Tag Archives: #สำนักงานกฎหมาย

การผิดสัญญา / การตีความสัญญา

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3965/2564

เลิกสัญญาได้ แม้ผู้เช่าไม่รับหนังสือบอกกล่าวให้ชำระหนี้

คดีเช่าซื้อรถยนต์ที่ผู้เช่าซื้อค้างชำระหลายงวดติดกัน มักมีข้อโต้แย้งเรื่อง “การบอกเลิกสัญญา” ว่าเป็นไปตามกฎหมายหรือไม่ โดยเฉพาะเมื่อผู้เช่าซื้อ “ไม่ไปรับ” หนังสือบอกกล่าวจากผู้ให้เช่าซื้อ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3965/2564 ชี้ชัดว่า แม้ผู้เช่าซื้อจะไม่รับหนังสือ แต่หากเป็นไปตามข้อสัญญาและประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญา ก็ถือว่าการบอกกล่าวนั้นสมบูรณ์ และผู้เช่าซื้อที่นำรถไปคืนก่อนครบกำหนด 30 วัน ย่อมถือว่ายินยอมเลิกสัญญาและต้องรับผิดตามสัญญาเช่าซื้อ

บทความน่าสนใจ

จำเลยที่ 1 ผิดนัดชำระค่างวดรถตั้งแต่งวดที่ 14 โจทก์จึงส่งหนังสือบอกกล่าวให้ชำระหนี้ภายใน 30 วัน หากไม่ชำระจะถือว่าเลิกสัญญา แม้จำเลยที่ 1 ไม่ไปรับหนังสือดังกล่าว แต่ในสัญญาระบุว่า การส่งทางไปรษณีย์ลงทะเบียนถือว่าเป็นการแจ้งโดยชอบแล้ว

ต่อมา จำเลยที่ 1 นำรถยนต์มาคืนโดยไม่มีข้อโต้แย้ง ก่อนครบกำหนด 30 วัน ศาลจึงเห็นว่า เป็นการแสดงเจตนาไม่ชำระหนี้ต่อ และยินยอมให้เลิกสัญญา ถือว่าจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญา ต้องรับผิดชำระค่าขาดราคา 72,000 บาท แม้อ้างว่าราคารถที่ขายได้ต่ำ แต่ไม่ได้นำหลักฐานมาพิสูจน์ว่าราคาไม่เหมาะสม

คำพิพากษานี้ย้ำชัดว่า การ “ไม่ไปรับหนังสือ” ไม่ช่วยให้หลุดพ้นจากความรับผิด หากสัญญากำหนดการแจ้งเป็นลายลักษณ์อักษรไว้ชัด ผู้เช่าซื้อที่ไม่ชำระหนี้ตามกำหนดเสี่ยงถูกเลิกสัญญา และต้องชดใช้ค่าขาดราคาได้ทันที

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4937/2566

ผิดสัญญาซื้อขายรื้อถอน โจทก์ฟ้องไม่ได้ จำเลยยังฟ้องแย้งได้

ในคดีธุรกิจซื้อขายวัสดุจากการรื้อถอนโรงงาน เมื่อผู้ซื้อผิดสัญญาชำระเงินและพยายามบอกเลิกสัญญา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การบอกเลิกสัญญาโดยฝ่ายผิดย่อมไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงไม่มีอำนาจฟ้องเรียกคืนเงินหรือค่าเสียหายจากผู้ขาย อย่างไรก็ตาม ฟ้องแย้งของผู้ขายยังคงต้องพิจารณาต่อ หากมีข้อเท็จจริงและหลักฐานรองรับ

บทความน่าสนใจ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4937/2566 วินิจฉัยว่า โจทก์ทำสัญญาซื้อวัสดุอุปกรณ์ที่ได้จากการรื้อถอนโรงงานกับจำเลยที่ 1 รวมถึงชำระเงินงวดแรกครบถ้วน และจ่ายบางส่วนของงวดที่สอง แต่ภายหลังโจทก์กลับบอกเลิกสัญญา โดยอ้างว่าสินค้าไม่ครบถ้วน

ศาลเห็นว่า โจทก์ยังไม่ได้ชำระเงินครบถ้วนตามเงื่อนไข จึงเป็นฝ่ายผิดสัญญา ไม่อาจใช้สิทธิบอกเลิกตาม ป.พ.พ. มาตรา 386 ได้ การบอกเลิกของโจทก์จึงไม่ชอบ และไม่มีอำนาจฟ้องเรียกเงินมัดจำหรือค่าเสียหาย

ส่วนฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 ศาลยังต้องพิจารณาต่อ แต่เมื่อจำเลยไม่สามารถพิสูจน์ยอดเงินที่สำรองจ่ายได้ จึงไม่อาจเรียกเงินคืนจากโจทก์

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4836/2567

เลิกเช่าซื้อโดยไม่ต้องตกลงกันก็ได้ ถ้ามีเจตนาส่งของคืน

ในการเช่าซื้อ หากผู้เช่าซื้อผิดนัดชำระเงิน แต่คืนของที่เช่าซื้อโดยสมัครใจและแสดงเจตนาชัดว่าไม่สามารถผ่อนต่อ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การคืนของเช่นนี้ถือเป็นการเลิกสัญญาได้ แม้สัญญาจะไม่มีข้อให้สิทธิบอกเลิกก็ตาม ผู้ให้เช่าซื้อจึงยังเรียกค่าขาดราคาได้ตามสัญญา แต่ศาลมีอำนาจลดจำนวนลงได้ หากค่าขาดราคาสูงเกินส่วนตามความเป็นจริง

บทความน่าสนใจ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4836/2567 วินิจฉัยว่า แม้จำเลยที่ 1 ผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อตั้งแต่งวดแรก และสัญญาไม่ได้ระบุให้สิทธิบอกเลิกสัญญาแก่ผู้เช่าซื้อ แต่การที่จำเลยที่ 1 คืนรถให้โจทก์โดยไม่มีข้อโต้แย้งใด ๆ แสดงเจตนาเลิกสัญญา จึงถือเป็นการเลิกสัญญาตาม ป.พ.พ. มาตรา 573 โดยชอบ

เมื่อสัญญาเลิกกันแล้ว โจทก์มีสิทธิเรียกค่าขาดราคาตามสัญญา แต่เบี้ยปรับที่เรียกต้องอยู่ในขอบเขตที่สมเหตุสมผล หากสูงเกิน ศาลสามารถลดลงได้ตาม มาตรา 383 วรรคหนึ่ง

ในคดีนี้ ศาลฎีกาวินิจฉัยให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าขาดราคา 106,000 บาท รวมกับค่าขาดประโยชน์เดิม 21,000 บาท รวมเป็น 127,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยตามกฎหมาย ส่วนจำเลยที่ 2 ไม่ต้องรับผิดในค่าขาดราคานี้ เพราะไม่ถูกบอกกล่าวภายใน 60 วัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2345/2565

บทความโพสต์ภาพแบรนด์คู่แข่งใน Instagra

โพสต์ภาพแบรนด์คู่แข่งใน Instagram ผิดสัญญา Brand Ambassador ศาลฎีกาตีความคำว่า “คู่แข่งทางการค้า”

การใช้สื่อโซเชียลของดาราอาจมีผลทางกฎหมายอย่างคาดไม่ถึง คดีนี้ศาลฎีกาชี้ชัดว่า การโพสต์ภาพสินค้าแบรนด์อื่นที่เป็น “คู่แข่งทางการค้า” ใน Instagram ส่วนตัว ถือเป็นการผิดสัญญาว่าจ้างเป็นพรีเซ็นเตอร์ แม้ไม่ได้ตั้งใจโฆษณาก็ตาม พร้อมวางหลักเกณฑ์การตีความเจตนาและค่าเสียหายจากการผิดสัญญาอย่างเป็นระบบ

บทความน่าสนใจ

จำเลยที่ 2 เป็นดาราที่ถูกว่าจ้างโดยโจทก์ให้เป็น Brand Ambassador ให้กับนาฬิกาและเครื่องประดับยี่ห้อ “ช.” โดยมีข้อห้ามไม่ให้โฆษณาหรือส่งเสริมการขายให้กับคู่แข่งทางการค้า จำเลยกลับโพสต์ภาพตนเองสวมใส่เครื่องประดับแบรนด์ “ค.” พร้อมแฮชแท็กใน Instagram ส่วนตัว

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้ข้อสัญญาไม่ได้ระบุชื่อบริษัทคู่แข่งโดยตรง แต่สินค้ายี่ห้อ “ค.” และ “ช.” เป็นสินค้าประเภทเดียวกัน และสามารถใช้แทนกันได้ จึงถือว่าเป็นคู่แข่งทางการค้า การโพสต์ดังกล่าวจึงถือเป็นการประพฤติผิดสัญญา

ศาลยังวางแนววินิจฉัยเรื่องค่าเสียหาย โดยถือว่าค่าปรับตามสัญญาเป็น “เบี้ยปรับ” หากสูงเกินสมควร ศาลมีอำนาจปรับลดได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 383 และเมื่อสัญญาถูกเลิก จำเลยมีสิทธิเรียกค่าจ้างเฉพาะตามมูลค่างานที่ได้ทำจริงตามมาตรา 391 เท่านั้น

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8901/2563

ขอบเขตสัญญาเช่า ผู้เช่าช่วงไม่มีสิทธิฟ้องเจ้าของพื้นที่

คดีนี้สะท้อนหลักการสำคัญของกฎหมายสัญญาเกี่ยวกับขอบเขตของสิทธิและหน้าที่ที่เกิดจากสัญญาเช่า เมื่อผู้เช่าช่วงไม่ได้เป็นคู่สัญญาโดยตรงกับเจ้าของพื้นที่ ศาลฎีกาจึงวางหลักไว้ชัดเจนว่า ผู้เช่าช่วงไม่มีอำนาจฟ้องเรียกค่าเสียหายจากเจ้าของพื้นที่ แม้จะได้รับความเสียหายจากการผิดสัญญาเช่าระหว่างคู่สัญญาเดิมก็ตาม

บทความน่าสนใจ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8901/2563 ยืนยันหลักสำคัญของกฎหมายแพ่ง มาตรา 545 ว่า “สัญญามีผลผูกพันเฉพาะคู่สัญญาเท่านั้น” โดยในคดีนี้ โจทก์ที่ 3 เป็นผู้เช่าช่วงจากโจทก์ที่ 2 ซึ่งเช่าพื้นที่ต่อมาจากโจทก์ที่ 1 โดยที่โจทก์ที่ 1 เป็นผู้ทำสัญญาเช่าโดยตรงกับจำเลยผู้ให้เช่า

แม้จำเลยจะเป็นฝ่ายบอกเลิกสัญญาก่อนครบกำหนดและมีความผิดตามสัญญา แต่โจทก์ที่ 3 ไม่ได้มีนิติสัมพันธ์โดยตรงกับจำเลย จึงไม่มีอำนาจตามกฎหมายในการฟ้องเรียกค่าเสียหายจากจำเลย

ศาลฎีกาได้วินิจฉัยว่าผู้เช่าช่วงไม่สามารถอาศัยบทบัญญัติในทางกลับกันเพื่อเรียกร้องสิทธิจากเจ้าของที่ดินได้ เว้นแต่จะมีกฎหมายบัญญัติไว้โดยชัดแจ้ง ซึ่งในกรณีนี้ไม่มี ศาลจึงพิพากษายกฟ้องโจทก์ที่ 3 แม้โจทก์ที่ 1 จะยังได้รับชดใช้ค่าเสียหายจากจำเลยก็ตาม

คำพิพากษานี้เป็นแนวทางสำคัญในการตีความขอบเขตของสิทธิในสัญญาและการใช้สิทธิโดยบุคคลภายนอก

พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์และธุรกรรมดิจิทัล

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6757/2560

ข้อความปลดหนี้ในเฟซบุ๊กมีผลตามกฎหมาย

ในยุคดิจิทัลที่การสื่อสารทางออนไลน์เป็นเรื่องปกติ คำพูดหรือข้อความบนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียอาจส่งผลทางกฎหมายโดยไม่รู้ตัว คำพิพากษาศาลฎีกานี้เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนว่า การส่งข้อความทางเฟซบุ๊กที่มีเจตนายกหนี้ให้ลูกหนี้ สามารถถือเป็น “หลักฐานเป็นหนังสือ” ได้ตามกฎหมาย และทำให้เจ้าหนี้ไม่สามารถฟ้องเรียกเงินคืนได้อีก
 

บทความน่าสนใจ

คดีนี้เกิดจากการที่โจทก์ให้จำเลยกู้ยืมเงิน 595,000 บาท โดยมีสัญญาระบุชัดเจน แต่ภายหลังจำเลยไม่ได้ชำระคืนเงินต้น โดยชำระดอกเบี้ยเพียง 4 ครั้งเท่านั้น โจทก์จึงฟ้องเรียกเงินคืนพร้อมดอกเบี้ย รวมเป็นเงินกว่า 730,000 บาท

จำเลยนำข้อความที่โจทก์ส่งทางเฟซบุ๊กมายืนยันว่า โจทก์ยกหนี้ให้แล้ว ข้อความระบุว่า “เงินทั้งหมด 670,000 บาท ไม่ต้องส่งคืน ยกให้หมด ไม่ต้องส่งดอกอะไรมาให้ จะได้ไม่ต้องมีภาระหนี้สินติดตัว”

แม้ข้อความนี้ไม่มีลายเซ็น แต่โจทก์ยอมรับว่าเป็นผู้ส่งจริง และปรากฏชื่อในระบบเฟซบุ๊ก ศาลฎีกาจึงเห็นว่าเป็น “ข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์” ที่สามารถใช้เป็นหลักฐานแสดงเจตนา “ปลดหนี้” ได้ตาม พ.ร.บ.ธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2544 และถือว่ามีหลักฐานเป็นหนังสือตาม ป.พ.พ. มาตรา 340 แล้ว

ศาลฎีกาจึงพิพากษากลับ ยกฟ้องโจทก์ เพราะหนี้ได้ระงับโดยการปลดหนี้ตามเจตนาที่แสดงไว้ทาง  เฟซบุ๊ก

 
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2085/2566

ข้อความในแชตปลดหนี้ได้ ถ้ามีเจตนาแน่ชัด

เมื่อการติดต่อสื่อสารเปลี่ยนไปอยู่บนแอปฯ อย่างไลน์หรือวีแชต คำพูดที่พิมพ์ผ่านหน้าจออาจมีผลผูกพันทางกฎหมายมากกว่าที่คิด คำพิพากษาศาลฎีกานี้ชี้ให้เห็นว่า การปลดหนี้ผ่านข้อความแชตสามารถถือเป็นหลักฐานเป็นหนังสือได้ หากมีเจตนาชัดเจนและยืนยันตัวผู้ส่งได้ ตามกฎหมายแพ่งและพาณิชย์และ พ.ร.บ.ธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์

บทความน่าสนใจ

ในคดีนี้ โจทก์ฟ้องให้จำเลยชำระหนี้เงินกู้ 105,000 บาท แต่จำเลยนำหลักฐานเป็นข้อความทางแอปฯ วีแชตที่โจทก์ส่งว่า “ไม่ต้องคืนเงินพี่แล้วนะ พี่ขอโทษกับเรื่องที่ผ่านมา และยังรักอยู่” ศาลฎีกาเห็นว่าเป็นการแสดงเจตนาปลดหนี้อย่างชัดแจ้ง และเป็น “ข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ที่ถือเป็นหนังสือตามกฎหมาย”

แม้ข้อความจะไม่ได้ระบุจำนวนหนี้ชัดเจน แต่จากข้อเท็จจริงและคำเบิกความของโจทก์ หนี้ที่มีระหว่างกันมีเพียง 105,000 บาท และการให้เงินเล็กน้อยอื่น ๆ ถือเป็นการให้โดยเสน่หาจากความสัมพันธ์ส่วนตัว ไม่ใช่หนี้เงินกู้

นอกจากนี้ แม้ข้อความจะส่งผ่านวีแชต ไม่ใช่ไลน์ที่ใช้ติดต่อกันมาก่อน แต่เมื่อติดต่อช่องทางเดิมไม่ได้ การเปลี่ยนช่องทางก็ไม่กระทบต่อความน่าเชื่อถือของข้อความ และตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ มาตรา 7 และ 8 ข้อมูลที่อยู่ในรูปอิเล็กทรอนิกส์สามารถมีผลทางกฎหมายเทียบเท่าหนังสือได้ หากสามารถเข้าถึงและพิสูจน์ความหมายได้โดยไม่เปลี่ยนแปลง

ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่า จำเลยได้รับการปลดหนี้โดยสมบูรณ์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 340 และพิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์

กฎหมายคุ้มครองผู้บริโภค

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2764/2565

การนับอายุความและภาระการพิสูจน์ในคดีผู้บริโภค กรณีความเสียหายจากการแพทย์ที่ต้องใช้เวลาในการแสดงอาการ

ประเด็นอายุความในคดีผู้บริโภคที่เกี่ยวข้องกับบริการทางการแพทย์มีความซับซ้อนเป็นพิเศษ โดยเฉพาะในกรณีที่อาการผิดปกติทางสุขภาพมิได้ปรากฏในทันทีหลังจากรับบริการ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2764/2565 ได้วางหลักไว้อย่างชัดเจนว่า เมื่อความเสียหายต้องใช้เวลาจึงแสดงอาการ การนับอายุความต้องยึดตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค มาตรา 13 ซึ่งกำหนดอายุความไว้ 3 ปี ไม่ใช่ 1 ปีตามประมวลกฎหมายแพ่งฯ มาตรา 448 บทวินิจฉัยดังกล่าวไม่เพียงแต่ส่งผลต่อผู้บริโภคที่ใช้บริการด้านสุขภาพ หากแต่ยังสะท้อนภาระการพิสูจน์และหลักความเป็นธรรมในการพิจารณาคดีผู้บริโภคอย่างชัดเจน
 

บทความน่าสนใจ

ในคดีนี้ โจทก์ซึ่งเป็นผู้บริโภค เข้ารับการรักษาที่คลินิกเอกชน โดยรับการฉีดสารชีวโมเลกุล ซึ่งหลังการฉีดเริ่มมีอาการแพ้ และอาการรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ จนต้องเข้ารับการรักษาเป็นเวลานานเกือบ 2 ปี การรักษาไม่ประสบผล และยังไม่สามารถประเมินผลกระทบในระยะยาวได้อย่างแน่นอน

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ความเสียหายที่เกิดขึ้นเป็นผลจากสารที่ต้องใช้เวลาในการแสดงอาการ ซึ่งเข้าข่ายตามมาตรา 13 วรรคท้ายแห่ง พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 ที่บัญญัติให้ใช้ระยะเวลาอายุความ 3 ปีนับแต่วันที่รู้ถึงความเสียหายและรู้ตัวผู้ประกอบธุรกิจ และไม่เกิน 10 ปีนับแต่วันที่ได้รับความเสียหาย อาการแพ้ที่เกิดขึ้นภายหลัง จึงไม่ถือว่าโจทก์รู้อาการอย่างสมบูรณ์ก่อนหน้านั้น ฟ้องของโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ

นอกจากนี้ ศาลยังวินิจฉัยเรื่องภาระการพิสูจน์ตามมาตรา 29 ของ พ.ร.บ.เดียวกันว่า การบริการทางการแพทย์เป็นกิจกรรมเฉพาะทาง ความรู้อยู่ในความครอบครองของจำเลยซึ่งเป็นผู้ประกอบธุรกิจ ดังนั้น จึงตกเป็นภาระของจำเลยในการพิสูจน์ว่าสารชีวโมเลกุลดังกล่าวไม่มีอันตราย หรือไม่เป็นสาเหตุของความเสียหาย

อย่างไรก็ตาม ศาลไม่รับฟังข้ออ้างของจำเลยเรื่องอายุความ 1 ปีตามมาตรา 448 ของ ป.พ.พ. เพราะไม่เหมาะสมกับลักษณะพิเศษของความเสียหาย และศาลยังวางแนววินิจฉัยเรื่องอัตราดอกเบี้ยให้สอดคล้องกับกฎหมายใหม่ คือ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่แก้ไขปี พ.ศ. 2564 ซึ่งกำหนดดอกเบี้ยระหว่างผิดนัดให้คิดตามอัตราร้อยละ 5 ต่อปี และอนุญาตให้ปรับเปลี่ยนตามพระราชกฤษฎีกาของกระทรวงการคลังในอนาคต

คำพิพากษานี้ถือเป็นแนวทางสำคัญในการตีความเรื่องอายุความและภาระการพิสูจน์ในคดีผู้บริโภค โดยเฉพาะในบริบทของบริการทางการแพทย์ ซึ่งอาการที่เกิดขึ้นภายหลังจากการใช้บริการนั้นอาจใช้เวลาแสดงอาการและประเมินผลกระทบได้ล่าช้า ศาลจึงคำนึงถึงหลักความเป็นธรรมและหลักการคุ้มครองผู้บริโภคเป็นสำคัญ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14617/2558

ฉลากสินค้าไม่ถูกต้อง แม้ไม่มีผู้เสียหายก็อาจนำไปสู่ความผิด
 

การแสดงฉลากสินค้าให้ถูกต้องตามกฎหมายไม่ใช่เพียงหน้าที่ทางธุรกิจ แต่เป็นข้อกำหนดทางกฎหมายที่มีบทลงโทษชัดเจน หากฝ่าฝืนอาจถูกดำเนินคดีอาญา คำพิพากษาศาลฎีกานี้แสดงให้เห็นถึงความเข้มงวดของศาลในการตีความและบังคับใช้กฎหมายคุ้มครองผู้บริโภคแม้จะมีความผิดอื่นพ่วงร่วมด้วย

บทความน่าสนใจ

จำเลยขายเครื่องสำอาง SHISEIDO และ MAC ภายในตลาดนัด โดยสินค้าไม่มีฉลากภาษาไทย ไม่มีคำแนะนำ วิธีใช้ หรือข้อห้าม ซึ่งฝ่าฝืนต่อกฎหมายว่าด้วยการควบคุมฉลากสินค้าตาม พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 มาตรา 30 และ 52 จำเลยยังเสนอขายสินค้าละเมิดเครื่องหมายการค้าที่จดทะเบียนในไทยอีกด้วย

จำเลยรับสารภาพ แต่ศาลชั้นต้นลงโทษเพียงในข้อหาละเมิดเครื่องหมายการค้าเท่านั้น โจทก์จึงอุทธรณ์ในประเด็นเรื่องฉลากสินค้า ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยกระทำผิดทั้งสองกระทงอย่างชัดเจน และต้องแยกลงโทษต่างกรรมต่างวาระตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91

คำพิพากษาจึงแก้ไขโดยเพิ่มโทษปรับ 2,500 บาท สำหรับความผิดเรื่องฉลาก รวมโทษเป็นจำคุก 1 เดือน (รอลงอาญา 1 ปี) และปรับรวม 7,500 บาท

คดีนี้ตอกย้ำว่า การไม่มีฉลากที่ถูกต้องตามประกาศคณะกรรมการว่าด้วยฉลาก อาจนำไปสู่โทษอาญาโดยไม่จำเป็นต้องมีผู้เสียหาย และไม่อาจอ้างความไม่รู้กฎหมายเป็นข้อแก้ตัวได้ ผู้ประกอบการจึงต้องตระหนักว่า “ฉลากที่ถูกต้อง” เป็นเรื่องสำคัญทั้งต่อผู้บริโภคและความเสี่ยงทางกฎหมาย

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1808/2561

การปกปิดข้อเท็จจริงในสัญญาซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ถือเป็นการละเมิดสิทธิผู้บริโภคตามกฎหมาย

การซื้อบ้านเพื่ออยู่อาศัยถือเป็นการตัดสินใจทางเศรษฐกิจครั้งสำคัญของผู้บริโภค หากผู้ประกอบธุรกิจใช้กลฉ้อฉลโดยปกปิดข้อเท็จจริงที่มีผลต่อการตัดสินใจ เช่น การเวนคืนที่ดินในอนาคต อาจเข้าข่ายเป็นการละเมิดสิทธิผู้บริโภคทั้งในด้านข้อมูลข่าวสารและความเป็นธรรมในสัญญา คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1808/2561 แสดงให้เห็นถึงการตีความบทบัญญัติตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 ร่วมกับหลักละเมิดในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ โดยกำหนดให้ผู้ประกอบการรับผิดชดใช้ค่าเสียหายที่เกิดจากการปกปิดข้อเท็จจริงที่มีผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อผู้ซื้อ

บทความน่าสนใจ

จำเลยซึ่งเป็นผู้ขายบ้านในโครงการจัดสรร ได้ปกปิดข้อเท็จจริงเกี่ยวกับที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่ถูกเวนคืนไว้ไม่ให้ผู้บริโภคทั้งสองทราบก่อนทำสัญญา ทั้งที่จำเลยรู้ข้อมูลดังกล่าวอยู่แล้ว ถือว่าเป็นการละเมิดสิทธิผู้บริโภคทั้งสองซึ่งประสงค์จะซื้อที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเพื่ออยู่อาศัย โดยการไม่ได้ให้คำพรรณนาคุณภาพที่ถูกต้องเพียงพอเกี่ยวกับสินค้าที่จำเลยขายแก่ผู้บริโภคทั้งสอง อันเป็นการโฆษณาที่ใช้ข้อความไม่เป็นธรรมโดยก่อให้เกิดความเข้าใจผิดในสาระสำคัญเกี่ยวกับสินค้า และตัดโอกาสของผู้บริโภคที่จะใช้ข้อมูลดังกล่าวตัดสินใจที่จะเข้าทำสัญญากับจำเลย ศาลเห็นว่าการกระทำดังกล่าวเข้าข่ายฉ้อฉล เป็นการโฆษณาที่ไม่เป็นธรรมตาม พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 มาตรา 22 และละเมิดสิทธิของผู้บริโภคตามมาตรา 4 ประกอบ ป.พ.พ. มาตรา 420

เมื่อสัญญาซื้อขายตกเป็นโมฆียะและผู้บริโภคบอกล้างโมฆียะกรรม สัญญาจึงเป็นโมฆะ จำเลยต้องคืนเงินค่าบ้านและชดใช้ค่าเสียหายที่เกี่ยวเนื่องกับการซื้อขาย เช่น ค่าธรรมเนียมโอน ค่าจำนอง ค่าประกันอัคคีภัย ค่าติดตั้งโทรศัพท์ และส่วนต่างราคาทรัพย์ที่เสียโอกาส

คำพิพากษานี้ตอกย้ำหลักการว่า ผู้บริโภคมีสิทธิได้รับข้อมูลที่ถูกต้องในการตัดสินใจ และผู้ประกอบการไม่มีสิทธิเฉไฉโดยการปกปิดข้อเท็จจริงสำคัญเพื่อประโยชน์ของตนเอง

การจัดการมรดกตามพินัยกรรม

คำพิพากษาศาลฎีกาที่  10809/2559

พินัยกรรมที่มีข้อความเพิ่มเติมโดยไม่มีลายมือชื่อกำกับนั้นจะมีผลบังคับหรือไม่ ทายาทโดยธรรมเจ็ดคนยื่นฟ้องจำเลยขอแบ่งมรดก อ้างว่าพินัยกรรมไม่สมบูรณ์ แต่จำเลยยืนยันว่าผู้ตายตั้งใจยกทรัพย์สินทั้งหมดให้ตนแต่เพียงผู้เดียว คดีนี้จึงกลายเป็นบทเรียนสำคัญว่า แม้พินัยกรรมบางส่วนจะมีข้อบกพร่องทางรูปแบบ แต่หากเจตนารมณ์ของผู้ทำพินัยกรรมแสดงไว้อย่างชัดเจน ศาลย่อมยึดถือเจตนาเป็นหลัก

บทความน่าสนใจ

    นายพก ศรีเก่งกระจ่าง ผู้ตาย เป็นบุตรของนายมุ่ย (หรือเก๋ง) กับนางฮวย และไม่มีภรรยาหรือบุตร เมื่อถึงแก่ความตายในปี 2547 ได้ทิ้งพินัยกรรมแบบเขียนเองทั้งฉบับ ยกทรัพย์สิน 11 รายการให้แก่หลานชายคนเดียวคือ นายเฉลิมเกียรติ เกรียงศักดิ์ศรี ซึ่งเป็นจำเลยในคดี ต่อจากนั้น ผู้ตายยังเขียนเพิ่มเติมหลังลายมือชื่อว่า ยกหุ้นที่มีอยู่ในบัญชี ABN Amro และ ZICO ให้จำเลยด้วย แต่ไม่ได้ลงลายมือชื่อกำกับข้อความเพิ่มเติมดังกล่าวฝ่ายโจทก์ทั้งเจ็ด ซึ่งเป็นทายาทโดยธรรม ฟ้องจำเลยขอแบ่งมรดก โดยอ้างว่าพินัยกรรมไม่สมบูรณ์ เพราะส่วนที่ระบุทรัพย์สินพิพาทไม่มีลายมือชื่อกำกับ จึงไม่มีผลผูกพันศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้ข้อความท้ายพินัยกรรมจะไม่สมบูรณ์ตามแบบ แต่ไม่มีผลกระทบต่อพินัยกรรมฉบับหลัก ซึ่งมีข้อความว่า “ให้ทรัพย์สินของข้าพเจ้าแก่นายเฉลิมเกียรติ เกรียงศักดิ์ศรีแต่เพียงผู้เดียว หลานคนอื่นไม่มีสิทธิ์” จึงถือว่าผู้ตายมีเจตนายกมรดกทั้งหมดแก่จำเลยแล้ว และโจทก์ทั้งเจ็ดถูกตัดมิให้รับมรดกตาม ป.พ.พ. มาตรา 1608 ไม่มีอำนาจฟ้องแบ่งทรัพย์อีกต่อไป

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1636/2530

ผู้ทำพินัยกรรมแสดงเจตนาโดยชัดแจ้งยกทรัพย์ให้หลานสาวแต่เพียงผู้เดียว แม้กล่าวเฉพาะที่ดินอีกแปลง

คดีพิพาทมรดกระหว่างหลานสาวผู้ได้รับพินัยกรรม กับพี่น้องของผู้ตาย กลายเป็นบทเรียนสำคัญว่า “ถ้อยคำในพินัยกรรม” อาจไม่ต้องครอบคลุมทุกทรัพย์ หาก “เจตนารมณ์ของผู้ทำพินัยกรรม” มีความชัดเจนพอ ศาลฎีกาต้องวินิจฉัยว่าทรัพย์ที่ไม่ได้ระบุโดยตรงในพินัยกรรมตกแก่ใคร เมื่อนางล้อมเขียนพินัยกรรมระบุยกที่ดินแปลงหนึ่งให้แก่หลานสาวคือนางสุนันทา แต่ใช้ถ้อยคำทั่วไปในข้อแรกว่าทรัพย์สินทั้งหมดตกเป็นของผู้มีชื่อในพินัยกรรม ผลคือแม้จะไม่ได้เอ่ยถึงที่ดินแปลงพิพาทโดยตรง แต่ก็ถือว่าหลานสาวได้สิทธิเหนือที่ดินนั้น 1 ใน 6 ส่วนตามสิทธิของเจ้ามรดกเดิม

บทความที่น่าสนใจ

ที่ดินโฉนดเลขที่ 321 แขวงวัดท่าพระ กรุงเทพมหานคร เคยเป็นของนายพิศ อ่วมบุญช่วย ผู้ตาย ซึ่งไม่มีภริยาและบุตร เมื่อถึงแก่ความตาย ทรัพย์มรดกตกแก่พี่น้องร่วมบิดามารดา 4 คน หนึ่งในนั้นคือนายผ่อง อ่วมบุญช่วย ผู้สมรสกับนางล้อม ต่อมาเมื่อผ่องถึงแก่ความตาย ที่ดิน 1 ใน 4 ส่วนของเขาถูกแบ่งเป็นสินสมรส 1 ใน 3 แก่นางล้อม และอีก 2 ใน 3 ตกเป็นมรดกที่นางล้อมได้รับครึ่งหนึ่งตามสิทธิภริยา รวมแล้วนางล้อมได้กรรมสิทธิ์ในที่ดิน 1 ใน 6 ส่วน

ก่อนเสียชีวิต นางล้อมได้ทำพินัยกรรมยกทรัพย์สินให้หลานสาว นางสุนันทา อรรถกฤษณ์ (โจทก์) โดยเฉพาะระบุไว้เพียงที่ดินแปลงเลขที่ 10197 แต่มีข้อความชัดเจนในข้อ 1 ว่า “ให้บรรดาทรัพย์สินทั้งหมดที่มีอยู่และที่จะพึงมีในภายหน้า ตกเป็นของผู้มีชื่อในพินัยกรรม” ซึ่งมีเพียงโจทก์เพียงคนเดียว ศาลฎีกาจึงตีความว่าทรัพย์สินทั้งหมดรวมถึงที่ดินโฉนดเลขที่ 321 จำนวน 1 ใน 6 ส่วน ตกเป็นของโจทก์ตามพินัยกรรม

เมื่อจำเลยโอนที่ดินให้แก่บุคคลภายนอกไปก่อน คำพิพากษาจึงให้จำเลยชำระเงินแทนการโอนจำนวน 500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปีแก่โจทก์

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 419/2541 

พินัยกรรมสองฉบับ คนละเจตนา คนละทรัพย์ พินัยกรรมฉบับหลังเพิกถอนฉบับแรกหรือไม่?

ในกรณีที่ผู้ตายทำพินัยกรรมไว้สองฉบับโดยระบุผู้จัดการมรดกต่างคนกันในทรัพย์สินคนละชุด เช่นนี้จะถือว่าพินัยกรรมฉบับหลังเพิกถอนฉบับแรกหรือไม่? ผู้ร้องในคดีเป็นบุตรของผู้ตายที่ได้รับแต่งตั้งเป็นผู้จัดการมรดกตามพินัยกรรมฉบับแรก ขณะที่ผู้คัดค้านอ้างสิทธิตามฉบับหลัง ศาลฎีกาจึงต้องวินิจฉัยว่า ข้อความในพินัยกรรมทั้งสองฉบับขัดแย้งกันหรือไม่ และใครควรได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้จัดการมรดก

บทความน่าสนใจ

นายเซี้ยง ผู้ร้อง ยื่นคำร้องต่อศาลขอให้ตั้งตนเป็นผู้จัดการมรดกของมารดา คือ นางบุญมา ผู้ตาย ซึ่งได้ทำพินัยกรรมไว้ 2 ฉบับ พินัยกรรม ฉบับแรก ตั้งนายเซี้ยง (ผู้ร้อง) เป็นผู้จัดการมรดกในทรัพย์สินบางส่วน พินัยกรรม ฉบับหลัง ตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกอีกส่วนหนึ่ง

ผู้คัดค้านโต้แย้งว่า พินัยกรรมฉบับหลังเพิกถอนฉบับแรกโดยปริยาย เพราะขัดกันทั้งในเรื่องทรัพย์สินและตัวผู้จัดการมรดก จึงขอให้ศาลตั้งตนเป็นผู้จัดการมรดกแทน

อย่างไรก็ตาม ศาลฎีกาเห็นว่า พินัยกรรมทั้งสองฉบับไม่ได้ขัดแย้งกัน เนื่องจากระบุทรัพย์มรดกคนละส่วน และแต่งตั้งคนละคนให้จัดการอย่างแยกจากกัน แสดงให้เห็นเจตนาชัดเจนของผู้ตายว่าต้องการให้ทั้งสองคนมีบทบาทในการจัดการทรัพย์สินคนละส่วน

เมื่อทั้งผู้ร้องและผู้คัดค้าน ไม่ใช่บุคคลต้องห้าม ตามกฎหมาย (ป.พ.พ. มาตรา 1718) ศาลฎีกาจึงพิพากษาให้ ตั้งผู้ร้องและผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกร่วม โดยให้จัดการทรัพย์ตามพินัยกรรมของแต่ละฉบับที่ได้รับแต่งตั้งไว้

คำพิพากษานี้ยืนยันหลักสำคัญว่า การตีความพินัยกรรมต้องยึดตามเจตนาผู้ทำพินัยกรรมเป็นหลัก และการมีพินัยกรรมหลายฉบับ ไม่ได้แปลว่า ฉบับหลังเพิกถอนฉบับแรกเสมอไป

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3523/2532

พินัยกรรมระบุชัดว่ายกมรดกให้ผู้รับพินัยกรรมผู้เดียว กรณีนี้ทายาทโดยธรรมจะฟ้องขอแบ่งทรัพย์มรดกซึ่งได้มาภายหลังจากทำพินัยกรรมได้หรือไม่

หลายคนอาจเข้าใจว่าพินัยกรรมมีผลเฉพาะทรัพย์ที่มีอยู่ในวันที่ทำพินัยกรรมเท่านั้น หากผู้ตายระบุชัดว่าทรัพย์ที่ “มีอยู่หรือจะมีขึ้นในภายหน้า” ให้แก่บุคคลใดบุคคลหนึ่ง พินัยกรรมดังกล่าวย่อมมีผลครอบคลุมทรัพย์ที่จะได้มาในอนาคตด้วย

บทความน่าสนใจ

โจทก์เป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ตายและฟ้องจำเลยซึ่งเป็นภรรยาใหม่ของผู้ตาย ขอแบ่งทรัพย์มรดก โดยอ้างว่าตนมีสิทธิในทรัพย์มรดกครึ่งหนึ่ง และกล่าวหาจำเลยว่ายักย้ายที่ดินจึงควรถูกตัดสิทธิจากมรดกส่วนที่ยักย้าย

อย่างไรก็ตาม จำเลยอ้างสิทธิตามพินัยกรรมที่ผู้ตายได้ทำไว้ โดยระบุให้ “ทรัพย์สินทั้งหมดที่มีอยู่หรือจะมีขึ้นในภายหน้า” ตกเป็นของจำเลยแต่เพียงผู้เดียว ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พินัยกรรมลักษณะนี้มีผลครอบคลุมทรัพย์ที่ผู้ตายได้มาในภายหลังด้วย และไม่ปรากฏพฤติการณ์ชัดเจนว่าจำเลยยักย้ายทรัพย์มรดกโดยทุจริต

จึงตัดสินให้พินัยกรรมมีผลบังคับครอบคลุมทรัพย์ทั้งหมด และยกฟ้องโจทก์ โดยถือว่าจำเลยเป็นผู้รับมรดกแต่เพียงผู้เดียวตามเจตนาผู้ตายที่แสดงไว้ชัดเจนในพินัยกรรม

อำนาจปกครองบุตร-อำนาจปกครองบุตร

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 515/2560       

สิทธิเด็กมาก่อนสิทธิพ่อแม่: ศาลตั้งญาติเป็นผู้ปกครองแทน

  • ในยุคที่คำว่า “ครอบครัว” ไม่ได้หมายถึงแค่สายเลือด แต่รวมถึงความรัก ความอบอุ่น และความรับผิดชอบ คำพิพากษาศาลฎีกาคดีนี้จึงกลายเป็นหมุดหมายสำคัญที่สะท้อนหลักการ “ประโยชน์สูงสุดของเด็ก” เหนือสิทธิของบิดามารดาโดยชอบด้วยกฎหมาย เมื่อศาลต้องวินิจฉัยว่าพ่อแม่ผู้ให้กำเนิดแต่ไม่เลี้ยงดู ไม่ใส่ใจ และใช้ความรุนแรง สมควรมีสิทธิกำหนดชีวิตของลูกหรือไม่ บทเรียนจากคดีนี้คือ สิทธิในการเป็น “พ่อแม่” อาจหมดไป หากขาด “หัวใจของความเป็นพ่อแม่”

บทความน่าสนใจ

ในคดีนี้ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยในคดีที่พ่อแม่แท้ ๆ ฟ้องขอให้ญาติที่เลี้ยงดูเด็กหญิง ป. ส่งตัวคืน โดยอ้างสิทธิในฐานะบิดามารดาโดยชอบด้วยกฎหมาย โดยทั้งสองฝ่ายเคยทำสัญญาประนีประนอมยอมความให้ทดลองดูแลเด็กในวันหยุด แต่กลับปรากฏว่าเด็กมีอาการเครียด หวาดกลัว และปฏิเสธการกลับไปอยู่กับพ่อแม่

พยานหลักฐานยืนยันว่า พ่อแม่ไม่เคยเลี้ยงดูเด็ก ไม่เคยให้ความช่วยเหลือเรื่องค่าใช้จ่าย และไม่ได้มาเยี่ยมอย่างสม่ำเสมอ ซ้ำร้ายยังมีเหตุการณ์ที่ใช้ความรุนแรงแย่งชิงตัวเด็ก ทำให้เด็กมีอาการผิดปกติทางจิตใจ จิตแพทย์เห็นว่าอาจส่งผลระยะยาวถึงขั้นเป็นโรคจิตเวช

แม้ไม่มีญาติหรืออัยการร้องขอ ศาลมีอำนาจถอนอำนาจปกครองบางส่วนตาม ป.พ.พ. มาตรา 1582 วรรคหนึ่ง และในคดีนี้ศาลเห็นสมควรให้เพิกถอนอำนาจปกครองบุตรของพ่อแม่ในส่วนของการกำหนดที่อยู่อาศัยตาม มาตรา 1567 (1) และแต่งตั้งญาติผู้เลี้ยงดูเป็นผู้ปกครองแทน คดีนี้ตอกย้ำว่า สิทธิของเด็กและความผาสุกในชีวิต ต้องมาก่อนสิทธิของบิดามารดาเสมอ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8596/2559

ลูกไม่อยากอยู่กับแม่ ศาลเปลี่ยนข้อตกลงหย่าให้พ่อดูแล

  • เมื่อการหย่าร้างจบลงด้วยข้อตกลงที่ดูเหมือนจะ “ยุติธรรม” ต่อกัน แต่วันหนึ่งกลับมีฝ่ายหนึ่งขอกลับคำ ด้วยเหตุผลทั้งเรื่องเงิน และสิทธิในการดูแลลูก คำถามคือ ข้อตกลงท้ายทะเบียนหย่าที่เคยทำไว้ จะเปลี่ยนแปลงได้หรือไม่? และอะไรคือเหตุผลที่ศาลยอม “เปิดทาง” ให้พิจารณาใหม่ คำพิพากษาฎีกาคดีนี้เผยให้เห็นประเด็นสำคัญเกี่ยวกับสิทธิในครอบครัว ความผาสุกของผู้เยาว์ และขอบเขตของการฟ้องขอเพิกถอนเงื่อนไขในการหย่าร้างอย่างชัดเจน ชวนติดตามว่าศาลตีความกฎหมายอย่างไรในความซับซ้อนของความเป็นพ่อแม่หลังการหย่า

บทความน่าสนใจ

ในคดีนี้ โจทก์ฟ้องขอเพิกถอนข้อตกลงหย่า ที่กำหนดให้ตนจ่ายค่าเลี้ยงชีพแก่จำเลย 200,000 บาท และ ขอเพิกถอนอำนาจปกครองผู้เยาว์จากจำเลยแต่เพียงผู้เดียว ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์เห็นว่า ข้อตกลงดังกล่าวมีผลเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความ ชอบด้วยกฎหมาย และไม่รับข้ออ้างของโจทก์ที่ยกขึ้นใหม่ในชั้นอุทธรณ์

แต่ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า คดีนี้เป็นเรื่องสิทธิการเลี้ยงดูบุตรในครอบครัว ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 224 วรรคสอง และ 248 วรรคสอง โจทก์จึงมีสิทธิฎีกา แม้ทุนทรัพย์ไม่ถึงเกณฑ์ นอกจากนี้ ศาลยังพิจารณาพฤติการณ์เกี่ยวกับผู้เยาว์ ที่ขออยู่กับโจทก์ โดยให้เหตุผลว่าการอยู่กับจำเลยไม่มีความสุข ศาลเห็นว่าประโยชน์ของผู้เยาว์ควรได้รับการคุ้มครองสูงสุดตามหลักว่าด้วยเรื่อง ประโยชน์สูงสุดของเด็ก จึงให้เปลี่ยนจากการให้อำนาจปกครองเพียงฝ่ายเดียว เป็นการใช้อำนาจปกครองบุตรร่วมกัน โดยให้โจทก์เป็นผู้กำหนดที่อยู่ของผู้เยาว์แทน

คดีนี้สะท้อนว่า แม้จะมีข้อตกลงในอดีต แต่หากพฤติการณ์เปลี่ยนไปเพื่อประโยชน์ของบุตร ศาลสามารถปรับเปลี่ยนคำสั่งเพื่อให้เหมาะสมกับสถานการณ์ได้

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2668/2556

แม่ใช้อำนาจปกครองบุตรฝ่ายเดียวได้หรือไม่

  • ในคดีหย่าการแบ่งการสิทธิใช้อำนาจปกครองบุตรเป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญที่ศาลต้องพิจารณาอย่างรอบคอบและมีความละเอียดอ่อน โดยเฉพาะเมื่อบุตรยังไม่บรรลุนิติภาวะ บิดาและมารดาต่างมีสิทธิตามกฎหมาย แต่หากมีพฤติการณ์ที่เปลี่ยนแปลงหรือมีความไม่เหมาะสมเกิดขึ้นศาลอาจใช้อำนาจตามกฎหมายเพื่อคุ้มครองความผาสุกและประโยชน์ของผู้เยาว์ให้มากที่สุดคำพิพากษาศาลฎีกาที่นำเสนอในบทความนี้เป็นตัวอย่างสำคัญที่สะท้อนหลักการนี้ไว้อย่างชัดเจน

บทความน่าสนใจ

คดีนี้เกิดจากการที่บิดาและมารดาซึ่งมีสัญชาติชาวต่างชาติ หย่าร้างกันโดยคำพิพากษาศาลรัฐฟลอริด้า โดยไม่ได้กล่าวถึงอำนาจปกครองบุตร ต่อมาทั้งสองฝ่ายพาบุตรมาอยู่ในประเทศไทย และฝ่ายมารดายื่นฟ้องขอใช้อำนาจปกครองบุตรเพียงผู้เดียว โดยอ้างว่าความสัมพันธ์ระหว่างบุตรกับบิดามีปัญหา และจะเป็นผลเสียต่อสุขภาพจิตของบุตรหากยังคงใช้อำนาจร่วมกัน

จำเลยคัดค้านโดยอ้างว่าศาลไม่มีอำนาจตัดอำนาจตน เว้นแต่ตาม มาตรา 1582 แต่ศาลฎีกาเห็นว่า การสั่งให้อำนาจปกครองอยู่กับมารดาเพียงผู้เดียวไม่ใช่การ “เพิกถอน” ตามมาตรา 1582 แต่เป็นการพิจารณาตาม มาตรา 1521 ประกอบ 1566 วรรคสอง (5) ที่ให้อำนาจศาลตัดสินโดยคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดและความผาสุกของบุตร

ศาลจึงพิพากษาให้มารดาเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองแต่เพียงผู้เดียว โดยเปิดโอกาสให้บิดาเยี่ยมเยียนบุตรได้ตามความเหมาะสม ถือเป็นแนวคำพิพากษาที่เน้นคุ้มครองสิทธิของเด็กเป็นหลักอย่างแท้จริง

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2960/2548

ศาลฎีกาตัดสิน แม้ว่าบิดาเสียชีวิตแล้ว มารดายังมีสิทธิเลี้ยงดูลูกตามกฎหมาย

  • แม้พ่อแม่จะหย่าขาดกัน และบิดาจะเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรแต่เพียงผู้เดียวตามข้อตกลงหย่า แต่เมื่อบิดาถึงแก่กรรม คำถามสำคัญคือ “ใครมีสิทธิใช้อำนาจปกครองแทน?” คดีนี้ศาลฎีกาวางหลักชัดว่า อำนาจปกครองไม่ขาดหาย แต่ “กลับคืน” สู่มารดาตามกฎหมายโดยอัตโนมัติ ผู้ร้องซึ่งเป็นญาติฝ่ายบิดาจึงไม่มีสิทธิยื่นขอเป็นผู้ปกครองแทนได้ คำพิพากษานี้ตอกย้ำหลักการสำคัญเรื่องการกลับคืนของอำนาจปกครอง และข้อจำกัดของบุคคลภายนอกที่ไม่ใช่บิดามารดา

บทความน่าสนใจ

คดีนี้ ผู้เยาว์เป็นบุตรของนายวาทิต กับผู้คัดค้าน (มารดา) ซึ่งต่อมาได้หย่าขาดกัน โดยมีข้อตกลงให้บิดาเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองแต่เพียงผู้เดียว ข้อตกลงนี้มีผลตามกฎหมายแพ่งฯ มาตรา 1520 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 1566 วรรคสอง (6) แม้มารดาจะไม่ได้ใช้อำนาจปกครอง แต่ก็ไม่ได้ถูกถอนอำนาจตามมาตรา 1582 ซึ่งเป็นอำนาจของศาล

ภายหลังเมื่อบิดาเสียชีวิต ผู้ร้องซึ่งเป็นป้า เห็นว่าผู้เยาว์ขาดผู้ใช้อำนาจปกครอง จึงยื่นคำร้องต่อศาลขอเป็นผู้ปกครองโดยอ้างเหตุว่ามารดามีครอบครัวใหม่ และตนสามารถเลี้ยงดูผู้เยาว์ได้ดีกว่า อย่างไรก็ตาม ศาลเห็นว่า เมื่อผู้ใช้อำนาจฝ่ายเดียวถึงแก่กรรม อำนาจปกครองย่อม “กลับคืน” แก่มารดาผู้คัดค้านตามมาตรา 1566 วรรคสอง (1) ไม่ใช่กรณีที่ไม่มีผู้ใช้อำนาจหรือถูกถอนอำนาจ ผู้ร้องซึ่งเป็นป้าจึงไม่มีสิทธิยื่นคำร้องเป็นผู้ปกครองตามมาตรา 1585 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 1586 วรรคหนึ่ง

ศาลฎีกาจึงพิพากษายืนตามศาลล่าง ยกคำร้องของผู้ร้อง โดยไม่รับฎีกา

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6155/2540

ฟ้องขอเปลี่ยนผู้ใช้อำนาจปกครอง ต้องฟ้องศาลไหน? ศาลฎีกาวางหลักไว้ชัด

  • คดีครอบครัวที่เกี่ยวข้องกับ “อำนาจปกครองบุตร” มักไม่จบลงเพียงแค่การหย่าร้าง หากข้อตกลงที่ทำไว้หลังหย่าไม่เป็นไปตามที่ตกลงกันไว้ คู่หย่าร้างอาจกลับมาขึ้นศาลอีกครั้ง เช่นเดียวกับกรณีในคำพิพากษาฎีกานี้ ที่ฝ่ายหนึ่งยื่นฟ้องขอเพิกถอนอำนาจปกครองบุตรจากอีกฝ่าย โดยอ้างว่าตนเป็นผู้เลี้ยงดูบุตรจริงมาโดยตลอด แต่คำถามสำคัญที่ศาลต้องวินิจฉัยกลับไม่ใช่แค่ “ใครควรได้เลี้ยงดูบุตร” แต่เป็น ในเรื่องของการฟ้องศาลว่าสามารถยื่นฟ้องต่อศาลใดได้บ้าง อย่างเช่น“ฟ้องศาลจังหวัดสระบุรีได้หรือไม่” นี่จึงเป็นกรณีตัวอย่างที่ชี้ให้เห็นว่า ความเข้าใจใน เขตอำนาจศาล และ มูลคดีเกิดขึ้นที่ใด เป็นประเด็นชี้เป็นชี้ตายของคดีเลยทีเดียว

บทความน่าสนใจ

ในคดีนี้ โจทก์ฟ้องอดีตสามี (จำเลย) เพื่อขอเพิกถอนอำนาจปกครองบุตรทั้งสอง โดยอ้างว่าแม้ในการหย่าร้างจะตกลงให้จำเลยเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองและรับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหมด แต่จำเลยกลับละเลยไม่ปฏิบัติตาม ทำให้โจทก์ต้องรับภาระคนเดียวมานาน แม้ศาลชั้นต้นจะพิพากษาให้โจทก์ชนะคดี แต่ศาลอุทธรณ์และศาลฎีกากลับพลิกคำตัดสิน โดยวินิจฉัยว่า ศาลจังหวัดสระบุรีไม่มีอำนาจรับฟ้อง เพราะ การใช้อำนาจปกครองของจำเลยเกิดจากข้อตกลงในทะเบียนหย่าที่สำนักงานเขตดุสิต กรุงเทพมหานคร ซึ่งถือเป็นสถานที่ที่ “มูลคดีเกิดขึ้น” ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 4 (1) ดังนั้น โจทก์จึงต้องยื่นฟ้องต่อศาลที่กรุงเทพมหานคร ไม่ใช่สระบุรี และแม้บุตรจะอยู่กับโจทก์ในจังหวัดสระบุรี ก็ไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนไปได้

กรณีนี้สะท้อนว่า การเลือกศาลที่มี “เขตอำนาจตามกฎหมาย” สำคัญไม่แพ้เหตุผลของคดี หากเลือกผิดศาล แม้คดีจะมีน้ำหนักเพียงใด ก็อาจไม่ถูกพิจารณาเลย

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 392/2523

ถ้าแม่มีรายได้น้อยกว่าพ่อ ศาลจะให้แม่เป็นผู้มีอำนาจปกครองบุตรหรือไม่

  • ในคดีครอบครัวที่ละเอียดอ่อนและเปราะบางที่สุดอย่างเรื่องอำนาจปกครองบุตรคำพิพากษาศาลฎีกามีบทบาทสำคัญในการชี้ทิศทางว่ากฎหมายให้ความสำคัญกับ “ใคร” และ “อะไร” มากกว่ากัน – ระหว่างฐานะทางการเงินของบิดา หรือความสามารถในการเลี้ยงดูของมารดา บทความนี้นำเสนอคำอธิบายของคำพิพากษาฎีกาที่ไม่เพียงตอกย้ำหลักความเสมอภาคในเรื่องของสิทธิครอบครัวแต่ยังชี้ให้เห็นถึงสิทธิในการฎีกา แม้เป็นข้อเท็จจริง หากเกี่ยวข้องกับบุตร

บทความน่าสนใจ

คำพิพากษาศาลฎีกานี้ยืนยันว่า คดีที่เกี่ยวกับอำนาจปกครองบุตรเป็น “คดีสิทธิในครอบครัว” จึง ไม่ต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริง ตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคสอง แม้คดีจะรวมถึงข้อพิพาทเรื่องทรัพย์สินก็ตาม ในสาระสำคัญ ศาลพิจารณาแล้วเห็นว่า แม้จำเลย (บิดา) มีรายได้ดีกว่า แต่โจทก์ (มารดา) มีรายได้ประจำทรัพย์สินและเครือญาติที่พร้อมช่วยเหลือ ที่จะสามารถอุปการะเลี้ยงดูให้การศึกษาแก่บุตรทั้งสองได้ อีกทั้งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์บรรพ 5 (ฉบับแก้ไข) มารดาย่อมมีสิทธิในอำนาจปกครองเมื่อบุตรยังไม่บรรลุนิติภาวะ

การที่ศาลให้บุตรคนเล็ก 2 คนอยู่ในอำนาจปกครองของมารดาจึงถือเป็นการตัดสินที่สอดคล้องกับเจตนารมณ์แห่งกฎหมาย เพื่อประโยชน์สูงสุดของบุตร