Tag Archives: #อำนาจปกครองบุตร

ความรุนแรงในครอบครัว / คำสั่งคุ้มครอง

คดีความรุนแรงในครอบครัวเป็นความผิดยอมความหรือไม่

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15667/2558

ความรุนแรงในครอบครัวไม่ใช่เรื่องเล็ก และไม่ใช่ทุกกรณีจะยอมความได้ตามกฎหมาย หากการกระทำนั้นส่งผลให้ผู้เสียหายได้รับอันตรายสาหัส เช่น บาดเจ็บจนทำงานหรือใช้ชีวิตประจำวันไม่ได้ ศาลอาจตีความว่าเป็นความผิดอาญาร้ายแรงที่ไม่สามารถยอมความได้ แม้ผู้เสียหายจะไม่ติดใจดำเนินคดีก็ตาม คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15667/2558 จึงเป็นแนวทางสำคัญในการวินิจฉัยความผิดในคดีความรุนแรงภายในครอบครัวอย่างรอบด้าน โดยไม่ยึดตามเอกสารแพทย์เพียงอย่างเดียว แต่ให้ความสำคัญกับข้อเท็จจริงในคำฟ้องอย่างแท้จริง

บทความน่าสนใจ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15667/2558 แม้รายงานชันสูตรของแพทย์จะระบุว่าผู้เสียหายน่าจะใช้เวลารักษาประมาณ 2 สัปดาห์ หากไม่มีภาวะแทรกซ้อน แต่ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าเป็นเพียงความเห็นทางการแพทย์ในขณะตรวจรักษา มิใช่ข้อยุติถึงลักษณะความเสียหายที่เกิดขึ้นจริง ในคดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่าการกระทำของจำเลยทำให้ผู้เสียหายได้รับอันตรายสาหัส ต้องป่วยเจ็บ และไม่สามารถ ประกอบกรณียกิจตามปกติได้เกิน 20 วัน อันเป็นองค์ประกอบความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 297 (8) และเมื่อจำเลยให้การรับสารภาพ ศาลจึงสามารถรับฟังข้อเท็จจริงตามฟ้อง และพิพากษาลงโทษได้โดยไม่จำเป็น ต้องสืบพยานเพิ่มเติม 

ศาลฎีกาเห็นว่าจำเลยมีความผิดฐานทำร้ายร่างกายจนได้รับอันตรายสาหัส ซึ่งเป็นความผิดอันยอมความไม่ได้ ดังนั้น แม้ผู้เสียหายจะไม่ประสงค์ดำเนินคดีต่อ ความรับผิดทางอาญาในส่วนนี้ก็ไม่ระงับไปตามความประสงค์ของผู้เสียหาย

อย่างไรก็ตาม ความผิดฐานกระทำการอันเป็นความรุนแรงในครอบครัว ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ. 2550 เป็นความผิดอันยอมความได้ เมื่อผู้เสียหายยอมความ สิทธิในการนำคดีมาฟ้องในส่วนดังกล่าวจึงระงับ ไปคดีนี้จึงตอกย้ำหลักสำคัญว่าการรับสารภาพย่อมทำให้ศาลรับฟังข้อเท็จจริงตามฟ้องได้ และแม้ผู้เสียหายจะยอมความ แต่ย่อมมีผลเฉพาะความผิดที่กฎหมายกำหนดให้ยอมความได้เท่านั้น ศาลฎีกาจึงพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลย 4 เดือน และจำหน่ายคดี ในส่วนความผิดฐานความรุนแรงในครอบครัวออกจากสารบบความ.

แม้ไม่ใช่การทำร้ายร่างกาย แต่คุกคามและรบกวน ก็ถือเป็นความรุนแรงในครอบครัวตามกฎหมาย

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2154/2561

ความรุนแรงในครอบครัวไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในรูปแบบของการทำร้ายร่างกายเท่านั้น แต่ยังรวมถึงพฤติกรรมการคุกคาม การก่อกวน และการรบกวนความสงบสุขในลักษณะที่ขัดต่อมาตรฐานการประพฤติปฏิบัติที่ยอมรับกัน คำพิพากษาศาลฎีกาเลขที่ 2154/2561 แสดงให้เห็นว่าแม้จำเลยจะไม่ได้ใช้กำลังทางกายต่ออดีตภรรยาโดยตรง แต่การก่อกวนซ้ำๆ เพื่อบังคับให้บุตรผู้เยาว์ออกมาพบเขานั้น ถือเป็นการกระทำความรุนแรงในครอบครัวตามกฎหมาย

บทความน่าสนใจ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2154/2561 คดีนี้เป็นตัวอย่างสำคัญที่แสดงให้เห็นว่า “ความรุนแรงในครอบครัว” ไม่ได้จำกัดเฉพาะการทำร้ายร่างกายเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการกระทำที่กดดัน ข่มเหง หรือครอบงำบุคคลในครอบครัวด้วยวิธีการที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายและ ศีลธรรม ข้อเท็จจริงปรากฏว่า จำเลยซึ่งเป็นอดีตสามีของโจทก์ นำกระดาษข้อความมาติดหน้าบ้านจนทรัพย์สิน เสียหาย ส่งเสียงตะโกนโวยวาย วิ่งวนหน้าบ้าน นำสิ่งของและลูกโป่งมาวางหรือโยนเข้าไปในบ้าน รวมทั้งกดกริ่ง หน้าบ้าน เป็นเวลานาน เพื่อบังคับให้โจทก์พาผู้เยาว์ออกมาพบหรือพูดคุยกับตน เมื่อโจทก์ไม่ยินยอม จำเลยยังคงกระทำการ ดังกล่าวต่อเนื่อง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้จำเลยจะอ้างว่าเป็นการใช้สิทธิในฐานะบิดา แต่การกระทำดังกล่าวเป็นการใช้อำนาจครอบงำ โดยมิชอบรบกวนความสงบสุข และบีบบังคับให้โจทก์กระทำการตามความต้องการของจำเลย อันเป็นการฝ่าฝืน ศีลธรรมและผิดวิสัย ที่บุคคลทั่วไปพึงปฏิบัติ

ศาลฎีกาพิพากษาว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานกระทำความรุนแรงในครอบครัวตาม พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ถูก กระทำด้วย ความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ. 2550 มาตรา 4 วรรคหนึ่ง แม้ไม่มีการทำร้ายร่างกายโดยตรง แต่เป็นการกดดันและครอบงำทาง จิตใจต่ออดีตคู่สมรสซึ่งยังถือเป็นบุคคลในครอบครัว จึงลงโทษปรับ 3,000 บาท พร้อมตอกย้ำว่ากฎหมายคุ้มครอง ทั้งความปลอดภัยทางร่างกายและความสงบสุขทางจิตใจของสมาชิกในครอบครัว

เสียสิทธิคุ้มครองชั่วคราว เพราะละเลยขอหมายบังคับคดี

คำสั่งคำร้องที่ 1169/2535

การขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาเป็นกลไกสำคัญในการปกป้องสิทธิประโยชน์ระหว่างคดี โดยเฉพาะในคดีครอบครัวที่มีข้อพิพาทเรื่องทรัพย์สินร่วม หรือกิจการร่วมกัน อย่างไรก็ดี สิทธิในการคุ้มครองชั่วคราวอาจสิ้นผล หากคู่ความไม่ดำเนินการภายในเวลาที่กฎหมายกำหนด คำสั่งคำร้องที่ 1169/2535 เป็นกรณีตัวอย่างที่ชัดเจนของการที่ฝ่ายชนะคดีไม่ขอหมายบังคับคดีภายใน 15 วัน ส่งผลให้คำสั่งคุ้มครองชั่วคราวสิ้นผลตามกฎหมาย

บทความน่าสนใจ

คำสั่งคำร้องที่ 1169/2535 โจทก์ฟ้องขอหย่า ขอใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ ขอค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตร และขอแบ่งสินสมรส พร้อมทั้งยื่นคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษา โดยขอให้จำเลยนำกำไรจากกิจการซึ่งเป็นสินสมรสมาวางศาลเป็นรายเดือน และขอห้ามจำหน่ายจ่ายโอนทรัพย์สินบางรายการระหว่างพิจารณาคดี

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำเลยนำเงินจากกิจการมาวางศาลเดือนละ 5,000 บาท และห้ามจำหน่ายจ่ายโอนที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างบางแปลงเป็นการชั่วคราว ต่อมาศาลมีคำพิพากษาให้โจทก์เป็นฝ่ายชนะคดี อย่างไรก็ตามโจทก์มิได้ดำเนินการขอหมายบังคับคดีภายใน 15 วันนับแต่พ้นกำหนดตามคำบังคับ อีกทั้งในคำพิพากษาก็มิได้กำหนดให้มาตรการ คุ้มครองชั่วคราวดังกล่าว คงมีผลต่อไป

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 260 (2) คำสั่งเกี่ยวกับวิธีการคุ้มครองชั่วคราว ก่อนพิพากษาย่อมสิ้นผลลงโดยอัตโนมัติเมื่อเข้าเงื่อนไขตามกฎหมาย และเมื่อคำสั่งดังกล่าวสิ้นผลแล้ว ย่อมไม่อาจขอ ให้กลับมามีผลใช้บังคับได้อีกคดีนี้จึงตอกย้ำหลักสำคัญว่า คู่ความที่ได้รับคำพิพากษาเป็นคุณต้องดำเนินการบังคับคดี ภายในกำหนดเวลาอย่างเคร่งครัด เพราะหากปล่อยให้พ้นกำหนดและไม่มีคำสั่งให้มาตรการคุ้มครองชั่วคราวคงอยู่ต่อไป มาตรการดังกล่าวย่อมสิ้นผลตามกฎหมายและไม่อาจฟื้นคืนได้อีก.

แบ่งสินสมรส

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7860/2559

หย่าแล้วฟ้องแบ่งทรัพย์เพิ่มไม่ได้ หากเคยตกลงชัดเจนท้ายทะเบียนหย่า

ในคดีหย่าหลายคนเข้าใจว่าแม้มีการตกลงแบ่งทรัพย์สินไว้ ก็ยังสามารถฟ้องขอแบ่งทรัพย์สินอื่นที่ไม่ระบุไว้ภายหลังได้ แต่คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7860/2559 ยืนยันหลักกฎหมายว่า หากมีการตกลงแบ่งทรัพย์สินไว้ชัดเจนท้ายทะเบียนหย่าแล้ว คู่หย่าไม่มีสิทธิฟ้องเรียกทรัพย์สินอื่นได้อีก เพราะถือว่าเป็น “สัญญาประนีประนอมยอมความ” ซึ่งมีผลทางกฎหมายผูกพันทั้งสองฝ่าย บทความนี้จะสรุปสาระสำคัญของคดีและผลทางกฎหมายของการตกลงแบ่งทรัพย์สินเมื่อหย่า

บทความน่าสนใจ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7860/2559 ตามคดีนี้โจทก์และจำเลยได้จดทะเบียนหย่าโดยทำบันทึกข้อตกลงท้ายทะเบียน หย่าเรื่องทรัพย์สินไว้อย่างชัดเจน โดยจำเลยยอมยกบ้านและที่ดินให้โอนรถยนต์ให้โจทก์ 2 คัน จ่ายเงินให้อีก 3,500,000 บาท รับภาระหนี้สินทั้งหมด และรับสิทธิดูแลบุตรผู้เยาว์ 3 คน ซึ่งจำเลยได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขครบถ้วนแล้ว โดยมีพยานคนกลาง และนายทะเบียนร่วมลงลายมือชื่อ

ต่อมาโจทก์ได้ยื่นฟ้องขอแบ่งสินสมรสเพิ่มเติมอีกหลายรายการ (รวมมูลค่ากว่า 47 ล้านบาท) โดยอ้างว่าบันทึกข้อตกลง นั้นไม่มีข้อความ ระบุว่า “ไม่ติดใจเรียกร้องทรัพย์สินอื่นอีก” ศาลฎีกาพิจารณาแล้วเห็นว่า ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1532 (ก) มีจุดมุ่งหมายให้จัด การแบ่ง ทรัพย์สินให้เสร็จสิ้นก่อนแยกจากกัน ข้อตกลงท้ายทะเบียนหย่าดังกล่าวจึงเป็นสัญญาแบ่งทรัพย์สินและเป็น “สัญญาประนีประนอม ยอมความ” ตามมาตรา 850 ที่ต่างฝ่ายต่างยอมผ่อนผันให้แก่กัน แม้จะไม่ระบุข้อความตัดสิทธิ์ทรัพย์สินอื่นไว้ แต่เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าเจรจาเสร็จสิ้นแล้ว ย่อมมีผลทำให้สิทธิเรียกร้อง ในทรัพย์สิน อื่น ๆ ที่ยอมสละนั้นระงับสิ้นไปทันทีตามมาตรา 852

ศาลฎีกาจึงพิพากษายืนให้ ยกฟ้องโจทก์ เนื่องจากข้อตกลงท้ายทะเบียนหย่ามีผลผูกพันเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความที่เสร็จเด็ดขาดแล้ว โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องร้องเพื่อขอแบ่งทรัพย์สินอื่น ๆ นอกเหนือจากที่ตกลงกันไว้ได้อีก

 
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 269/2531

สมรสยังไม่สิ้น โอนทรัพย์ไม่ได้ ศาลเพิกถอนการโอนที่ดินระหว่างเครือญาติ

หลายคนเข้าใจว่า เมื่อสามีภริยาทำข้อตกลงหย่าและแบ่งทรัพย์สินกันแล้ว ย่อมสามารถจัดการทรัพย์สินได้ตาม ข้อตกลงทันที แต่ในความเป็นจริง หากยังไม่ได้จดทะเบียนหย่าตามกฎหมาย ทรัพย์สินดังกล่าวยังคงมีสถานะเป็น “สินสมรส” และคู่สมรสอีกฝ่ายยังมีสิทธิได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 269/2531 เป็นตัวอย่างสำคัญที่วางหลักว่า การโอนสินสมรสโดยไม่ได้รับความยินยอมจากคู่สมรสอาจถูกเพิกถอนได้ โดยเฉพาะกรณีที่ผู้รับโอนทราบข้อเท็จจริงหรือมีพฤติการณ์ไม่สุจริตในการรับโอนทรัพย์สินดังกล่าว

บทความน่าสนใจ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 269/2531โจทก์และจำเลยที่ 1 เป็นสามีภริยา โดยชอบด้วยกฎหมายและได้ทำหนังสือหย่า พร้อมข้อตกลง ยกที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ แต่ต่อมาทั้งสองไม่ได้จดทะเบียนหย่า จำเลยที่ 1 กลับโอนที่ดินดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นน้องเขยโจทก์จึงฟ้องขอเพิกถอนการโอน โดยอ้างว่าจำเลยที่ 2 รับโอนทรัพย์สินโดยไม่สุจริต                          

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อยังไม่มีการจดทะเบียนหย่าการหย่าย่อมไม่มีผลตามกฎหมาย ข้อตกลงแบ่งทรัพย์สินจึงยังใช้ บังคับไม่ได้ และที่ดินพิพาทยังคงเป็นสินสมรส โจทก์ไม่อาจอ้างตนเป็นเจ้าของที่ดินแต่เพียงผู้เดียวได้ อย่างไรก็ตาม โจทก์ยังมีสิทธิในสินสมรสกึ่งหนึ่ง และมีอำนาจฟ้องเพิกถอนการโอนที่กระทำโดยไม่ได้รับความยินยอม สำหรับจำเลยที่ 2 ศาลเห็นว่าเป็นญาติใกล้ชิดของจำเลยที่ 1 ทราบถึงข้อพิพาทและสถานภาพสมรสของคู่กรณีอยู่แล้วแต่ยังรับโอนที่ดินต่อไป จึงถือว่าเป็นผู้รับโอนโดยไม่สุจริต 

ศาลฎีกาพิพากษาให้เพิกถอนการโอนที่ดินและโอนกรรมสิทธิ์กลับคืนเป็นชื่อจำเลยที่ 1 ตามเดิม โดยวางหลักว่า ข้อตกลงแบ่งทรัพย์สินระหว่างคู่สมรสจะมีผลได้ก็ต่อเมื่อการหย่าสมบูรณ์ตามกฎหมายแล้วเท่านั้น

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4382/2540

อยู่กินก่อนแต่ง แบ่งทรัพย์ได้ไหม

หลายคู่ชีวิตในสังคมไทยเริ่มต้นจากการ “อยู่ก่อนแต่ง” โดยยังไม่ได้จดทะเบียนสมรส แต่ระหว่างนั้นก็ช่วยกันสร้างตัวและซื้อทรัพย์สินร่วมกัน เช่น บ้าน ที่ดิน หรือกิจการ ต่อมาเมื่อความสัมพันธ์สิ้นสุดลง หลายคนสงสัยว่าหากทรัพย์นั้นเป็นชื่อของอีกฝ่ายตนยังมีสิทธิในทรัพย์หรือไม่ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4382/2540 ให้คำตอบชัดเจนว่า แม้ทรัพย์สินจะถูกซื้อในช่วงก่อนจดทะเบียนสมรส ก็สามารถฟ้องขอแบ่งได้ หากพิสูจน์ได้ว่าเป็นทรัพย์ที่ได้มาร่วมกันจริงตามหลักกรรมสิทธิ์รวม

บทความน่าสนใจ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4382/2540 ได้วางหลักสำคัญเกี่ยวกับ สิทธิในทรัพย์สินที่ได้มาร่วมกันก่อนการสมรสไว้ชัดเจน คดีนี้โจทก์และ จำเลยอยู่กินกันฉันสามีภริยาก่อนจดทะเบียนสมรส และร่วมกันทำมาหาได้จนสามารถซื้อที่ดินพิพาทได้ แม้จะจดทะเบียนกรรมสิทธิ์ไว้ในชื่อจำเลยเพียงผู้เดียวก็ตามต่อมาทั้งสองแยกกันอยู่ โจทก์จึงขอแบ่งที่ดินโดยอ้างว่า เป็นทรัพย์ที่ได้มาร่วมกันคนละครึ่ง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ทรัพย์สินที่คู่กรณีได้มาร่วมกันก่อนสมรสเป็นทรัพย์สินส่วนตัว มิใช่สินสมรสแม้ภายหลัง จะจด ทะเบียนสมรสกันแล้วก็ไม่ทำให้ทรัพย์สินดังกล่าวกลายเป็นสินสมรสได้ หากเป็นการถือกรรมสิทธิ์ร่วมกัน แต่ละฝ่าย ย่อมมีสิทธิในทรัพย์สินตามส่วนของตน และสามารถเรียกให้แบ่งทรัพย์ได้ตามกฎหมายเมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ที่ดินพิพาทเกิดจากเงินที่ทั้งสองร่วมกันหามาได้ และโจทก์ได้มีหนังสือขอแบ่งทรัพย์ไปยังจำเลยแล้วแต่จำเลยไม่ยินยอมแบ่งให้ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องขอแบ่งที่ดินได้

คดีนี้วางหลักว่า ทรัพย์สินที่ได้มาร่วมกันก่อนสมรสไม่ใช่สินสมรสแต่เป็นกรรมสิทธิ์รวมของคู่กรณี และแต่ละฝ่ายมีสิทธิเรียกร้องให้แบ่งทรัพย์สินตามส่วนของตนได้ แม้ภายหลังจะจดทะเบียนสมรสกันแล้วก็ตาม

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3961/2535

ยังไม่หย่า เรียกแบ่งสินสมรสไม่ได้

หลายคนเข้าใจว่า หากคู่สมรสนำทรัพย์สินไปขายโดยไม่ขออนุญาตอีกฝ่าย จะสามารถฟ้องร้องเรียกเงินคืนได้ทันที แต่คำพิพากษาศาลฎีกานี้ชี้ให้เห็นว่า “การแบ่งสินสมรส” จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีการ “หย่าขาด” อย่างถูกต้องตามกฎหมายเท่านั้น แม้คู่สมรสจะขายทรัพย์สินไปโดยไม่ชอบ แต่ถ้ายังไม่ได้หย่า ก็ยังไม่มีสิทธิเรียกเงินที่ขายทรัพย์สินนั้นมาแบ่ง

บทความน่าสนใจ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3961/2535 โจทก์และจำเลยที่ 1 เป็นสามีภริยาโดยชอบด้วยกฎหมาย ต่อมาจำเลยที่ 1 ได้นำรถยนต์ซึ่ง เป็นสินสมรสไปขายให้แก่จำเลยที่ 2 ในราคา 50,000 บาท โดยไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์ โจทก์จึงฟ้องขอเพิกถอนการโอน หรือให้จำเลยทั้งสองชำระเงิน 25,000 บาท อันเป็นส่วนแบ่งจากราคาขายรถยนต์

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อคู่สมรสไม่ได้ทำสัญญาเกี่ยวกับทรัพย์สินไว้เป็นพิเศษ ความสัมพันธ์ด้านทรัพย์สินย่อมอยู่ ภายใต้บทบัญญัติ เรื่องทรัพย์สินระหว่างสามีภริยาโดยมาตรา 1533 กำหนดให้แบ่งสินสมรสได้เมื่อมีการหย่าเท่านั้น และมาตรา 1534 บัญญัติว่า หากคู่สมรสฝ่ายหนึ่งจำหน่ายสินสมรสไปโดยไม่ได้รับความยินยอม ให้ถือเสมือนว่าทรัพย์สินนั้นยังคงมีอยู่เพื่อรอการแบ่งภายหลัง แม้จำเลยที่ 1 จะขายรถยนต์ซึ่งเป็นสินสมรสไปแล้ว แต่กฎหมายถือเสมือนว่ารถยนต์ยังคงมีอยู่เพื่อประโยชน์ในการแบ่งสินสมรสเมื่อมีการหย่าในอนาคต ดังนั้น ขณะที่คู่สมรสยังไม่ได้ หย่ากัน โจทก์จึงยังไม่มีสิทธิเรียกร้อง ส่วนแบ่งสินสมรสเป็นตัวเงิน

ศาลฎีกาจึงพิพากษายกฟ้อง โดยวางหลักว่าการแบ่งสินสมรสเกิดขึ้นได้ต่อเมื่อการสมรสสิ้นสุดลง แม้สินสมรสจะถูกจำหน่ายไปก่อน กฎหมายก็ให้ถือว่ายังคงมีทรัพย์สินนั้นอยู่เพื่อรอการจัดแบ่งภายหลัง

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4650/2545

แม้ถูกฟ้องหย่าก็มีสิทธิฟ้องแย้งขอแบ่งทรัพย์สินได้

การหย่าไม่ใช่แค่เรื่องความสัมพันธ์ที่สิ้นสุด แต่ยังหมายถึงการจัดการทรัพย์สินร่วมให้เรียบร้อยด้วย คำพิพากษาศาลฎีกานี้ย้ำชัดว่า แม้แต่ฝ่ายถูกฟ้องหย่าก็มีสิทธิฟ้องแย้งขอแบ่งทรัพย์สินได้ เพื่อให้ปัญหาทรัพย์สินจบไปพร้อมกับการเลิกสมรส และยังให้แนวทางการพิจารณาทรัพย์สินที่ปะปนระหว่าง “สินสมรส” กับ “สินส่วนตัว” ได้อย่างชัดเจน

บทความน่าสนใจ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4650/2545 คดีนี้มีประเด็นสำคัญเกี่ยวกับการจัดการสินสมรสระหว่างที่คู่สมรสยังไม่ได้หย่ากัน โดยโจทก์ และจำเลยที่ 1 เป็นสามีภริยาที่จดทะเบียนสมรสกันถูกต้อง และไม่ได้ทำสัญญาเกี่ยวกับทรัพย์สินก่อนสมรส ต่อมาจำเลยที่ 1 นำรถยนต์ซึ่งเป็นสินสมรสไปขายให้แก่จำเลยที่ 2 ในราคา 50,000 บาท โดยไม่ได้รับความยินยอม จากโจทก์ โจทก์จึงฟ้องขอให้เพิกถอนการโอน หรือให้จำเลยทั้งสองชำระเงินจำนวน 25,000 บาท อันเป็นส่วนแบ่ง จากราคาขายรถยนต์

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ความสัมพันธ์ด้านทรัพย์สินของคู่สมรสต้องเป็นไปตามบทบัญญัติเรื่องทรัพย์สินระหว่างสามีภริยา โดยประมวล กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1533 กำหนดให้การแบ่งสินสมรส เกิดขึ้นได้ต่อเมื่อมีการหย่ากันแล้ว เท่านัน  และมาตรา 1534 บัญญัติว่า หากคู่สมรสฝ่ายใดจำหน่ายสินสมรสไปโดยไม่ได้รับความยินยอม หรือเพื่อ ประโยชน์ของตนฝ่ายเดียว ให้ถือเสมือน ว่าทรัพย์สินนั้นยังคงมีอยู่เพื่อจัดแบ่งกันเมื่อมี การหย่าเมื่อคดีในชั้นฎีกา เหลือเพียงคำขอให้ชำระเงิน 25,000 บาท ซึ่งเป็นการเรียกร้อง ส่วนแบ่งในสินสมรสทั้งที่คู่สมรส ยังไม่ได้หย่ากันโจทก์จึงยังไม่มีสิทธิเรียกร้องเงินดังกล่าว

คำพิพากษานี้วางหลักว่า การแบ่งสินสมรสทำได้ต่อเมื่อการสมรสสิ้นสุดลงโดยการหย่าเท่านั้น แม้คู่สมรสฝ่ายหนึ่ง จะนำสินสมรส ไปจำหน่ายโดยไม่ได้รับความยินยอม กฎหมายก็ให้ถือว่าทรัพย์สินนั้นยังคงมีอยู่เพื่อแบ่งกันภายหลัง จึงยังไม่อาจฟ้องเรียกส่วนแบ่งเป็นตัวเงินได้ในระหว่างที่การสมรสยังคงอยู่.

อำนาจปกครองบุตร-อำนาจปกครองบุตร

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 515/2560       

สิทธิเด็กมาก่อนสิทธิพ่อแม่: ศาลตั้งญาติเป็นผู้ปกครองแทน

  • ในยุคที่คำว่า “ครอบครัว” ไม่ได้หมายถึงแค่สายเลือด แต่รวมถึงความรัก ความอบอุ่น และความรับผิดชอบ คำพิพากษาศาลฎีกาคดีนี้จึงกลายเป็นหมุดหมายสำคัญที่สะท้อนหลักการ “ประโยชน์สูงสุดของเด็ก” เหนือสิทธิของบิดามารดาโดยชอบด้วยกฎหมาย เมื่อศาลต้องวินิจฉัยว่าพ่อแม่ผู้ให้กำเนิดแต่ไม่เลี้ยงดู ไม่ใส่ใจ และใช้ความรุนแรง สมควรมีสิทธิกำหนดชีวิตของลูกหรือไม่ บทเรียนจากคดีนี้คือ สิทธิในการเป็น “พ่อแม่” อาจหมดไป หากขาด “หัวใจของความเป็นพ่อแม่”

บทความน่าสนใจ

ในคดีนี้ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยในคดีที่พ่อแม่แท้ ๆ ฟ้องขอให้ญาติที่เลี้ยงดูเด็กหญิง ป. ส่งตัวคืน โดยอ้างสิทธิในฐานะบิดามารดาโดยชอบด้วยกฎหมาย โดยทั้งสองฝ่ายเคยทำสัญญาประนีประนอมยอมความให้ทดลองดูแลเด็กในวันหยุด แต่กลับปรากฏว่าเด็กมีอาการเครียด หวาดกลัว และปฏิเสธการกลับไปอยู่กับพ่อแม่

พยานหลักฐานยืนยันว่า พ่อแม่ไม่เคยเลี้ยงดูเด็ก ไม่เคยให้ความช่วยเหลือเรื่องค่าใช้จ่าย และไม่ได้มาเยี่ยมอย่างสม่ำเสมอ ซ้ำร้ายยังมีเหตุการณ์ที่ใช้ความรุนแรงแย่งชิงตัวเด็ก ทำให้เด็กมีอาการผิดปกติทางจิตใจ จิตแพทย์เห็นว่าอาจส่งผลระยะยาวถึงขั้นเป็นโรคจิตเวช

แม้ไม่มีญาติหรืออัยการร้องขอ ศาลมีอำนาจถอนอำนาจปกครองบางส่วนตาม ป.พ.พ. มาตรา 1582 วรรคหนึ่ง และในคดีนี้ศาลเห็นสมควรให้เพิกถอนอำนาจปกครองบุตรของพ่อแม่ในส่วนของการกำหนดที่อยู่อาศัยตาม มาตรา 1567 (1) และแต่งตั้งญาติผู้เลี้ยงดูเป็นผู้ปกครองแทน คดีนี้ตอกย้ำว่า สิทธิของเด็กและความผาสุกในชีวิต ต้องมาก่อนสิทธิของบิดามารดาเสมอ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8596/2559

ลูกไม่อยากอยู่กับแม่ ศาลเปลี่ยนข้อตกลงหย่าให้พ่อดูแล

  • เมื่อการหย่าร้างจบลงด้วยข้อตกลงที่ดูเหมือนจะ “ยุติธรรม” ต่อกัน แต่วันหนึ่งกลับมีฝ่ายหนึ่งขอกลับคำ ด้วยเหตุผลทั้งเรื่องเงิน และสิทธิในการดูแลลูก คำถามคือ ข้อตกลงท้ายทะเบียนหย่าที่เคยทำไว้ จะเปลี่ยนแปลงได้หรือไม่? และอะไรคือเหตุผลที่ศาลยอม “เปิดทาง” ให้พิจารณาใหม่ คำพิพากษาฎีกาคดีนี้เผยให้เห็นประเด็นสำคัญเกี่ยวกับสิทธิในครอบครัว ความผาสุกของผู้เยาว์ และขอบเขตของการฟ้องขอเพิกถอนเงื่อนไขในการหย่าร้างอย่างชัดเจน ชวนติดตามว่าศาลตีความกฎหมายอย่างไรในความซับซ้อนของความเป็นพ่อแม่หลังการหย่า

บทความน่าสนใจ

ในคดีนี้ โจทก์ฟ้องขอเพิกถอนข้อตกลงหย่า ที่กำหนดให้ตนจ่ายค่าเลี้ยงชีพแก่จำเลย 200,000 บาท และ ขอเพิกถอนอำนาจปกครองผู้เยาว์จากจำเลยแต่เพียงผู้เดียว ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์เห็นว่า ข้อตกลงดังกล่าวมีผลเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความ ชอบด้วยกฎหมาย และไม่รับข้ออ้างของโจทก์ที่ยกขึ้นใหม่ในชั้นอุทธรณ์

แต่ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า คดีนี้เป็นเรื่องสิทธิการเลี้ยงดูบุตรในครอบครัว ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 224 วรรคสอง และ 248 วรรคสอง โจทก์จึงมีสิทธิฎีกา แม้ทุนทรัพย์ไม่ถึงเกณฑ์ นอกจากนี้ ศาลยังพิจารณาพฤติการณ์เกี่ยวกับผู้เยาว์ ที่ขออยู่กับโจทก์ โดยให้เหตุผลว่าการอยู่กับจำเลยไม่มีความสุข ศาลเห็นว่าประโยชน์ของผู้เยาว์ควรได้รับการคุ้มครองสูงสุดตามหลักว่าด้วยเรื่อง ประโยชน์สูงสุดของเด็ก จึงให้เปลี่ยนจากการให้อำนาจปกครองเพียงฝ่ายเดียว เป็นการใช้อำนาจปกครองบุตรร่วมกัน โดยให้โจทก์เป็นผู้กำหนดที่อยู่ของผู้เยาว์แทน

คดีนี้สะท้อนว่า แม้จะมีข้อตกลงในอดีต แต่หากพฤติการณ์เปลี่ยนไปเพื่อประโยชน์ของบุตร ศาลสามารถปรับเปลี่ยนคำสั่งเพื่อให้เหมาะสมกับสถานการณ์ได้

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2668/2556

แม่ใช้อำนาจปกครองบุตรฝ่ายเดียวได้หรือไม่

  • ในคดีหย่าการแบ่งการสิทธิใช้อำนาจปกครองบุตรเป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญที่ศาลต้องพิจารณาอย่างรอบคอบและมีความละเอียดอ่อน โดยเฉพาะเมื่อบุตรยังไม่บรรลุนิติภาวะ บิดาและมารดาต่างมีสิทธิตามกฎหมาย แต่หากมีพฤติการณ์ที่เปลี่ยนแปลงหรือมีความไม่เหมาะสมเกิดขึ้นศาลอาจใช้อำนาจตามกฎหมายเพื่อคุ้มครองความผาสุกและประโยชน์ของผู้เยาว์ให้มากที่สุดคำพิพากษาศาลฎีกาที่นำเสนอในบทความนี้เป็นตัวอย่างสำคัญที่สะท้อนหลักการนี้ไว้อย่างชัดเจน

บทความน่าสนใจ

คดีนี้เกิดจากการที่บิดาและมารดาซึ่งมีสัญชาติชาวต่างชาติ หย่าร้างกันโดยคำพิพากษาศาลรัฐฟลอริด้า โดยไม่ได้กล่าวถึงอำนาจปกครองบุตร ต่อมาทั้งสองฝ่ายพาบุตรมาอยู่ในประเทศไทย และฝ่ายมารดายื่นฟ้องขอใช้อำนาจปกครองบุตรเพียงผู้เดียว โดยอ้างว่าความสัมพันธ์ระหว่างบุตรกับบิดามีปัญหา และจะเป็นผลเสียต่อสุขภาพจิตของบุตรหากยังคงใช้อำนาจร่วมกัน

จำเลยคัดค้านโดยอ้างว่าศาลไม่มีอำนาจตัดอำนาจตน เว้นแต่ตาม มาตรา 1582 แต่ศาลฎีกาเห็นว่า การสั่งให้อำนาจปกครองอยู่กับมารดาเพียงผู้เดียวไม่ใช่การ “เพิกถอน” ตามมาตรา 1582 แต่เป็นการพิจารณาตาม มาตรา 1521 ประกอบ 1566 วรรคสอง (5) ที่ให้อำนาจศาลตัดสินโดยคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดและความผาสุกของบุตร

ศาลจึงพิพากษาให้มารดาเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองแต่เพียงผู้เดียว โดยเปิดโอกาสให้บิดาเยี่ยมเยียนบุตรได้ตามความเหมาะสม ถือเป็นแนวคำพิพากษาที่เน้นคุ้มครองสิทธิของเด็กเป็นหลักอย่างแท้จริง

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2960/2548

ศาลฎีกาตัดสิน แม้ว่าบิดาเสียชีวิตแล้ว มารดายังมีสิทธิเลี้ยงดูลูกตามกฎหมาย

  • แม้พ่อแม่จะหย่าขาดกัน และบิดาจะเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรแต่เพียงผู้เดียวตามข้อตกลงหย่า แต่เมื่อบิดาถึงแก่กรรม คำถามสำคัญคือ “ใครมีสิทธิใช้อำนาจปกครองแทน?” คดีนี้ศาลฎีกาวางหลักชัดว่า อำนาจปกครองไม่ขาดหาย แต่ “กลับคืน” สู่มารดาตามกฎหมายโดยอัตโนมัติ ผู้ร้องซึ่งเป็นญาติฝ่ายบิดาจึงไม่มีสิทธิยื่นขอเป็นผู้ปกครองแทนได้ คำพิพากษานี้ตอกย้ำหลักการสำคัญเรื่องการกลับคืนของอำนาจปกครอง และข้อจำกัดของบุคคลภายนอกที่ไม่ใช่บิดามารดา

บทความน่าสนใจ

คดีนี้ ผู้เยาว์เป็นบุตรของนายวาทิต กับผู้คัดค้าน (มารดา) ซึ่งต่อมาได้หย่าขาดกัน โดยมีข้อตกลงให้บิดาเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองแต่เพียงผู้เดียว ข้อตกลงนี้มีผลตามกฎหมายแพ่งฯ มาตรา 1520 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 1566 วรรคสอง (6) แม้มารดาจะไม่ได้ใช้อำนาจปกครอง แต่ก็ไม่ได้ถูกถอนอำนาจตามมาตรา 1582 ซึ่งเป็นอำนาจของศาล

ภายหลังเมื่อบิดาเสียชีวิต ผู้ร้องซึ่งเป็นป้า เห็นว่าผู้เยาว์ขาดผู้ใช้อำนาจปกครอง จึงยื่นคำร้องต่อศาลขอเป็นผู้ปกครองโดยอ้างเหตุว่ามารดามีครอบครัวใหม่ และตนสามารถเลี้ยงดูผู้เยาว์ได้ดีกว่า อย่างไรก็ตาม ศาลเห็นว่า เมื่อผู้ใช้อำนาจฝ่ายเดียวถึงแก่กรรม อำนาจปกครองย่อม “กลับคืน” แก่มารดาผู้คัดค้านตามมาตรา 1566 วรรคสอง (1) ไม่ใช่กรณีที่ไม่มีผู้ใช้อำนาจหรือถูกถอนอำนาจ ผู้ร้องซึ่งเป็นป้าจึงไม่มีสิทธิยื่นคำร้องเป็นผู้ปกครองตามมาตรา 1585 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 1586 วรรคหนึ่ง

ศาลฎีกาจึงพิพากษายืนตามศาลล่าง ยกคำร้องของผู้ร้อง โดยไม่รับฎีกา

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6155/2540

ฟ้องขอเปลี่ยนผู้ใช้อำนาจปกครอง ต้องฟ้องศาลไหน? ศาลฎีกาวางหลักไว้ชัด

  • คดีครอบครัวที่เกี่ยวข้องกับ “อำนาจปกครองบุตร” มักไม่จบลงเพียงแค่การหย่าร้าง หากข้อตกลงที่ทำไว้หลังหย่าไม่เป็นไปตามที่ตกลงกันไว้ คู่หย่าร้างอาจกลับมาขึ้นศาลอีกครั้ง เช่นเดียวกับกรณีในคำพิพากษาฎีกานี้ ที่ฝ่ายหนึ่งยื่นฟ้องขอเพิกถอนอำนาจปกครองบุตรจากอีกฝ่าย โดยอ้างว่าตนเป็นผู้เลี้ยงดูบุตรจริงมาโดยตลอด แต่คำถามสำคัญที่ศาลต้องวินิจฉัยกลับไม่ใช่แค่ “ใครควรได้เลี้ยงดูบุตร” แต่เป็น ในเรื่องของการฟ้องศาลว่าสามารถยื่นฟ้องต่อศาลใดได้บ้าง อย่างเช่น“ฟ้องศาลจังหวัดสระบุรีได้หรือไม่” นี่จึงเป็นกรณีตัวอย่างที่ชี้ให้เห็นว่า ความเข้าใจใน เขตอำนาจศาล และ มูลคดีเกิดขึ้นที่ใด เป็นประเด็นชี้เป็นชี้ตายของคดีเลยทีเดียว

บทความน่าสนใจ

ในคดีนี้ โจทก์ฟ้องอดีตสามี (จำเลย) เพื่อขอเพิกถอนอำนาจปกครองบุตรทั้งสอง โดยอ้างว่าแม้ในการหย่าร้างจะตกลงให้จำเลยเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองและรับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหมด แต่จำเลยกลับละเลยไม่ปฏิบัติตาม ทำให้โจทก์ต้องรับภาระคนเดียวมานาน แม้ศาลชั้นต้นจะพิพากษาให้โจทก์ชนะคดี แต่ศาลอุทธรณ์และศาลฎีกากลับพลิกคำตัดสิน โดยวินิจฉัยว่า ศาลจังหวัดสระบุรีไม่มีอำนาจรับฟ้อง เพราะ การใช้อำนาจปกครองของจำเลยเกิดจากข้อตกลงในทะเบียนหย่าที่สำนักงานเขตดุสิต กรุงเทพมหานคร ซึ่งถือเป็นสถานที่ที่ “มูลคดีเกิดขึ้น” ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 4 (1) ดังนั้น โจทก์จึงต้องยื่นฟ้องต่อศาลที่กรุงเทพมหานคร ไม่ใช่สระบุรี และแม้บุตรจะอยู่กับโจทก์ในจังหวัดสระบุรี ก็ไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนไปได้

กรณีนี้สะท้อนว่า การเลือกศาลที่มี “เขตอำนาจตามกฎหมาย” สำคัญไม่แพ้เหตุผลของคดี หากเลือกผิดศาล แม้คดีจะมีน้ำหนักเพียงใด ก็อาจไม่ถูกพิจารณาเลย

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 392/2523

ถ้าแม่มีรายได้น้อยกว่าพ่อ ศาลจะให้แม่เป็นผู้มีอำนาจปกครองบุตรหรือไม่

  • ในคดีครอบครัวที่ละเอียดอ่อนและเปราะบางที่สุดอย่างเรื่องอำนาจปกครองบุตรคำพิพากษาศาลฎีกามีบทบาทสำคัญในการชี้ทิศทางว่ากฎหมายให้ความสำคัญกับ “ใคร” และ “อะไร” มากกว่ากัน – ระหว่างฐานะทางการเงินของบิดา หรือความสามารถในการเลี้ยงดูของมารดา บทความนี้นำเสนอคำอธิบายของคำพิพากษาฎีกาที่ไม่เพียงตอกย้ำหลักความเสมอภาคในเรื่องของสิทธิครอบครัวแต่ยังชี้ให้เห็นถึงสิทธิในการฎีกา แม้เป็นข้อเท็จจริง หากเกี่ยวข้องกับบุตร

บทความน่าสนใจ

คำพิพากษาศาลฎีกานี้ยืนยันว่า คดีที่เกี่ยวกับอำนาจปกครองบุตรเป็น “คดีสิทธิในครอบครัว” จึง ไม่ต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริง ตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคสอง แม้คดีจะรวมถึงข้อพิพาทเรื่องทรัพย์สินก็ตาม ในสาระสำคัญ ศาลพิจารณาแล้วเห็นว่า แม้จำเลย (บิดา) มีรายได้ดีกว่า แต่โจทก์ (มารดา) มีรายได้ประจำทรัพย์สินและเครือญาติที่พร้อมช่วยเหลือ ที่จะสามารถอุปการะเลี้ยงดูให้การศึกษาแก่บุตรทั้งสองได้ อีกทั้งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์บรรพ 5 (ฉบับแก้ไข) มารดาย่อมมีสิทธิในอำนาจปกครองเมื่อบุตรยังไม่บรรลุนิติภาวะ

การที่ศาลให้บุตรคนเล็ก 2 คนอยู่ในอำนาจปกครองของมารดาจึงถือเป็นการตัดสินที่สอดคล้องกับเจตนารมณ์แห่งกฎหมาย เพื่อประโยชน์สูงสุดของบุตร

อำนาจปกครองบุตร-ค่าเลี้ยงดูบุตร

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 965/2562

เงินเลี้ยงลูกต้องมาก่อน: ศาลฎีกาตัดสินชัด หนี้นอกระบบไม่สามารถอ้างเพื่อเลี่ยงสัญญาหย่าได้

การหย่าอาจยุติความสัมพันธ์ของสามีภรรยา แต่ไม่อาจยุติหน้าที่ของความเป็นบิดามารดาได้ หากผู้มีหน้าที่ส่งเสียเลี้ยงดูบุตร ประสบปัญหาทางการเงิน หรือมีหนี้สินกับอดีตคู่สมรส จะสามารถอ้างเหตุเหล่านั้นเพื่อหลีกเลี่ยงการชำระค่าเลี้ยงดูหรือขอหัก กลบลบหนี้ได้หรือไม่? คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 965/2562 ได้วางหลักสำคัญว่า สิทธิในค่าอุปการะเลี้ยงดูเป็นสิทธิของบุตรผู้เยาว์ จึงไม่อาจถูกลดทอนหรือกระทบด้วยภาระหนี้ส่วนตัวของบิดามารดาได้

บทความน่าสนใจ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่965/2562 โจทก์และจำเลยจดทะเบียนหย่ากัน โดยตกลงให้จำเลยซึ่งเป็นบิดาส่งค่าอุปการะเลี้ยงดู บุตรสองคนเดือนละ 20,000 บาท จนกว่าบุตรจะอายุครบ 20 ปีบริบูรณ์ และรับผิดชอบค่าอุปกรณ์การเรียน ค่าเล่าเรียน และค่าเรียนพิเศษของบุตรคนที่ 1 ต่อมาจำเลยชำระเงินไม่ครบและหยุดชำระ โจทก์จึงฟ้องเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูและค่าใช้จ่าย ทางการศึกษาที่ค้างชำระ

จำเลยอ้างว่าถูกออกจากงาน มีภาระหนี้สิน และมีหนี้ครัวเรือนที่โจทก์ต้องร่วมรับผิด จึงขอหักกลบลบหนี้ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้ออ้างดังกล่าวรับฟังไม่ได้ เพราะจำเลยเริ่มผิดนัดชำระก่อนถูกออกจากงาน อีกทั้งยังได้รับเงินจากการออกจากงาน แต่ไม่นำมาปฏิบัติตามสัญญาหย่า ส่วนหนี้ครัวเรือนไม่มีการบันทึกไว้ในสัญญาหย่า จึงไม่กระทบต่อหน้าที่ในการอุปการะเลี้ยงดูบุตร นอกจากนี้ สิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูเป็นสิทธิเฉพาะตัวของบุตรผู้เยาว์ จำเลยจึงไม่อาจนำหนี้ที่อ้างว่าโจทก์มีต่อจำเลย มาหักกลบลบหนี้ได้

คำพิพากษานี้ยืนยันว่า ข้อตกลงเรื่องค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรตามสัญญาหย่ามีผลผูกพัน ผู้มีหน้าที่ชำระไม่อาจอ้างภาระหนี้ ส่วนตัวหรือหนี้ระหว่างอดีตคู่สมรสมาเป็นเหตุไม่ชำระหรือหักกลบลบหนี้ได้ เพราะสิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูเป็น สิทธิเฉพาะตัวของบุตร และเป็นหน้าที่สำคัญของบิดามารดาตามกฎหมาย

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7108/2551

ค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรเป็นหนี้ที่บิดาและมารดาต้องรับผิดชอบร่วมกัน หากไม่ได้ตกลงไว้เป็นอย่างอื่น

กรณีตัวอย่างจากคำพิพากษาศาลฎีกานี้จึงเป็นหลักเกณฑ์สำคัญสำหรับผู้ปกครองที่กำลังจะหย่า หรือหย่าแล้ว ว่า หากไม่ได้หน้าที่ความรับผิดไว้เป็นสัญญา บิดามารดามีหน้าที่อุปการะเลี้ยงดูและให้การศึกษาบุตรร่วมกันอย่างลูกหนี้ร่วม และแม้จะมีการจ่ายเงินเพื่อการศึกษา ก็ไม่ใช่เหตุผลที่จะไม่ชำระค่าอุปการะให้กับฝ่ายที่ดูแลบุตร คดีนี้จึงแสดงให้เห็นหลักกฎหมายที่ศาลปรับใช้และการสร้างความเป็นธรรมให้กับฝ่ายที่รับหน้าที่ดูแลบุตร

บทความน่าสนใจ

คำพิพากษาฎีกานี้ชี้ให้เห็นว่า บิดาและมารดามีหน้าที่ร่วมกันในการอุปการะเลี้ยงดูบุตรตาม ป.พ.พ. มาตรา 1564 วรรคหนึ่ง ไม่ว่าฝ่ายใดจะเป็นผู้ดูแล หรือบุตรอาศัยอยู่กับฝ่ายใดหากไม่มีข้อตกลงให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งรับผิดชอบฝ่ายเดียว อีกฝ่ายยังต้องร่วมรับผิดในฐานะลูกหนี้ร่วมกันตาม มาตรา 296 แม้จำเลยจะอ้างว่าได้ออกค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาไปแล้ว ก็ไม่สามารถใช้ข้อนี้เพื่อปฏิเสธค่าอุปการะเลี้ยงดูได้ เนื่องจากเป็นคนละส่วนกัน และแม้จำเลยจะมีรายได้มากกว่าโจทก์ก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น ความรับผิดในการเลี้ยงดูต้องคำนึงถึงประโยชน์ของบุตรเป็นสำคัญ ทั้งนี้ศาลสามารถกำหนดหรือแก้ไขจำนวนได้ตาม มาตรา 1598/38 และ 1598/39

ศาลจึงมีคำพิพากษาให้จำเลยต้องจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูแก่บุตรทั้งสองเดือนละ 8,000 บาทต่อคน แต่ต่อมาเมื่อมีพฤติการณ์ว่าบุตรคนเล็กกลับมาอาศัยอยู่กับจำเลย ศาลจึงตัดภาระนี้นับแต่เดือนมีนาคม 2550 เป็นต้นไป ทำให้จำเลยไม่ต้องชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรคนเล็กให้แก่โจทก์

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2697/2548

การฟ้องเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรหลังหย่า

หลายท่านเข้าใจว่าหน้าที่พ่อแม่จบลงเมื่อมีการหย่าและลูกบรรลุนิติภาวะแล้ว แต่คำพิพากษาศาลฎีกาฉบับนี้เผยให้เห็นว่าภาระในการเลี้ยงดูบุตรนั้นเป็นหน้าที่ร่วมกันที่ตามติดพ่อแม่แม้ชีวิตสมรสจะสิ้นสุด หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งออกค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์เพียงลำพังก็มีสิทธิเรียกคืนจากอีกฝ่ายภายใต้กรอบกฎหมายและอายุความที่ชัดเจน คดีนี้จึงเป็นตัวอย่างสำคัญที่บิดามารดาทุกคนควรศึกษาโดยเฉพาะในกรณีที่ไม่มีข้อตกลงเรื่องค่าเลี้ยงดูหลังหย่า

บทความน่าสนใจ

พิพากษาศาลฎีกานี้เกิดจากกรณีที่โจทก์ (มารดา) เลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์หลังหย่าโดยลำพัง โดยไม่มีการตกลงกันในทะเบียนหย่าว่ามารดาต้องรับผิดชอบค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรแต่เพียงผู้เดียวเมื่อลูกทั้งสามบรรลุนิติภาวะแล้ว โจทก์จึงฟ้องจำเลย (อดีตสามี) เรียกคืนค่าเลี้ยงดูย้อนหลัง จำเลยอ้างว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องและคดีขาดอายุความ แต่ศาลฎีกายืนยันว่า มาตรา 1564 และ 1565 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ กำหนดให้พ่อแม่มีหน้าที่เลี้ยงดูบุตรร่วมกันหากฝ่ายใดจ่ายฝ่ายเดียว ย่อมฟ้องอีกฝ่ายเพื่อแบ่งภาระได้ตามมาตรา 229(3)

ศาลวินิจฉัยว่า การเรียกค่าเลี้ยงดูย้อนหลังมีอายุความ 5 ปี นับจากวันที่เริ่มชำระ ไม่ใช่คดีเกี่ยวกับทรัพย์สินระหว่างผู้เยาว์กับผู้ใช้อำนาจปกครองที่มีอายุความเพียง 1 ปี ผลสุดท้าย ศาลพิพากษาให้จำเลยชำระค่าเลี้ยงดูบุตรย้อนหลังแก่โจทก์จำนวน 76,602 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 272/2561

การฟ้องหย่าโดยไม่มีเหตุเพียงพอ ศาลยกฟ้องและสั่งให้จ่ายค่าเลี้ยงดูภรรยา

เป็นคดีหย่าที่สะท้อนความซับซ้อนของชีวิตคู่ที่ศาลฎีกากลับไม่เห็นด้วยกับการฟ้องหย่าของฝ่ายสามีทั้งที่อ้างว่าภรรยาเป็นฝ่ายสร้างปัญหาให้ชีวิตตนจนไม่อาจอยู่ร่วมกันได้อีกต่อไป แต่เมื่อพิจารณาข้อเท็จจริงอย่างละเอียดกลับพบว่าฝ่ายภรรยาเป็นผู้ถูกทอดทิ้งและพยายามรักษาครอบครัวไว้ คดีนี้จึงกลายเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับคดีครอบครัวที่ศาลมองเกินกว่าคำกล่าวอ้าง และให้ความสำคัญกับพฤติกรรมและความพยายามของคู่สมรสในความเป็นจริง

บทความน่าสนใจ

โจทก์ทันตแพทย์ชายฟ้องหย่าภรรยาโดยอ้างว่าไม่ได้รับความสงบในชีวิตคู่ และถูกภริยาละเมิดสิทธิส่วนบุคคลจนไม่สามารถดำรงสถานะสมรสต่อไปได้แต่ข้อเท็จจริงที่ปรากฏในชั้นศาลกลับต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง ศาลรับฟังข้อเท็จจริงได้ว่า โจทก์หายออกจากบ้านนาน 3 เดือนโดยไม่ติดต่อกับครอบครัวเลย ภรรยาเป็นผู้ตามหาสามีที่ย้ายไปเปิดคลินิกที่ภูเก็ตทั้งยังเดินทางไปอยู่ด้วยหลายครั้ง และทั้งสองยังมีเพศสัมพันธ์กันแม้โจทก์อ้างว่า “ไม่เป็นปกติ” แต่ศาลเห็นว่าเพศสัมพันธ์ย่อมเกิดจากความยินยอมโดยเฉพาะฝ่ายชายที่หากไม่สมัครใจย่อมเป็นไปไม่ได้

โจทก์ยังอ้างว่าภริยารบกวนการเรียน และทำให้เสียชื่อเสียงจากการไปพบโจทก์ที่ห้องเรียนแพทย์เฉพาะทาง แต่ศาลกลับเห็นว่าการแสดงตัวในฐานะภรรยา และไม่ได้กระทำการใดให้โจทก์เสียหาย มีแต่จำเลยซึ่งถูกนางสาว ก. ที่อาศัยอยู่กับโจทก์ในคลินิก ใช้กำลังทำร้ายต่อหน้าตำรวจ ละพูดท้ายคำที่ทำให้จำเลยเสียหาย

ศาลจึงเห็นว่าโจทก์ไม่มีเหตุฟ้องหย่า และยังต้องจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูภริยาเดือนละ 20,000 บาทตามความสามารถและฐานะ และให้คืนค่าขึ้นศาลแก่จำเลยเพราะจำเลยมีสิทธิฟ้องแย้งเรื่องเลี้ยงดูโดยไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียม

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8151/2560

สิทธิการฟ้องเรียกค่าเลี้ยงชีพ และค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรภายหลังการหย่า

ในการหย่าร้างไม่เพียงทำให้สถานะและหน้าที่ของคู่สมรสสิ้นสุดลง แต่ยังก่อให้เกิดสิทธิตามกฎหมายได้ เช่น สิทธิในการเรียกขอค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตร การเรียกขอค่าเลี้ยงชีพ หรือสิทธิในการขอให้ศาลสั่งให้อำนาจปกครองบุตรอยู่ที่ตนเพียงฝ่ายเดียว ในคำพิพากษาฎีกาที่ 8151/2560 เป็นตัวอย่างสำคัญที่ชี้ให้เห็นว่า การหย่าที่เกิดจากความผิดของคู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งนั้นส่งผลต่อสิทธิในการเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตร และค่าเลี้ยงชีพมากน้อยเพียงใด

บทความน่าสนใจ

ในคดีนี้ โจทก์มีอำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์และได้ดูแลบุตรจนบรรลุนิติภาวะ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1564 วรรคหนึ่ง เมื่อบุตรบรรลุนิติภาวะ โจทก์จึงหมดหน้าที่ในการเลี้ยงดู

ประเด็นสำคัญอยู่ที่ค่าเลี้ยงชีพของจำเลยซึ่งเป็นฝ่ายถูกฟ้องหย่า แม้โดยหลักการตาม ป.พ.พ. มาตรา 1526 คู่สมรสที่ยากจนลงเพราะการหย่าอาจเรียกร้องค่าเลี้ยงชีพได้ แต่หากการหย่านั้นเกิดจากความผิดของตนเอง เช่น ในฎีกานี้ที่จำเลยกระทำการเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยากับโจทก์อย่างร้ายแรง ทำให้ไม่สามารถอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาได้ดังนั้นจำเลยจึงไม่มีสิธิในการเรียกค่าเลี้ยงชีพจากโจทก์ อย่างไรก็ดีศาลเห็นว่าในระหว่างก่อนมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้หย่าจำเลยยังมีสิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรได้ และสิทธิในการได้รับค่าอุปการะเลี้ยงดูแม้มิได้ขอศาล ศาลก็มีอำนาจให้ได้ตามมาตรา 1598/38

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7345/2560

ค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรสามารถเรียกได้ตั้งแต่วันที่บุตรเกิด

คำพิพากษาฎีกาที่ 7345/2560 สะท้อนให้เห็นความสำคัญในการตีความกฎหมายครอบครัว โดยเฉพาะสิทธิของเด็กที่เกิดจากบิดามารดานอกสมรส เมื่อมีการแก้ไขกฎหมายใหม่ให้การเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายมีผลนับแต่วันที่บุตรเกิดดังนั้นการเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรจึงเรียกได้นับแต่วันที่บุตรเกิดเช่นกัน

บทความน่าสนใจ

ในคดีนี้ โจทก์ฟ้องจำเลยซึ่งเป็นบิดาโดยเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูเดือนละ 10,000 บาท รวมย้อนหลัง 1,720,000 บาท นับตั้งแต่วันเกิดถึงวันฟ้อง จำเลยอ้างว่าคดีขาดอายุความแต่ศาลเห็นว่ากรณีนี้ไม่ใช่การเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูที่มีการกำหนดจ่ายเป็นระยะเวลา และการยกข้ออ้างคดีขาดอายุความตามมาตรา 1547 เนื่องจากไม่มีการยกขึ้นอ้างในศาลชั้นต้นศาลอุทธรณ์จึงไม่รับวินิจฉัย

ศาลชี้ว่า ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1557 (ที่แก้ไขใหม่) ความเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายมีผลย้อนหลังไปถึงวันเกิด ส่งผลให้เด็กมีสิทธิเรียกค่าเลี้ยงดูบุตรได้นับแต่วันที่เกิด โดยไม่ต้องรอให้ศาลพิพากษาก่อน

แม้ศาลอุทธรณ์ลดค่าเลี้ยงดูลงเหลือ 685,000 บาท โดยเห็นว่าบิดาและมารดาควรจ่ายเท่ากัน แต่ศาลฎีกากลับเห็นว่าการกำหนดค่าเลี้ยงดูต้องดูความสามารของผู้มีหน้าที่ให้ ฐานะของผู้รับและพฤติการณ์แห่งคดี ป.พ.พ. มาตรา 1598/38 และศาลจะสั่งแก้ไขค่าอุปการะเลี้ยงดูเพิ่มขึ้นหรือลดลงในภายหลังก็ได้  การพิพากษาตามยอดเดิม 1,370,000 บาทจึงไม่ใช่การพิพากษาที่เกิดคำขอ