Category Archives: การสมรส

การสมรส-สัญญาก่อนสมรส

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6711/2537

สัญญาก่อนสมรสต้องจดแจ้งเมื่อใด ว่าด้วยการเปลี่ยนทรัพย์สินส่วนตัวให้เป็นสินสมรส

คดีนี้เป็นแนววินิจฉัยสำคัญเกี่ยวกับสถานะของทรัพย์สินก่อนสมรส และเกณฑ์การพิจารณาว่าบันทึกท้ายทะเบียนสมรสจะถือเป็น สัญญาก่อนสมรส ตามมาตรา 1466 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์หรือไม่ ศาลฎีกาได้วางหลักว่า หากคู่สมรสทำความตกลงเกี่ยวกับทรัพย์สินและจดแจ้งข้อความไว้ พร้อมกับการจดทะเบียนสมรส โดยข้อความไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดี ย่อมมีผลใช้บังคับได้ตามกฎหมาย และสามารถเปลี่ยนสถานะทรัพย์สินส่วนตัวให้เป็นสินสมรสได้อย่างสมบูรณ์

บทความน่าสนใจ

โจทก์และจำเลยจดทะเบียนสมรสโดยมีการบันทึกท้ายทะเบียนสมรสว่า จำเลยตกลงยกที่ดินพร้อมบ้านซึ่งเป็นทรัพย์สินส่วนตัวให้เป็น “สินสมรส” ระหว่างทั้งสองฝ่าย ต่อมาเกิดข้อพิพาทว่าโจทก์มีสิทธิขอให้จำเลยจดทะเบียนใส่ชื่อเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินดังกล่าวหรือไม่

จำเลยต่อสู้ว่า ที่ดินและบ้านซื้อไว้ก่อนสมรส จึงเป็นสินส่วนตัวตามกฎหมาย และบันทึกท้ายทะเบียนสมรสที่ระบุให้เป็นสินสมรสขัดต่อบทบัญญัติและไม่มีผลใช้บังคับ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การที่จำเลยให้คำมั่นว่าทรัพย์สินส่วนตัวของตนจะเป็นสินสมรสนั้น เป็นการตกลงเรื่องทรัพย์สินของคู่สมรส ซึ่งหากมีการบันทึกไว้ พร้อมกับการจดทะเบียนสมรส ย่อมถือเป็น สัญญาก่อนสมรส ตามมาตรา 1466 โดยไม่จำเป็นต้องทำเป็นเอกสารแยกต่างหาก ทั้งยังไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดี จึงชอบด้วยมาตรา 1465 วรรคสอง และมีผลใช้บังคับได้

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2497/2552

ความแตกต่างระหว่างสัญญาก่อนสมรสและสัญญาทรัพย์สินระหว่างสมรส เกี่ยวกับการยกที่ดินให้คู่สมรส

คดีนี้เป็นบรรทัดฐานสำคัญว่าการบันทึกเรื่องทรัพย์สินในวันจดทะเบียนสมรส มิได้ทำให้ข้อตกลงดังกล่าวเป็น “สัญญาก่อนสมรส” โดยอัตโนมัติ หากศาลจะพิจารณาจากช่วงเวลาที่บันทึกและขั้นตอนการจดแจ้งตามมาตรา 1466 อย่างเคร่งครัด

บทความน่าสนใจ

หลังจดทะเบียนสมรส คู่สมรสจำนวนไม่น้อยนิยม “บันทึก” เรื่องทรัพย์สินเพิ่มกับนายทะเบียน โดยเข้าใจว่าเป็นสัญญาก่อนสมรสทั้งหมด คำพิพากษานี้ชี้ชัดว่า การบันทึกเรื่องทรัพย์สิน ไม่ใช่ สัญญาก่อนสมรสเสมอไป แต่ศาลจะดู “เวลา” และ “วิธี” การบันทึกเป็นสำคัญ

ในคดีนี้ คู่สมรสบันทึกท้ายทะเบียนสมรสครั้งแรกว่า “ไม่ประสงค์จะให้บันทึกเกี่ยวกับทรัพย์สิน” ต่อมาภายในวันเดียวกันจึงไปบันทึกเพิ่มเติมครั้งที่ 2 ว่า จำเลยมีที่ดิน 1 แปลงและยินยอมยกให้โจทก์ แล้วจึงจดทะเบียนโอนที่ดินให้ภายหลัง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า บันทึกครั้งแรกทำให้การสมรสสมบูรณ์แล้วโดยไม่มีสัญญาก่อนสมรส การบันทึกเพิ่มเติมครั้งที่ 2 จึง ไม่ใช่สัญญาก่อนสมรสตามมาตรา 1466 เพราะไม่ได้ทำและจดแจ้ง “พร้อมกับ” การจดทะเบียนสมรส ข้อตกลงยกที่ดินจึงเป็นเพียง สัญญาเกี่ยวกับทรัพย์สินระหว่างสามีภริยา ตามมาตรา 1469

เมื่อเป็นสัญญาตามมาตรา 1469 สามีหรือภริยามีสิทธิบอกล้างได้ในขณะยังเป็นสามีภริยากันอยู่ หรือภายใน 1 ปีนับแต่สิ้นสุดความเป็นสามีภริยา โดยไม่กระทบสิทธิของบุคคลภายนอกที่สุจริต การที่จำเลยยื่นคำให้การและฟ้องแย้งขอเลิกสัญญา ศาลถือว่าเป็นการแสดงเจตนาบอกล้างที่ชอบแล้ว สัญญายกที่ดินจึงสิ้นผล จำเลยมีสิทธิเรียกให้โอนที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างกลับคืน

คำพิพากษานี้เตือนให้ระมัดระวังว่า หากต้องการ “สัญญาก่อนสมรส” จริง ต้องจัดทำและจดแจ้งพร้อมกับการจดทะเบียนสมรส ไม่ใช่บันทึกเพิ่มภายหลัง แม้จะเป็นวันเดียวกันก็ตาม และข้อตกลงให้ทรัพย์สินกันระหว่างสมรสอาจถูกบอกล้างได้ตามมาตรา 1469

การสมรส-สินสมรส

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3787/2565

คำพิพากษานี้เป็นตัวอย่างสำคัญของการตีความคำขอท้ายฟ้องและขอบเขตคำพิพากษาในคดีสินสมรส รวมทั้งอำนาจของศาลฎีกาในการยกปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยขึ้นวินิจฉัยเอง แม้คู่ความมิได้อุทธรณ์ฎีกา ศาลได้วางหลักว่า เมื่อมีคำพิพากษาเพิกถอนการโอนห้องชุด การเป็นเจ้าของย่อมกลับไปสู่ผู้โอนเดิม และผู้โอนเดิมเท่านั้นที่มีหน้าที่ต้องจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ให้คู่สมรสอีกฝ่าย การตีความเช่นนี้ทำให้คำพิพากษาสามารถบังคับคดีได้จริงและไม่ตัดสิทธิของผู้ชนะโดยไม่เป็นธรรม

บทความน่าสนใจ

ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าในระหว่างสมรส จำเลยที่ 1 ได้ซื้อห้องชุดพิพาททั้งสองห้อง และต่อมาจดทะเบียนโอนให้จำเลยที่ 2 ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า การได้มาซึ่งห้องชุดดังกล่าวเกิดขึ้นขณะคู่สมรสยังอยู่ระหว่างสมรสตามกฎหมาย ต่างฝ่ายไม่ได้พิสูจน์ว่าทรัพย์เป็นสินส่วนตัวตามมาตรา 1471 ทรัพย์จึงมีลักษณะเป็น สินสมรสโดยอาศัยบทสันนิษฐานของมาตรา 1474 ซึ่งโจทก์และจำเลยต้องนำมาแบ่งกันเมื่อขาดจากการสมรสโดยได้ส่วนเท่ากันตาม ป.พ.พ. มาตรา 1533

โจทก์ฟ้องเพิกถอนการจดทะเบียนให้ห้องชุดสองห้องระหว่างจำเลยที่ 1 (สามี) และจำเลยที่ 2 โดยอ้างว่าเป็นทรัพย์สินที่จำเลยที่ 1 ถือแทนโจทก์ ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าห้องชุดเป็นสินสมรสและพิพากษาเพิกถอนการให้กึ่งหนึ่ง พร้อมให้จำเลยทั้งสองร่วมกันโอนกรรมสิทธิ์กึ่งหนึ่งคืนแก่โจทก์

ต่อมาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแก้ว่า การสั่งให้โอนนั้นเป็นการพิพากษาเกินคำขอ และจำเลยทั้งสองไม่ต้องโอน

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อเพิกถอนการให้ ห้องชุดย่อมกลับเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 1 ผู้โอนเดิม ดังนั้น จำเลยที่ 1 เท่านั้น ที่มีหน้าที่จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์กึ่งหนึ่งให้โจทก์ ส่วนจำเลยที่ 2 ไม่มีหน้าที่ เพราะทรัพย์มิได้อยู่ในชื่ออีกต่อไป คำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ให้จำเลยที่ 2 โอนจึงไม่ชอบ แต่การให้จำเลยที่ 1 โอนนั้นเป็นไปตาม คำขอท้ายฟ้องที่โจทก์ขอให้ถือคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา ไม่ใช่การพิพากษาเกินคำขอ

ศาลฎีกายังย้ำว่า ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อย ศาลมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตามมาตรา 142(5) แม้คู่ความไม่อุทธรณ์

นอกจากนี้ศาลยังชี้ว่า พ.ร.บ.อาคารชุด มาตรา 19 ไม่ได้ห้ามคนต่างด้าวถือกรรมสิทธิ์โดยเด็ดขาด จึงไม่เป็นอุปสรรคแก่สิทธิของโจทก์

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3392/2548

เมื่อคู่สมรสแยกกันอยู่แต่ยังไม่หย่า ทรัพย์ที่ได้มาระหว่างนั้นเป็นสินสมรส

การแยกกันอยู่โดยสมัครใจ มิได้ทำให้สถานะความเป็นสามีภริยาสิ้นสุดลง ตราบใดที่ยัง ไม่ได้จดทะเบียนหย่า คู่สมรสยังคงมีฐานะเป็นสามีภริยาตามกฎหมาย และทรัพย์สินที่ฝ่ายใดได้มาในช่วงเวลานั้น ย่อมเป็น สินสมรส ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1474 (1)

บทความน่าสนใจ

ในคดีนี้ จำเลยลาออกจากการไฟฟ้านครหลวงและได้รับ เงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ เงินชดเชย เงินตอบแทนพิเศษ เงินค่าหุ้นสหกรณ์ และโบนัส รวมกว่า 2.27 ล้านบาท ศาลฎีกาวินิจฉัยชัดว่าเงินทั้งหมดนี้เป็น ทรัพย์สินที่ได้มาระหว่างสมรส แม้คู่สมรสจะแยกกันอยู่มาก่อนแล้วก็ตาม จึงเป็นสินสมรสร่วมระหว่างโจทก์และจำเลย

อย่างไรก็ดี การจัดการสินสมรสต้องกระทำด้วยความระมัดระวัง ไม่ก่อให้เกิดความเสียหาย ตามมาตรา 1476 วรรคสอง และมาตรา 1484 เมื่อปรากฏว่า จำเลยมอบอำนาจให้สหกรณ์นำเงินสินสมรสจำนวนมากไปชำระหนี้จำนอง โดยไม่ให้โจทก์รู้เห็นหรือให้สัตยาบัน อีกทั้งยังนำเงินบางส่วนไปใช้เพื่อประโยชน์ส่วนตน โดยไม่ได้อุปการะเลี้ยงดูโจทก์และบุตรซึ่งเป็นคนทุพพลภาพ ศาลเห็นว่าจำเลยได้ จัดการสินสมรสโดยก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรง

พฤติการณ์ดังกล่าวเข้าเงื่อนไขตามมาตรา 1484 (1) (2) (5) ซึ่งเปิดช่องให้คู่สมรสฝ่ายที่เสียหายร้องขอให้ แยกสินสมรส เพื่อคุ้มครองทรัพย์สินส่วนของตน ศาลจึงให้แบ่งเงินสินสมรสที่เหลือเป็นส่วนของโจทก์กึ่งหนึ่งจำนวน 610,670 บาท