Tag Archives: LicensingAgreement

สัญญาแฟรนไชส์และการอนุญาตใช้สิทธิ

 
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9753/2551

ผิดสัญญาแฟรนไชส์ตนเอง ย่อมหมดสิทธิเลิกสัญญาและเรียกร้องคืน

 
คดีแฟรนไชส์ระหว่างผู้ประกอบการร้านแฟมิลี่มาร์ทกับเจ้าของสิทธิแฟรนไชส์ กลายเป็นกรณีศึกษาสำคัญของการบอกเลิกสัญญาในระบบแฟรนไชส์ที่มีลักษณะเป็น “สัญญาต่างตอบแทน” ภายใต้กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 369 ศาลฎีกาตีความว่า ผู้รับแฟรนไชส์ที่ไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขสำคัญของสัญญา เช่น ไม่ส่งเงินรายได้ ย่อมไม่สามารถเรียกร้องสิทธิหรือเลิกสัญญาได้

บทความน่าสนใจ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9753/2551 วินิจฉัยว่าสัญญาแฟรนไชส์ระหว่างโจทก์ผู้ประกอบการร้านแฟมิลี่มาร์ทและจำเลยเจ้าของสิทธิแฟรนไชส์เป็น “สัญญาต่างตอบแทน” ตาม ป.พ.พ. มาตรา 369 โดยมีข้อตกลงให้โจทก์บริหารร้านแฟมิลี่มาร์ทภายใต้เครื่องหมายการค้าของจำเลย โอนรายได้ให้จำเลย และรับเงินปันผลเป็นผลตอบแทน

เมื่อโจทก์ไม่ส่งเงินรายได้ตามข้อ 15.5 ของสัญญา ถือว่าเป็นฝ่ายผิดสัญญา ศาลเห็นว่าโจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยส่งมอบร้าน หรืออ้างเหตุเลิกสัญญาและเรียกค่าเสียหายได้ เพราะตนเองยังไม่ปฏิบัติตามหน้าที่ก่อน

ศาลฎีกาพิพากษายืนตามศาลชั้นต้นว่า หนังสือบอกเลิกสัญญาของโจทก์ไม่มีผลตามกฎหมาย และการฟ้องเรียกเงินจำนวนกว่า 9 ล้านบาทจึงถูกยกฟ้อง

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 377/2555

 
คำโฆษณาในระบบแฟรนไชส์ แม้ไม่ได้ระบุไว้ก็ถือเป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลงที่ผูกพัน
 

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 377/2555 ชี้ให้เห็นว่าคำโฆษณาของเจ้าของแฟรนไชส์ แม้มิได้ระบุไว้ในสัญญาโดยตรง แต่หากเป็นเหตุจูงใจให้ผู้รับสิทธิตัดสินใจเข้าทำสัญญา ก็ถือเป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลงที่มีผลผูกพันคู่สัญญา หากผู้ให้สิทธิไม่ปฏิบัติตามย่อมถือเป็นการผิดสัญญา และผู้รับสิทธิสามารถเลิกสัญญาและเรียกค่าเสียหายคืนได้ตามกฎหมาย
 

บทความน่าสนใจ

ในคดีนี้ โจทก์ที่ 1 ทำสัญญาแฟรนไชส์กับจำเลยตามคำโฆษณาที่ชักชวนว่า ธุรกิจจะมีกำไรเฉลี่ย 30% ต่อเดือน รายได้ระหว่าง 5 แสนถึง 1 ล้านบาทต่อสาขา และจะได้สินค้าแท้ ส่งตรงเวลา ในราคาถูกกว่าทั่วไป แต่ภายหลังจำเลยไม่สามารถดำเนินการตามที่โฆษณาไว้

แม้สัญญาจะไม่ระบุคำรับรองเหล่านี้ไว้โดยตรง แต่ศาลวินิจฉัยว่าเนื้อหาในโฆษณาเป็นข้อตกลงที่ผูกพันคู่สัญญา เพราะเป็นมูลเหตุจูงใจสำคัญในการเข้าทำสัญญา การที่จำเลยไม่ปฏิบัติตามจึงเป็นการผิดสัญญา

ศาลจึงพิพากษาให้จำเลยคืนเงินค่าธรรมเนียมแรกเข้าที่ชำระไปบางส่วน พร้อมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ที่ 1 ตามมาตรา 391 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

 
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 18884/2555

การวินิจฉัยลักษณะของสัญญาอนุญาตให้ใช้ลิขสิทธิ์กับการโอนลิขสิทธิ์โดยเด็ดขาด

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 18884/2555 ย้ำให้เห็นว่า ในข้อพิพาทด้านลิขสิทธิ์ สิ่งที่สำคัญไม่ใช่แค่ “ชื่อสัญญา” แต่เป็น “เจตนาแท้จริงของคู่สัญญา” แม้สัญญาจะระบุว่าเป็นการโอนลิขสิทธิ์ทั้งหมดตลอดอายุลิขสิทธิ์ หากพฤติการณ์และการชำระเงินไม่สอดคล้องกัน ก็อาจถูกตีความว่าเป็นเพียง “สัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิ” ส่งผลกระทบต่อขอบเขตสิทธิในการใช้หรือโอนสิทธิลิขสิทธิ์ต่อ

บทความน่าสนใจ

คดีนี้เกิดจากข้อพิพาทเกี่ยวกับสิทธิเพลงที่จำเลยนำไปใช้โดยอ้างว่าตนได้รับสิทธิโดยชอบจากบุคคลที่ซื้อสิทธิจากโจทก์ อย่างไรก็ตาม สัญญาซื้อขายลิขสิทธิ์ระบุว่า เป็นการโอนลิขสิทธิ์อย่างเด็ดขาด แต่ปรากฏว่ามีการจ่ายค่าตอบแทนเพิ่มเติมหลังจากทำสัญญาถึง 6 ปี ซึ่งไม่สอดคล้องกับสัญญาโอนกรรมสิทธิ์โดยสมบูรณ์ ความสัมพันธ์ทางกฎหมายจึงไม่ใช่การโอนอย่างสมบูรณ์

ศาลฎีกาจึงตีความสัญญาลักษณะดังกล่าว ว่าเป็นการแสดงให้เห็นว่าเป็นเพียง “สัญญาอนุญาตให้ใช้ลิขสิทธิ์” (Licensing Agreement) โดยที่โจทก์ยังคงเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ และผู้ได้รับสิทธิมีเพียงสิทธิใช้ ไม่รวมสิทธิในการโอนต่อให้ผู้อื่น ดังนั้นจำเลยที่นำเพลงไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิโดยตรง จึงไม่มีสิทธิในการใช้และต้องชำระค่าเสียหายแก่โจทก์

คำพิพากษานี้จึงตอกย้ำให้ผู้ทำธุรกรรมลิขสิทธิ์ต้องระวังทั้งถ้อยคำในสัญญาและพฤติการณ์ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งอาจส่งผลต่อสถานะทางกฎหมายของคู่สัญญาในระยะยาว