การสมรส-สินสมรส

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3787/2565

คำพิพากษานี้เป็นตัวอย่างสำคัญของการตีความคำขอท้ายฟ้องและขอบเขตคำพิพากษาในคดีสินสมรส รวมทั้งอำนาจของศาลฎีกาในการยกปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยขึ้นวินิจฉัยเอง แม้คู่ความมิได้อุทธรณ์ฎีกา ศาลได้วางหลักว่า เมื่อมีคำพิพากษาเพิกถอนการโอนห้องชุด การเป็นเจ้าของย่อมกลับไปสู่ผู้โอนเดิม และผู้โอนเดิมเท่านั้นที่มีหน้าที่ต้องจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ให้คู่สมรสอีกฝ่าย การตีความเช่นนี้ทำให้คำพิพากษาสามารถบังคับคดีได้จริงและไม่ตัดสิทธิของผู้ชนะโดยไม่เป็นธรรม

บทความน่าสนใจ

ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าในระหว่างสมรส จำเลยที่ 1 ได้ซื้อห้องชุดพิพาททั้งสองห้อง และต่อมาจดทะเบียนโอนให้จำเลยที่ 2 ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า การได้มาซึ่งห้องชุดดังกล่าวเกิดขึ้นขณะคู่สมรสยังอยู่ระหว่างสมรสตามกฎหมาย ต่างฝ่ายไม่ได้พิสูจน์ว่าทรัพย์เป็นสินส่วนตัวตามมาตรา 1471 ทรัพย์จึงมีลักษณะเป็น สินสมรสโดยอาศัยบทสันนิษฐานของมาตรา 1474 ซึ่งโจทก์และจำเลยต้องนำมาแบ่งกันเมื่อขาดจากการสมรสโดยได้ส่วนเท่ากันตาม ป.พ.พ. มาตรา 1533

โจทก์ฟ้องเพิกถอนการจดทะเบียนให้ห้องชุดสองห้องระหว่างจำเลยที่ 1 (สามี) และจำเลยที่ 2 โดยอ้างว่าเป็นทรัพย์สินที่จำเลยที่ 1 ถือแทนโจทก์ ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าห้องชุดเป็นสินสมรสและพิพากษาเพิกถอนการให้กึ่งหนึ่ง พร้อมให้จำเลยทั้งสองร่วมกันโอนกรรมสิทธิ์กึ่งหนึ่งคืนแก่โจทก์

ต่อมาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแก้ว่า การสั่งให้โอนนั้นเป็นการพิพากษาเกินคำขอ และจำเลยทั้งสองไม่ต้องโอน

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อเพิกถอนการให้ ห้องชุดย่อมกลับเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 1 ผู้โอนเดิม ดังนั้น จำเลยที่ 1 เท่านั้น ที่มีหน้าที่จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์กึ่งหนึ่งให้โจทก์ ส่วนจำเลยที่ 2 ไม่มีหน้าที่ เพราะทรัพย์มิได้อยู่ในชื่ออีกต่อไป คำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ให้จำเลยที่ 2 โอนจึงไม่ชอบ แต่การให้จำเลยที่ 1 โอนนั้นเป็นไปตาม คำขอท้ายฟ้องที่โจทก์ขอให้ถือคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา ไม่ใช่การพิพากษาเกินคำขอ

ศาลฎีกายังย้ำว่า ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อย ศาลมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตามมาตรา 142(5) แม้คู่ความไม่อุทธรณ์

นอกจากนี้ศาลยังชี้ว่า พ.ร.บ.อาคารชุด มาตรา 19 ไม่ได้ห้ามคนต่างด้าวถือกรรมสิทธิ์โดยเด็ดขาด จึงไม่เป็นอุปสรรคแก่สิทธิของโจทก์

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3392/2548

เมื่อคู่สมรสแยกกันอยู่แต่ยังไม่หย่า ทรัพย์ที่ได้มาระหว่างนั้นเป็นสินสมรส

การแยกกันอยู่โดยสมัครใจ มิได้ทำให้สถานะความเป็นสามีภริยาสิ้นสุดลง ตราบใดที่ยัง ไม่ได้จดทะเบียนหย่า คู่สมรสยังคงมีฐานะเป็นสามีภริยาตามกฎหมาย และทรัพย์สินที่ฝ่ายใดได้มาในช่วงเวลานั้น ย่อมเป็น สินสมรส ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1474 (1)

บทความน่าสนใจ

ในคดีนี้ จำเลยลาออกจากการไฟฟ้านครหลวงและได้รับ เงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ เงินชดเชย เงินตอบแทนพิเศษ เงินค่าหุ้นสหกรณ์ และโบนัส รวมกว่า 2.27 ล้านบาท ศาลฎีกาวินิจฉัยชัดว่าเงินทั้งหมดนี้เป็น ทรัพย์สินที่ได้มาระหว่างสมรส แม้คู่สมรสจะแยกกันอยู่มาก่อนแล้วก็ตาม จึงเป็นสินสมรสร่วมระหว่างโจทก์และจำเลย

อย่างไรก็ดี การจัดการสินสมรสต้องกระทำด้วยความระมัดระวัง ไม่ก่อให้เกิดความเสียหาย ตามมาตรา 1476 วรรคสอง และมาตรา 1484 เมื่อปรากฏว่า จำเลยมอบอำนาจให้สหกรณ์นำเงินสินสมรสจำนวนมากไปชำระหนี้จำนอง โดยไม่ให้โจทก์รู้เห็นหรือให้สัตยาบัน อีกทั้งยังนำเงินบางส่วนไปใช้เพื่อประโยชน์ส่วนตน โดยไม่ได้อุปการะเลี้ยงดูโจทก์และบุตรซึ่งเป็นคนทุพพลภาพ ศาลเห็นว่าจำเลยได้ จัดการสินสมรสโดยก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรง

พฤติการณ์ดังกล่าวเข้าเงื่อนไขตามมาตรา 1484 (1) (2) (5) ซึ่งเปิดช่องให้คู่สมรสฝ่ายที่เสียหายร้องขอให้ แยกสินสมรส เพื่อคุ้มครองทรัพย์สินส่วนของตน ศาลจึงให้แบ่งเงินสินสมรสที่เหลือเป็นส่วนของโจทก์กึ่งหนึ่งจำนวน 610,670 บาท

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *