Tag Archives: #กฎหมายไทยเพื่อเด็ก

แบ่งสินสมรส

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7860/2559

หย่าแล้วฟ้องแบ่งทรัพย์เพิ่มไม่ได้ หากเคยตกลงชัดเจนท้ายทะเบียนหย่า

ในคดีหย่า หลายคนเข้าใจว่าแม้มีการตกลงแบ่งทรัพย์สินไว้ ก็ยังสามารถฟ้องขอแบ่งทรัพย์สินอื่นที่ไม่ระบุไว้ภายหลังได้ แต่คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7860/2559 ยืนยันหลักกฎหมายว่า หากมีการตกลงแบ่งทรัพย์สินไว้ชัดเจนท้ายทะเบียนหย่าแล้ว คู่หย่าไม่มีสิทธิฟ้องเรียกทรัพย์สินอื่นได้อีก เพราะถือว่าเป็น “สัญญาประนีประนอมยอมความ” ซึ่งมีผลทางกฎหมายผูกพันทั้งสองฝ่าย บทความนี้จะสรุปสาระสำคัญของคดีและผลทางกฎหมายของการตกลงแบ่งทรัพย์สินเมื่อหย่า

บทความน่าสนใจ

ตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7860/2559 โจทก์และจำเลยเคยจดทะเบียนหย่าโดยมีบันทึกข้อตกลงท้ายทะเบียนหย่าเรื่องการแบ่งทรัพย์สินอย่างชัดเจน เช่น การยกบ้าน รถยนต์ การจ่ายเงิน 3.5 ล้านบาท และอุปการะเลี้ยงดูบุตร โดยต่างฝ่ายลงลายมือชื่อและมีพยานพร้อมนายทะเบียนร่วมลงชื่อด้วย

            ต่อมา โจทก์กลับมาฟ้องขอแบ่งทรัพย์สินเพิ่มเติม อ้างว่าไม่เคยตกลงจะไม่ฟ้องเรียกอีก แต่ไม่มีพยานหลักฐานสนับสนุน ขณะที่ฝ่ายจำเลยมีพยานบุคคลและเอกสารประกอบชัดเจน ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่า ข้อตกลงดังกล่าวเป็น “สัญญาแบ่งทรัพย์สิน” ตาม มาตรา 1532 และเป็น “สัญญาประนีประนอมยอมความ” ตามมาตรา 850-852 เมื่อได้ลงนามไว้แล้ว คู่กรณีไม่อาจฟ้องเรียกทรัพย์สินที่ตกลงสละสิทธิ์ไปอีก

            คำพิพากษานี้ตอกย้ำว่า การตกลงท้ายทะเบียนหย่า หากทำโดยสมัครใจและชัดเจน ย่อมมีผลผูกพันตามกฎหมาย และปิดโอกาสการเรียกร้องในภายหลัง

 
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 269/2531

สมรสยังไม่สิ้น โอนทรัพย์ไม่ได้ ศาลเพิกถอนการโอนที่ดินระหว่างเครือญาติ

เมื่อสามีภริยายังไม่ได้จดทะเบียนหย่าตามกฎหมาย แม้จะมีข้อตกลงหย่าและแบ่งทรัพย์สินไว้ ก็ยังไม่ทำให้ทรัพย์สินพ้นจากสถานะ “สินสมรส” หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งโอนทรัพย์ให้บุคคลอื่นโดยไม่รับความยินยอม อีกฝ่ายมีสิทธิฟ้องเพิกถอนได้ โดยเฉพาะเมื่อผู้รับโอนเป็นญาติใกล้ชิด และมีพฤติการณ์ไม่สุจริต คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 269/2531 เป็นตัวอย่างสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงหลักการคุ้มครองสิทธิของคู่สมรสในสินสมรส แม้ยังไม่มีการหย่าอย่างสมบูรณ์

บทความน่าสนใจ

คดีนี้ โจทก์และจำเลยที่ 1 เป็นสามีภริยากันโดยชอบด้วยกฎหมาย ตกลงหย่าและแบ่งทรัพย์สิน โดยยกที่ดินให้โจทก์ แต่ไม่มีการจดทะเบียนหย่า จำเลยที่ 1 กลับโอนที่ดินให้จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นน้องเขย โดยอ้างว่าตนมีสิทธิแต่เพียงผู้เดียว

โจทก์ฟ้องเพิกถอนนิติกรรม ศาลวินิจฉัยว่า แม้จะมีข้อตกลงหย่าและแบ่งทรัพย์สิน แต่เมื่อยังไม่ได้จดทะเบียนหย่า ทรัพย์สินยังคงเป็นสินสมรส ข้อตกลงแบ่งทรัพย์สินใช้บังคับไม่ได้ และโจทก์จึงไม่มีสิทธิแต่เพียงผู้เดียว อย่างไรก็ดี โจทก์มีสิทธิในฐานะเจ้าของร่วมครึ่งหนึ่ง ตามหลักสินสมรส และเมื่อจำเลยทั้งสองโอนทรัพย์โดยไม่ขอความยินยอมจากโจทก์ และมีพฤติการณ์ไม่สุจริต เช่น ปิดบังสถานะการสมรสและเพิกเฉยต่อคำอายัด จึงถือว่าเป็นการโอนที่ไม่สุจริต

 ศาลฎีกาเพิกถอนการโอน และให้จำเลยที่ 2 โอนกรรมสิทธิ์กลับไปชื่อจำเลยที่ 1 พร้อมชดใช้ค่าทนายความให้โจทก์

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4382/2540

อยู่กินก่อนแต่ง แบ่งทรัพย์ได้ไหม

หลายคู่ชีวิตในสังคมไทยเริ่มต้นจากการ “อยู่ก่อนแต่ง” โดยยังไม่ได้จดทะเบียนสมรส แต่ระหว่างนั้นก็ช่วยกันสร้างตัวและซื้อทรัพย์สินร่วมกัน เช่น บ้าน ที่ดิน หรือกิจการ ต่อมาเมื่อความสัมพันธ์สิ้นสุดลง หลายคนสงสัยว่า หากทรัพย์นั้นเป็นชื่อของอีกฝ่ายตนยังมีสิทธิในทรัพย์หรือไม่ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4382/2540 ให้คำตอบชัดเจนว่า แม้ทรัพย์สินจะถูกซื้อในช่วงก่อนจดทะเบียนสมรส ก็สามารถฟ้องขอแบ่งได้ หากพิสูจน์ได้ว่าเป็นทรัพย์ที่ได้มาร่วมกันจริงตามหลักกรรมสิทธิ์รวม

บทความน่าสนใจ

โจทก์และจำเลยเคยอยู่กินกันฉันสามีภริยาโดยยังไม่ได้จดทะเบียนสมรส ทั้งสองช่วยกันประกอบอาชีพและนำรายได้ร่วมกันซื้อที่ดิน โดยให้จำเลยเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์แต่เพียงผู้เดียวด้วยความไว้ใจ ต่อมาโจทก์ออกจากบ้าน และจำเลยไม่ยินยอมแบ่งที่ดินให้ตามที่โจทก์ร้องขอ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่ดินดังกล่าวได้มาในช่วงก่อนสมรส ถือเป็นทรัพย์สินส่วนตัวของทั้งสองคนตาม ป.พ.พ. มาตรา 1471(1) และเป็นกรรมสิทธิ์รวมตามมาตรา 1356 โดยไม่มีนิติกรรมใดห้ามแบ่ง เมื่อทั้งสองเลิกรากัน โจทก์ย่อมมีสิทธิเรียกร้องแบ่งทรัพย์ตามส่วนได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1363

คำพิพากษานี้ยืนยันว่า คู่ชีวิตที่ร่วมกันสร้างทรัพย์สินก่อนสมรส ย่อมมีสิทธิในทรัพย์นั้น แม้ไม่ได้จดทะเบียนสมรสก็ตาม หากมีพฤติการณ์แสดงว่าได้มาโดยการร่วมแรงร่วมใจจริง ผู้เสียเปรียบสามารถฟ้องขอแบ่งได้ตามกฎหมาย

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3961/2535

ยังไม่หย่า เรียกแบ่งสินสมรสไม่ได้

หลายคนเข้าใจว่า หากคู่สมรสนำทรัพย์สินไปขายโดยไม่ขออนุญาตอีกฝ่าย จะสามารถฟ้องร้องเรียกเงินคืนได้ทันที แต่คำพิพากษาศาลฎีกานี้ชี้ให้เห็นว่า “การแบ่งสินสมรส” จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีการ “หย่าขาด” อย่างถูกต้องตามกฎหมายเท่านั้น แม้คู่สมรสจะขายทรัพย์สินไปโดยไม่ชอบ แต่ถ้ายังไม่ได้หย่า ก็ยังไม่มีสิทธิเรียกเงินที่ขายทรัพย์สินนั้นมาแบ่ง

บทความน่าสนใจ

หลายคนเข้าใจว่า หากคู่สมรสนำทรัพย์สินไปขายโดยไม่ขออนุญาตอีกฝ่าย จะสามารถฟ้องร้องเรียกเงินคืนได้ทันที แต่คำพิพากษาศาลฎีกานี้ชี้ให้เห็นว่า “การแบ่งสินสมรส” จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีการ “หย่าขาด” อย่างถูกต้องตามกฎหมายเท่านั้น แม้คู่สมรสจะขายทรัพย์สินไปโดยไม่ชอบ แต่ถ้ายังไม่ได้หย่า ก็ยังไม่มีสิทธิเรียกเงินที่ขายทรัพย์สินนั้นมาแบ่ง

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4650/2545

แม้ถูกฟ้องหย่าก็มีสิทธิฟ้องแย้งขอแบ่งทรัพย์สินได้

การหย่าไม่ใช่แค่เรื่องความสัมพันธ์ที่สิ้นสุด แต่ยังหมายถึงการจัดการทรัพย์สินร่วมให้เรียบร้อยด้วย คำพิพากษาศาลฎีกานี้ย้ำชัดว่า แม้แต่ฝ่ายถูกฟ้องหย่าก็มีสิทธิฟ้องแย้งขอแบ่งทรัพย์สินได้ เพื่อให้ปัญหาทรัพย์สินจบไปพร้อมกับการเลิกสมรส และยังให้แนวทางการพิจารณาทรัพย์สินที่ปะปนระหว่าง “สินสมรส” กับ “สินส่วนตัว” ได้อย่างชัดเจน

บทความน่าสนใจ

ในคดีนี้ โจทก์ฟ้องหย่าจำเลยพร้อมขอแบ่งสินสมรส ฝ่ายจำเลยฟ้องแย้งขอแบ่งทรัพย์สินบางส่วนที่โจทก์ไม่ได้ระบุในคำฟ้อง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การฟ้องแย้งของจำเลยสามารถทำได้ แม้จะเป็นสินสมรสคนละรายการกับที่โจทก์ฟ้อง เพื่อให้การแบ่งสินสมรสสิ้นสุดพร้อมการหย่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1532

ในประเด็นการแบ่งสินสมรส ศาลพิจารณาว่า กิจการร้านเสริมสวยเริ่มต้นก่อนสมรส ถือเป็น สินส่วนตัวของทั้งสองฝ่ายตามสัดส่วนเงินลงทุน รายได้จากร้านหลังแต่งงานกลายเป็น สินสมรส และเมื่อเงินฝากในบัญชีปะปนกันจนแยกไม่ออก ศาลจึงถือว่าทั้งหมดเป็นสินสมรส ตาม มาตรา 1471 วรรคท้าย และกรณีที่โจทก์ถอนเงินบางส่วนหลังวันฟ้อง แต่จำเลยไม่โต้แย้ง ศาลจึงถือจำนวนเงินตามความจริงที่คงเหลือเป็นฐานในการแบ่ง

อำนาจปกครองบุตร-อำนาจปกครองบุตร

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 515/2560       

สิทธิเด็กมาก่อนสิทธิพ่อแม่: ศาลตั้งญาติเป็นผู้ปกครองแทน

  • ในยุคที่คำว่า “ครอบครัว” ไม่ได้หมายถึงแค่สายเลือด แต่รวมถึงความรัก ความอบอุ่น และความรับผิดชอบ คำพิพากษาศาลฎีกาคดีนี้จึงกลายเป็นหมุดหมายสำคัญที่สะท้อนหลักการ “ประโยชน์สูงสุดของเด็ก” เหนือสิทธิของบิดามารดาโดยชอบด้วยกฎหมาย เมื่อศาลต้องวินิจฉัยว่าพ่อแม่ผู้ให้กำเนิดแต่ไม่เลี้ยงดู ไม่ใส่ใจ และใช้ความรุนแรง สมควรมีสิทธิกำหนดชีวิตของลูกหรือไม่ บทเรียนจากคดีนี้คือ สิทธิในการเป็น “พ่อแม่” อาจหมดไป หากขาด “หัวใจของความเป็นพ่อแม่”

บทความน่าสนใจ

ในคดีนี้ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยในคดีที่พ่อแม่แท้ ๆ ฟ้องขอให้ญาติที่เลี้ยงดูเด็กหญิง ป. ส่งตัวคืน โดยอ้างสิทธิในฐานะบิดามารดาโดยชอบด้วยกฎหมาย โดยทั้งสองฝ่ายเคยทำสัญญาประนีประนอมยอมความให้ทดลองดูแลเด็กในวันหยุด แต่กลับปรากฏว่าเด็กมีอาการเครียด หวาดกลัว และปฏิเสธการกลับไปอยู่กับพ่อแม่

พยานหลักฐานยืนยันว่า พ่อแม่ไม่เคยเลี้ยงดูเด็ก ไม่เคยให้ความช่วยเหลือเรื่องค่าใช้จ่าย และไม่ได้มาเยี่ยมอย่างสม่ำเสมอ ซ้ำร้ายยังมีเหตุการณ์ที่ใช้ความรุนแรงแย่งชิงตัวเด็ก ทำให้เด็กมีอาการผิดปกติทางจิตใจ จิตแพทย์เห็นว่าอาจส่งผลระยะยาวถึงขั้นเป็นโรคจิตเวช

แม้ไม่มีญาติหรืออัยการร้องขอ ศาลมีอำนาจถอนอำนาจปกครองบางส่วนตาม ป.พ.พ. มาตรา 1582 วรรคหนึ่ง และในคดีนี้ศาลเห็นสมควรให้เพิกถอนอำนาจปกครองบุตรของพ่อแม่ในส่วนของการกำหนดที่อยู่อาศัยตาม มาตรา 1567 (1) และแต่งตั้งญาติผู้เลี้ยงดูเป็นผู้ปกครองแทน คดีนี้ตอกย้ำว่า สิทธิของเด็กและความผาสุกในชีวิต ต้องมาก่อนสิทธิของบิดามารดาเสมอ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8596/2559

ลูกไม่อยากอยู่กับแม่ ศาลเปลี่ยนข้อตกลงหย่าให้พ่อดูแล

  • เมื่อการหย่าร้างจบลงด้วยข้อตกลงที่ดูเหมือนจะ “ยุติธรรม” ต่อกัน แต่วันหนึ่งกลับมีฝ่ายหนึ่งขอกลับคำ ด้วยเหตุผลทั้งเรื่องเงิน และสิทธิในการดูแลลูก คำถามคือ ข้อตกลงท้ายทะเบียนหย่าที่เคยทำไว้ จะเปลี่ยนแปลงได้หรือไม่? และอะไรคือเหตุผลที่ศาลยอม “เปิดทาง” ให้พิจารณาใหม่ คำพิพากษาฎีกาคดีนี้เผยให้เห็นประเด็นสำคัญเกี่ยวกับสิทธิในครอบครัว ความผาสุกของผู้เยาว์ และขอบเขตของการฟ้องขอเพิกถอนเงื่อนไขในการหย่าร้างอย่างชัดเจน ชวนติดตามว่าศาลตีความกฎหมายอย่างไรในความซับซ้อนของความเป็นพ่อแม่หลังการหย่า

บทความน่าสนใจ

ในคดีนี้ โจทก์ฟ้องขอเพิกถอนข้อตกลงหย่า ที่กำหนดให้ตนจ่ายค่าเลี้ยงชีพแก่จำเลย 200,000 บาท และ ขอเพิกถอนอำนาจปกครองผู้เยาว์จากจำเลยแต่เพียงผู้เดียว ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์เห็นว่า ข้อตกลงดังกล่าวมีผลเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความ ชอบด้วยกฎหมาย และไม่รับข้ออ้างของโจทก์ที่ยกขึ้นใหม่ในชั้นอุทธรณ์

แต่ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า คดีนี้เป็นเรื่องสิทธิการเลี้ยงดูบุตรในครอบครัว ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 224 วรรคสอง และ 248 วรรคสอง โจทก์จึงมีสิทธิฎีกา แม้ทุนทรัพย์ไม่ถึงเกณฑ์ นอกจากนี้ ศาลยังพิจารณาพฤติการณ์เกี่ยวกับผู้เยาว์ ที่ขออยู่กับโจทก์ โดยให้เหตุผลว่าการอยู่กับจำเลยไม่มีความสุข ศาลเห็นว่าประโยชน์ของผู้เยาว์ควรได้รับการคุ้มครองสูงสุดตามหลักว่าด้วยเรื่อง ประโยชน์สูงสุดของเด็ก จึงให้เปลี่ยนจากการให้อำนาจปกครองเพียงฝ่ายเดียว เป็นการใช้อำนาจปกครองบุตรร่วมกัน โดยให้โจทก์เป็นผู้กำหนดที่อยู่ของผู้เยาว์แทน

คดีนี้สะท้อนว่า แม้จะมีข้อตกลงในอดีต แต่หากพฤติการณ์เปลี่ยนไปเพื่อประโยชน์ของบุตร ศาลสามารถปรับเปลี่ยนคำสั่งเพื่อให้เหมาะสมกับสถานการณ์ได้

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2668/2556

แม่ใช้อำนาจปกครองบุตรฝ่ายเดียวได้หรือไม่

  • ในคดีหย่าการแบ่งการสิทธิใช้อำนาจปกครองบุตรเป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญที่ศาลต้องพิจารณาอย่างรอบคอบและมีความละเอียดอ่อน โดยเฉพาะเมื่อบุตรยังไม่บรรลุนิติภาวะ บิดาและมารดาต่างมีสิทธิตามกฎหมาย แต่หากมีพฤติการณ์ที่เปลี่ยนแปลงหรือมีความไม่เหมาะสมเกิดขึ้นศาลอาจใช้อำนาจตามกฎหมายเพื่อคุ้มครองความผาสุกและประโยชน์ของผู้เยาว์ให้มากที่สุดคำพิพากษาศาลฎีกาที่นำเสนอในบทความนี้เป็นตัวอย่างสำคัญที่สะท้อนหลักการนี้ไว้อย่างชัดเจน

บทความน่าสนใจ

คดีนี้เกิดจากการที่บิดาและมารดาซึ่งมีสัญชาติชาวต่างชาติ หย่าร้างกันโดยคำพิพากษาศาลรัฐฟลอริด้า โดยไม่ได้กล่าวถึงอำนาจปกครองบุตร ต่อมาทั้งสองฝ่ายพาบุตรมาอยู่ในประเทศไทย และฝ่ายมารดายื่นฟ้องขอใช้อำนาจปกครองบุตรเพียงผู้เดียว โดยอ้างว่าความสัมพันธ์ระหว่างบุตรกับบิดามีปัญหา และจะเป็นผลเสียต่อสุขภาพจิตของบุตรหากยังคงใช้อำนาจร่วมกัน

จำเลยคัดค้านโดยอ้างว่าศาลไม่มีอำนาจตัดอำนาจตน เว้นแต่ตาม มาตรา 1582 แต่ศาลฎีกาเห็นว่า การสั่งให้อำนาจปกครองอยู่กับมารดาเพียงผู้เดียวไม่ใช่การ “เพิกถอน” ตามมาตรา 1582 แต่เป็นการพิจารณาตาม มาตรา 1521 ประกอบ 1566 วรรคสอง (5) ที่ให้อำนาจศาลตัดสินโดยคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดและความผาสุกของบุตร

ศาลจึงพิพากษาให้มารดาเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองแต่เพียงผู้เดียว โดยเปิดโอกาสให้บิดาเยี่ยมเยียนบุตรได้ตามความเหมาะสม ถือเป็นแนวคำพิพากษาที่เน้นคุ้มครองสิทธิของเด็กเป็นหลักอย่างแท้จริง

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2960/2548

ศาลฎีกาตัดสิน แม้ว่าบิดาเสียชีวิตแล้ว มารดายังมีสิทธิเลี้ยงดูลูกตามกฎหมาย

  • แม้พ่อแม่จะหย่าขาดกัน และบิดาจะเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรแต่เพียงผู้เดียวตามข้อตกลงหย่า แต่เมื่อบิดาถึงแก่กรรม คำถามสำคัญคือ “ใครมีสิทธิใช้อำนาจปกครองแทน?” คดีนี้ศาลฎีกาวางหลักชัดว่า อำนาจปกครองไม่ขาดหาย แต่ “กลับคืน” สู่มารดาตามกฎหมายโดยอัตโนมัติ ผู้ร้องซึ่งเป็นญาติฝ่ายบิดาจึงไม่มีสิทธิยื่นขอเป็นผู้ปกครองแทนได้ คำพิพากษานี้ตอกย้ำหลักการสำคัญเรื่องการกลับคืนของอำนาจปกครอง และข้อจำกัดของบุคคลภายนอกที่ไม่ใช่บิดามารดา

บทความน่าสนใจ

คดีนี้ ผู้เยาว์เป็นบุตรของนายวาทิต กับผู้คัดค้าน (มารดา) ซึ่งต่อมาได้หย่าขาดกัน โดยมีข้อตกลงให้บิดาเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองแต่เพียงผู้เดียว ข้อตกลงนี้มีผลตามกฎหมายแพ่งฯ มาตรา 1520 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 1566 วรรคสอง (6) แม้มารดาจะไม่ได้ใช้อำนาจปกครอง แต่ก็ไม่ได้ถูกถอนอำนาจตามมาตรา 1582 ซึ่งเป็นอำนาจของศาล

ภายหลังเมื่อบิดาเสียชีวิต ผู้ร้องซึ่งเป็นป้า เห็นว่าผู้เยาว์ขาดผู้ใช้อำนาจปกครอง จึงยื่นคำร้องต่อศาลขอเป็นผู้ปกครองโดยอ้างเหตุว่ามารดามีครอบครัวใหม่ และตนสามารถเลี้ยงดูผู้เยาว์ได้ดีกว่า อย่างไรก็ตาม ศาลเห็นว่า เมื่อผู้ใช้อำนาจฝ่ายเดียวถึงแก่กรรม อำนาจปกครองย่อม “กลับคืน” แก่มารดาผู้คัดค้านตามมาตรา 1566 วรรคสอง (1) ไม่ใช่กรณีที่ไม่มีผู้ใช้อำนาจหรือถูกถอนอำนาจ ผู้ร้องซึ่งเป็นป้าจึงไม่มีสิทธิยื่นคำร้องเป็นผู้ปกครองตามมาตรา 1585 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 1586 วรรคหนึ่ง

ศาลฎีกาจึงพิพากษายืนตามศาลล่าง ยกคำร้องของผู้ร้อง โดยไม่รับฎีกา

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6155/2540

ฟ้องขอเปลี่ยนผู้ใช้อำนาจปกครอง ต้องฟ้องศาลไหน? ศาลฎีกาวางหลักไว้ชัด

  • คดีครอบครัวที่เกี่ยวข้องกับ “อำนาจปกครองบุตร” มักไม่จบลงเพียงแค่การหย่าร้าง หากข้อตกลงที่ทำไว้หลังหย่าไม่เป็นไปตามที่ตกลงกันไว้ คู่หย่าร้างอาจกลับมาขึ้นศาลอีกครั้ง เช่นเดียวกับกรณีในคำพิพากษาฎีกานี้ ที่ฝ่ายหนึ่งยื่นฟ้องขอเพิกถอนอำนาจปกครองบุตรจากอีกฝ่าย โดยอ้างว่าตนเป็นผู้เลี้ยงดูบุตรจริงมาโดยตลอด แต่คำถามสำคัญที่ศาลต้องวินิจฉัยกลับไม่ใช่แค่ “ใครควรได้เลี้ยงดูบุตร” แต่เป็น ในเรื่องของการฟ้องศาลว่าสามารถยื่นฟ้องต่อศาลใดได้บ้าง อย่างเช่น“ฟ้องศาลจังหวัดสระบุรีได้หรือไม่” นี่จึงเป็นกรณีตัวอย่างที่ชี้ให้เห็นว่า ความเข้าใจใน เขตอำนาจศาล และ มูลคดีเกิดขึ้นที่ใด เป็นประเด็นชี้เป็นชี้ตายของคดีเลยทีเดียว

บทความน่าสนใจ

ในคดีนี้ โจทก์ฟ้องอดีตสามี (จำเลย) เพื่อขอเพิกถอนอำนาจปกครองบุตรทั้งสอง โดยอ้างว่าแม้ในการหย่าร้างจะตกลงให้จำเลยเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองและรับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหมด แต่จำเลยกลับละเลยไม่ปฏิบัติตาม ทำให้โจทก์ต้องรับภาระคนเดียวมานาน แม้ศาลชั้นต้นจะพิพากษาให้โจทก์ชนะคดี แต่ศาลอุทธรณ์และศาลฎีกากลับพลิกคำตัดสิน โดยวินิจฉัยว่า ศาลจังหวัดสระบุรีไม่มีอำนาจรับฟ้อง เพราะ การใช้อำนาจปกครองของจำเลยเกิดจากข้อตกลงในทะเบียนหย่าที่สำนักงานเขตดุสิต กรุงเทพมหานคร ซึ่งถือเป็นสถานที่ที่ “มูลคดีเกิดขึ้น” ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 4 (1) ดังนั้น โจทก์จึงต้องยื่นฟ้องต่อศาลที่กรุงเทพมหานคร ไม่ใช่สระบุรี และแม้บุตรจะอยู่กับโจทก์ในจังหวัดสระบุรี ก็ไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนไปได้

กรณีนี้สะท้อนว่า การเลือกศาลที่มี “เขตอำนาจตามกฎหมาย” สำคัญไม่แพ้เหตุผลของคดี หากเลือกผิดศาล แม้คดีจะมีน้ำหนักเพียงใด ก็อาจไม่ถูกพิจารณาเลย

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 392/2523

ถ้าแม่มีรายได้น้อยกว่าพ่อ ศาลจะให้แม่เป็นผู้มีอำนาจปกครองบุตรหรือไม่

  • ในคดีครอบครัวที่ละเอียดอ่อนและเปราะบางที่สุดอย่างเรื่องอำนาจปกครองบุตรคำพิพากษาศาลฎีกามีบทบาทสำคัญในการชี้ทิศทางว่ากฎหมายให้ความสำคัญกับ “ใคร” และ “อะไร” มากกว่ากัน – ระหว่างฐานะทางการเงินของบิดา หรือความสามารถในการเลี้ยงดูของมารดา บทความนี้นำเสนอคำอธิบายของคำพิพากษาฎีกาที่ไม่เพียงตอกย้ำหลักความเสมอภาคในเรื่องของสิทธิครอบครัวแต่ยังชี้ให้เห็นถึงสิทธิในการฎีกา แม้เป็นข้อเท็จจริง หากเกี่ยวข้องกับบุตร

บทความน่าสนใจ

คำพิพากษาศาลฎีกานี้ยืนยันว่า คดีที่เกี่ยวกับอำนาจปกครองบุตรเป็น “คดีสิทธิในครอบครัว” จึง ไม่ต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริง ตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคสอง แม้คดีจะรวมถึงข้อพิพาทเรื่องทรัพย์สินก็ตาม ในสาระสำคัญ ศาลพิจารณาแล้วเห็นว่า แม้จำเลย (บิดา) มีรายได้ดีกว่า แต่โจทก์ (มารดา) มีรายได้ประจำทรัพย์สินและเครือญาติที่พร้อมช่วยเหลือ ที่จะสามารถอุปการะเลี้ยงดูให้การศึกษาแก่บุตรทั้งสองได้ อีกทั้งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์บรรพ 5 (ฉบับแก้ไข) มารดาย่อมมีสิทธิในอำนาจปกครองเมื่อบุตรยังไม่บรรลุนิติภาวะ

การที่ศาลให้บุตรคนเล็ก 2 คนอยู่ในอำนาจปกครองของมารดาจึงถือเป็นการตัดสินที่สอดคล้องกับเจตนารมณ์แห่งกฎหมาย เพื่อประโยชน์สูงสุดของบุตร