่มีลายมือชื่อกำกับนั้นจะมีผลบังคับหรือไม่ ทายาทโดยธรรมเจ็ดคนยื่นฟ้องจำเลยขอแบ่งมรดก อ้างว่าพินัยกรรมไม่สมบูรณ์ แต่จำเลยยืนยันว่าผู้ตายตั้งใจยกทรัพย์สินทั้งหมดให้ตนแต่เพียงผู้เดียว คดีนี้จึงกลายเป็นบทเรียนสำคัญว่า แม้พินัยกรรมบางส่วนจะมีข้อบกพร่องทางรูปแบบ แต่หากเจตนารมณ์ของผู้ทำพินัยกรรมแสดงไว้อย่างชัดเจน ศาลย่อมยึดถือเจตนาเป็นหลัก

บทความน่าสนใจ

    นายพก ศรีเก่งกระจ่าง ผู้ตาย เป็นบุตรของนายมุ่ย (หรือเก๋ง) กับนางฮวย และไม่มีภรรยาหรือบุตร เมื่อถึงแก่ความตายในปี 2547 ได้ทิ้งพินัยกรรมแบบเขียนเองทั้งฉบับ ยกทรัพย์สิน 11 รายการให้แก่หลานชายคนเดียวคือ นายเฉลิมเกียรติ เกรียงศักดิ์ศรี ซึ่งเป็นจำเลยในคดี ต่อจากนั้น ผู้ตายยังเขียนเพิ่มเติมหลังลายมือชื่อว่า ยกหุ้นที่มีอยู่ในบัญชี ABN Amro และ ZICO ให้จำเลยด้วย แต่ไม่ได้ลงลายมือชื่อกำกับข้อความเพิ่มเติมดังกล่าวฝ่ายโจทก์ทั้งเจ็ด ซึ่งเป็นทายาทโดยธรรม ฟ้องจำเลยขอแบ่งมรดก โดยอ้างว่าพินัยกรรมไม่สมบูรณ์ เพราะส่วนที่ระบุทรัพย์สินพิพาทไม่มีลายมือชื่อกำกับ จึงไม่มีผลผูกพันศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้ข้อความท้ายพินัยกรรมจะไม่สมบูรณ์ตามแบบ แต่ไม่มีผลกระทบต่อพินัยกรรมฉบับหลัก ซึ่งมีข้อความว่า “ให้ทรัพย์สินของข้าพเจ้าแก่นายเฉลิมเกียรติ เกรียงศักดิ์ศรีแต่เพียงผู้เดียว หลานคนอื่นไม่มีสิทธิ์” จึงถือว่าผู้ตายมีเจตนายกมรดกทั้งหมดแก่จำเลยแล้ว และโจทก์ทั้งเจ็ดถูกตัดมิให้รับมรดกตาม ป.พ.พ. มาตรา 1608 ไม่มีอำนาจฟ้องแบ่งทรัพย์อีกต่อไป

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1636/2530

ผู้ทำพินัยกรรมแสดงเจตนาโดยชัดแจ้งยกทรัพย์ให้หลานสาวแต่เพียงผู้เดียว แม้กล่าวเฉพาะที่ดินอีกแปลง

คดีพิพาทมรดกระหว่างหลานสาวผู้ได้รับพินัยกรรม กับพี่น้องของผู้ตาย กลายเป็นบทเรียนสำคัญว่า “ถ้อยคำในพินัยกรรม” อาจไม่ต้องครอบคลุมทุกทรัพย์ หาก “เจตนารมณ์ของผู้ทำพินัยกรรม” มีความชัดเจนพอ ศาลฎีกาต้องวินิจฉัยว่าทรัพย์ที่ไม่ได้ระบุโดยตรงในพินัยกรรมตกแก่ใคร เมื่อนางล้อมเขียนพินัยกรรมระบุยกที่ดินแปลงหนึ่งให้แก่หลานสาวคือนางสุนันทา แต่ใช้ถ้อยคำทั่วไปในข้อแรกว่าทรัพย์สินทั้งหมดตกเป็นของผู้มีชื่อในพินัยกรรม ผลคือแม้จะไม่ได้เอ่ยถึงที่ดินแปลงพิพาทโดยตรง แต่ก็ถือว่าหลานสาวได้สิทธิเหนือที่ดินนั้น 1 ใน 6 ส่วนตามสิทธิของเจ้ามรดกเดิม

บทความที่น่าสนใจ

ที่ดินโฉนดเลขที่ 321 แขวงวัดท่าพระ กรุงเทพมหานคร เคยเป็นของนายพิศ อ่วมบุญช่วย ผู้ตาย ซึ่งไม่มีภริยาและบุตร เมื่อถึงแก่ความตาย ทรัพย์มรดกตกแก่พี่น้องร่วมบิดามารดา 4 คน หนึ่งในนั้นคือนายผ่อง อ่วมบุญช่วย ผู้สมรสกับนางล้อม ต่อมาเมื่อผ่องถึงแก่ความตาย ที่ดิน 1 ใน 4 ส่วนของเขาถูกแบ่งเป็นสินสมรส 1 ใน 3 แก่นางล้อม และอีก 2 ใน 3 ตกเป็นมรดกที่นางล้อมได้รับครึ่งหนึ่งตามสิทธิภริยา รวมแล้วนางล้อมได้กรรมสิทธิ์ในที่ดิน 1 ใน 6 ส่วน

ก่อนเสียชีวิต นางล้อมได้ทำพินัยกรรมยกทรัพย์สินให้หลานสาว นางสุนันทา อรรถกฤษณ์ (โจทก์) โดยเฉพาะระบุไว้เพียงที่ดินแปลงเลขที่ 10197 แต่มีข้อความชัดเจนในข้อ 1 ว่า “ให้บรรดาทรัพย์สินทั้งหมดที่มีอยู่และที่จะพึงมีในภายหน้า ตกเป็นของผู้มีชื่อในพินัยกรรม” ซึ่งมีเพียงโจทก์เพียงคนเดียว ศาลฎีกาจึงตีความว่าทรัพย์สินทั้งหมดรวมถึงที่ดินโฉนดเลขที่ 321 จำนวน 1 ใน 6 ส่วน ตกเป็นของโจทก์ตามพินัยกรรม

เมื่อจำเลยโอนที่ดินให้แก่บุคคลภายนอกไปก่อน คำพิพากษาจึงให้จำเลยชำระเงินแทนการโอนจำนวน 500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปีแก่โจทก์

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 419/2541 

พินัยกรรมสองฉบับ คนละเจตนา คนละทรัพย์ พินัยกรรมฉบับหลังเพิกถอนฉบับแรกหรือไม่?

ในกรณีที่ผู้ตายทำพินัยกรรมไว้สองฉบับโดยระบุผู้จัดการมรดกต่างคนกันในทรัพย์สินคนละชุด เช่นนี้จะถือว่าพินัยกรรมฉบับหลังเพิกถอนฉบับแรกหรือไม่? ผู้ร้องในคดีเป็นบุตรของผู้ตายที่ได้รับแต่งตั้งเป็นผู้จัดการมรดกตามพินัยกรรมฉบับแรก ขณะที่ผู้คัดค้านอ้างสิทธิตามฉบับหลัง ศาลฎีกาจึงต้องวินิจฉัยว่า ข้อความในพินัยกรรมทั้งสองฉบับขัดแย้งกันหรือไม่ และใครควรได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้จัดการมรดก

บทความน่าสนใจ

นายเซี้ยง ผู้ร้อง ยื่นคำร้องต่อศาลขอให้ตั้งตนเป็นผู้จัดการมรดกของมารดา คือ นางบุญมา ผู้ตาย ซึ่งได้ทำพินัยกรรมไว้ 2 ฉบับ พินัยกรรม ฉบับแรก ตั้งนายเซี้ยง (ผู้ร้อง) เป็นผู้จัดการมรดกในทรัพย์สินบางส่วน พินัยกรรม ฉบับหลัง ตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกอีกส่วนหนึ่ง

ผู้คัดค้านโต้แย้งว่า พินัยกรรมฉบับหลังเพิกถอนฉบับแรกโดยปริยาย เพราะขัดกันทั้งในเรื่องทรัพย์สินและตัวผู้จัดการมรดก จึงขอให้ศาลตั้งตนเป็นผู้จัดการมรดกแทน

อย่างไรก็ตาม ศาลฎีกาเห็นว่า พินัยกรรมทั้งสองฉบับไม่ได้ขัดแย้งกัน เนื่องจากระบุทรัพย์มรดกคนละส่วน และแต่งตั้งคนละคนให้จัดการอย่างแยกจากกัน แสดงให้เห็นเจตนาชัดเจนของผู้ตายว่าต้องการให้ทั้งสองคนมีบทบาทในการจัดการทรัพย์สินคนละส่วน

เมื่อทั้งผู้ร้องและผู้คัดค้าน ไม่ใช่บุคคลต้องห้าม ตามกฎหมาย (ป.พ.พ. มาตรา 1718) ศาลฎีกาจึงพิพากษาให้ ตั้งผู้ร้องและผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกร่วม โดยให้จัดการทรัพย์ตามพินัยกรรมของแต่ละฉบับที่ได้รับแต่งตั้งไว้

คำพิพากษานี้ยืนยันหลักสำคัญว่า การตีความพินัยกรรมต้องยึดตามเจตนาผู้ทำพินัยกรรมเป็นหลัก และการมีพินัยกรรมหลายฉบับ ไม่ได้แปลว่า ฉบับหลังเพิกถอนฉบับแรกเสมอไป

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3523/2532

พินัยกรรมระบุชัดว่ายกมรดกให้ผู้รับพินัยกรรมผู้เดียว กรณีนี้ทายาทโดยธรรมจะฟ้องขอแบ่งทรัพย์มรดกซึ่งได้มาภายหลังจากทำพินัยกรรมได้หรือไม่

หลายคนอาจเข้าใจว่าพินัยกรรมมีผลเฉพาะทรัพย์ที่มีอยู่ในวันที่ทำพินัยกรรมเท่านั้น หากผู้ตายระบุชัดว่าทรัพย์ที่ “มีอยู่หรือจะมีขึ้นในภายหน้า” ให้แก่บุคคลใดบุคคลหนึ่ง พินัยกรรมดังกล่าวย่อมมีผลครอบคลุมทรัพย์ที่จะได้มาในอนาคตด้วย

บทความน่าสนใจ

โจทก์เป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ตายและฟ้องจำเลยซึ่งเป็นภรรยาใหม่ของผู้ตาย ขอแบ่งทรัพย์มรดก โดยอ้างว่าตนมีสิทธิในทรัพย์มรดกครึ่งหนึ่ง และกล่าวหาจำเลยว่ายักย้ายที่ดินจึงควรถูกตัดสิทธิจากมรดกส่วนที่ยักย้าย

อย่างไรก็ตาม จำเลยอ้างสิทธิตามพินัยกรรมที่ผู้ตายได้ทำไว้ โดยระบุให้ “ทรัพย์สินทั้งหมดที่มีอยู่หรือจะมีขึ้นในภายหน้า” ตกเป็นของจำเลยแต่เพียงผู้เดียว ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พินัยกรรมลักษณะนี้มีผลครอบคลุมทรัพย์ที่ผู้ตายได้มาในภายหลังด้วย และไม่ปรากฏพฤติการณ์ชัดเจนว่าจำเลยยักย้ายทรัพย์มรดกโดยทุจริต

จึงตัดสินให้พินัยกรรมมีผลบังคับครอบคลุมทรัพย์ทั้งหมด และยกฟ้องโจทก์ โดยถือว่าจำเลยเป็นผู้รับมรดกแต่เพียงผู้เดียวตามเจตนาผู้ตายที่แสดงไว้ชัดเจนในพินัยกรรม

ทรัพย์สินทางปัญญา – ข้อพิพาทเกี่ยวกับสิทธิบัตร

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3764/2565

อำนาจของคณะกรรมการสิทธิบัตรในการเพิกถอนอนุสิทธิบัตร กรณีไม่มีรายงานเสนอจากอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา

คดีสิทธิบัตรไม่ใช่เรื่องเทคนิควิศวกรรมเพียงอย่างเดียว แต่ยังเป็นการตีความกฎหมายอย่างลุ่มลึก โดยเฉพาะในกรณีที่มีผู้คัดค้านว่า “การประดิษฐ์” ที่ได้รับอนุสิทธิบัตรนั้นไม่ใช่ของใหม่ คำพิพากษาศาลฎีกานี้วางหลักไว้อย่างสำคัญว่า แม้อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญาจะยังไม่ได้จัดทำรายงานเสนอเพิกถอนอนุสิทธิบัตรต่อคณะกรรมการสิทธิบัตรโดยตรง แต่เมื่อผู้ขออนุสิทธิบัตรได้อุทธรณ์คำวินิจฉัยแล้ว ย่อมถือว่าเข้าสู่กระบวนการตามมาตรา 65 ฉ อย่างสมบูรณ์ และกรรมการสิทธิบัตรมีอำนาจชอบที่จะเพิกถอนสิทธิได้โดยไม่ขัดต่อกฎหมาย

บทความน่าสนใจ

คดีนี้เริ่มจากมีผู้มีส่วนได้เสียยื่นคำร้องให้ตรวจสอบความใหม่ของการประดิษฐ์ตามอนุสิทธิบัตรเลขที่ 5116 ตามมาตรา 65 ฉ แห่ง พ.ร.บ.สิทธิบัตร พ.ศ. 2522 อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญาเห็นว่า มีเพียงบางข้อถือสิทธิ (ข้อ 6–8) ที่ต่างจากสิ่งประดิษฐ์เดิม จึงสั่งให้ผู้ขอแก้ไขขอบเขตการคุ้มครองให้ชัดเจน แต่เมื่อผู้ขอไม่เห็นด้วย ได้อุทธรณ์คำวินิจฉัยต่อคณะกรรมการสิทธิบัตร

แม้อธิบดียังไม่ได้จัดทำรายงานเสนอให้เพิกถอนโดยตรง แต่ศาลเห็นว่า เมื่อเรื่องเข้าสู่คณะกรรมการสิทธิบัตรโดยการอุทธรณ์เช่นนี้ ก็เท่ากับเข้าสู่กระบวนการตามกฎหมายแล้ว กรรมการจึงมีอำนาจพิจารณาและสั่งเพิกถอนได้อย่างชอบด้วยกฎหมาย

คณะกรรมการวินิจฉัยว่า ข้อถือสิทธิส่วนใหญ่ของอนุสิทธิบัตรนี้ตรงกับสิทธิบัตรเดิมจากประเทศบัลแกเรีย จึงไม่เป็นการประดิษฐ์ใหม่ การเพิกถอนอนุสิทธิบัตรจึงชอบแล้ว คำพิพากษานี้ยืนยันหลักสำคัญว่า “การอุทธรณ์คำวินิจฉัยของอธิบดี” คือช่องทางหนึ่งที่นำเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการสิทธิบัตรได้ โดยไม่ต้องรอรายงานเสนอเพิกถอนอย่างเป็นทางการจากอธิบดี

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4883/2563

คำวินิจฉัยศาลฎีกาเกี่ยวกับความใหม่และขั้นการประดิษฐ์ในสิทธิบัตรอุปกรณ์ติดตั้งถัง CNG

การคุ้มครองสิ่งประดิษฐ์และแบบผลิตภัณฑ์เป็นหัวใจของระบบสิทธิบัตร แต่เมื่อเกิดข้อพิพาทว่าอุปกรณ์ติดตั้งถังแก๊สซีเอ็นจีแบบสามถังในรถยนต์นั้น ขาดความใหม่หรือเป็นเพียงการใช้งานทั่วไป คำพิพากษาศาลฎีกาจึงกลายเป็นหมุดหมายสำคัญในการตีความ “ความใหม่” และ “ความสวยงาม” ในทางกฎหมายสิทธิบัตร คดีนี้ไม่เพียงเกี่ยวข้องกับมูลค่าความเสียหายนับสิบล้าน แต่ยังสะท้อนแนวทางการตีความข้อกฎหมายของศาลฎีกาในคดีสิทธิบัตรที่ส่งผลต่อธุรกิจไทยโดยตรง

บทความน่าสนใจ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7860/2559 วินิจฉัยว่า สิทธิบัตรการประดิษฐ์และสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ของโจทก์เกี่ยวกับอุปกรณ์ติดตั้งถังแก๊ส CNG แบบสามถังในรถกระบะ ยังคงมีผลสมบูรณ์ แม้จำเลยจะอ้างว่ามีการเผยแพร่ล่วงหน้าในนิตยสาร “4WHEELS” ซึ่งทำให้สิทธิบัตรขาดความใหม่ แต่ศาลเห็นว่าบทความดังกล่าวมีลักษณะเป็นการโฆษณา ไม่ใช่การเปิดเผยเนื้อหาสาระสำคัญทางเทคนิคของสิ่งประดิษฐ์ และข้อความ “นวัตกรรมใหม่” ยิ่งสะท้อนว่าไม่เคยมีการประดิษฐ์ลักษณะนี้มาก่อน

ในประเด็นแบบผลิตภัณฑ์ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้การออกแบบจะมีจุดมุ่งหมายในการใช้งาน แต่ลักษณะภายนอกที่สวยงามและดึงดูดใจก็ทำให้เข้าเกณฑ์ได้รับความคุ้มครอง โดยไม่จำเป็นต้องเน้นการใช้งานเพียงอย่างเดียว ดังนั้น การเพิกถอนสิทธิบัตรทั้งหกฉบับโดยศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษจึงไม่ชอบ ศาลฎีกาจึงพิพากษากลับ ให้โจทก์ชนะคดีและได้รับค่าเสียหายกว่า 5.5 ล้านบาท พร้อมดอกเบี้ยและคำสั่งห้ามจำเลยละเมิดสิทธิอีกต่อไป

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 18330/2557

เพิกถอนสิทธิบัตร เมื่อกรรมวิธีขาดขั้นการประดิษฐ์

สิทธิบัตรเป็นเครื่องมือสำคัญในการคุ้มครองนวัตกรรม แต่ไม่ใช่ทุกสิ่งที่สามารถจดสิทธิบัตรได้โดยชอบด้วยกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกานี้สะท้อนให้เห็นว่ากรรมวิธีที่นำมาใช้กระตุ้นให้ต้นกฤษณาสร้างสารธรรมชาติ หากขาดเทคนิคพิเศษหรือไม่ได้แสดงขั้นการประดิษฐ์ที่สูงขึ้น ก็ไม่อาจได้รับการคุ้มครองในรูปแบบสิทธิบัตรได้ แม้ว่ากรรมวิธีดังกล่าวจะถูกใช้งานในเชิงพาณิชย์และสร้างผลตอบแทนแล้วก็ตาม

บทความน่าสนใจ

ในคำพิพากษาศาลฎีกาคดีสิทธิบัตรเลขที่ 18985 ซึ่งเกี่ยวกับกรรมวิธีการกระตุ้นให้ต้นกฤษณาสร้างสารเรซินโดยการเจาะแผลและใส่สารกระตุ้น ศาลวินิจฉัยว่าสิทธิบัตรดังกล่าวไม่มีขั้นการประดิษฐ์สูงขึ้นตามกฎหมาย แม้จะมีรายละเอียดหลายขั้นตอน เช่น การเลือกต้นไม้ตามขนาดและอายุ การกำหนดตำแหน่งแผล และการใช้สารกระตุ้น แต่ก็เป็นเทคนิคที่บุคคลทั่วไปที่มีความรู้พื้นฐานสามารถเข้าใจและทำได้โดยง่าย

ศาลชี้ว่า กรรมวิธีดังกล่าวเป็นเพียงการนำธรรมชาติของต้นกฤษณามาใช้ประโยชน์ โดยไม่แสดงให้เห็นถึงการคิดค้นที่มีระดับนวัตกรรมใหม่หรือความซับซ้อนทางเทคนิคที่สูงเพียงพอ ดังนั้น การออกสิทธิบัตรดังกล่าวจึงไม่เป็นไปตามมาตรา 5 แห่ง พ.ร.บ.สิทธิบัตร พ.ศ. 2522 และศาลฎีกาพิพากษายืนให้เพิกถอนสิทธิบัตรเลขที่ 18985 ของจำเลยที่ 1

คดีอาญา – หมิ่นประมาท

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 97/2541

ด่าว่าเป็นเมียน้อยต่อหน้าผู้อื่นเป็นหมิ่นประมาท

การทะเลาะกันเรื่องเงินอาจเป็นเรื่องธรรมดา แต่คำพูดที่ใช้ระหว่างความโกรธนั้นอาจกลายเป็นความผิดทางอาญาได้ หากเป็นคำที่ทำให้ผู้อื่นเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 97/2541 สะท้อนให้เห็นว่า แม้ผู้ถูกกล่าวหาจะมีความขัดแย้งกับผู้เสียหายมาก่อน แต่การใช้คำพูดในที่สาธารณะซึ่งมีบุคคลอื่นได้ยิน ย่อมเข้าข่ายหมิ่นประมาทได้ และไม่สามารถอ้างความโกรธหรือความขัดแย้งมาเป็นข้อยกเว้นได้

บทความน่าสนใจ

จำเลยเป็นเจ้าหนี้เงินกู้ของผู้เสียหาย ทั้งสองมีความขัดแย้งกันเรื่องหนี้สิน ก่อนเกิดเหตุผู้เสียหายเดินทางไปที่หน้าบ้านจำเลยเพื่อพูดคุยเรื่องเงิน โดยเรียกให้จำเลยออกมาคุยนอกรั้วบ้าน จำเลยจึงด่าผู้เสียหายว่า “มึงเป็นเมียน้อยสารวัตร ส. อย่ามาทำใหญ่ให้กูเห็นนะ” ต่อหน้าพยานซึ่งเป็นเพื่อนของผู้เสียหาย

แม้จำเลยจะให้การปฏิเสธ แต่ศาลฎีกาเห็นว่าพยานของโจทก์ให้การสอดคล้องกันและน่าเชื่อถือ ส่วนคำให้การของจำเลยไม่มีน้ำหนักพอจะหักล้างได้

ศาลฎีกายืนยันคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่า จำเลยมีความผิดฐานหมิ่นประมาทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 โดยพิจารณาจากเจตนา การใช้ถ้อยคำดูหมิ่น และผลกระทบต่อชื่อเสียงของผู้เสียหายต่อหน้าบุคคลที่สาม

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3073/2565

แม้ด่าก็ไม่ผิด ถ้าไม่มีคนเชื่อว่าเป็นจริง

คำด่าหยาบคายอาจสร้างความเจ็บปวดและความไม่พอใจให้แก่ผู้ฟัง แต่จะถือว่าเป็น “หมิ่นประมาท” ตามกฎหมายหรือไม่ ต้องพิจารณาจากเจตนาและผลกระทบต่อชื่อเสียงของบุคคลนั้นจริง ๆ คำพิพากษาศาลฎีกานี้ชี้ให้เห็นว่า ไม่ใช่ทุกคำหยาบจะเข้าข่ายผิดกฎหมาย หากผู้ฟังทั่วไปไม่เชื่อว่าข้อความนั้นเป็นความจริง

บทความน่าสนใจ

ในคดีนี้ ผู้เสียหายเคยแจ้งความดำเนินคดีกับหลานชายของจำเลย และมีการนัดเจรจาไกล่เกลี่ยที่สถานีตำรวจ ระหว่างการเจรจา จำเลยได้กล่าวต่อหน้าคนหลายคนว่า

“อย่าเข้าไปในบ้านพ่อกูอีกนะ มันไล่ด่าชาวบ้านเขาไปทั่ว ไอ้สันดานหมา”

ศาลชั้นต้นเห็นว่าจำเลยผิดฐานหมิ่นประมาท และพิพากษาปรับ 10,000 บาท แต่ศาลอุทธรณ์กลับคำพิพากษาให้ยกฟ้อง โดยศาลฎีกายืนยันตามศาลอุทธรณ์ว่า คำพูดของจำเลยแม้จะหยาบคาย แต่ไม่เข้าข่ายเป็นการ “ใส่ความ” หรือกล่าวหาให้เสียชื่อเสียงในลักษณะที่บุคคลทั่วไปจะเชื่อว่าเป็นจริง จึงไม่เป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326

นอกจากนี้ ศาลยังวินิจฉัยว่า แม้จำเลยจะรับสารภาพ แต่เมื่อข้อเท็จจริงตามคำฟ้องไม่เป็นความผิด ก็ไม่อาจลงโทษได้ ตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 185 วรรคหนึ่ง

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 976/2567

การเผยแพร่ข้อความอันเป็นเท็จผ่านยูทูปและเฟซบุ๊กเสี่ยงหมิ่นประมาท

ในยุคที่ข้อมูลแพร่กระจายอย่างรวดเร็วบนโซเชียลมีเดีย คดีหมิ่นประมาทไม่จำกัดอยู่แค่คำพูดหรือบทความในหนังสือพิมพ์อีกต่อไป ศาลฎีกาได้ตัดสินในคดีหนึ่งซึ่งชี้แนวทางใหม่ในการเยียวยาผู้เสียหาย โดยสั่งให้จำเลยต้องเผยแพร่คำพิพากษาทางเว็บไซต์ข่าวออนไลน์ เพื่อให้ข้อเท็จจริงที่ถูกต้องเข้าถึงสาธารณชนอย่างทั่วถึง บทความนี้สรุปประเด็นสำคัญจากคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 976/2567 ซึ่งถือเป็นบรรทัดฐานสำคัญในการตีความกฎหมายอาญายุคดิจิทัล

บทความน่าสนใจ

ในคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 976/2567 จำเลยถูกฟ้องในข้อหาหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา หลังจัดรายการเผยแพร่ผ่านยูทูบและเฟซบุ๊ก โดยใช้ถ้อยคำที่พาดพิงถึงโจทก์ว่าเป็นนักประชาธิปไตยที่ได้รับเงินสนับสนุนจากต่างประเทศเพื่อแบ่งแยกประเทศ ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่าการเชื่อมโยงโจทก์กับคลิปเปิดรายการ และเนื้อหาที่ตามมา ทำให้ผู้ฟังเข้าใจว่าโจทก์คือบุคคลที่ถูกกล่าวหา ถือเป็นการใส่ความโดยเจตนา ไม่เป็นการแสดงความคิดเห็นโดยสุจริต

ศาลจึงพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามมาตรา 328 ลงโทษจำคุก 1 ปี ปรับ 112,500 บาท และให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี

นอกจากนี้ ศาลยังอาศัยอำนาจตามมาตรา 332 (2) สั่งให้จำเลยเผยแพร่คำพิพากษาโดยย่อทั้งในหนังสือพิมพ์ที่แพร่หลาย 2 ฉบับ เป็นเวลา 3 วัน และในเว็บไซต์ข่าวออนไลน์อีก 2 แห่ง แม้โจทก์จะไม่ร้องขอก็ตาม โดยตีความว่า “หนังสือพิมพ์” รวมถึงข้อมูลข่าวออนไลน์ที่ประชาชนเข้าถึงได้ ถือเป็นแนวทางใหม่ในการเยียวยาความเสียหายต่อชื่อเสียงผ่านสื่อดิจิทัล