คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3965/2564
เลิกสัญญาได้ แม้ผู้เช่าไม่รับหนังสือบอกกล่าวให้ชำระหนี้
คดีเช่าซื้อรถยนต์ที่ผู้เช่าซื้อค้างชำระหลายงวดติดกัน มักมีข้อโต้แย้งเรื่อง “การบอกเลิกสัญญา” ว่าเป็นไปตามกฎหมายหรือไม่ โดยเฉพาะเมื่อผู้เช่าซื้อ “ไม่ไปรับ” หนังสือบอกกล่าวจากผู้ให้เช่าซื้อ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3965/2564 ชี้ชัดว่า แม้ผู้เช่าซื้อจะไม่รับหนังสือ แต่หากเป็นไปตามข้อสัญญาและประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญา ก็ถือว่าการบอกกล่าวนั้นสมบูรณ์ และผู้เช่าซื้อที่นำรถไปคืนก่อนครบกำหนด 30 วัน ย่อมถือว่ายินยอมเลิกสัญญาและต้องรับผิดตามสัญญาเช่าซื้อ
บทความน่าสนใจ
จำเลยที่ 1 ผิดนัดชำระค่างวดรถตั้งแต่งวดที่ 14 โจทก์จึงส่งหนังสือบอกกล่าวให้ชำระหนี้ภายใน 30 วัน หากไม่ชำระจะถือว่าเลิกสัญญา แม้จำเลยที่ 1 ไม่ไปรับหนังสือดังกล่าว แต่ในสัญญาระบุว่า การส่งทางไปรษณีย์ลงทะเบียนถือว่าเป็นการแจ้งโดยชอบแล้ว
ต่อมา จำเลยที่ 1 นำรถยนต์มาคืนโดยไม่มีข้อโต้แย้ง ก่อนครบกำหนด 30 วัน ศาลจึงเห็นว่า เป็นการแสดงเจตนาไม่ชำระหนี้ต่อ และยินยอมให้เลิกสัญญา ถือว่าจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญา ต้องรับผิดชำระค่าขาดราคา 72,000 บาท แม้อ้างว่าราคารถที่ขายได้ต่ำ แต่ไม่ได้นำหลักฐานมาพิสูจน์ว่าราคาไม่เหมาะสม
คำพิพากษานี้ย้ำชัดว่า การ “ไม่ไปรับหนังสือ” ไม่ช่วยให้หลุดพ้นจากความรับผิด หากสัญญากำหนดการแจ้งเป็นลายลักษณ์อักษรไว้ชัด ผู้เช่าซื้อที่ไม่ชำระหนี้ตามกำหนดเสี่ยงถูกเลิกสัญญา และต้องชดใช้ค่าขาดราคาได้ทันที
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4937/2566
ผิดสัญญาซื้อขายรื้อถอน โจทก์ฟ้องไม่ได้ จำเลยยังฟ้องแย้งได้
ในคดีธุรกิจซื้อขายวัสดุจากการรื้อถอนโรงงาน เมื่อผู้ซื้อผิดสัญญาชำระเงินและพยายามบอกเลิกสัญญา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การบอกเลิกสัญญาโดยฝ่ายผิดย่อมไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงไม่มีอำนาจฟ้องเรียกคืนเงินหรือค่าเสียหายจากผู้ขาย อย่างไรก็ตาม ฟ้องแย้งของผู้ขายยังคงต้องพิจารณาต่อ หากมีข้อเท็จจริงและหลักฐานรองรับ
บทความน่าสนใจ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4937/2566 วินิจฉัยว่า โจทก์ทำสัญญาซื้อวัสดุอุปกรณ์ที่ได้จากการรื้อถอนโรงงานกับจำเลยที่ 1 รวมถึงชำระเงินงวดแรกครบถ้วน และจ่ายบางส่วนของงวดที่สอง แต่ภายหลังโจทก์กลับบอกเลิกสัญญา โดยอ้างว่าสินค้าไม่ครบถ้วน
ศาลเห็นว่า โจทก์ยังไม่ได้ชำระเงินครบถ้วนตามเงื่อนไข จึงเป็นฝ่ายผิดสัญญา ไม่อาจใช้สิทธิบอกเลิกตาม ป.พ.พ. มาตรา 386 ได้ การบอกเลิกของโจทก์จึงไม่ชอบ และไม่มีอำนาจฟ้องเรียกเงินมัดจำหรือค่าเสียหาย
ส่วนฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 ศาลยังต้องพิจารณาต่อ แต่เมื่อจำเลยไม่สามารถพิสูจน์ยอดเงินที่สำรองจ่ายได้ จึงไม่อาจเรียกเงินคืนจากโจทก์
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4836/2567
เลิกเช่าซื้อโดยไม่ต้องตกลงกันก็ได้ ถ้ามีเจตนาส่งของคืน
ในการเช่าซื้อ หากผู้เช่าซื้อผิดนัดชำระเงิน แต่คืนของที่เช่าซื้อโดยสมัครใจและแสดงเจตนาชัดว่าไม่สามารถผ่อนต่อ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การคืนของเช่นนี้ถือเป็นการเลิกสัญญาได้ แม้สัญญาจะไม่มีข้อให้สิทธิบอกเลิกก็ตาม ผู้ให้เช่าซื้อจึงยังเรียกค่าขาดราคาได้ตามสัญญา แต่ศาลมีอำนาจลดจำนวนลงได้ หากค่าขาดราคาสูงเกินส่วนตามความเป็นจริง
บทความน่าสนใจ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4836/2567 วินิจฉัยว่า แม้จำเลยที่ 1 ผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อตั้งแต่งวดแรก และสัญญาไม่ได้ระบุให้สิทธิบอกเลิกสัญญาแก่ผู้เช่าซื้อ แต่การที่จำเลยที่ 1 คืนรถให้โจทก์โดยไม่มีข้อโต้แย้งใด ๆ แสดงเจตนาเลิกสัญญา จึงถือเป็นการเลิกสัญญาตาม ป.พ.พ. มาตรา 573 โดยชอบ
เมื่อสัญญาเลิกกันแล้ว โจทก์มีสิทธิเรียกค่าขาดราคาตามสัญญา แต่เบี้ยปรับที่เรียกต้องอยู่ในขอบเขตที่สมเหตุสมผล หากสูงเกิน ศาลสามารถลดลงได้ตาม มาตรา 383 วรรคหนึ่ง
ในคดีนี้ ศาลฎีกาวินิจฉัยให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าขาดราคา 106,000 บาท รวมกับค่าขาดประโยชน์เดิม 21,000 บาท รวมเป็น 127,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยตามกฎหมาย ส่วนจำเลยที่ 2 ไม่ต้องรับผิดในค่าขาดราคานี้ เพราะไม่ถูกบอกกล่าวภายใน 60 วัน
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2345/2565
บทความโพสต์ภาพแบรนด์คู่แข่งใน Instagra
โพสต์ภาพแบรนด์คู่แข่งใน Instagram ผิดสัญญา Brand Ambassador ศาลฎีกาตีความคำว่า “คู่แข่งทางการค้า”
การใช้สื่อโซเชียลของดาราอาจมีผลทางกฎหมายอย่างคาดไม่ถึง คดีนี้ศาลฎีกาชี้ชัดว่า การโพสต์ภาพสินค้าแบรนด์อื่นที่เป็น “คู่แข่งทางการค้า” ใน Instagram ส่วนตัว ถือเป็นการผิดสัญญาว่าจ้างเป็นพรีเซ็นเตอร์ แม้ไม่ได้ตั้งใจโฆษณาก็ตาม พร้อมวางหลักเกณฑ์การตีความเจตนาและค่าเสียหายจากการผิดสัญญาอย่างเป็นระบบ
บทความน่าสนใจ
จำเลยที่ 2 เป็นดาราที่ถูกว่าจ้างโดยโจทก์ให้เป็น Brand Ambassador ให้กับนาฬิกาและเครื่องประดับยี่ห้อ “ช.” โดยมีข้อห้ามไม่ให้โฆษณาหรือส่งเสริมการขายให้กับคู่แข่งทางการค้า จำเลยกลับโพสต์ภาพตนเองสวมใส่เครื่องประดับแบรนด์ “ค.” พร้อมแฮชแท็กใน Instagram ส่วนตัว
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้ข้อสัญญาไม่ได้ระบุชื่อบริษัทคู่แข่งโดยตรง แต่สินค้ายี่ห้อ “ค.” และ “ช.” เป็นสินค้าประเภทเดียวกัน และสามารถใช้แทนกันได้ จึงถือว่าเป็นคู่แข่งทางการค้า การโพสต์ดังกล่าวจึงถือเป็นการประพฤติผิดสัญญา
ศาลยังวางแนววินิจฉัยเรื่องค่าเสียหาย โดยถือว่าค่าปรับตามสัญญาเป็น “เบี้ยปรับ” หากสูงเกินสมควร ศาลมีอำนาจปรับลดได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 383 และเมื่อสัญญาถูกเลิก จำเลยมีสิทธิเรียกค่าจ้างเฉพาะตามมูลค่างานที่ได้ทำจริงตามมาตรา 391 เท่านั้น
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8901/2563
ขอบเขตสัญญาเช่า ผู้เช่าช่วงไม่มีสิทธิฟ้องเจ้าของพื้นที่
คดีนี้สะท้อนหลักการสำคัญของกฎหมายสัญญาเกี่ยวกับขอบเขตของสิทธิและหน้าที่ที่เกิดจากสัญญาเช่า เมื่อผู้เช่าช่วงไม่ได้เป็นคู่สัญญาโดยตรงกับเจ้าของพื้นที่ ศาลฎีกาจึงวางหลักไว้ชัดเจนว่า ผู้เช่าช่วงไม่มีอำนาจฟ้องเรียกค่าเสียหายจากเจ้าของพื้นที่ แม้จะได้รับความเสียหายจากการผิดสัญญาเช่าระหว่างคู่สัญญาเดิมก็ตาม
บทความน่าสนใจ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8901/2563 ยืนยันหลักสำคัญของกฎหมายแพ่ง มาตรา 545 ว่า “สัญญามีผลผูกพันเฉพาะคู่สัญญาเท่านั้น” โดยในคดีนี้ โจทก์ที่ 3 เป็นผู้เช่าช่วงจากโจทก์ที่ 2 ซึ่งเช่าพื้นที่ต่อมาจากโจทก์ที่ 1 โดยที่โจทก์ที่ 1 เป็นผู้ทำสัญญาเช่าโดยตรงกับจำเลยผู้ให้เช่า
แม้จำเลยจะเป็นฝ่ายบอกเลิกสัญญาก่อนครบกำหนดและมีความผิดตามสัญญา แต่โจทก์ที่ 3 ไม่ได้มีนิติสัมพันธ์โดยตรงกับจำเลย จึงไม่มีอำนาจตามกฎหมายในการฟ้องเรียกค่าเสียหายจากจำเลย
ศาลฎีกาได้วินิจฉัยว่าผู้เช่าช่วงไม่สามารถอาศัยบทบัญญัติในทางกลับกันเพื่อเรียกร้องสิทธิจากเจ้าของที่ดินได้ เว้นแต่จะมีกฎหมายบัญญัติไว้โดยชัดแจ้ง ซึ่งในกรณีนี้ไม่มี ศาลจึงพิพากษายกฟ้องโจทก์ที่ 3 แม้โจทก์ที่ 1 จะยังได้รับชดใช้ค่าเสียหายจากจำเลยก็ตาม
คำพิพากษานี้เป็นแนวทางสำคัญในการตีความขอบเขตของสิทธิในสัญญาและการใช้สิทธิโดยบุคคลภายนอก
