Category Archives: อำนาจปกครองบุุตร

อำนาจปกครองบุตร-ฟ้องขอให้รับเป็นบุตร

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 647/2521

อำนาจฟ้องของบิดานอกสมรสในคดีรับรองบุตร

หากบิดาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายจะนำคดีมาฟ้องศาลให้รับรองบุตรได้ ก็ต่อเมื่อได้ยื่นคำร้องขอรับรองบุตรต่อสำนักทะเบียนก่อน และเด็กหรือมารดามีการ “คัดค้าน” การขอจดทะเบียน จึงถือว่ามีข้อโต้แย้งสิทธิเกิดขึ้นจนศาลเข้ามาได้ หากยังไม่มีการยื่นคำร้องและถูกคัดค้าน บิดาย่อมไม่มีอำนาจฟ้องคดีต่อศาล ซึ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลสามารถยกขึ้นวินิจฉัยเองได้

บทความน่าสนใจ

ในคดีนี้โจทก์เป็นบิดาที่มิได้สมรสกับจำเลย และต้องการให้เด็กชายโอภาสเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของตนโดยอาศัยมาตรา 1527 จึงฟ้องขอให้ศาลพิพากษาว่าเด็กเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมาย และให้จำเลยไปให้ความยินยอมจดทะเบียนรับรองบุตรจำเลยให้การปฏิเสธ พร้อมฟ้องแย้งเรียกเด็กคืนอ้างว่าโจทก์มิได้เลี้ยงดูและมีพฤติการณ์รุนแรงในครอบครัว 

ศาลฎีกาวินิจฉัยโดยอาศัยบทบัญญัติมาตรา 1527 และพระราชบัญญัติจดทะเบียนครอบครัว พ.ศ. 2478 มาตรา 19 ตามกฎหมายดังกล่าวมีใจความว่า บิดาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายเมื่อประสงค์จะจดทะเบียนบุตรรับรองบุตรจะต้องไปขอจดทะเบียนต่อสำนักทะเบียน เมื่อเด็กและมารดาเด็กยินยอมนายทะเบียนก็จะรับจดทะเบียนให้ แต่ถ้าเด็กหรือมารดาเด็กคัดค้านการขอจดทะเบียน บิดาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายจึงจะมีอำนาจนำคดีมาฟ้องศาลได้ โดยฟ้องเด็กและมารดาร่วมกันเป็นจำเลยขอให้ศาลพิพากษาว่าเด็กนั้นเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของตน ให้เด็กและมารดาเด็กไปให้ความยินยอมในการจดทะเบียนเด็กเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมาย 

แต่ข้อเท็จจริงปรากฏว่าโจทก์ไม่เคยยื่นคำร้องต่อนายทะเบียนเลยจึงไม่อาจเกิดกรณีคัดค้านจากมารดาหรือเด็กได้ อำนาจฟ้องของโจทก์จึงยังไม่เกิด

แม้จำเลยมิได้ยกข้อต่อสู้เรื่องอำนาจฟ้อง แต่ประเด็นนี้เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนศาลฎีกาจึงยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตามมาตรา 142(5) นอกจากนี้เมื่อโจทก์และจำเลยมิได้จดทะเบียนสมรส เด็กจึงเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของจำเลยผู้เป็นมารดาทำให้จำเลยมีอำนาจฟ้องเรียกเด็กคืนได้ ศาลฎีกาพิพากษาแก้เป็นว่าให้ยกฟ้องโจทก์ และให้โจทก์มอบเด็กชายโอภาสคืนแก่จำเลย

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2268/2533

สิทธิของเด็กอายุ 15 ปีขึ้นไปในการฟ้องรับรองบุตรและขอค่าเลี้ยงดู

คำพิพากษานี้เป็นแนววินิจฉัยสำคัญว่าด้วยสิทธิของเด็กที่มีอายุเกินสิบห้าปีในการฟ้องขอให้บิดารับรองบุตร และสามารถเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูในคดีเดียวกันได้หรือไม่ ภายใต้บทบัญญัติมาตรา 1556 และข้อจำกัดเรื่องคดีอุทลุมตามมาตรา 1562 อีกทั้งศาลฎีกายังชี้ว่าศาลล่างไม่มีอำนาจสั่งให้บิดาไปจดทะเบียนรับรองบุตรภายในกำหนดเวลา เพราะกฎหมายกำหนดวิธีดำเนินการหลังคำพิพากษาไว้ชัดเจนแล้ว คดีนี้จึงเป็นกรณีตัวอย่างเกี่ยวกับอำนาจฟ้อง สิทธิเรียกร้องต่อเนื่อง และขอบเขตคำพิพากษาที่ศาลจะก้าวล่วงไม่ได้

บทความน่าสนใจ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มาตรา 1556 วรรคสอง ให้อำนาจเด็กที่มีอายุ 15 ปีบริบูรณ์ เด็กสามารถฟ้องขอให้รับเด็กเป็นบุตรได้เอง โดยไม่ต้องให้ผู้แทนโดยชอบธรรมดำเนินการแทน เมื่อโจทก์มีอายุเกิน 15 ปีจึงมีอำนาจฟ้องโดยชอบ เนื่องจาก ขณะยื่นฟ้องโจทก์ยังไม่เป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของจำเลย คดีจึงไม่เป็นคดีอุทลุม ไม่ต้องห้ามตามมาตรา 1562

ส่วนคำขอค่าอุปการะเลี้ยงดู ศาลเห็นว่าเป็นผลโดยตรงที่เกิดขึ้นหลังจากมีการรับรองความเป็นบุตร และเป็น “เรื่องต่อเนื่องจากการรับรองบุตร” เด็กจึงมีสิทธิฟ้องเรียกค่าเลี้ยงดูในคดีเดียวกันได้อย่างชอบด้วยกฎหมาย

อย่างไรก็ตามในส่วนที่คำพิพากษาศาลล่างที่สั่งให้จำเลยไปจดทะเบียนรับรองบุตรภายใน 30 วัน หากไม่ทำให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนานั้น ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะพระราชบัญญัติจดทะเบียนครอบครัว พ.ศ. 2478 มาตรา 20 บัญญัติชัดว่า ผู้มีส่วนได้เสียต้องนำ “สำเนาคำพิพากษาถึงที่สุด” ไปยื่นต่อสำนักทะเบียนเพื่อให้ลงบันทึกเท่านั้น อีกทั้งโจทก์มิได้มีคำขอเช่นนั้นในคำฟ้อง การพิพากษาเช่นนั้นจึงเป็นการเกินคำขอ ต้องห้ามตามมาตรา 142 วรรคแรก

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2035/2568

จดทะเบียนรับรองบุตรระหว่างคดี ก็มีผลย้อนหลังได้: สิทธิของบิดาไม่ได้เริ่มนับจากวันจดทะเบียน

กรณีบุตรเกิดจากบิดามารดาที่ไม่ได้จดทะเบียนสมรส หลายคนเข้าใจว่ามารดาเป็นผู้มีอำนาจปกครองแต่เพียงผู้เดียว และหากบิดาเพิ่งจดทะเบียนรับรองบุตรภายหลัง สิทธิของบิดาย่อมเกิดขึ้นนับจากวันจดทะเบียนเท่านั้น แต่กฎหมายกำหนดผลของการรับรองบุตรไว้แตกต่างจากที่หลายคนเข้าใจ โดยการจดทะเบียนรับรองบุตรมีผลย้อนหลังไปถึงวันที่บุตรเกิด ซึ่งส่งผลโดยตรงต่ออำนาจปกครองและการพิจารณาสิทธิของบิดาในคดี

บทความที่น่าสนใจ

คดีนี้ โจทก์และจำเลยอยู่กินกันโดยไม่ได้จดทะเบียนสมรสและมีบุตรด้วยกันหนึ่งคน ภายหลังเลิกรากัน มารดาฟ้องเรียกบุตรคืนโดยอ้างว่าตนเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองเพียงผู้เดียว เพราะจำเลยยังไม่ได้จดทะเบียนรับรองบุตร อย่างไรก็ตาม ระหว่างการพิจารณาคดี จำเลยได้จดทะเบียนรับรองบุตรโดยชอบด้วยกฎหมาย ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1557 การรับรองบุตรมีผลย้อนหลังไปตั้งแต่วันที่เด็กเกิด ทำให้จำเลยมีสถานะเป็นบิดาโดยชอบด้วยกฎหมาย และบุตรผู้เยาว์อยู่ในอำนาจปกครองของทั้งบิดาและมารดา ส่วนการกำหนดว่าบุตรควรอยู่กับฝ่ายใด ศาลต้องยึดประโยชน์สูงสุดของเด็กเป็นสำคัญ โดยพิจารณาความต่อเนื่องในการเลี้ยงดู การศึกษา สภาพแวดล้อม และผลกระทบต่อสภาพจิตใจของเด็ก ซึ่งคดีนี้บุตรอาศัยอยู่กับบิดามาโดยตลอด ได้รับการเลี้ยงดูและศึกษาอย่างต่อเนื่อง การย้ายไปอยู่กับมารดาอาจส่งผลกระทบต่อการปรับตัวของเด็ก ศาลจึงกำหนดให้บุตรอยู่กับบิดา พร้อมให้มารดามีสิทธิรับบุตรไปดูแลในช่วงวันหยุด

คำพิพากษานี้ยืนยันหลักสำคัญว่า การจดทะเบียนรับรองบุตรไม่ได้ก่อให้เกิดสิทธิเฉพาะนับแต่วันจดทะเบียน แต่มีผลย้อนหลังไปถึงวันที่บุตรเกิด ทำให้บิดามีสถานะเป็นบิดาโดยชอบด้วยกฎหมายและมีอำนาจปกครองร่วมกับมารดา ทั้งนี้ หากเกิดข้อพิพาทว่าเด็กควรอยู่กับฝ่ายใด ศาลจะยึดหลักประโยชน์สูงสุดของเด็กเป็นสำคัญ มากกว่าการพิจารณาสิทธิของบิดาหรือมารดาเพียงฝ่ายเดียว

คำพิพากษาศาลฎีกาที่  5660/2559

สิทธิฟ้องรับรองบุตรมีเฉพาะผู้ที่กฎหมายกำหนด

การเป็นบิดาโดยสายเลือดกับการเป็นบิดาโดยชอบด้วยกฎหมายไม่ใช่เรื่องเดียวกัน กฎหมายกำหนดวิธีที่บุตรนอกสมรสจะมีฐานะเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของบิดาไว้อย่างชัดเจน และกำหนดด้วยว่าใครเป็นผู้มีสิทธิขอให้ศาลรับรองสถานะดังกล่าว คำพิพากษาศาลฎีกาคดีนี้จึงเป็นแนววินิจฉัยสำคัญที่ชี้ให้เห็นว่า ผู้ที่อ้างว่าเป็นบิดาไม่อาจใช้สิทธิฟ้องต่อศาลเพื่อขอให้ตนเองเป็นบิดาโดยชอบด้วยกฎหมายได้ หากกฎหมายมิได้บัญญัติให้มีสิทธิเช่นนั้น

บทความที่น่าสนใจ

คดีนี้ ผู้ร้องอ้างว่าเป็นบิดาของผู้ตายและขอให้ศาลมีคำสั่งรับรองว่าตนเป็นบิดาโดยชอบด้วยกฎหมาย เพื่อให้มีสิทธิรับมรดกของผู้ตาย ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1547 กำหนดให้บุตรนอกสมรสจะเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของบิดาได้เพียง 3 กรณี ได้แก่ บิดามารดาสมรสกันภายหลัง บิดาจดทะเบียนรับรองบุตร หรือศาลพิพากษาว่าเด็กเป็นบุตร อย่างไรก็ตาม การฟ้องขอให้ศาลพิพากษาว่าเด็กเป็นบุตรนั้น เป็นสิทธิของฝ่ายเด็กตามมาตรา 1555 ไม่ใช่สิทธิของบุคคลที่อ้างว่าเป็นบิดา อีกทั้งผู้ร้องก็ไม่ได้ขอให้ศาลมีคำพิพากษาเพื่อนำไปจดทะเบียนรับรองบุตรตามกฎหมาย แต่กลับขอให้ศาลรับรองสถานะของตนเองว่าเป็นบิดาโดยชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งกฎหมายไม่ได้รับรองสิทธิในการฟ้องลักษณะดังกล่าว ศาลจึงไม่อาจมีคำสั่งตามที่ร้องขอได้

คำพิพากษานี้ยืนยันหลักสำคัญว่า การรับรองบุตรต้องเป็นไปตามวิธีการและผู้มีสิทธิที่กฎหมายกำหนดเท่านั้น แม้บุคคลจะอ้างว่าเป็นบิดาที่แท้จริง ก็ไม่อาจฟ้องขอให้ศาลรับรองตนเองเป็นบิดาโดยชอบด้วยกฎหมายเพื่อให้เกิดสิทธิในมรดกได้ หากกฎหมายไม่ได้บัญญัติให้มีสิทธิเช่นนั้น การได้มาซึ่งสถานะบิดาโดยชอบด้วยกฎหมายจึงต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนดอย่างเคร่งครัด มิใช่เกิดขึ้นจากการกล่าวอ้างของฝ่ายบิดาเพียงฝ่ายเดียว

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11274/2553

รับรองบุตรแล้ว เปลี่ยนใจเพิกถอนทีหลังไม่ได้: กฎหมายกำหนดเวลาไว้ชัดเจน

การรับรองบุตรเป็นการรับรองสถานะความเป็นบิดาโดยชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งก่อให้เกิดสิทธิและหน้าที่ระหว่างบิดากับบุตร รวมถึงสิทธิในการใช้นามสกุลและการรับมรดก หลายคนอาจเข้าใจว่า หากภายหลังพบว่าตนมิใช่บิดาที่แท้จริง ก็สามารถเพิกถอนการรับรองบุตรได้ทุกเมื่อ แต่กฎหมายกำหนดระยะเวลาในการใช้สิทธิดังกล่าวไว้อย่างเคร่งครัด เพื่อสร้างความมั่นคงให้แก่สถานะของบุตรและความสัมพันธ์ในครอบครัว

บทความที่น่าสนใจ

คดีนี้ โจทก์อ้างว่าตนรับรองจำเลยที่ 1 เป็นบุตรโดยสำคัญผิด ทั้งที่มิใช่บิดาที่แท้จริง จึงขอให้ศาลเพิกถอนการจดทะเบียนรับรองบุตรและห้ามจำเลยทั้งสี่ใช้นามสกุลของตน ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้ผู้มีส่วนได้เสียจะมีสิทธิขอเพิกถอนการจดทะเบียนรับรองบุตรตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1554 แต่กฎหมายกำหนดให้ฟ้องภายใน 3 เดือนนับแต่วันที่ทราบการจดทะเบียน และห้ามฟ้องเมื่อพ้น 10 ปีนับแต่วันจดทะเบียน ซึ่งเป็นกำหนดเวลาตามกฎหมายที่ตัดสิทธิในการฟ้องโดยเด็ดขาด มิใช่อายุความ เมื่อโจทก์ยื่นฟ้องหลังจากจดทะเบียนรับรองบุตรเกิน 10 ปี จึงหมดสิทธิขอเพิกถอนการรับรองบุตร ส่งผลให้จำเลยที่ 1 ยังคงเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของโจทก์ และมีสิทธิใช้นามสกุลของโจทก์ รวมถึงบุตรของจำเลยที่ 1 ก็มีสิทธิใช้นามสกุลดังกล่าวตามกฎหมายเช่นเดียวกัน

คำพิพากษานี้ยืนยันหลักสำคัญว่า การรับรองบุตรไม่อาจเพิกถอนได้ตลอดเวลา แม้ภายหลังจะปรากฏว่าผู้รับรองมิใช่บิดาที่แท้จริงก็ตาม หากพ้นกำหนด 10 ปีนับแต่วันจดทะเบียน กฎหมายย่อมตัดสิทธิในการฟ้องเพิกถอนโดยเด็ดขาด เพื่อให้สถานะความเป็นบุตรและสิทธิที่เกี่ยวเนื่องได้รับความมั่นคงและความคุ้มครองตามกฎหมาย






อำนาจปกครองบุตร-ค่าเลี้ยงดูบุตร

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 965/2562

เงินเลี้ยงลูกต้องมาก่อน: ศาลฎีกาตัดสินชัด หนี้นอกระบบไม่สามารถอ้างเพื่อเลี่ยงสัญญาหย่าได้

การหย่าอาจยุติความสัมพันธ์ของสามีภรรยา แต่ไม่อาจยุติหน้าที่ของความเป็นบิดามารดาได้ หากผู้มีหน้าที่ส่งเสียเลี้ยงดูบุตร ประสบปัญหาทางการเงิน หรือมีหนี้สินกับอดีตคู่สมรส จะสามารถอ้างเหตุเหล่านั้นเพื่อหลีกเลี่ยงการชำระค่าเลี้ยงดูหรือขอหัก กลบลบหนี้ได้หรือไม่? คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 965/2562 ได้วางหลักสำคัญว่า สิทธิในค่าอุปการะเลี้ยงดูเป็นสิทธิของบุตรผู้เยาว์ จึงไม่อาจถูกลดทอนหรือกระทบด้วยภาระหนี้ส่วนตัวของบิดามารดาได้

บทความน่าสนใจ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่965/2562 โจทก์และจำเลยจดทะเบียนหย่ากัน โดยตกลงให้จำเลยซึ่งเป็นบิดาส่งค่าอุปการะเลี้ยงดู บุตรสองคนเดือนละ 20,000 บาท จนกว่าบุตรจะอายุครบ 20 ปีบริบูรณ์ และรับผิดชอบค่าอุปกรณ์การเรียน ค่าเล่าเรียน และค่าเรียนพิเศษของบุตรคนที่ 1 ต่อมาจำเลยชำระเงินไม่ครบและหยุดชำระ โจทก์จึงฟ้องเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูและค่าใช้จ่าย ทางการศึกษาที่ค้างชำระ

จำเลยอ้างว่าถูกออกจากงาน มีภาระหนี้สิน และมีหนี้ครัวเรือนที่โจทก์ต้องร่วมรับผิด จึงขอหักกลบลบหนี้ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้ออ้างดังกล่าวรับฟังไม่ได้ เพราะจำเลยเริ่มผิดนัดชำระก่อนถูกออกจากงาน อีกทั้งยังได้รับเงินจากการออกจากงาน แต่ไม่นำมาปฏิบัติตามสัญญาหย่า ส่วนหนี้ครัวเรือนไม่มีการบันทึกไว้ในสัญญาหย่า จึงไม่กระทบต่อหน้าที่ในการอุปการะเลี้ยงดูบุตร นอกจากนี้ สิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูเป็นสิทธิเฉพาะตัวของบุตรผู้เยาว์ จำเลยจึงไม่อาจนำหนี้ที่อ้างว่าโจทก์มีต่อจำเลย มาหักกลบลบหนี้ได้

คำพิพากษานี้ยืนยันว่า ข้อตกลงเรื่องค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรตามสัญญาหย่ามีผลผูกพัน ผู้มีหน้าที่ชำระไม่อาจอ้างภาระหนี้ ส่วนตัวหรือหนี้ระหว่างอดีตคู่สมรสมาเป็นเหตุไม่ชำระหรือหักกลบลบหนี้ได้ เพราะสิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูเป็น สิทธิเฉพาะตัวของบุตร และเป็นหน้าที่สำคัญของบิดามารดาตามกฎหมาย

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7108/2551

ค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรเป็นหนี้ที่บิดาและมารดาต้องรับผิดชอบร่วมกัน หากไม่ได้ตกลงไว้เป็นอย่างอื่น

กรณีตัวอย่างจากคำพิพากษาศาลฎีกานี้จึงเป็นหลักเกณฑ์สำคัญสำหรับผู้ปกครองที่กำลังจะหย่า หรือหย่าแล้ว ว่า หากไม่ได้หน้าที่ความรับผิดไว้เป็นสัญญา บิดามารดามีหน้าที่อุปการะเลี้ยงดูและให้การศึกษาบุตรร่วมกันอย่างลูกหนี้ร่วม และแม้จะมีการจ่ายเงินเพื่อการศึกษา ก็ไม่ใช่เหตุผลที่จะไม่ชำระค่าอุปการะให้กับฝ่ายที่ดูแลบุตร คดีนี้จึงแสดงให้เห็นหลักกฎหมายที่ศาลปรับใช้และการสร้างความเป็นธรรมให้กับฝ่ายที่รับหน้าที่ดูแลบุตร

บทความน่าสนใจ

คำพิพากษาฎีกานี้ชี้ให้เห็นว่า บิดาและมารดามีหน้าที่ร่วมกันในการอุปการะเลี้ยงดูบุตรตาม ป.พ.พ. มาตรา 1564 วรรคหนึ่ง ไม่ว่าฝ่ายใดจะเป็นผู้ดูแล หรือบุตรอาศัยอยู่กับฝ่ายใดหากไม่มีข้อตกลงให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งรับผิดชอบฝ่ายเดียว อีกฝ่ายยังต้องร่วมรับผิดในฐานะลูกหนี้ร่วมกันตาม มาตรา 296 แม้จำเลยจะอ้างว่าได้ออกค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาไปแล้ว ก็ไม่สามารถใช้ข้อนี้เพื่อปฏิเสธค่าอุปการะเลี้ยงดูได้ เนื่องจากเป็นคนละส่วนกัน และแม้จำเลยจะมีรายได้มากกว่าโจทก์ก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น ความรับผิดในการเลี้ยงดูต้องคำนึงถึงประโยชน์ของบุตรเป็นสำคัญ ทั้งนี้ศาลสามารถกำหนดหรือแก้ไขจำนวนได้ตาม มาตรา 1598/38 และ 1598/39

ศาลจึงมีคำพิพากษาให้จำเลยต้องจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูแก่บุตรทั้งสองเดือนละ 8,000 บาทต่อคน แต่ต่อมาเมื่อมีพฤติการณ์ว่าบุตรคนเล็กกลับมาอาศัยอยู่กับจำเลย ศาลจึงตัดภาระนี้นับแต่เดือนมีนาคม 2550 เป็นต้นไป ทำให้จำเลยไม่ต้องชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรคนเล็กให้แก่โจทก์

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2697/2548

การฟ้องเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรหลังหย่า

หลายท่านเข้าใจว่าหน้าที่พ่อแม่จบลงเมื่อมีการหย่าและลูกบรรลุนิติภาวะแล้ว แต่คำพิพากษาศาลฎีกาฉบับนี้เผยให้เห็นว่าภาระในการเลี้ยงดูบุตรนั้นเป็นหน้าที่ร่วมกันที่ตามติดพ่อแม่แม้ชีวิตสมรสจะสิ้นสุด หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งออกค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์เพียงลำพังก็มีสิทธิเรียกคืนจากอีกฝ่ายภายใต้กรอบกฎหมายและอายุความที่ชัดเจน คดีนี้จึงเป็นตัวอย่างสำคัญที่บิดามารดาทุกคนควรศึกษาโดยเฉพาะในกรณีที่ไม่มีข้อตกลงเรื่องค่าเลี้ยงดูหลังหย่า

บทความน่าสนใจ

พิพากษาศาลฎีกานี้เกิดจากกรณีที่โจทก์ (มารดา) เลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์หลังหย่าโดยลำพัง โดยไม่มีการตกลงกันในทะเบียนหย่าว่ามารดาต้องรับผิดชอบค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรแต่เพียงผู้เดียวเมื่อลูกทั้งสามบรรลุนิติภาวะแล้ว โจทก์จึงฟ้องจำเลย (อดีตสามี) เรียกคืนค่าเลี้ยงดูย้อนหลัง จำเลยอ้างว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องและคดีขาดอายุความ แต่ศาลฎีกายืนยันว่า มาตรา 1564 และ 1565 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ กำหนดให้พ่อแม่มีหน้าที่เลี้ยงดูบุตรร่วมกันหากฝ่ายใดจ่ายฝ่ายเดียว ย่อมฟ้องอีกฝ่ายเพื่อแบ่งภาระได้ตามมาตรา 229(3)

ศาลวินิจฉัยว่า การเรียกค่าเลี้ยงดูย้อนหลังมีอายุความ 5 ปี นับจากวันที่เริ่มชำระ ไม่ใช่คดีเกี่ยวกับทรัพย์สินระหว่างผู้เยาว์กับผู้ใช้อำนาจปกครองที่มีอายุความเพียง 1 ปี ผลสุดท้าย ศาลพิพากษาให้จำเลยชำระค่าเลี้ยงดูบุตรย้อนหลังแก่โจทก์จำนวน 76,602 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 272/2561

การฟ้องหย่าโดยไม่มีเหตุเพียงพอ ศาลยกฟ้องและสั่งให้จ่ายค่าเลี้ยงดูภรรยา

เป็นคดีหย่าที่สะท้อนความซับซ้อนของชีวิตคู่ที่ศาลฎีกากลับไม่เห็นด้วยกับการฟ้องหย่าของฝ่ายสามีทั้งที่อ้างว่าภรรยาเป็นฝ่ายสร้างปัญหาให้ชีวิตตนจนไม่อาจอยู่ร่วมกันได้อีกต่อไป แต่เมื่อพิจารณาข้อเท็จจริงอย่างละเอียดกลับพบว่าฝ่ายภรรยาเป็นผู้ถูกทอดทิ้งและพยายามรักษาครอบครัวไว้ คดีนี้จึงกลายเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับคดีครอบครัวที่ศาลมองเกินกว่าคำกล่าวอ้าง และให้ความสำคัญกับพฤติกรรมและความพยายามของคู่สมรสในความเป็นจริง

บทความน่าสนใจ

โจทก์ทันตแพทย์ชายฟ้องหย่าภรรยาโดยอ้างว่าไม่ได้รับความสงบในชีวิตคู่ และถูกภริยาละเมิดสิทธิส่วนบุคคลจนไม่สามารถดำรงสถานะสมรสต่อไปได้แต่ข้อเท็จจริงที่ปรากฏในชั้นศาลกลับต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง ศาลรับฟังข้อเท็จจริงได้ว่า โจทก์หายออกจากบ้านนาน 3 เดือนโดยไม่ติดต่อกับครอบครัวเลย ภรรยาเป็นผู้ตามหาสามีที่ย้ายไปเปิดคลินิกที่ภูเก็ตทั้งยังเดินทางไปอยู่ด้วยหลายครั้ง และทั้งสองยังมีเพศสัมพันธ์กันแม้โจทก์อ้างว่า “ไม่เป็นปกติ” แต่ศาลเห็นว่าเพศสัมพันธ์ย่อมเกิดจากความยินยอมโดยเฉพาะฝ่ายชายที่หากไม่สมัครใจย่อมเป็นไปไม่ได้

โจทก์ยังอ้างว่าภริยารบกวนการเรียน และทำให้เสียชื่อเสียงจากการไปพบโจทก์ที่ห้องเรียนแพทย์เฉพาะทาง แต่ศาลกลับเห็นว่าการแสดงตัวในฐานะภรรยา และไม่ได้กระทำการใดให้โจทก์เสียหาย มีแต่จำเลยซึ่งถูกนางสาว ก. ที่อาศัยอยู่กับโจทก์ในคลินิก ใช้กำลังทำร้ายต่อหน้าตำรวจ ละพูดท้ายคำที่ทำให้จำเลยเสียหาย

ศาลจึงเห็นว่าโจทก์ไม่มีเหตุฟ้องหย่า และยังต้องจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูภริยาเดือนละ 20,000 บาทตามความสามารถและฐานะ และให้คืนค่าขึ้นศาลแก่จำเลยเพราะจำเลยมีสิทธิฟ้องแย้งเรื่องเลี้ยงดูโดยไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียม

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8151/2560

สิทธิการฟ้องเรียกค่าเลี้ยงชีพ และค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรภายหลังการหย่า

ในการหย่าร้างไม่เพียงทำให้สถานะและหน้าที่ของคู่สมรสสิ้นสุดลง แต่ยังก่อให้เกิดสิทธิตามกฎหมายได้ เช่น สิทธิในการเรียกขอค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตร การเรียกขอค่าเลี้ยงชีพ หรือสิทธิในการขอให้ศาลสั่งให้อำนาจปกครองบุตรอยู่ที่ตนเพียงฝ่ายเดียว ในคำพิพากษาฎีกาที่ 8151/2560 เป็นตัวอย่างสำคัญที่ชี้ให้เห็นว่า การหย่าที่เกิดจากความผิดของคู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งนั้นส่งผลต่อสิทธิในการเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตร และค่าเลี้ยงชีพมากน้อยเพียงใด

บทความน่าสนใจ

ในคดีนี้ โจทก์มีอำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์และได้ดูแลบุตรจนบรรลุนิติภาวะ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1564 วรรคหนึ่ง เมื่อบุตรบรรลุนิติภาวะ โจทก์จึงหมดหน้าที่ในการเลี้ยงดู

ประเด็นสำคัญอยู่ที่ค่าเลี้ยงชีพของจำเลยซึ่งเป็นฝ่ายถูกฟ้องหย่า แม้โดยหลักการตาม ป.พ.พ. มาตรา 1526 คู่สมรสที่ยากจนลงเพราะการหย่าอาจเรียกร้องค่าเลี้ยงชีพได้ แต่หากการหย่านั้นเกิดจากความผิดของตนเอง เช่น ในฎีกานี้ที่จำเลยกระทำการเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยากับโจทก์อย่างร้ายแรง ทำให้ไม่สามารถอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาได้ดังนั้นจำเลยจึงไม่มีสิธิในการเรียกค่าเลี้ยงชีพจากโจทก์ อย่างไรก็ดีศาลเห็นว่าในระหว่างก่อนมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้หย่าจำเลยยังมีสิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรได้ และสิทธิในการได้รับค่าอุปการะเลี้ยงดูแม้มิได้ขอศาล ศาลก็มีอำนาจให้ได้ตามมาตรา 1598/38

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7345/2560

ค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรสามารถเรียกได้ตั้งแต่วันที่บุตรเกิด

คำพิพากษาฎีกาที่ 7345/2560 สะท้อนให้เห็นความสำคัญในการตีความกฎหมายครอบครัว โดยเฉพาะสิทธิของเด็กที่เกิดจากบิดามารดานอกสมรส เมื่อมีการแก้ไขกฎหมายใหม่ให้การเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายมีผลนับแต่วันที่บุตรเกิดดังนั้นการเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรจึงเรียกได้นับแต่วันที่บุตรเกิดเช่นกัน

บทความน่าสนใจ

ในคดีนี้ โจทก์ฟ้องจำเลยซึ่งเป็นบิดาโดยเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูเดือนละ 10,000 บาท รวมย้อนหลัง 1,720,000 บาท นับตั้งแต่วันเกิดถึงวันฟ้อง จำเลยอ้างว่าคดีขาดอายุความแต่ศาลเห็นว่ากรณีนี้ไม่ใช่การเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูที่มีการกำหนดจ่ายเป็นระยะเวลา และการยกข้ออ้างคดีขาดอายุความตามมาตรา 1547 เนื่องจากไม่มีการยกขึ้นอ้างในศาลชั้นต้นศาลอุทธรณ์จึงไม่รับวินิจฉัย

ศาลชี้ว่า ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1557 (ที่แก้ไขใหม่) ความเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายมีผลย้อนหลังไปถึงวันเกิด ส่งผลให้เด็กมีสิทธิเรียกค่าเลี้ยงดูบุตรได้นับแต่วันที่เกิด โดยไม่ต้องรอให้ศาลพิพากษาก่อน

แม้ศาลอุทธรณ์ลดค่าเลี้ยงดูลงเหลือ 685,000 บาท โดยเห็นว่าบิดาและมารดาควรจ่ายเท่ากัน แต่ศาลฎีกากลับเห็นว่าการกำหนดค่าเลี้ยงดูต้องดูความสามารของผู้มีหน้าที่ให้ ฐานะของผู้รับและพฤติการณ์แห่งคดี ป.พ.พ. มาตรา 1598/38 และศาลจะสั่งแก้ไขค่าอุปการะเลี้ยงดูเพิ่มขึ้นหรือลดลงในภายหลังก็ได้  การพิพากษาตามยอดเดิม 1,370,000 บาทจึงไม่ใช่การพิพากษาที่เกิดคำขอ