จัดการมรดก-พินัยกรรมชอบด้วยกฎหมาย

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11034/2553

พินัยกรรมต้องทำต่อหน้าพยาน หากพยานลงลายมือชื่อภายหลัง พินัยกรรมเป็นโมฆะ

  • คดีพินัยกรรมฉบับนี้กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ตอกย้ำว่า “แบบของพินัยกรรม” ไม่ใช่เพียงขั้นตอนทางเทคนิค แต่เป็นข้อกฎหมายที่มีผลต่อความสมบูรณ์ของเอกสารทั้งฉบับ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1656 พินัยกรรมแบบธรรมดาจะสมบูรณ์ได้ ต้องทำต่อหน้าพยานพร้อมกันอย่างน้อยสองคน หากพยานมาเซ็นชื่อในภายหลัง ด้วยความเข้าใจเจตนาของผู้ตาย พินัยกรรมก็ยังถือเป็นโมฆะ คำพิพากษาศาลฎีกานี้ย้ำถึงหลักความสงบเรียบร้อยของประชาชน และสร้างบรรทัดฐานสำคัญในคดีมรดก

บทความน่าสนใจ

คดีนี้ โจทก์ยื่นฟ้องเพื่อขอให้ศาลวินิจฉัยว่าพินัยกรรมของผู้ตายเป็นโมฆะ โดยอ้างว่า พยานในพินัยกรรมไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ขณะลงลายมือชื่อ และไม่ได้เห็นผู้ทำพินัยกรรมลงชื่อด้วยตนเอง

จำเลยโต้แย้งว่า แม้พยานไม่ได้อยู่ในขณะลงชื่อ แต่ต่อมาได้สอบถามและได้รับคำยืนยันจากผู้ทำพินัยกรรมถึงเจตนาที่แท้จริง ซึ่งถือว่าทราบเจตนารมณ์และลงชื่อโดยสุจริต

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1656 และ 1705 พยานจะต้องลงลายมือชื่อในขณะที่อยู่ต่อหน้าผู้ทำพินัยกรรมในขณะนั้น หากลงชื่อภายหลังหรือไม่เห็นเหตุการณ์ ถือว่าผิดแบบ ทำให้พินัยกรรมตกเป็นโมฆะทันที แม้ภายหลังจะได้รับคำยืนยันเจตนาก็ไม่อาจเยียวยาได้

นอกจากนี้ ศาลยังวินิจฉัยว่า แม้ศาลชั้นต้นจะไม่ได้กำหนดประเด็นเรื่องแบบของพินัยกรรม แต่เมื่อเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลอุทธรณ์จึงมีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคสอง

คำพิพากษานี้ตอกย้ำว่า “แบบของพินัยกรรม” คือหัวใจของความสมบูรณ์ทางกฎหมายที่ไม่อาจละเลยได้

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1387/2500

วัดเป็นนิติบุคคล เจ้าอาวาสมีสิทธิฟ้องเรียกคืนทรัพย์จากบุคคลภายนอก

  • เมื่อวัดถูกยึดทรัพย์โดยบุคคลภายนอก คำถามคือ “วัดมีสิทธิฟ้องหรือไม่?” คำพิพากษาฎีกานี้วางหลักชัดว่า วัดเป็นนิติบุคคลตามกฎหมาย เจ้าอาวาสมีสิทธิดำเนินคดีเรียกคืนทรัพย์ของวัดได้ แม้ทรัพย์จะเคยอยู่ในการดูแลของเจ้าอาวาสองค์ก่อนก็ตาม ศาลยังตีความเรื่องพินัยกรรมว่า หากผู้ทำลงลายนิ้วมือต่อหน้าพยานในภายหลัง ก็ยังถือว่าเป็นพินัยกรรมถูกต้อง แต่ใช้ได้เฉพาะทรัพย์สินส่วนตัว ไม่รวมของวัด

บทความน่าสนใจ

วัดน้อยแสงจันทร์โดยเจ้าอาวาส มอบอำนาจให้นายแม้น จันทร์ไทย ยื่นฟ้องจำเลย 4 คน ขอให้คืนทรัพย์ตามบัญชีท้ายฟ้อง โดยอ้างว่าเป็นของวัด แต่จำเลยนำไปใช้ส่วนตัวโดยไม่มีสิทธิ

จำเลยแย้งว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ทรัพย์บางรายการไม่มีอยู่จริง และบางส่วนเป็นของเจ้าอาวาสองค์เก่าซึ่งได้ทำพินัยกรรมยกให้จำเลย อีกทั้งฟ้องขาดอายุความ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า วัดเป็นนิติบุคคลตาม พ.ร.บ. คณะสงฆ์ พ.ศ. 2484 เจ้าอาวาสมีสิทธิฟ้องในนามวัด และมอบอำนาจให้บุคคลอื่นฟ้องแทนได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 60

ศาลยังเห็นว่าพินัยกรรมที่พยานลงชื่อก่อน แล้วผู้ทำพินัยกรรมลงลายนิ้วมือภายหลัง 3 วันต่อหน้าพยานเดิม ถือว่าถูกต้องตาม ป.พ.พ. มาตรา 1656 แต่ใช้ได้เฉพาะในส่วนที่เป็นทรัพย์ของผู้ทำพินัยกรรมเท่านั้น

คดีนี้ไม่ใช่คดีมรดก แต่เป็นการเรียกคืนทรัพย์ของวัดที่จำเลยถือไว้โดยไม่มีสิทธิ จึงไม่ติดปัญหาอายุความมรดก

ศาลฎีกาพิพากษาให้คืนเฉพาะทรัพย์ของวัด ส่วนทรัพย์ที่เป็นของพระครูพูลหรือบุคคลอื่น ไม่เกี่ยวกับคดีนี้

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1683/2512

เขียนพินัยกรรมอย่างไรให้ใช้ได้จริง ไม่เป็นโมฆะ

  • ในคดีมรดก การอ้างสิทธิในทรัพย์โดยใช้บันทึกหรือคำพูดของผู้ตายต้องเป็นไปตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด คำพิพากษานี้ชี้ชัดว่า หากเอกสารไม่มีลายมือชื่อหรือลายพิมพ์นิ้วมือของเจ้ามรดก หรือหากเป็นพินัยกรรมด้วยวาจาแต่ไม่แจ้งต่ออำเภอภายในเวลาที่กำหนด เอกสารนั้นจะตกเป็นโมฆะ ไม่อาจใช้เป็นหลักฐานแบ่งทรัพย์ได้ และหากผู้รับทรัพย์ไม่ได้เป็นทายาทโดยชอบด้วยกฎหมาย ก็ไม่มีสิทธิในมรดกเช่นกัน

บทความน่าสนใจ

คดีนี้เกิดขึ้นเมื่อโจทก์ ซึ่งเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของนายใส สุทธิวิเศษ เจ้าของทรัพย์มรดก ฟ้องขอให้ศาลรับรองสิทธิในทรัพย์มรดก 3 รายการ คือ เรือน ยุ้งข้าว และที่นา 1 แปลง โดยอ้างว่าบิดาไม่ได้ทำพินัยกรรมยกให้ผู้ใด และได้แสดงเจตนาด้วยวาจาว่าให้โจทก์แต่เพียงผู้เดียว

จำเลยซึ่งอ้างว่าเป็นภรรยานายใสแย้งว่า มีการทำบันทึกการแบ่งทรัพย์โดยมีพยานหลายคน แต่บันทึกนั้นไม่มีลายมือชื่อหรือลายพิมพ์นิ้วมือของเจ้ามรดก และแม้จะถือว่าเป็นการทำพินัยกรรมด้วยวาจา แต่พยานก็ไม่ได้ไปแจ้งต่อกรมการอำเภอภายในกำหนด จึงขาดคุณสมบัติความสมบูรณ์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1663 และ 1665

ศาลฎีกายืนยันว่า บันทึกดังกล่าวตกเป็นโมฆะ ไม่มีผลเป็นพินัยกรรม จำเลยไม่ได้จดทะเบียนสมรสกับเจ้ามรดกโดยชอบด้วยกฎหมาย และยังไม่มีการยกทรัพย์โดยสมบูรณ์ การให้จึงไม่เกิดผล

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4136/2529

พินัยกรรมสมบูรณ์ แม้พยานไม่เขียนคำว่า “พยาน” ต่อท้ายชื่อ

  • คำถามหนึ่งที่เกิดขึ้นบ่อยในคดีมรดกคือ พยานในพินัยกรรมต้องเขียนคำว่า “พยาน” ต่อท้ายชื่อหรือไม่? คำพิพากษาศาลฎีกาคดีนี้ให้หลักชัดเจนว่า การลงลายมือชื่อในฐานะพยาน แม้ไม่เขียนคำว่า “พยาน” ต่อท้าย ก็สามารถนับว่าเป็นพยานได้ หากบุคคลนั้นอยู่ร่วมในการทำพินัยกรรมและมีเจตนาเป็นพยานอย่างแท้จริง และการลงชื่อเพียงครั้งเดียวก็เพียงพอแล้ว ไม่จำเป็นต้องลงชื่อซ้ำเพื่อรับรองลายพิมพ์นิ้วมือของผู้ทำพินัยกรรม

บทความน่าสนใจ

คดีนี้ โจทก์ซึ่งเป็นบุตรของนางผาง ร่วมกับจำเลย ฟ้องขอแบ่งที่ดิน 7 แปลง โดยจำเลยอ้างพินัยกรรมที่นางผางทำไว้เพื่อยกทรัพย์ทั้งหมดให้จำเลย คู่ความตกลงกันให้ศาลวินิจฉัยเฉพาะความถูกต้องของพินัยกรรม หากพินัยกรรมใช้ได้ จำเลยชนะ หากไม่ถูกต้อง โจทก์ชนะ

พินัยกรรมฉบับนี้มีการลงลายพิมพ์นิ้วมือของนางผาง มีนางบุญมีลงลายพิมพ์นิ้วมือรับรอง นายสายและนางเพ็งลงลายมือชื่อ แต่ไม่มีคำว่า “พยาน” ต่อท้าย

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า นางบุญมีไม่อาจเป็นพยานได้ เพราะเพียงลงลายพิมพ์นิ้วมือรับรอง ซึ่งไม่ชอบตามกฎหมาย แต่ยังมีนายสายและนางเพ็ง ซึ่งอยู่ร่วมในขณะทำพินัยกรรมและลงลายมือชื่อไว้ แม้จะไม่เขียนคำว่า “พยาน” ต่อท้ายชื่อ ก็ถือว่าเป็นพยานตามนัยแห่ง ป.พ.พ. มาตรา 1656 ได้

พยานไม่จำเป็นต้องลงชื่อซ้ำเพื่อรับรองลายพิมพ์นิ้วมือของผู้ทำพินัยกรรม การลงชื่อเพียงครั้งเดียวในขณะทำพินัยกรรมก็เพียงพอแล้ว

พินัยกรรมจึงชอบด้วยกฎหมาย จำเลยชนะคดี

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1089/2529

สิทธิในสินสมรส ย่อมมีส่วนได้เสียในคดีมรดก แม้ไม่มีชื่อในพินัยกรรม

  • คดีมรดกจำนวนมากมักไม่ใช่เพียงการแบ่งทรัพย์สิน แต่เกี่ยวพันกับความชอบธรรมในการเป็น “ผู้จัดการมรดก” และความเข้าใจผิดเกี่ยวกับสิทธิในสินสมรสของคู่สมรสผู้ตาย กรณีศึกษานี้สะท้อนความสำคัญของสิทธิของภริยาโดยชอบ แม้จะไม่มีชื่ออยู่ในพินัยกรรมก็ตาม

บทคความน่าสนใจ

คดีนี้เกิดจากข้อพิพาทระหว่าง “ผู้ร้อง” ซึ่งเป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของร้อยตรีวิบูลย์ เจ้าของมรดกผู้ถึงแก่กรรม และ “ผู้คัดค้าน” ซึ่งเป็นพี่ชายของเจ้ามรดก โดยผู้คัดค้านเคยได้รับแต่งตั้งเป็นผู้จัดการมรดกตามพินัยกรรมฉบับปี 2519 ที่ยกทรัพย์บางส่วนให้แก่เขา

ต่อมาผู้ร้องพบพินัยกรรมฉบับใหม่ ลงวันที่ 28 กันยายน 2520 ที่เพิกถอนพินัยกรรมฉบับแรกและระบุให้ถวายทรัพย์สินทั้งหมดแก่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ผู้ร้องจึงยื่นขอให้ถอนผู้คัดค้านออกจากตำแหน่งผู้จัดการมรดก โดยอ้างสิทธิในสินสมรสซึ่งรวมถึงทรัพย์สินมูลค่าสูงหลายรายการที่ไม่อาจยกให้ใครได้โดยพินัยกรรม

ผู้คัดค้านโต้ว่า ผู้ร้องไม่มีชื่อในพินัยกรรมใหม่ จึงไม่มีส่วนได้เสีย แต่ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า สินสมรสเป็นสิทธิครึ่งหนึ่งของคู่สมรสที่ยังมีชีวิตอยู่ เจ้าของมรดกไม่มีอำนาจยกทรัพย์ส่วนนั้นให้แก่ผู้อื่น ผู้ร้องจึงมี “ส่วนได้เสีย” ในทางกฎหมาย แม้จะไม่อยู่ในพินัยกรรม และเมื่อผู้ร้องเคยได้รับแต่งตั้งเป็นผู้จัดการมรดกมาก่อน อีกทั้งผู้คัดค้านไม่มีสิทธิในทรัพย์ใด ๆ ตามพินัยกรรมใหม่ ศาลจึงมีคำสั่งให้ถอนผู้คัดค้านออกจากตำแหน่งผู้จัดการมรดกตามมาตรา 1727

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4698/2552

พยานในพินัยกรรมต้องรู้อะไรบ้าง ถึงจะไม่ทำให้พินัยกรรมโมฆะ

  • การจัดทำพินัยกรรมไม่ได้เป็นเพียงแค่การเขียนเจตนาของผู้ตายลงในกระดาษ แต่ต้องปฏิบัติตามแบบที่กฎหมายกำหนดอย่างเคร่งครัด มิฉะนั้นอาจเป็นโมฆะ และยังส่งผลต่อความน่าเชื่อถือของผู้ที่ยื่นขอเป็นผู้จัดการมรดกอีกด้วย คำพิพากษานี้แสดงให้เห็นถึงหลักเกณฑ์ที่ศาลใช้พิจารณาทั้งในแง่ของความชอบด้วยกฎหมายและความไว้วางใจในผู้ร้อง

บทความน่าสนใจ

คดีนี้ ผู้ร้องขอต่อศาลให้แต่งตั้งตนเป็นผู้จัดการมรดกโดยอ้างพินัยกรรมที่ผู้ตายยกทรัพย์ให้แก่ตนและบุคคลอื่น ศาลชั้นต้นเห็นชอบและมีคำสั่งตามคำร้อง แต่ภายหลังผู้คัดค้าน ซึ่งเป็นทายาทโดยชอบธรรม ได้คัดค้านว่าพินัยกรรมเป็นโมฆะเพราะจัดทำไม่ถูกต้องตามกฎหมาย

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พินัยกรรมฉบับที่นำมาใช้นั้นเป็น “เอกสารฝ่ายเมือง” ตามมาตรา 1658 (1) ซึ่งต้องทำต่อหน้าพยานสองคนพร้อมกัน แต่พยานกลับให้การขัดแย้งกันในประเด็นสำคัญ โดยพยานคนหนึ่งยืนยันว่าไม่รู้ว่าเป็นพินัยกรรมและลงชื่อในเอกสารเปล่า อีกทั้งไม่มีพยานหลักฐานยืนยันชัดเจนว่ามีการลงนามต่อหน้าพยานทั้งสองคนจริง

ศาลจึงเห็นว่าพินัยกรรมดังกล่าวเป็นโมฆะตามมาตรา 1705 และแม้ผู้ร้องจะเป็นทายาทโดยชอบธรรมและไม่มีลักษณะต้องห้าม แต่เมื่อเป็นผู้นำพินัยกรรมโมฆะมาใช้จนก่อให้เกิดความคลางแคลงในหมู่ทายาทร่วม ศาลจึงใช้ดุลพินิจไม่แต่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดก เพื่อประโยชน์ของกองมรดกโดยรวม

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *