Tag Archives: #ปรึกษากฎหมายครอบครัว

การบุกรุกและการรบกวนสิทธิในอสังหาริมทรัพย์

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8309/2548

สิทธิที่จะอยู่อาศัยอย่างสงบเมื่อโรงงานก่อความเดือดร้อนละเมิดสิทธิเพื่อนบ้าน

การอยู่อาศัยในบ้านของตนอย่างสงบเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานตามกฎหมายแพ่ง แต่หากเพื่อนบ้านตั้งโรงงานที่ก่อเสียงดังและกลิ่นเหม็นจนรบกวนความเป็นอยู่ ย่อมกลายเป็นปัญหาทางกฎหมายที่ต้องหาทางเยียวยา คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8309/2548 เป็นกรณีสำคัญที่ตีความบทบัญญัติมาตรา 420 และ 1337 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ โดยชี้ว่าเจ้าของบ้านที่ได้รับความเดือดร้อนมีสิทธิฟ้องร้องให้ผู้กระทำละเมิดยุติการกระทำนั้นได้ แต่ไม่อาจฟ้องขอให้ย้ายสถานประกอบการไปยังที่อื่น ซึ่งถือเป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐ คดีนี้จึงสะท้อนสมดุลของสิทธิในทรัพย์สินของเจ้าของโรงงานและสิทธิในการอยู่อาศัยของเพื่อนบ้านได้อย่างชัดเจน

บทความน่าสนใจ

คดีนี้เกิดจากการที่โจทก์ทั้งสองพักอาศัยอยู่ในบ้านซึ่งอยู่ติดกับโรงงานของจำเลยที่ประกอบกิจการทำหลังคารถ พ่นสี และงานโลหะ ส่งเสียงดังและกลิ่นเหม็นรบกวนเป็นเวลาหลายปี ส่งผลกระทบต่อสุขภาพกายและจิตใจของโจทก์ จึงฟ้องเรียกค่าเสียหาย 220,000 บาท พร้อมขอให้ศาลสั่งให้จำเลยทั้งสองย้ายโรงงานไปยังนิคมอุตสาหกรรมหรือสถานที่อื่นที่ห่างไกล

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การกระทำของจำเลยถือเป็นการละเมิดสิทธิของโจทก์ตามมาตรา 420 เพราะก่อให้เกิดความเดือดร้อนรำคาญและกระทบต่อสุขภาพอนามัย แต่ในส่วนของคำขอย้ายโรงงานนั้น ไม่ใช่สิทธิที่บุคคลทั่วไปจะฟ้องขอได้โดยตรง เพราะเป็นอำนาจของพนักงานเจ้าหน้าที่ตาม พ.ร.บ.โรงงาน พ.ศ. 2535

นอกจากนี้ ศาลยังวางหลักเกี่ยวกับค่าเสียหาย โดยเห็นว่า ค่าใช้จ่ายเช่นการติดตั้งแอร์ สร้างบ้านใหม่ หรือจ้างคนเฝ้าบ้าน ถือเป็นความเสียหายที่ไกลเกินเหตุ จำเลยไม่ต้องรับผิด อย่างไรก็ดี ศาลพิจารณาความเสียหายที่เกิดขึ้นจริงและพิพากษาให้จำเลยทั้งสองชดใช้ค่าเสียหาย 50,000 บาท

คำพิพากษานี้ยืนยันว่า แม้จะไม่สามารถบังคับให้ย้ายโรงงานได้ แต่ผู้ได้รับความเดือดร้อนย่อมมีสิทธิป้องกันการละเมิดและเรียกค่าสินไหมทดแทนตามกฎหมายได้อย่างชอบธรรม

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2153/2520

การห้ามละเมิดกับเสียงและกลิ่นจากกิจการซ่อมรถ

การใช้ที่ดินหรืออาคารเพื่อประกอบกิจการใด ๆ แม้จะอยู่ภายในสิทธิของตนเอง หากกระทบต่อความสงบสุขหรือสุขภาพของผู้อื่นโดยรอบ ก็อาจเป็นเหตุให้ถูกฟ้องร้องได้ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2153/2520 ได้วางแนวทางสำคัญเกี่ยวกับสิทธิของผู้เสียหายในการขอให้ศาลห้ามการกระทำที่ก่อความเดือดร้อนรำคาญและอาจเป็นอันตรายต่อร่างกายหรือจิตใจ โดยถือว่าคดีลักษณะนี้เป็น “การฟ้องขอให้ปลดเปลื้องทุกข์” ซึ่งไม่ใช่คดีมีทุนทรัพย์ตามความหมายของกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง แม้มีคำขอค่าสินไหมเพิ่มเติมก็ตาม ทั้งยังชี้ให้เห็นหลักในการตีความข้อห้ามอุทธรณ์กรณีทุนทรัพย์ไม่ถึงเกณฑ์

บทความน่าสนใจ

ในคดีนี้ โจทก์อาศัยอยู่ในพื้นที่อยู่อาศัยใกล้กับที่ดินของจำเลย ซึ่งใช้เป็นสถานที่ซ่อมรถยนต์ เคาะตัวถัง และพ่นสี ทำให้เกิดเสียงดังและกลิ่นเหม็นจนกระทบต่อสุขภาพและจิตใจของโจทก์และครอบครัว โจทก์จึงฟ้องขอให้ศาลห้ามมิให้จำเลยกระทำการดังกล่าวอีก พร้อมเรียกค่าเสียหาย 10,000 บาท และค่าเสียหายในอนาคตเดือนละ 5,000 บาท

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยหยุดพฤติกรรมที่ก่อความรำคาญและชดใช้ค่าเสียหาย ศาลอุทธรณ์เห็นว่าเมื่อทุนทรัพย์ในคดีไม่ถึง 20,000 บาท จำเลยอุทธรณ์ได้เฉพาะปัญหาข้อกฎหมาย ไม่อาจอุทธรณ์ข้อเท็จจริง จึงยกอุทธรณ์

อย่างไรก็ดี ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้เป็น “คดีปลดเปลื้องทุกข์” ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 224 วรรคสอง ซึ่งแม้จะมีคำขอค่าสินไหม ก็ไม่ถือเป็นคดีมีทุนทรัพย์ จึงไม่อยู่ภายใต้ข้อจำกัดการอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง จำเลยจึงยังมีสิทธิอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงได้

คำพิพากษานี้สะท้อนให้เห็นถึงการคุ้มครองสิทธิของผู้อยู่อาศัยจากความเดือดร้อนที่เกิดจากการใช้กรรมสิทธิ์ในทางที่กระทบต่อผู้อื่น และแสดงถึงแนวทางการตีความกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งเกี่ยวกับคดีไม่มีทุนทรัพย์

 
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8888/2544

แม้ไม่ใช่เจ้าของแต่อยู่ในที่ดินก่อนที่ผู้เสียหายจะได้กรรมสิทธิ์ไม่ถือว่าเป็นการบุกรุก

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8888/2544 เป็นกรณีตัวอย่างสำคัญที่สะท้อนหลักการตีความความผิดฐาน “บุกรุก” ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 362 ได้อย่างชัดเจน โดยศาลวินิจฉัยว่า หากจำเลยเข้าอยู่ในที่ดินมาก่อนที่ผู้เสียหายจะได้กรรมสิทธิ์ ย่อมไม่ถือว่าเป็นการ “เข้าไป” เพื่อรบกวนการครอบครองของเจ้าของใหม่ การตีความอย่างเคร่งครัดในกรณีนี้เป็นการปกป้องสิทธิของผู้ครอบครองเดิมตามหลักนิติธรรม และป้องกันไม่ให้การโอนกรรมสิทธิ์กลายเป็นเครื่องมือฟ้องร้องผู้ที่อยู่มาก่อนโดยไม่เป็นธรรม

บทความน่าสนใจ

คดีนี้เกิดจากการที่โจทก์ร่วมได้รับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินจากผู้จัดการมรดกของเจ้าของเดิม และเข้าไปดำเนินการใช้ประโยชน์ในที่ดิน ต่อมาจำเลยที่ 1 ขัดขวางและขึงรั้วลวดหนามในที่ดินดังกล่าว โดยอ้างว่าเป็นที่ดินของตน โจทก์ร่วมจึงแจ้งความดำเนินคดีฐานบุกรุก ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิด แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 และศาลฎีกาได้กลับคำพิพากษาโดยยกฟ้อง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ความผิดฐานบุกรุกต้องเกิดจาก “การเข้าไป” ในอสังหาริมทรัพย์โดยเจตนารบกวนการครอบครองของผู้อื่นโดยปกติสุข แต่ในคดีนี้จำเลยมิได้เข้าไปใหม่ หากแต่มีฐานะเป็นลูกจ้างของเจ้าของเดิม มีหน้าที่ดูแลที่ดิน และอยู่ในที่ดินพิพาทอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ก่อนการโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่โจทก์ร่วม พฤติการณ์จึงไม่เข้าข่าย “การเข้าไป” ตามบทบัญญัติมาตรา 362 อีกทั้งไม่ปรากฏว่าจำเลยได้รบกวนการครอบครองของโจทก์ร่วมในลักษณะผิดกฎหมาย

คำพิพากษานี้แสดงให้เห็นว่า ศาลให้ความสำคัญต่อข้อเท็จจริงเกี่ยวกับลำดับเวลาและสถานะทางกฎหมายของการครอบครอง โดยเฉพาะในกรณีที่มีการเปลี่ยนมือเจ้าของที่ดิน จำเลยที่มีสิทธิอยู่ในที่ดินโดยชอบก่อนหน้า ไม่อาจถูกฟ้องฐานบุกรุกได้โดยอัตโนมัติ ทั้งยังสะท้อนหลักการที่ว่า กฎหมายอาญาต้องตีความโดยเคร่งครัดเพื่อคุ้มครองสิทธิของผู้ถูกกล่าวหาอย่างเป็นธรรม

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2041/2529

เข้าไปในบ้านของผู้อื่น แต่มีเหตุอันสมควร ไม่ถือว่าผิดฐานบุกรุก

ในคดีบุกรุก การพิจารณาว่าบุคคลใดเป็น “ผู้เสียหาย” ไม่จำเป็นต้องดูเพียงแค่สิทธิในกรรมสิทธิ์ที่ดินหรือบ้านเท่านั้น แต่ยังรวมถึงบุคคลที่มีสิทธิครอบครองหรืออยู่อาศัยตามปกติ การเข้าไปในที่ดินหรือบ้านของผู้อื่นจะถือเป็นความผิดหรือไม่นั้น ศาลยังต้องพิจารณาเหตุอันสมควรและเจตนาเป็นสำคัญ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2041/2529 ได้วางหลักไว้อย่างชัดเจนว่า หากผู้ที่เข้าไปในบริเวณบ้านของผู้อื่นมีเหตุอันสมควร เช่น การไกล่เกลี่ยข้อพิพาทโดยมีผู้ใหญ่บ้านเรียกไป และมิได้ยืดระยะเวลาการอยู่ในลักษณะท้าทายหรือฝ่าฝืนเจตนาของเจ้าของบ้านอย่างชัดแจ้ง การกระทำนั้นอาจไม่ถึงขั้นเป็นความผิดฐานบุกรุก
 

บทความน่าสนใจ

คดีนี้เกิดจากความขัดแย้งระหว่างจำเลยกับนายจรูญ ผู้เสียหาย ซึ่งอยู่อาศัยในบ้านที่ปลูกอยู่ในที่ดินของจำเลย โดยมีความเกี่ยวข้องเป็นเครือญาติ ก่อนเกิดเหตุ ทั้งสองฝ่ายมีเรื่องผิดใจกัน และผู้เสียหายได้แจ้งความกล่าวหาว่าจำเลยทำโอ่งน้ำแตก ผู้ใหญ่บ้านจึงเรียกจำเลยเข้าไปเจรจาที่ใต้ถุนบ้านของผู้เสียหายเพื่อไกล่เกลี่ย

เมื่อการเจรจาไม่เป็นผลและมีปากเสียงกัน ผู้เสียหายได้ขอให้จำเลยออกจากบริเวณ แต่จำเลยยังไม่ยอมออก และกลับมีท่าทีจะทำร้ายผู้เสียหาย อย่างไรก็ตาม เมื่อมีบุคคลอื่นเข้ามาห้ามและรั้งจำเลยออกไป จำเลยก็ยอมออก

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้บ้านจะอยู่ในที่ดินของจำเลย แต่ผู้เสียหายเป็นผู้อยู่อาศัย จึงมีสถานะเป็นผู้ครอบครองบ้านและเป็น “ผู้เสียหาย” ตามกฎหมายอาญา มาตรา 364 การที่จำเลยเข้าไปในบ้านตามคำเรียกของผู้ใหญ่บ้านจึงเป็นการมีเหตุอันสมควร และเมื่อความขัดแย้งเกิดขึ้นและจำเลยออกจากบ้านหลังจากมีผู้ห้ามปรามโดยไม่ฝ่าฝืนอย่างร้ายแรง การกระทำดังกล่าวจึงยังไม่เป็นความผิดฐานบุกรุก

คำพิพากษานี้ชี้ให้เห็นว่า ในคดีบุกรุก ศาลจะพิจารณาทั้งสิทธิในการครอบครอง เหตุอันสมควร และเจตนาของผู้เข้าไปในพื้นที่อย่างรอบด้าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2768/2540

ขอบเขตการเข้าไปในอสังหาริมทรัพย์อันเป็นการบุกรุกอสังหาริมทรัพย์ของผู้อื่น

คำพิพากษาศาลฎีกานี้วางหลักสำคัญเกี่ยวกับความหมายของ “การเข้าไปในอสังหาริมทรัพย์ของผู้อื่นโดยไม่มีสิทธิ” ตามประมวล กฎหมายอาญา มาตรา 362 และมาตรา 365(1) ซึ่งมิได้จำกัดว่า ผู้กระทำต้อง “เข้าไปทั้งตัว” แต่หากเพียง ส่วนหนึ่งส่วนใด ของร่างกายล่วงล้ำเข้าไปในเขตอสังหาริมทรัพย์ของผู้อื่นเพื่อรบกวนการครอบครอง ก็เป็นความผิดฐาน ของผู้อื่นได้ ศาลฎีกายังวางแนวการใช้ภาพถ่ายเป็นพยานหลักฐานประกอบข้อเท็จจริงอย่างมี นัยสำคัญต่อคดีบุกรุก

บทความน่าสนใจ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2768/2540 โจทก์ฟ้องจำเลยฐานบุกรุกเคหสถานและทำร้ายร่างกาย โดยขณะเกิดเหตุผู้เสียหาย ยืนอยู่ใต้ชายคาบ้านของตน จำเลยได้กระชากและลากตัวผู้เสียหายออกจากบริเวณดังกล่าว แม้จำเลยอ้างว่ามิได้ก้าวเข้า ไปในบริเวณบ้านของ ผู้เสียหายทั้งตัว แต่การที่จะจับและลากตัวผู้เสียหายออกมาได้นั้น ย่อมต้องเอื้อมมือเข้าไปภาย ในบริเวณบ้านของ ผู้เสียหายก่อน

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ความผิดฐานบุกรุกไม่จำเป็นต้องเข้าไปในอสังหาริมทรัพย์ของผู้อื่นทั้งตัว เพียงส่วนหนึ่งส่วนใด ของร่างกายล่วงล้ำ เข้าไปโดยไม่มีสิทธิและเป็นการรบกวนการครอบครองโดยปกติสุขก็เพียงพอแล้ว จากภาพถ่าย ประกอบคดีปรากฏชัดว่า ผู้เสียหายยืน อยู่ภายในบริเวณบ้าน การที่จำเลยเอื้อมมือเข้าไปจับ ฉุด กระชาก และลากตัว ผู้เสียหายออกมา จึงถือเป็นการล่วงล้ำเข้าไปในเขต ครอบครองของผู้เสียหายและเป็นการรบกวนการครอบครอง โดยใช้กำลังประทุษร้าย อันเป็นความผิดฐานบุกรุกตาม ประมวลกฎหมาย อาญา มาตรา 362 ประกอบมาตรา 365 (1)

ศาลฎีกาจึงพิพากษายืนว่า จำเลยมีความผิดฐานบุกรุกโดยใช้กำลังประทุษร้ายและความผิดฐานทำร้ายร่างกาย โดยลงโทษตามบทที่มี โทษหนักที่สุด พร้อมวางหลักสำคัญว่า การบุกรุกอาจเกิดขึ้นได้แม้ผู้กระทำจะล่วงล้ำเข้าไป เพียงบางส่วนของร่างกาย มิจำต้องเข้าไปใน อสังหาริมทรัพย์ของผู้อื่นทั้งตัวเสมอไป

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5396/2549

สิทธิผู้ให้เช่าในการกลับครอบครองทรัพย์เช่าและขอบเขตความรับผิดฐานบุกรุก

คำพิพากษานี้แสดงให้เห็นหลักสำคัญว่า ความผิดฐานบุกรุกต้องมีเจตนากระทำโดยรู้ว่าตนไม่มีสิทธิ หากผู้กระทำเชื่อ โดยสุจริตว่าตนมีอำนาจตามสัญญาหรือสิทธิของตน แม้จะมีข้อพิพาทในทางแพ่งภายหลัง ก็อาจถือว่าขาดเจตนาทางอาญา และไม่เป็นความผิดฐานบุกรุกได้.

บทความน่าสนใจ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5396/2549 คดีนี้เกิดจากกรณีที่โจทก์เช่าร้านอาหารจากจำเลยที่ 1 โดยตกลงชำระค่าเช่าภายในวันที่ 5 ของทุกเดือน แต่โจทก์ ชำระค่าเช่าล่าช้ามาหลายครั้ง และในเดือนมกราคม 2542 ไม่ได้ชำระค่าเช่าตามกำหนด จำเลยที่ 1 จึงถือว่าโจทก์ผิด สัญญาเช่า และสั่งให้จำเลยที่ 2 ไปล็อกกุญแจปิดร้านเพื่อไม่ให้โจทก์ใช้ประโยชน์ในทรัพย์สินที่เช่าต่อไป

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้การล็อกกุญแจปิดร้านจะเป็นการแทรกแซงการครอบครองของโจทก์ แต่จำเลยทั้งสองกระทำ ไปโดยเชื่อ โดยสุจริตว่าตนมีสิทธิตามสัญญาเช่า ซึ่งกำหนดให้ผู้ให้เช่ามีสิทธิเข้าครอบครองทรัพย์สินคืนได้เมื่อ ผู้เช่าผิดนัดชำระค่าเช่า จึงมิใช่การกระทำโดยมีเจตนารบกวนการครอบครองของผู้อื่นโดยมิชอบอันเป็นองค์ประกอบ สำคัญของความผิดฐานบุกรุก

นอกจากนี้ ศาลเห็นว่าข้อสัญญาดังกล่าวไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน และไม่เป็น สัญญาที่ไม่ เป็นธรรม ดังนั้น การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงเป็นการกระทำโดยเชื่อว่าตนมีสิทธิตามสัญญาขาดเจตนา ทางอาญา และไม่มี ความผิดฐานบุกรุกตามกฎหมายอาญา

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3817/2568

ปิดทางเข้าออกแม้ไม่เหยียบที่ดินผู้อื่น ก็เป็นความผิดฐานบุกรุกได้

คดีดังกล่าวเป็นคดีที่น่าสนใจเกี่ยวกับความผิดฐานบุกรุก โดยเฉพาะกรณีที่ผู้กระทำไม่ได้เข้าไปในที่ดินของผู้อื่นโดยตรง แต่ปักเสา คอนกรีตและล้อมลวดหนามบริเวณไหล่ทางหน้าที่ดิน ทำให้เจ้าของหรือผู้มีสิทธิครอบครองไม่สามารถเข้าออกที่ดินของตนได้

บทความน่าสนใจ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3817/2568  คดีนี้ โจทก์เคยฟ้องจำเลยที่ 1 เป็นคดีแพ่งเกี่ยวกับสิทธิครอบครองที่ดิน และคดีถึงที่สุด ว่าโจทก์เป็น ผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินดังกล่าว ต่อมาเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ส่งมอบการครอบครองที่ดินให้แก่โจทก์แล้ว แต่ในวัน ถัดมา จำเลยทั้ง สองซึ่งเป็นสามีภริยากัน ได้นำเสาคอนกรีตไปปักและขึงลวดหนามบริเวณไหล่ทางหลวงชนบทด้านหน้าที่ดินของ โจทก์ ซึ่งเป็นทางเข้าออก เพียงทางเดียวทำให้โจทก์ไม่สามารถเข้าออกที่ดินได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้จำเลยทั้งสองจะไม่ได้เข้าไปในที่ดินของโจทก์โดยตรง แต่การปักเสาและล้อมลวดหนามปิดกั้นทางเข้าออก ตลอดแนวหน้าที่ดิน แสดงเจตนาร่วมกันที่จะขัดขวางไม่ให้โจทก์ใช้ประโยชน์และเข้าออกที่ดินของตนได้ การกระทำดังกล่าวจึงเป็น การล่วงล้ำเข้าไปในอำนาจการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ของโจทก์ และเป็นการรบกวนการครอบครองโดยปกติสุข

ศาลยังเห็นว่า คำพิพากษาในคดีแพ่งเดิมซึ่งถึงที่สุดแล้วผูกพันคู่ความ และยืนยันว่าโจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดิน จำเลยทั้งสอง ย่อมทราบดีถึงสิทธิของโจทก์ การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย และโจทก์ถือเป็นผู้เสียหายที่มีอำนาจ ฟ้องคดีอาญาฐานบุกรุกได้

คำพิพากษานี้วางหลักว่า ความผิดฐานบุกรุกไม่จำเป็นต้องเกิดจากการเข้าไปในที่ดินของผู้อื่นโดยตรงเท่านั้น หากผู้กระทำปิดกั้น ทางเข้าออกจนทำให้เจ้าของหรือผู้มีสิทธิครอบครองไม่สามารถใช้ประโยชน์จากที่ดินได้ ย่อมถือเป็นการรบกวนการครอบครอง โดยปกติสุข และเป็นความผิดฐานบุกรุกได้

ความลับทางการค้า

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 16561/2557

ฟ้องละเมิดความลับทางการค้า ต้องชัดเจนทั้งข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย

การฟ้องคดีละเมิดความลับทางการค้าไม่ใช่เพียงแค่กล่าวหาว่ามีข้อมูลสำคัญถูกเปิดเผย แต่ต้องระบุชัดเจนว่า “ความลับนั้นคืออะไร” “มีมาตรการป้องกันอย่างไร” และ “ถูกเปิดเผยโดยเจตนาให้เกิดความเสียหายอย่างไร” หากขาดองค์ประกอบใดองค์ประกอบหนึ่ง ศาลฎีกาในคดีนี้ได้ชี้ว่า แม้โจทก์จะกล่าวถึงการละเมิดความลับ แต่ไม่ได้บรรยายฟ้องให้ชัดถึงลักษณะของความลับ วิธีรักษาความลับ หรือผลเสียทางการค้าจากการเปิดเผย ศาลจึงวินิจฉัยว่าเป็นคำฟ้องไม่ชอบ

บทความน่าสนใจ

ในคดีนี้ โจทก์ฟ้องจำเลยฐานละเมิดความลับทางการค้าตาม พ.ร.บ.ความลับทางการค้า พ.ศ. 2545 โดยกล่าวว่าจำเลยนำข้อมูลการผลิตไฟฟ้าด้วยพลังงานลมไปเปิดเผยในทางโฆษณาให้โจทก์ได้รับความเสียหาย

อย่างไรก็ตาม โจทก์ไม่ได้ระบุในฟ้องว่าข้อมูลที่กล่าวอ้างนั้นเป็นข้อมูล “การค้า” ที่เกี่ยวข้องกับประโยชน์เชิงพาณิชย์อย่างไร ไม่ได้ระบุหัวข้อของข้อมูลที่ควบคุมไว้เป็นความลับ และไม่มีการอ้างถึงมาตรการใดที่ใช้ในการรักษาความลับทางการค้านั้น นอกจากนี้ ยังไม่มีการกล่าวถึงการเปิดเผยที่ทำให้ข้อมูลสิ้นสภาพความลับโดยเจตนาให้เกิดความเสียหาย หรือข้อเท็จจริงที่เข้าองค์ประกอบตามมาตรา 33 และ 35 ของกฎหมาย

เมื่อโจทก์อุทธรณ์ ก็เพียงอ้างคำเบิกความเดิมของพยานโจทก์ แต่ไม่ได้โต้แย้งข้อกฎหมายใด ๆ ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยไว้ จึงไม่เข้าเกณฑ์อุทธรณ์ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญา พ.ศ. 2539 มาตรา 38 ศาลฎีกาจึงยกฟ้อง

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15697/2557

รายชื่อลูกค้าที่เข้าถึงได้โดยทั่วไปไม่ใช่ข้อมูลลับ

ในยุคข้อมูลข่าวสาร การอ้างสิทธิ์ใน “ความลับทางการค้า” ต้องมีหลักฐานชัดเจนว่า ข้อมูลนั้นไม่สามารถเข้าถึงได้โดยทั่วไป และมีความสำคัญต่อการดำรงอยู่ของธุรกิจ คำพิพากษานี้ตอกย้ำหลักการสำคัญว่า แม้ข้อมูลจะเป็นรายชื่อลูกค้าและรายละเอียดการติดต่อ ซึ่งมีประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ แต่หากสามารถค้นหาได้จากแหล่งข้อมูลสาธารณะ เช่น เว็บไซต์หรือประกาศรับสมัครงาน ย่อมไม่ใช่ความลับทางการค้า และไม่สามารถฟ้องร้องการละเมิดได้ เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าเป็นข้อมูลเฉพาะที่มีคุณค่าทางธุรกิจจริง

บทความน่าสนใจ

คดีนี้ โจทก์ฟ้องจำเลยฐานละเมิดความลับทางการค้า โดยกล่าวว่าจำเลยนำรายชื่อลูกค้าและกลยุทธ์ทางธุรกิจของโจทก์ไปใช้ประโยชน์โดยมิชอบ ศาลวินิจฉัยว่า ข้อมูลที่กล่าวอ้าง เช่น รายชื่อลูกค้า ชื่อผู้ติดต่อ เบอร์โทรศัพท์ และอีเมล เป็นข้อมูลที่สามารถเข้าถึงได้จากแหล่งสาธารณะ เช่น สื่อสิ่งพิมพ์และเว็บไซต์ทั่วไป จึงไม่ถือเป็นความลับทางการค้าตาม พ.ร.บ.ความลับทางการค้า พ.ศ. 2545 มาตรา 3

ศาลยังระบุว่า แม้โจทก์จะกำหนดรหัสให้พนักงานเข้าถึงข้อมูล แต่หากข้อมูลไม่ใช่สิ่งที่ธุรกิจต้องใช้เวลาหรือทรัพยากรจำนวนมากในการจัดทำ และคู่แข่งสามารถหาข้อมูลได้ด้วยตนเองโดยง่าย ก็ย่อมไม่เข้าเกณฑ์ของ “ความลับทางการค้า” ที่กฎหมายคุ้มครอง

ในส่วนของกลยุทธ์ทางธุรกิจและสัญญา แม้โจทก์กล่าวอ้างว่าเป็นความลับ แต่ไม่ได้ระบุหรือพิสูจน์ในศาลว่าเป็นกลยุทธ์เฉพาะที่แตกต่างจากคู่แข่ง และหากเป็นความสามารถส่วนตัวของพนักงาน ย่อมไม่อยู่ในความคุ้มครองของกฎหมาย

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1323/2560

หลักเกณฑ์การพิสูจน์ความลับทางการค้าตามกฎหมายไทย

ในยุคที่ข้อมูลกลายเป็นทรัพย์สินทางธุรกิจที่สำคัญ การปกป้องข้อมูลลูกค้าและกลยุทธ์การตั้งราคาจึงเป็นสิ่งที่ทุกบริษัทต้องใส่ใจ แต่การจะอ้างว่าข้อมูลใดเป็น “ความลับทางการค้า” ตามกฎหมาย ต้องพิสูจน์ให้ชัดเจนว่าบริษัทได้ใช้มาตรการที่เหมาะสมในการรักษาข้อมูลนั้นไว้เป็นความลับจริงหรือไม่ คำพิพากษาศาลฎีกาคดีนี้จึงเป็นบทเรียนสำคัญว่า ความประมาทในการจัดเก็บข้อมูล อาจทำให้สิทธิในความลับทางการค้าหลุดลอยไปอย่างไม่รู้ตัว

บทความน่าสนใจ

ในคดีที่โจทก์ฟ้องจำเลยเรียกค่าเสียหายจากการละเมิดความลับทางการค้า อ้างว่าจำเลยที่ 2 ซึ่งเคยเป็นพนักงานได้นำข้อมูลลูกค้าและราคาค่าขนส่งไปใช้ตั้งบริษัทคู่แข่ง ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาฯ วินิจฉัยว่า ข้อมูลที่อ้างว่าเป็นความลับทางการค้านั้น ไม่เข้าหลักตามมาตรา 3 แห่ง พ.ร.บ.ความลับทางการค้า พ.ศ. 2545

แม้ข้อมูลจะมีประโยชน์เชิงพาณิชย์ แต่การที่โจทก์เก็บรหัสผ่านไว้ที่หน้าจอคอมพิวเตอร์ และไม่มีระบบจำแนกหรือควบคุมเอกสารที่ชัดเจน ทำให้พนักงานทั่วไปสามารถเข้าถึงข้อมูลสำคัญได้โดยง่าย ศาลจึงเห็นว่า โจทก์ไม่ได้ใช้ “มาตรการที่เหมาะสม” ในการรักษาข้อมูลให้เป็นความลับ

ผลคือ ข้อมูลรายชื่อลูกค้าและราคาค่าขนส่งจึงไม่ถือเป็นความลับทางการค้า อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น และศาลฎีกาพิพากษายืนตามศาลชั้นต้น ยกฟ้อง

แบ่งสินสมรส

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7860/2559

หย่าแล้วฟ้องแบ่งทรัพย์เพิ่มไม่ได้ หากเคยตกลงชัดเจนท้ายทะเบียนหย่า

ในคดีหย่าหลายคนเข้าใจว่าแม้มีการตกลงแบ่งทรัพย์สินไว้ ก็ยังสามารถฟ้องขอแบ่งทรัพย์สินอื่นที่ไม่ระบุไว้ภายหลังได้ แต่คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7860/2559 ยืนยันหลักกฎหมายว่า หากมีการตกลงแบ่งทรัพย์สินไว้ชัดเจนท้ายทะเบียนหย่าแล้ว คู่หย่าไม่มีสิทธิฟ้องเรียกทรัพย์สินอื่นได้อีก เพราะถือว่าเป็น “สัญญาประนีประนอมยอมความ” ซึ่งมีผลทางกฎหมายผูกพันทั้งสองฝ่าย บทความนี้จะสรุปสาระสำคัญของคดีและผลทางกฎหมายของการตกลงแบ่งทรัพย์สินเมื่อหย่า

บทความน่าสนใจ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7860/2559 ตามคดีนี้โจทก์และจำเลยได้จดทะเบียนหย่าโดยทำบันทึกข้อตกลงท้ายทะเบียน หย่าเรื่องทรัพย์สินไว้อย่างชัดเจน โดยจำเลยยอมยกบ้านและที่ดินให้โอนรถยนต์ให้โจทก์ 2 คัน จ่ายเงินให้อีก 3,500,000 บาท รับภาระหนี้สินทั้งหมด และรับสิทธิดูแลบุตรผู้เยาว์ 3 คน ซึ่งจำเลยได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขครบถ้วนแล้ว โดยมีพยานคนกลาง และนายทะเบียนร่วมลงลายมือชื่อ

ต่อมาโจทก์ได้ยื่นฟ้องขอแบ่งสินสมรสเพิ่มเติมอีกหลายรายการ (รวมมูลค่ากว่า 47 ล้านบาท) โดยอ้างว่าบันทึกข้อตกลง นั้นไม่มีข้อความ ระบุว่า “ไม่ติดใจเรียกร้องทรัพย์สินอื่นอีก” ศาลฎีกาพิจารณาแล้วเห็นว่า ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1532 (ก) มีจุดมุ่งหมายให้จัด การแบ่ง ทรัพย์สินให้เสร็จสิ้นก่อนแยกจากกัน ข้อตกลงท้ายทะเบียนหย่าดังกล่าวจึงเป็นสัญญาแบ่งทรัพย์สินและเป็น “สัญญาประนีประนอม ยอมความ” ตามมาตรา 850 ที่ต่างฝ่ายต่างยอมผ่อนผันให้แก่กัน แม้จะไม่ระบุข้อความตัดสิทธิ์ทรัพย์สินอื่นไว้ แต่เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าเจรจาเสร็จสิ้นแล้ว ย่อมมีผลทำให้สิทธิเรียกร้อง ในทรัพย์สิน อื่น ๆ ที่ยอมสละนั้นระงับสิ้นไปทันทีตามมาตรา 852

ศาลฎีกาจึงพิพากษายืนให้ ยกฟ้องโจทก์ เนื่องจากข้อตกลงท้ายทะเบียนหย่ามีผลผูกพันเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความที่เสร็จเด็ดขาดแล้ว โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องร้องเพื่อขอแบ่งทรัพย์สินอื่น ๆ นอกเหนือจากที่ตกลงกันไว้ได้อีก

 
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 269/2531

สมรสยังไม่สิ้น โอนทรัพย์ไม่ได้ ศาลเพิกถอนการโอนที่ดินระหว่างเครือญาติ

หลายคนเข้าใจว่า เมื่อสามีภริยาทำข้อตกลงหย่าและแบ่งทรัพย์สินกันแล้ว ย่อมสามารถจัดการทรัพย์สินได้ตาม ข้อตกลงทันที แต่ในความเป็นจริง หากยังไม่ได้จดทะเบียนหย่าตามกฎหมาย ทรัพย์สินดังกล่าวยังคงมีสถานะเป็น “สินสมรส” และคู่สมรสอีกฝ่ายยังมีสิทธิได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 269/2531 เป็นตัวอย่างสำคัญที่วางหลักว่า การโอนสินสมรสโดยไม่ได้รับความยินยอมจากคู่สมรสอาจถูกเพิกถอนได้ โดยเฉพาะกรณีที่ผู้รับโอนทราบข้อเท็จจริงหรือมีพฤติการณ์ไม่สุจริตในการรับโอนทรัพย์สินดังกล่าว

บทความน่าสนใจ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 269/2531โจทก์และจำเลยที่ 1 เป็นสามีภริยา โดยชอบด้วยกฎหมายและได้ทำหนังสือหย่า พร้อมข้อตกลง ยกที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ แต่ต่อมาทั้งสองไม่ได้จดทะเบียนหย่า จำเลยที่ 1 กลับโอนที่ดินดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นน้องเขยโจทก์จึงฟ้องขอเพิกถอนการโอน โดยอ้างว่าจำเลยที่ 2 รับโอนทรัพย์สินโดยไม่สุจริต                          

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อยังไม่มีการจดทะเบียนหย่าการหย่าย่อมไม่มีผลตามกฎหมาย ข้อตกลงแบ่งทรัพย์สินจึงยังใช้ บังคับไม่ได้ และที่ดินพิพาทยังคงเป็นสินสมรส โจทก์ไม่อาจอ้างตนเป็นเจ้าของที่ดินแต่เพียงผู้เดียวได้ อย่างไรก็ตาม โจทก์ยังมีสิทธิในสินสมรสกึ่งหนึ่ง และมีอำนาจฟ้องเพิกถอนการโอนที่กระทำโดยไม่ได้รับความยินยอม สำหรับจำเลยที่ 2 ศาลเห็นว่าเป็นญาติใกล้ชิดของจำเลยที่ 1 ทราบถึงข้อพิพาทและสถานภาพสมรสของคู่กรณีอยู่แล้วแต่ยังรับโอนที่ดินต่อไป จึงถือว่าเป็นผู้รับโอนโดยไม่สุจริต 

ศาลฎีกาพิพากษาให้เพิกถอนการโอนที่ดินและโอนกรรมสิทธิ์กลับคืนเป็นชื่อจำเลยที่ 1 ตามเดิม โดยวางหลักว่า ข้อตกลงแบ่งทรัพย์สินระหว่างคู่สมรสจะมีผลได้ก็ต่อเมื่อการหย่าสมบูรณ์ตามกฎหมายแล้วเท่านั้น

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4382/2540

อยู่กินก่อนแต่ง แบ่งทรัพย์ได้ไหม

หลายคู่ชีวิตในสังคมไทยเริ่มต้นจากการ “อยู่ก่อนแต่ง” โดยยังไม่ได้จดทะเบียนสมรส แต่ระหว่างนั้นก็ช่วยกันสร้างตัวและซื้อทรัพย์สินร่วมกัน เช่น บ้าน ที่ดิน หรือกิจการ ต่อมาเมื่อความสัมพันธ์สิ้นสุดลง หลายคนสงสัยว่าหากทรัพย์นั้นเป็นชื่อของอีกฝ่ายตนยังมีสิทธิในทรัพย์หรือไม่ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4382/2540 ให้คำตอบชัดเจนว่า แม้ทรัพย์สินจะถูกซื้อในช่วงก่อนจดทะเบียนสมรส ก็สามารถฟ้องขอแบ่งได้ หากพิสูจน์ได้ว่าเป็นทรัพย์ที่ได้มาร่วมกันจริงตามหลักกรรมสิทธิ์รวม

บทความน่าสนใจ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4382/2540 ได้วางหลักสำคัญเกี่ยวกับ สิทธิในทรัพย์สินที่ได้มาร่วมกันก่อนการสมรสไว้ชัดเจน คดีนี้โจทก์และ จำเลยอยู่กินกันฉันสามีภริยาก่อนจดทะเบียนสมรส และร่วมกันทำมาหาได้จนสามารถซื้อที่ดินพิพาทได้ แม้จะจดทะเบียนกรรมสิทธิ์ไว้ในชื่อจำเลยเพียงผู้เดียวก็ตามต่อมาทั้งสองแยกกันอยู่ โจทก์จึงขอแบ่งที่ดินโดยอ้างว่า เป็นทรัพย์ที่ได้มาร่วมกันคนละครึ่ง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ทรัพย์สินที่คู่กรณีได้มาร่วมกันก่อนสมรสเป็นทรัพย์สินส่วนตัว มิใช่สินสมรสแม้ภายหลัง จะจด ทะเบียนสมรสกันแล้วก็ไม่ทำให้ทรัพย์สินดังกล่าวกลายเป็นสินสมรสได้ หากเป็นการถือกรรมสิทธิ์ร่วมกัน แต่ละฝ่าย ย่อมมีสิทธิในทรัพย์สินตามส่วนของตน และสามารถเรียกให้แบ่งทรัพย์ได้ตามกฎหมายเมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ที่ดินพิพาทเกิดจากเงินที่ทั้งสองร่วมกันหามาได้ และโจทก์ได้มีหนังสือขอแบ่งทรัพย์ไปยังจำเลยแล้วแต่จำเลยไม่ยินยอมแบ่งให้ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องขอแบ่งที่ดินได้

คดีนี้วางหลักว่า ทรัพย์สินที่ได้มาร่วมกันก่อนสมรสไม่ใช่สินสมรสแต่เป็นกรรมสิทธิ์รวมของคู่กรณี และแต่ละฝ่ายมีสิทธิเรียกร้องให้แบ่งทรัพย์สินตามส่วนของตนได้ แม้ภายหลังจะจดทะเบียนสมรสกันแล้วก็ตาม

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3961/2535

ยังไม่หย่า เรียกแบ่งสินสมรสไม่ได้

หลายคนเข้าใจว่า หากคู่สมรสนำทรัพย์สินไปขายโดยไม่ขออนุญาตอีกฝ่าย จะสามารถฟ้องร้องเรียกเงินคืนได้ทันที แต่คำพิพากษาศาลฎีกานี้ชี้ให้เห็นว่า “การแบ่งสินสมรส” จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีการ “หย่าขาด” อย่างถูกต้องตามกฎหมายเท่านั้น แม้คู่สมรสจะขายทรัพย์สินไปโดยไม่ชอบ แต่ถ้ายังไม่ได้หย่า ก็ยังไม่มีสิทธิเรียกเงินที่ขายทรัพย์สินนั้นมาแบ่ง

บทความน่าสนใจ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3961/2535 โจทก์และจำเลยที่ 1 เป็นสามีภริยาโดยชอบด้วยกฎหมาย ต่อมาจำเลยที่ 1 ได้นำรถยนต์ซึ่ง เป็นสินสมรสไปขายให้แก่จำเลยที่ 2 ในราคา 50,000 บาท โดยไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์ โจทก์จึงฟ้องขอเพิกถอนการโอน หรือให้จำเลยทั้งสองชำระเงิน 25,000 บาท อันเป็นส่วนแบ่งจากราคาขายรถยนต์

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อคู่สมรสไม่ได้ทำสัญญาเกี่ยวกับทรัพย์สินไว้เป็นพิเศษ ความสัมพันธ์ด้านทรัพย์สินย่อมอยู่ ภายใต้บทบัญญัติ เรื่องทรัพย์สินระหว่างสามีภริยาโดยมาตรา 1533 กำหนดให้แบ่งสินสมรสได้เมื่อมีการหย่าเท่านั้น และมาตรา 1534 บัญญัติว่า หากคู่สมรสฝ่ายหนึ่งจำหน่ายสินสมรสไปโดยไม่ได้รับความยินยอม ให้ถือเสมือนว่าทรัพย์สินนั้นยังคงมีอยู่เพื่อรอการแบ่งภายหลัง แม้จำเลยที่ 1 จะขายรถยนต์ซึ่งเป็นสินสมรสไปแล้ว แต่กฎหมายถือเสมือนว่ารถยนต์ยังคงมีอยู่เพื่อประโยชน์ในการแบ่งสินสมรสเมื่อมีการหย่าในอนาคต ดังนั้น ขณะที่คู่สมรสยังไม่ได้ หย่ากัน โจทก์จึงยังไม่มีสิทธิเรียกร้อง ส่วนแบ่งสินสมรสเป็นตัวเงิน

ศาลฎีกาจึงพิพากษายกฟ้อง โดยวางหลักว่าการแบ่งสินสมรสเกิดขึ้นได้ต่อเมื่อการสมรสสิ้นสุดลง แม้สินสมรสจะถูกจำหน่ายไปก่อน กฎหมายก็ให้ถือว่ายังคงมีทรัพย์สินนั้นอยู่เพื่อรอการจัดแบ่งภายหลัง

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4650/2545

แม้ถูกฟ้องหย่าก็มีสิทธิฟ้องแย้งขอแบ่งทรัพย์สินได้

การหย่าไม่ใช่แค่เรื่องความสัมพันธ์ที่สิ้นสุด แต่ยังหมายถึงการจัดการทรัพย์สินร่วมให้เรียบร้อยด้วย คำพิพากษาศาลฎีกานี้ย้ำชัดว่า แม้แต่ฝ่ายถูกฟ้องหย่าก็มีสิทธิฟ้องแย้งขอแบ่งทรัพย์สินได้ เพื่อให้ปัญหาทรัพย์สินจบไปพร้อมกับการเลิกสมรส และยังให้แนวทางการพิจารณาทรัพย์สินที่ปะปนระหว่าง “สินสมรส” กับ “สินส่วนตัว” ได้อย่างชัดเจน

บทความน่าสนใจ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4650/2545 คดีนี้มีประเด็นสำคัญเกี่ยวกับการจัดการสินสมรสระหว่างที่คู่สมรสยังไม่ได้หย่ากัน โดยโจทก์ และจำเลยที่ 1 เป็นสามีภริยาที่จดทะเบียนสมรสกันถูกต้อง และไม่ได้ทำสัญญาเกี่ยวกับทรัพย์สินก่อนสมรส ต่อมาจำเลยที่ 1 นำรถยนต์ซึ่งเป็นสินสมรสไปขายให้แก่จำเลยที่ 2 ในราคา 50,000 บาท โดยไม่ได้รับความยินยอม จากโจทก์ โจทก์จึงฟ้องขอให้เพิกถอนการโอน หรือให้จำเลยทั้งสองชำระเงินจำนวน 25,000 บาท อันเป็นส่วนแบ่ง จากราคาขายรถยนต์

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ความสัมพันธ์ด้านทรัพย์สินของคู่สมรสต้องเป็นไปตามบทบัญญัติเรื่องทรัพย์สินระหว่างสามีภริยา โดยประมวล กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1533 กำหนดให้การแบ่งสินสมรส เกิดขึ้นได้ต่อเมื่อมีการหย่ากันแล้ว เท่านัน  และมาตรา 1534 บัญญัติว่า หากคู่สมรสฝ่ายใดจำหน่ายสินสมรสไปโดยไม่ได้รับความยินยอม หรือเพื่อ ประโยชน์ของตนฝ่ายเดียว ให้ถือเสมือน ว่าทรัพย์สินนั้นยังคงมีอยู่เพื่อจัดแบ่งกันเมื่อมี การหย่าเมื่อคดีในชั้นฎีกา เหลือเพียงคำขอให้ชำระเงิน 25,000 บาท ซึ่งเป็นการเรียกร้อง ส่วนแบ่งในสินสมรสทั้งที่คู่สมรส ยังไม่ได้หย่ากันโจทก์จึงยังไม่มีสิทธิเรียกร้องเงินดังกล่าว

คำพิพากษานี้วางหลักว่า การแบ่งสินสมรสทำได้ต่อเมื่อการสมรสสิ้นสุดลงโดยการหย่าเท่านั้น แม้คู่สมรสฝ่ายหนึ่ง จะนำสินสมรส ไปจำหน่ายโดยไม่ได้รับความยินยอม กฎหมายก็ให้ถือว่าทรัพย์สินนั้นยังคงมีอยู่เพื่อแบ่งกันภายหลัง จึงยังไม่อาจฟ้องเรียกส่วนแบ่งเป็นตัวเงินได้ในระหว่างที่การสมรสยังคงอยู่.

การจัดการมรดกตามพินัยกรรม

คำพิพากษาศาลฎีกาที่  10809/2559

พินัยกรรมที่มีข้อความเพิ่มเติมโดยไม่มีลายมือชื่อกำกับนั้นจะมีผลบังคับหรือไม่ ทายาทโดยธรรมเจ็ดคนยื่นฟ้องจำเลยขอแบ่งมรดก อ้างว่าพินัยกรรมไม่สมบูรณ์ แต่จำเลยยืนยันว่าผู้ตายตั้งใจยกทรัพย์สินทั้งหมดให้ตนแต่เพียงผู้เดียว คดีนี้จึงกลายเป็นบทเรียนสำคัญว่า แม้พินัยกรรมบางส่วนจะมีข้อบกพร่องทางรูปแบบ แต่หากเจตนารมณ์ของผู้ทำพินัยกรรมแสดงไว้อย่างชัดเจน ศาลย่อมยึดถือเจตนาเป็นหลัก

บทความน่าสนใจ

    นายพก ศรีเก่งกระจ่าง ผู้ตาย เป็นบุตรของนายมุ่ย (หรือเก๋ง) กับนางฮวย และไม่มีภรรยาหรือบุตร เมื่อถึงแก่ความตายในปี 2547 ได้ทิ้งพินัยกรรมแบบเขียนเองทั้งฉบับ ยกทรัพย์สิน 11 รายการให้แก่หลานชายคนเดียวคือ นายเฉลิมเกียรติ เกรียงศักดิ์ศรี ซึ่งเป็นจำเลยในคดี ต่อจากนั้น ผู้ตายยังเขียนเพิ่มเติมหลังลายมือชื่อว่า ยกหุ้นที่มีอยู่ในบัญชี ABN Amro และ ZICO ให้จำเลยด้วย แต่ไม่ได้ลงลายมือชื่อกำกับข้อความเพิ่มเติมดังกล่าวฝ่ายโจทก์ทั้งเจ็ด ซึ่งเป็นทายาทโดยธรรม ฟ้องจำเลยขอแบ่งมรดก โดยอ้างว่าพินัยกรรมไม่สมบูรณ์ เพราะส่วนที่ระบุทรัพย์สินพิพาทไม่มีลายมือชื่อกำกับ จึงไม่มีผลผูกพันศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้ข้อความท้ายพินัยกรรมจะไม่สมบูรณ์ตามแบบ แต่ไม่มีผลกระทบต่อพินัยกรรมฉบับหลัก ซึ่งมีข้อความว่า “ให้ทรัพย์สินของข้าพเจ้าแก่นายเฉลิมเกียรติ เกรียงศักดิ์ศรีแต่เพียงผู้เดียว หลานคนอื่นไม่มีสิทธิ์” จึงถือว่าผู้ตายมีเจตนายกมรดกทั้งหมดแก่จำเลยแล้ว และโจทก์ทั้งเจ็ดถูกตัดมิให้รับมรดกตาม ป.พ.พ. มาตรา 1608 ไม่มีอำนาจฟ้องแบ่งทรัพย์อีกต่อไป

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1636/2530

ผู้ทำพินัยกรรมแสดงเจตนาโดยชัดแจ้งยกทรัพย์ให้หลานสาวแต่เพียงผู้เดียว แม้กล่าวเฉพาะที่ดินอีกแปลง

คดีพิพาทมรดกระหว่างหลานสาวผู้ได้รับพินัยกรรม กับพี่น้องของผู้ตาย กลายเป็นบทเรียนสำคัญว่า “ถ้อยคำในพินัยกรรม” อาจไม่ต้องครอบคลุมทุกทรัพย์ หาก “เจตนารมณ์ของผู้ทำพินัยกรรม” มีความชัดเจนพอ ศาลฎีกาต้องวินิจฉัยว่าทรัพย์ที่ไม่ได้ระบุโดยตรงในพินัยกรรมตกแก่ใคร เมื่อนางล้อมเขียนพินัยกรรมระบุยกที่ดินแปลงหนึ่งให้แก่หลานสาวคือนางสุนันทา แต่ใช้ถ้อยคำทั่วไปในข้อแรกว่าทรัพย์สินทั้งหมดตกเป็นของผู้มีชื่อในพินัยกรรม ผลคือแม้จะไม่ได้เอ่ยถึงที่ดินแปลงพิพาทโดยตรง แต่ก็ถือว่าหลานสาวได้สิทธิเหนือที่ดินนั้น 1 ใน 6 ส่วนตามสิทธิของเจ้ามรดกเดิม

บทความที่น่าสนใจ

ที่ดินโฉนดเลขที่ 321 แขวงวัดท่าพระ กรุงเทพมหานคร เคยเป็นของนายพิศ อ่วมบุญช่วย ผู้ตาย ซึ่งไม่มีภริยาและบุตร เมื่อถึงแก่ความตาย ทรัพย์มรดกตกแก่พี่น้องร่วมบิดามารดา 4 คน หนึ่งในนั้นคือนายผ่อง อ่วมบุญช่วย ผู้สมรสกับนางล้อม ต่อมาเมื่อผ่องถึงแก่ความตาย ที่ดิน 1 ใน 4 ส่วนของเขาถูกแบ่งเป็นสินสมรส 1 ใน 3 แก่นางล้อม และอีก 2 ใน 3 ตกเป็นมรดกที่นางล้อมได้รับครึ่งหนึ่งตามสิทธิภริยา รวมแล้วนางล้อมได้กรรมสิทธิ์ในที่ดิน 1 ใน 6 ส่วน

ก่อนเสียชีวิต นางล้อมได้ทำพินัยกรรมยกทรัพย์สินให้หลานสาว นางสุนันทา อรรถกฤษณ์ (โจทก์) โดยเฉพาะระบุไว้เพียงที่ดินแปลงเลขที่ 10197 แต่มีข้อความชัดเจนในข้อ 1 ว่า “ให้บรรดาทรัพย์สินทั้งหมดที่มีอยู่และที่จะพึงมีในภายหน้า ตกเป็นของผู้มีชื่อในพินัยกรรม” ซึ่งมีเพียงโจทก์เพียงคนเดียว ศาลฎีกาจึงตีความว่าทรัพย์สินทั้งหมดรวมถึงที่ดินโฉนดเลขที่ 321 จำนวน 1 ใน 6 ส่วน ตกเป็นของโจทก์ตามพินัยกรรม

เมื่อจำเลยโอนที่ดินให้แก่บุคคลภายนอกไปก่อน คำพิพากษาจึงให้จำเลยชำระเงินแทนการโอนจำนวน 500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปีแก่โจทก์

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 419/2541 

พินัยกรรมสองฉบับ คนละเจตนา คนละทรัพย์ พินัยกรรมฉบับหลังเพิกถอนฉบับแรกหรือไม่?

ในกรณีที่ผู้ตายทำพินัยกรรมไว้สองฉบับโดยระบุผู้จัดการมรดกต่างคนกันในทรัพย์สินคนละชุด เช่นนี้จะถือว่าพินัยกรรมฉบับหลังเพิกถอนฉบับแรกหรือไม่? ผู้ร้องในคดีเป็นบุตรของผู้ตายที่ได้รับแต่งตั้งเป็นผู้จัดการมรดกตามพินัยกรรมฉบับแรก ขณะที่ผู้คัดค้านอ้างสิทธิตามฉบับหลัง ศาลฎีกาจึงต้องวินิจฉัยว่า ข้อความในพินัยกรรมทั้งสองฉบับขัดแย้งกันหรือไม่ และใครควรได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้จัดการมรดก

บทความน่าสนใจ

นายเซี้ยง ผู้ร้อง ยื่นคำร้องต่อศาลขอให้ตั้งตนเป็นผู้จัดการมรดกของมารดา คือ นางบุญมา ผู้ตาย ซึ่งได้ทำพินัยกรรมไว้ 2 ฉบับ พินัยกรรม ฉบับแรก ตั้งนายเซี้ยง (ผู้ร้อง) เป็นผู้จัดการมรดกในทรัพย์สินบางส่วน พินัยกรรม ฉบับหลัง ตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกอีกส่วนหนึ่ง

ผู้คัดค้านโต้แย้งว่า พินัยกรรมฉบับหลังเพิกถอนฉบับแรกโดยปริยาย เพราะขัดกันทั้งในเรื่องทรัพย์สินและตัวผู้จัดการมรดก จึงขอให้ศาลตั้งตนเป็นผู้จัดการมรดกแทน

อย่างไรก็ตาม ศาลฎีกาเห็นว่า พินัยกรรมทั้งสองฉบับไม่ได้ขัดแย้งกัน เนื่องจากระบุทรัพย์มรดกคนละส่วน และแต่งตั้งคนละคนให้จัดการอย่างแยกจากกัน แสดงให้เห็นเจตนาชัดเจนของผู้ตายว่าต้องการให้ทั้งสองคนมีบทบาทในการจัดการทรัพย์สินคนละส่วน

เมื่อทั้งผู้ร้องและผู้คัดค้าน ไม่ใช่บุคคลต้องห้าม ตามกฎหมาย (ป.พ.พ. มาตรา 1718) ศาลฎีกาจึงพิพากษาให้ ตั้งผู้ร้องและผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกร่วม โดยให้จัดการทรัพย์ตามพินัยกรรมของแต่ละฉบับที่ได้รับแต่งตั้งไว้

คำพิพากษานี้ยืนยันหลักสำคัญว่า การตีความพินัยกรรมต้องยึดตามเจตนาผู้ทำพินัยกรรมเป็นหลัก และการมีพินัยกรรมหลายฉบับ ไม่ได้แปลว่า ฉบับหลังเพิกถอนฉบับแรกเสมอไป

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3523/2532

พินัยกรรมระบุชัดว่ายกมรดกให้ผู้รับพินัยกรรมผู้เดียว กรณีนี้ทายาทโดยธรรมจะฟ้องขอแบ่งทรัพย์มรดกซึ่งได้มาภายหลังจากทำพินัยกรรมได้หรือไม่

หลายคนอาจเข้าใจว่าพินัยกรรมมีผลเฉพาะทรัพย์ที่มีอยู่ในวันที่ทำพินัยกรรมเท่านั้น หากผู้ตายระบุชัดว่าทรัพย์ที่ “มีอยู่หรือจะมีขึ้นในภายหน้า” ให้แก่บุคคลใดบุคคลหนึ่ง พินัยกรรมดังกล่าวย่อมมีผลครอบคลุมทรัพย์ที่จะได้มาในอนาคตด้วย

บทความน่าสนใจ

โจทก์เป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ตายและฟ้องจำเลยซึ่งเป็นภรรยาใหม่ของผู้ตาย ขอแบ่งทรัพย์มรดก โดยอ้างว่าตนมีสิทธิในทรัพย์มรดกครึ่งหนึ่ง และกล่าวหาจำเลยว่ายักย้ายที่ดินจึงควรถูกตัดสิทธิจากมรดกส่วนที่ยักย้าย

อย่างไรก็ตาม จำเลยอ้างสิทธิตามพินัยกรรมที่ผู้ตายได้ทำไว้ โดยระบุให้ “ทรัพย์สินทั้งหมดที่มีอยู่หรือจะมีขึ้นในภายหน้า” ตกเป็นของจำเลยแต่เพียงผู้เดียว ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พินัยกรรมลักษณะนี้มีผลครอบคลุมทรัพย์ที่ผู้ตายได้มาในภายหลังด้วย และไม่ปรากฏพฤติการณ์ชัดเจนว่าจำเลยยักย้ายทรัพย์มรดกโดยทุจริต

จึงตัดสินให้พินัยกรรมมีผลบังคับครอบคลุมทรัพย์ทั้งหมด และยกฟ้องโจทก์ โดยถือว่าจำเลยเป็นผู้รับมรดกแต่เพียงผู้เดียวตามเจตนาผู้ตายที่แสดงไว้ชัดเจนในพินัยกรรม

อำนาจปกครองบุตร-อำนาจปกครองบุตร

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 515/2560       

สิทธิเด็กมาก่อนสิทธิพ่อแม่: ศาลตั้งญาติเป็นผู้ปกครองแทน

  • ในยุคที่คำว่า “ครอบครัว” ไม่ได้หมายถึงแค่สายเลือด แต่รวมถึงความรัก ความอบอุ่น และความรับผิดชอบ คำพิพากษาศาลฎีกาคดีนี้จึงกลายเป็นหมุดหมายสำคัญที่สะท้อนหลักการ “ประโยชน์สูงสุดของเด็ก” เหนือสิทธิของบิดามารดาโดยชอบด้วยกฎหมาย เมื่อศาลต้องวินิจฉัยว่าพ่อแม่ผู้ให้กำเนิดแต่ไม่เลี้ยงดู ไม่ใส่ใจ และใช้ความรุนแรง สมควรมีสิทธิกำหนดชีวิตของลูกหรือไม่ บทเรียนจากคดีนี้คือ สิทธิในการเป็น “พ่อแม่” อาจหมดไป หากขาด “หัวใจของความเป็นพ่อแม่”

บทความน่าสนใจ

ในคดีนี้ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยในคดีที่พ่อแม่แท้ ๆ ฟ้องขอให้ญาติที่เลี้ยงดูเด็กหญิง ป. ส่งตัวคืน โดยอ้างสิทธิในฐานะบิดามารดาโดยชอบด้วยกฎหมาย โดยทั้งสองฝ่ายเคยทำสัญญาประนีประนอมยอมความให้ทดลองดูแลเด็กในวันหยุด แต่กลับปรากฏว่าเด็กมีอาการเครียด หวาดกลัว และปฏิเสธการกลับไปอยู่กับพ่อแม่

พยานหลักฐานยืนยันว่า พ่อแม่ไม่เคยเลี้ยงดูเด็ก ไม่เคยให้ความช่วยเหลือเรื่องค่าใช้จ่าย และไม่ได้มาเยี่ยมอย่างสม่ำเสมอ ซ้ำร้ายยังมีเหตุการณ์ที่ใช้ความรุนแรงแย่งชิงตัวเด็ก ทำให้เด็กมีอาการผิดปกติทางจิตใจ จิตแพทย์เห็นว่าอาจส่งผลระยะยาวถึงขั้นเป็นโรคจิตเวช

แม้ไม่มีญาติหรืออัยการร้องขอ ศาลมีอำนาจถอนอำนาจปกครองบางส่วนตาม ป.พ.พ. มาตรา 1582 วรรคหนึ่ง และในคดีนี้ศาลเห็นสมควรให้เพิกถอนอำนาจปกครองบุตรของพ่อแม่ในส่วนของการกำหนดที่อยู่อาศัยตาม มาตรา 1567 (1) และแต่งตั้งญาติผู้เลี้ยงดูเป็นผู้ปกครองแทน คดีนี้ตอกย้ำว่า สิทธิของเด็กและความผาสุกในชีวิต ต้องมาก่อนสิทธิของบิดามารดาเสมอ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8596/2559

ลูกไม่อยากอยู่กับแม่ ศาลเปลี่ยนข้อตกลงหย่าให้พ่อดูแล

  • เมื่อการหย่าร้างจบลงด้วยข้อตกลงที่ดูเหมือนจะ “ยุติธรรม” ต่อกัน แต่วันหนึ่งกลับมีฝ่ายหนึ่งขอกลับคำ ด้วยเหตุผลทั้งเรื่องเงิน และสิทธิในการดูแลลูก คำถามคือ ข้อตกลงท้ายทะเบียนหย่าที่เคยทำไว้ จะเปลี่ยนแปลงได้หรือไม่? และอะไรคือเหตุผลที่ศาลยอม “เปิดทาง” ให้พิจารณาใหม่ คำพิพากษาฎีกาคดีนี้เผยให้เห็นประเด็นสำคัญเกี่ยวกับสิทธิในครอบครัว ความผาสุกของผู้เยาว์ และขอบเขตของการฟ้องขอเพิกถอนเงื่อนไขในการหย่าร้างอย่างชัดเจน ชวนติดตามว่าศาลตีความกฎหมายอย่างไรในความซับซ้อนของความเป็นพ่อแม่หลังการหย่า

บทความน่าสนใจ

ในคดีนี้ โจทก์ฟ้องขอเพิกถอนข้อตกลงหย่า ที่กำหนดให้ตนจ่ายค่าเลี้ยงชีพแก่จำเลย 200,000 บาท และ ขอเพิกถอนอำนาจปกครองผู้เยาว์จากจำเลยแต่เพียงผู้เดียว ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์เห็นว่า ข้อตกลงดังกล่าวมีผลเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความ ชอบด้วยกฎหมาย และไม่รับข้ออ้างของโจทก์ที่ยกขึ้นใหม่ในชั้นอุทธรณ์

แต่ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า คดีนี้เป็นเรื่องสิทธิการเลี้ยงดูบุตรในครอบครัว ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 224 วรรคสอง และ 248 วรรคสอง โจทก์จึงมีสิทธิฎีกา แม้ทุนทรัพย์ไม่ถึงเกณฑ์ นอกจากนี้ ศาลยังพิจารณาพฤติการณ์เกี่ยวกับผู้เยาว์ ที่ขออยู่กับโจทก์ โดยให้เหตุผลว่าการอยู่กับจำเลยไม่มีความสุข ศาลเห็นว่าประโยชน์ของผู้เยาว์ควรได้รับการคุ้มครองสูงสุดตามหลักว่าด้วยเรื่อง ประโยชน์สูงสุดของเด็ก จึงให้เปลี่ยนจากการให้อำนาจปกครองเพียงฝ่ายเดียว เป็นการใช้อำนาจปกครองบุตรร่วมกัน โดยให้โจทก์เป็นผู้กำหนดที่อยู่ของผู้เยาว์แทน

คดีนี้สะท้อนว่า แม้จะมีข้อตกลงในอดีต แต่หากพฤติการณ์เปลี่ยนไปเพื่อประโยชน์ของบุตร ศาลสามารถปรับเปลี่ยนคำสั่งเพื่อให้เหมาะสมกับสถานการณ์ได้

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2668/2556

แม่ใช้อำนาจปกครองบุตรฝ่ายเดียวได้หรือไม่

  • ในคดีหย่าการแบ่งการสิทธิใช้อำนาจปกครองบุตรเป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญที่ศาลต้องพิจารณาอย่างรอบคอบและมีความละเอียดอ่อน โดยเฉพาะเมื่อบุตรยังไม่บรรลุนิติภาวะ บิดาและมารดาต่างมีสิทธิตามกฎหมาย แต่หากมีพฤติการณ์ที่เปลี่ยนแปลงหรือมีความไม่เหมาะสมเกิดขึ้นศาลอาจใช้อำนาจตามกฎหมายเพื่อคุ้มครองความผาสุกและประโยชน์ของผู้เยาว์ให้มากที่สุดคำพิพากษาศาลฎีกาที่นำเสนอในบทความนี้เป็นตัวอย่างสำคัญที่สะท้อนหลักการนี้ไว้อย่างชัดเจน

บทความน่าสนใจ

คดีนี้เกิดจากการที่บิดาและมารดาซึ่งมีสัญชาติชาวต่างชาติ หย่าร้างกันโดยคำพิพากษาศาลรัฐฟลอริด้า โดยไม่ได้กล่าวถึงอำนาจปกครองบุตร ต่อมาทั้งสองฝ่ายพาบุตรมาอยู่ในประเทศไทย และฝ่ายมารดายื่นฟ้องขอใช้อำนาจปกครองบุตรเพียงผู้เดียว โดยอ้างว่าความสัมพันธ์ระหว่างบุตรกับบิดามีปัญหา และจะเป็นผลเสียต่อสุขภาพจิตของบุตรหากยังคงใช้อำนาจร่วมกัน

จำเลยคัดค้านโดยอ้างว่าศาลไม่มีอำนาจตัดอำนาจตน เว้นแต่ตาม มาตรา 1582 แต่ศาลฎีกาเห็นว่า การสั่งให้อำนาจปกครองอยู่กับมารดาเพียงผู้เดียวไม่ใช่การ “เพิกถอน” ตามมาตรา 1582 แต่เป็นการพิจารณาตาม มาตรา 1521 ประกอบ 1566 วรรคสอง (5) ที่ให้อำนาจศาลตัดสินโดยคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดและความผาสุกของบุตร

ศาลจึงพิพากษาให้มารดาเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองแต่เพียงผู้เดียว โดยเปิดโอกาสให้บิดาเยี่ยมเยียนบุตรได้ตามความเหมาะสม ถือเป็นแนวคำพิพากษาที่เน้นคุ้มครองสิทธิของเด็กเป็นหลักอย่างแท้จริง

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2960/2548

ศาลฎีกาตัดสิน แม้ว่าบิดาเสียชีวิตแล้ว มารดายังมีสิทธิเลี้ยงดูลูกตามกฎหมาย

  • แม้พ่อแม่จะหย่าขาดกัน และบิดาจะเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรแต่เพียงผู้เดียวตามข้อตกลงหย่า แต่เมื่อบิดาถึงแก่กรรม คำถามสำคัญคือ “ใครมีสิทธิใช้อำนาจปกครองแทน?” คดีนี้ศาลฎีกาวางหลักชัดว่า อำนาจปกครองไม่ขาดหาย แต่ “กลับคืน” สู่มารดาตามกฎหมายโดยอัตโนมัติ ผู้ร้องซึ่งเป็นญาติฝ่ายบิดาจึงไม่มีสิทธิยื่นขอเป็นผู้ปกครองแทนได้ คำพิพากษานี้ตอกย้ำหลักการสำคัญเรื่องการกลับคืนของอำนาจปกครอง และข้อจำกัดของบุคคลภายนอกที่ไม่ใช่บิดามารดา

บทความน่าสนใจ

คดีนี้ ผู้เยาว์เป็นบุตรของนายวาทิต กับผู้คัดค้าน (มารดา) ซึ่งต่อมาได้หย่าขาดกัน โดยมีข้อตกลงให้บิดาเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองแต่เพียงผู้เดียว ข้อตกลงนี้มีผลตามกฎหมายแพ่งฯ มาตรา 1520 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 1566 วรรคสอง (6) แม้มารดาจะไม่ได้ใช้อำนาจปกครอง แต่ก็ไม่ได้ถูกถอนอำนาจตามมาตรา 1582 ซึ่งเป็นอำนาจของศาล

ภายหลังเมื่อบิดาเสียชีวิต ผู้ร้องซึ่งเป็นป้า เห็นว่าผู้เยาว์ขาดผู้ใช้อำนาจปกครอง จึงยื่นคำร้องต่อศาลขอเป็นผู้ปกครองโดยอ้างเหตุว่ามารดามีครอบครัวใหม่ และตนสามารถเลี้ยงดูผู้เยาว์ได้ดีกว่า อย่างไรก็ตาม ศาลเห็นว่า เมื่อผู้ใช้อำนาจฝ่ายเดียวถึงแก่กรรม อำนาจปกครองย่อม “กลับคืน” แก่มารดาผู้คัดค้านตามมาตรา 1566 วรรคสอง (1) ไม่ใช่กรณีที่ไม่มีผู้ใช้อำนาจหรือถูกถอนอำนาจ ผู้ร้องซึ่งเป็นป้าจึงไม่มีสิทธิยื่นคำร้องเป็นผู้ปกครองตามมาตรา 1585 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 1586 วรรคหนึ่ง

ศาลฎีกาจึงพิพากษายืนตามศาลล่าง ยกคำร้องของผู้ร้อง โดยไม่รับฎีกา

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6155/2540

ฟ้องขอเปลี่ยนผู้ใช้อำนาจปกครอง ต้องฟ้องศาลไหน? ศาลฎีกาวางหลักไว้ชัด

  • คดีครอบครัวที่เกี่ยวข้องกับ “อำนาจปกครองบุตร” มักไม่จบลงเพียงแค่การหย่าร้าง หากข้อตกลงที่ทำไว้หลังหย่าไม่เป็นไปตามที่ตกลงกันไว้ คู่หย่าร้างอาจกลับมาขึ้นศาลอีกครั้ง เช่นเดียวกับกรณีในคำพิพากษาฎีกานี้ ที่ฝ่ายหนึ่งยื่นฟ้องขอเพิกถอนอำนาจปกครองบุตรจากอีกฝ่าย โดยอ้างว่าตนเป็นผู้เลี้ยงดูบุตรจริงมาโดยตลอด แต่คำถามสำคัญที่ศาลต้องวินิจฉัยกลับไม่ใช่แค่ “ใครควรได้เลี้ยงดูบุตร” แต่เป็น ในเรื่องของการฟ้องศาลว่าสามารถยื่นฟ้องต่อศาลใดได้บ้าง อย่างเช่น“ฟ้องศาลจังหวัดสระบุรีได้หรือไม่” นี่จึงเป็นกรณีตัวอย่างที่ชี้ให้เห็นว่า ความเข้าใจใน เขตอำนาจศาล และ มูลคดีเกิดขึ้นที่ใด เป็นประเด็นชี้เป็นชี้ตายของคดีเลยทีเดียว

บทความน่าสนใจ

ในคดีนี้ โจทก์ฟ้องอดีตสามี (จำเลย) เพื่อขอเพิกถอนอำนาจปกครองบุตรทั้งสอง โดยอ้างว่าแม้ในการหย่าร้างจะตกลงให้จำเลยเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองและรับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหมด แต่จำเลยกลับละเลยไม่ปฏิบัติตาม ทำให้โจทก์ต้องรับภาระคนเดียวมานาน แม้ศาลชั้นต้นจะพิพากษาให้โจทก์ชนะคดี แต่ศาลอุทธรณ์และศาลฎีกากลับพลิกคำตัดสิน โดยวินิจฉัยว่า ศาลจังหวัดสระบุรีไม่มีอำนาจรับฟ้อง เพราะ การใช้อำนาจปกครองของจำเลยเกิดจากข้อตกลงในทะเบียนหย่าที่สำนักงานเขตดุสิต กรุงเทพมหานคร ซึ่งถือเป็นสถานที่ที่ “มูลคดีเกิดขึ้น” ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 4 (1) ดังนั้น โจทก์จึงต้องยื่นฟ้องต่อศาลที่กรุงเทพมหานคร ไม่ใช่สระบุรี และแม้บุตรจะอยู่กับโจทก์ในจังหวัดสระบุรี ก็ไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนไปได้

กรณีนี้สะท้อนว่า การเลือกศาลที่มี “เขตอำนาจตามกฎหมาย” สำคัญไม่แพ้เหตุผลของคดี หากเลือกผิดศาล แม้คดีจะมีน้ำหนักเพียงใด ก็อาจไม่ถูกพิจารณาเลย

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 392/2523

ถ้าแม่มีรายได้น้อยกว่าพ่อ ศาลจะให้แม่เป็นผู้มีอำนาจปกครองบุตรหรือไม่

  • ในคดีครอบครัวที่ละเอียดอ่อนและเปราะบางที่สุดอย่างเรื่องอำนาจปกครองบุตรคำพิพากษาศาลฎีกามีบทบาทสำคัญในการชี้ทิศทางว่ากฎหมายให้ความสำคัญกับ “ใคร” และ “อะไร” มากกว่ากัน – ระหว่างฐานะทางการเงินของบิดา หรือความสามารถในการเลี้ยงดูของมารดา บทความนี้นำเสนอคำอธิบายของคำพิพากษาฎีกาที่ไม่เพียงตอกย้ำหลักความเสมอภาคในเรื่องของสิทธิครอบครัวแต่ยังชี้ให้เห็นถึงสิทธิในการฎีกา แม้เป็นข้อเท็จจริง หากเกี่ยวข้องกับบุตร

บทความน่าสนใจ

คำพิพากษาศาลฎีกานี้ยืนยันว่า คดีที่เกี่ยวกับอำนาจปกครองบุตรเป็น “คดีสิทธิในครอบครัว” จึง ไม่ต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริง ตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคสอง แม้คดีจะรวมถึงข้อพิพาทเรื่องทรัพย์สินก็ตาม ในสาระสำคัญ ศาลพิจารณาแล้วเห็นว่า แม้จำเลย (บิดา) มีรายได้ดีกว่า แต่โจทก์ (มารดา) มีรายได้ประจำทรัพย์สินและเครือญาติที่พร้อมช่วยเหลือ ที่จะสามารถอุปการะเลี้ยงดูให้การศึกษาแก่บุตรทั้งสองได้ อีกทั้งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์บรรพ 5 (ฉบับแก้ไข) มารดาย่อมมีสิทธิในอำนาจปกครองเมื่อบุตรยังไม่บรรลุนิติภาวะ

การที่ศาลให้บุตรคนเล็ก 2 คนอยู่ในอำนาจปกครองของมารดาจึงถือเป็นการตัดสินที่สอดคล้องกับเจตนารมณ์แห่งกฎหมาย เพื่อประโยชน์สูงสุดของบุตร