Author Archives: lawfirmthai

การผิดสัญญา / การตีความสัญญา

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3965/2564

เลิกสัญญาได้ แม้ผู้เช่าไม่รับหนังสือบอกกล่าวให้ชำระหนี้

คดีเช่าซื้อรถยนต์ที่ผู้เช่าซื้อค้างชำระหลายงวดติดกัน มักมีข้อโต้แย้งเรื่อง “การบอกเลิกสัญญา” ว่าเป็นไปตามกฎหมายหรือไม่ โดยเฉพาะเมื่อผู้เช่าซื้อ “ไม่ไปรับ” หนังสือบอกกล่าวจากผู้ให้เช่าซื้อ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3965/2564 ชี้ชัดว่า แม้ผู้เช่าซื้อจะไม่รับหนังสือ แต่หากเป็นไปตามข้อสัญญาและประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญา ก็ถือว่าการบอกกล่าวนั้นสมบูรณ์ และผู้เช่าซื้อที่นำรถไปคืนก่อนครบกำหนด 30 วัน ย่อมถือว่ายินยอมเลิกสัญญาและต้องรับผิดตามสัญญาเช่าซื้อ

บทความน่าสนใจ

จำเลยที่ 1 ผิดนัดชำระค่างวดรถตั้งแต่งวดที่ 14 โจทก์จึงส่งหนังสือบอกกล่าวให้ชำระหนี้ภายใน 30 วัน หากไม่ชำระจะถือว่าเลิกสัญญา แม้จำเลยที่ 1 ไม่ไปรับหนังสือดังกล่าว แต่ในสัญญาระบุว่า การส่งทางไปรษณีย์ลงทะเบียนถือว่าเป็นการแจ้งโดยชอบแล้ว

ต่อมา จำเลยที่ 1 นำรถยนต์มาคืนโดยไม่มีข้อโต้แย้ง ก่อนครบกำหนด 30 วัน ศาลจึงเห็นว่า เป็นการแสดงเจตนาไม่ชำระหนี้ต่อ และยินยอมให้เลิกสัญญา ถือว่าจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญา ต้องรับผิดชำระค่าขาดราคา 72,000 บาท แม้อ้างว่าราคารถที่ขายได้ต่ำ แต่ไม่ได้นำหลักฐานมาพิสูจน์ว่าราคาไม่เหมาะสม

คำพิพากษานี้ย้ำชัดว่า การ “ไม่ไปรับหนังสือ” ไม่ช่วยให้หลุดพ้นจากความรับผิด หากสัญญากำหนดการแจ้งเป็นลายลักษณ์อักษรไว้ชัด ผู้เช่าซื้อที่ไม่ชำระหนี้ตามกำหนดเสี่ยงถูกเลิกสัญญา และต้องชดใช้ค่าขาดราคาได้ทันที

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4937/2566

ผิดสัญญาซื้อขายรื้อถอน โจทก์ฟ้องไม่ได้ จำเลยยังฟ้องแย้งได้

ในคดีธุรกิจซื้อขายวัสดุจากการรื้อถอนโรงงาน เมื่อผู้ซื้อผิดสัญญาชำระเงินและพยายามบอกเลิกสัญญา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การบอกเลิกสัญญาโดยฝ่ายผิดย่อมไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงไม่มีอำนาจฟ้องเรียกคืนเงินหรือค่าเสียหายจากผู้ขาย อย่างไรก็ตาม ฟ้องแย้งของผู้ขายยังคงต้องพิจารณาต่อ หากมีข้อเท็จจริงและหลักฐานรองรับ

บทความน่าสนใจ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4937/2566 วินิจฉัยว่า โจทก์ทำสัญญาซื้อวัสดุอุปกรณ์ที่ได้จากการรื้อถอนโรงงานกับจำเลยที่ 1 รวมถึงชำระเงินงวดแรกครบถ้วน และจ่ายบางส่วนของงวดที่สอง แต่ภายหลังโจทก์กลับบอกเลิกสัญญา โดยอ้างว่าสินค้าไม่ครบถ้วน

ศาลเห็นว่า โจทก์ยังไม่ได้ชำระเงินครบถ้วนตามเงื่อนไข จึงเป็นฝ่ายผิดสัญญา ไม่อาจใช้สิทธิบอกเลิกตาม ป.พ.พ. มาตรา 386 ได้ การบอกเลิกของโจทก์จึงไม่ชอบ และไม่มีอำนาจฟ้องเรียกเงินมัดจำหรือค่าเสียหาย

ส่วนฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 ศาลยังต้องพิจารณาต่อ แต่เมื่อจำเลยไม่สามารถพิสูจน์ยอดเงินที่สำรองจ่ายได้ จึงไม่อาจเรียกเงินคืนจากโจทก์

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4836/2567

เลิกเช่าซื้อโดยไม่ต้องตกลงกันก็ได้ ถ้ามีเจตนาส่งของคืน

ในการเช่าซื้อ หากผู้เช่าซื้อผิดนัดชำระเงิน แต่คืนของที่เช่าซื้อโดยสมัครใจและแสดงเจตนาชัดว่าไม่สามารถผ่อนต่อ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การคืนของเช่นนี้ถือเป็นการเลิกสัญญาได้ แม้สัญญาจะไม่มีข้อให้สิทธิบอกเลิกก็ตาม ผู้ให้เช่าซื้อจึงยังเรียกค่าขาดราคาได้ตามสัญญา แต่ศาลมีอำนาจลดจำนวนลงได้ หากค่าขาดราคาสูงเกินส่วนตามความเป็นจริง

บทความน่าสนใจ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4836/2567 วินิจฉัยว่า แม้จำเลยที่ 1 ผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อตั้งแต่งวดแรก และสัญญาไม่ได้ระบุให้สิทธิบอกเลิกสัญญาแก่ผู้เช่าซื้อ แต่การที่จำเลยที่ 1 คืนรถให้โจทก์โดยไม่มีข้อโต้แย้งใด ๆ แสดงเจตนาเลิกสัญญา จึงถือเป็นการเลิกสัญญาตาม ป.พ.พ. มาตรา 573 โดยชอบ

เมื่อสัญญาเลิกกันแล้ว โจทก์มีสิทธิเรียกค่าขาดราคาตามสัญญา แต่เบี้ยปรับที่เรียกต้องอยู่ในขอบเขตที่สมเหตุสมผล หากสูงเกิน ศาลสามารถลดลงได้ตาม มาตรา 383 วรรคหนึ่ง

ในคดีนี้ ศาลฎีกาวินิจฉัยให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าขาดราคา 106,000 บาท รวมกับค่าขาดประโยชน์เดิม 21,000 บาท รวมเป็น 127,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยตามกฎหมาย ส่วนจำเลยที่ 2 ไม่ต้องรับผิดในค่าขาดราคานี้ เพราะไม่ถูกบอกกล่าวภายใน 60 วัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2345/2565

บทความโพสต์ภาพแบรนด์คู่แข่งใน Instagra

โพสต์ภาพแบรนด์คู่แข่งใน Instagram ผิดสัญญา Brand Ambassador ศาลฎีกาตีความคำว่า “คู่แข่งทางการค้า”

การใช้สื่อโซเชียลของดาราอาจมีผลทางกฎหมายอย่างคาดไม่ถึง คดีนี้ศาลฎีกาชี้ชัดว่า การโพสต์ภาพสินค้าแบรนด์อื่นที่เป็น “คู่แข่งทางการค้า” ใน Instagram ส่วนตัว ถือเป็นการผิดสัญญาว่าจ้างเป็นพรีเซ็นเตอร์ แม้ไม่ได้ตั้งใจโฆษณาก็ตาม พร้อมวางหลักเกณฑ์การตีความเจตนาและค่าเสียหายจากการผิดสัญญาอย่างเป็นระบบ

บทความน่าสนใจ

จำเลยที่ 2 เป็นดาราที่ถูกว่าจ้างโดยโจทก์ให้เป็น Brand Ambassador ให้กับนาฬิกาและเครื่องประดับยี่ห้อ “ช.” โดยมีข้อห้ามไม่ให้โฆษณาหรือส่งเสริมการขายให้กับคู่แข่งทางการค้า จำเลยกลับโพสต์ภาพตนเองสวมใส่เครื่องประดับแบรนด์ “ค.” พร้อมแฮชแท็กใน Instagram ส่วนตัว

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้ข้อสัญญาไม่ได้ระบุชื่อบริษัทคู่แข่งโดยตรง แต่สินค้ายี่ห้อ “ค.” และ “ช.” เป็นสินค้าประเภทเดียวกัน และสามารถใช้แทนกันได้ จึงถือว่าเป็นคู่แข่งทางการค้า การโพสต์ดังกล่าวจึงถือเป็นการประพฤติผิดสัญญา

ศาลยังวางแนววินิจฉัยเรื่องค่าเสียหาย โดยถือว่าค่าปรับตามสัญญาเป็น “เบี้ยปรับ” หากสูงเกินสมควร ศาลมีอำนาจปรับลดได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 383 และเมื่อสัญญาถูกเลิก จำเลยมีสิทธิเรียกค่าจ้างเฉพาะตามมูลค่างานที่ได้ทำจริงตามมาตรา 391 เท่านั้น

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8901/2563

ขอบเขตสัญญาเช่า ผู้เช่าช่วงไม่มีสิทธิฟ้องเจ้าของพื้นที่

คดีนี้สะท้อนหลักการสำคัญของกฎหมายสัญญาเกี่ยวกับขอบเขตของสิทธิและหน้าที่ที่เกิดจากสัญญาเช่า เมื่อผู้เช่าช่วงไม่ได้เป็นคู่สัญญาโดยตรงกับเจ้าของพื้นที่ ศาลฎีกาจึงวางหลักไว้ชัดเจนว่า ผู้เช่าช่วงไม่มีอำนาจฟ้องเรียกค่าเสียหายจากเจ้าของพื้นที่ แม้จะได้รับความเสียหายจากการผิดสัญญาเช่าระหว่างคู่สัญญาเดิมก็ตาม

บทความน่าสนใจ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8901/2563 ยืนยันหลักสำคัญของกฎหมายแพ่ง มาตรา 545 ว่า “สัญญามีผลผูกพันเฉพาะคู่สัญญาเท่านั้น” โดยในคดีนี้ โจทก์ที่ 3 เป็นผู้เช่าช่วงจากโจทก์ที่ 2 ซึ่งเช่าพื้นที่ต่อมาจากโจทก์ที่ 1 โดยที่โจทก์ที่ 1 เป็นผู้ทำสัญญาเช่าโดยตรงกับจำเลยผู้ให้เช่า

แม้จำเลยจะเป็นฝ่ายบอกเลิกสัญญาก่อนครบกำหนดและมีความผิดตามสัญญา แต่โจทก์ที่ 3 ไม่ได้มีนิติสัมพันธ์โดยตรงกับจำเลย จึงไม่มีอำนาจตามกฎหมายในการฟ้องเรียกค่าเสียหายจากจำเลย

ศาลฎีกาได้วินิจฉัยว่าผู้เช่าช่วงไม่สามารถอาศัยบทบัญญัติในทางกลับกันเพื่อเรียกร้องสิทธิจากเจ้าของที่ดินได้ เว้นแต่จะมีกฎหมายบัญญัติไว้โดยชัดแจ้ง ซึ่งในกรณีนี้ไม่มี ศาลจึงพิพากษายกฟ้องโจทก์ที่ 3 แม้โจทก์ที่ 1 จะยังได้รับชดใช้ค่าเสียหายจากจำเลยก็ตาม

คำพิพากษานี้เป็นแนวทางสำคัญในการตีความขอบเขตของสิทธิในสัญญาและการใช้สิทธิโดยบุคคลภายนอก

พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์และธุรกรรมดิจิทัล

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6757/2560

ข้อความปลดหนี้ในเฟซบุ๊กมีผลตามกฎหมาย

ในยุคดิจิทัลที่การสื่อสารทางออนไลน์เป็นเรื่องปกติ คำพูดหรือข้อความบนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียอาจส่งผลทางกฎหมายโดยไม่รู้ตัว คำพิพากษาศาลฎีกานี้เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนว่า การส่งข้อความทางเฟซบุ๊กที่มีเจตนายกหนี้ให้ลูกหนี้ สามารถถือเป็น “หลักฐานเป็นหนังสือ” ได้ตามกฎหมาย และทำให้เจ้าหนี้ไม่สามารถฟ้องเรียกเงินคืนได้อีก
 

บทความน่าสนใจ

คดีนี้เกิดจากการที่โจทก์ให้จำเลยกู้ยืมเงิน 595,000 บาท โดยมีสัญญาระบุชัดเจน แต่ภายหลังจำเลยไม่ได้ชำระคืนเงินต้น โดยชำระดอกเบี้ยเพียง 4 ครั้งเท่านั้น โจทก์จึงฟ้องเรียกเงินคืนพร้อมดอกเบี้ย รวมเป็นเงินกว่า 730,000 บาท

จำเลยนำข้อความที่โจทก์ส่งทางเฟซบุ๊กมายืนยันว่า โจทก์ยกหนี้ให้แล้ว ข้อความระบุว่า “เงินทั้งหมด 670,000 บาท ไม่ต้องส่งคืน ยกให้หมด ไม่ต้องส่งดอกอะไรมาให้ จะได้ไม่ต้องมีภาระหนี้สินติดตัว”

แม้ข้อความนี้ไม่มีลายเซ็น แต่โจทก์ยอมรับว่าเป็นผู้ส่งจริง และปรากฏชื่อในระบบเฟซบุ๊ก ศาลฎีกาจึงเห็นว่าเป็น “ข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์” ที่สามารถใช้เป็นหลักฐานแสดงเจตนา “ปลดหนี้” ได้ตาม พ.ร.บ.ธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2544 และถือว่ามีหลักฐานเป็นหนังสือตาม ป.พ.พ. มาตรา 340 แล้ว

ศาลฎีกาจึงพิพากษากลับ ยกฟ้องโจทก์ เพราะหนี้ได้ระงับโดยการปลดหนี้ตามเจตนาที่แสดงไว้ทาง  เฟซบุ๊ก

 
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2085/2566

ข้อความในแชตปลดหนี้ได้ ถ้ามีเจตนาแน่ชัด

เมื่อการติดต่อสื่อสารเปลี่ยนไปอยู่บนแอปฯ อย่างไลน์หรือวีแชต คำพูดที่พิมพ์ผ่านหน้าจออาจมีผลผูกพันทางกฎหมายมากกว่าที่คิด คำพิพากษาศาลฎีกานี้ชี้ให้เห็นว่า การปลดหนี้ผ่านข้อความแชตสามารถถือเป็นหลักฐานเป็นหนังสือได้ หากมีเจตนาชัดเจนและยืนยันตัวผู้ส่งได้ ตามกฎหมายแพ่งและพาณิชย์และ พ.ร.บ.ธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์

บทความน่าสนใจ

ในคดีนี้ โจทก์ฟ้องให้จำเลยชำระหนี้เงินกู้ 105,000 บาท แต่จำเลยนำหลักฐานเป็นข้อความทางแอปฯ วีแชตที่โจทก์ส่งว่า “ไม่ต้องคืนเงินพี่แล้วนะ พี่ขอโทษกับเรื่องที่ผ่านมา และยังรักอยู่” ศาลฎีกาเห็นว่าเป็นการแสดงเจตนาปลดหนี้อย่างชัดแจ้ง และเป็น “ข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ที่ถือเป็นหนังสือตามกฎหมาย”

แม้ข้อความจะไม่ได้ระบุจำนวนหนี้ชัดเจน แต่จากข้อเท็จจริงและคำเบิกความของโจทก์ หนี้ที่มีระหว่างกันมีเพียง 105,000 บาท และการให้เงินเล็กน้อยอื่น ๆ ถือเป็นการให้โดยเสน่หาจากความสัมพันธ์ส่วนตัว ไม่ใช่หนี้เงินกู้

นอกจากนี้ แม้ข้อความจะส่งผ่านวีแชต ไม่ใช่ไลน์ที่ใช้ติดต่อกันมาก่อน แต่เมื่อติดต่อช่องทางเดิมไม่ได้ การเปลี่ยนช่องทางก็ไม่กระทบต่อความน่าเชื่อถือของข้อความ และตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ มาตรา 7 และ 8 ข้อมูลที่อยู่ในรูปอิเล็กทรอนิกส์สามารถมีผลทางกฎหมายเทียบเท่าหนังสือได้ หากสามารถเข้าถึงและพิสูจน์ความหมายได้โดยไม่เปลี่ยนแปลง

ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่า จำเลยได้รับการปลดหนี้โดยสมบูรณ์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 340 และพิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์

กฎหมายคุ้มครองผู้บริโภค

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2764/2565

การนับอายุความและภาระการพิสูจน์ในคดีผู้บริโภค กรณีความเสียหายจากการแพทย์ที่ต้องใช้เวลาในการแสดงอาการ

ประเด็นอายุความในคดีผู้บริโภคที่เกี่ยวข้องกับบริการทางการแพทย์มีความซับซ้อนเป็นพิเศษ โดยเฉพาะในกรณีที่อาการผิดปกติทางสุขภาพมิได้ปรากฏในทันทีหลังจากรับบริการ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2764/2565 ได้วางหลักไว้อย่างชัดเจนว่า เมื่อความเสียหายต้องใช้เวลาจึงแสดงอาการ การนับอายุความต้องยึดตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค มาตรา 13 ซึ่งกำหนดอายุความไว้ 3 ปี ไม่ใช่ 1 ปีตามประมวลกฎหมายแพ่งฯ มาตรา 448 บทวินิจฉัยดังกล่าวไม่เพียงแต่ส่งผลต่อผู้บริโภคที่ใช้บริการด้านสุขภาพ หากแต่ยังสะท้อนภาระการพิสูจน์และหลักความเป็นธรรมในการพิจารณาคดีผู้บริโภคอย่างชัดเจน
 

บทความน่าสนใจ

ในคดีนี้ โจทก์ซึ่งเป็นผู้บริโภค เข้ารับการรักษาที่คลินิกเอกชน โดยรับการฉีดสารชีวโมเลกุล ซึ่งหลังการฉีดเริ่มมีอาการแพ้ และอาการรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ จนต้องเข้ารับการรักษาเป็นเวลานานเกือบ 2 ปี การรักษาไม่ประสบผล และยังไม่สามารถประเมินผลกระทบในระยะยาวได้อย่างแน่นอน

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ความเสียหายที่เกิดขึ้นเป็นผลจากสารที่ต้องใช้เวลาในการแสดงอาการ ซึ่งเข้าข่ายตามมาตรา 13 วรรคท้ายแห่ง พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 ที่บัญญัติให้ใช้ระยะเวลาอายุความ 3 ปีนับแต่วันที่รู้ถึงความเสียหายและรู้ตัวผู้ประกอบธุรกิจ และไม่เกิน 10 ปีนับแต่วันที่ได้รับความเสียหาย อาการแพ้ที่เกิดขึ้นภายหลัง จึงไม่ถือว่าโจทก์รู้อาการอย่างสมบูรณ์ก่อนหน้านั้น ฟ้องของโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ

นอกจากนี้ ศาลยังวินิจฉัยเรื่องภาระการพิสูจน์ตามมาตรา 29 ของ พ.ร.บ.เดียวกันว่า การบริการทางการแพทย์เป็นกิจกรรมเฉพาะทาง ความรู้อยู่ในความครอบครองของจำเลยซึ่งเป็นผู้ประกอบธุรกิจ ดังนั้น จึงตกเป็นภาระของจำเลยในการพิสูจน์ว่าสารชีวโมเลกุลดังกล่าวไม่มีอันตราย หรือไม่เป็นสาเหตุของความเสียหาย

อย่างไรก็ตาม ศาลไม่รับฟังข้ออ้างของจำเลยเรื่องอายุความ 1 ปีตามมาตรา 448 ของ ป.พ.พ. เพราะไม่เหมาะสมกับลักษณะพิเศษของความเสียหาย และศาลยังวางแนววินิจฉัยเรื่องอัตราดอกเบี้ยให้สอดคล้องกับกฎหมายใหม่ คือ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่แก้ไขปี พ.ศ. 2564 ซึ่งกำหนดดอกเบี้ยระหว่างผิดนัดให้คิดตามอัตราร้อยละ 5 ต่อปี และอนุญาตให้ปรับเปลี่ยนตามพระราชกฤษฎีกาของกระทรวงการคลังในอนาคต

คำพิพากษานี้ถือเป็นแนวทางสำคัญในการตีความเรื่องอายุความและภาระการพิสูจน์ในคดีผู้บริโภค โดยเฉพาะในบริบทของบริการทางการแพทย์ ซึ่งอาการที่เกิดขึ้นภายหลังจากการใช้บริการนั้นอาจใช้เวลาแสดงอาการและประเมินผลกระทบได้ล่าช้า ศาลจึงคำนึงถึงหลักความเป็นธรรมและหลักการคุ้มครองผู้บริโภคเป็นสำคัญ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14617/2558

ฉลากสินค้าไม่ถูกต้อง แม้ไม่มีผู้เสียหายก็อาจนำไปสู่ความผิด
 

การแสดงฉลากสินค้าให้ถูกต้องตามกฎหมายไม่ใช่เพียงหน้าที่ทางธุรกิจ แต่เป็นข้อกำหนดทางกฎหมายที่มีบทลงโทษชัดเจน หากฝ่าฝืนอาจถูกดำเนินคดีอาญา คำพิพากษาศาลฎีกานี้แสดงให้เห็นถึงความเข้มงวดของศาลในการตีความและบังคับใช้กฎหมายคุ้มครองผู้บริโภคแม้จะมีความผิดอื่นพ่วงร่วมด้วย

บทความน่าสนใจ

จำเลยขายเครื่องสำอาง SHISEIDO และ MAC ภายในตลาดนัด โดยสินค้าไม่มีฉลากภาษาไทย ไม่มีคำแนะนำ วิธีใช้ หรือข้อห้าม ซึ่งฝ่าฝืนต่อกฎหมายว่าด้วยการควบคุมฉลากสินค้าตาม พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 มาตรา 30 และ 52 จำเลยยังเสนอขายสินค้าละเมิดเครื่องหมายการค้าที่จดทะเบียนในไทยอีกด้วย

จำเลยรับสารภาพ แต่ศาลชั้นต้นลงโทษเพียงในข้อหาละเมิดเครื่องหมายการค้าเท่านั้น โจทก์จึงอุทธรณ์ในประเด็นเรื่องฉลากสินค้า ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยกระทำผิดทั้งสองกระทงอย่างชัดเจน และต้องแยกลงโทษต่างกรรมต่างวาระตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91

คำพิพากษาจึงแก้ไขโดยเพิ่มโทษปรับ 2,500 บาท สำหรับความผิดเรื่องฉลาก รวมโทษเป็นจำคุก 1 เดือน (รอลงอาญา 1 ปี) และปรับรวม 7,500 บาท

คดีนี้ตอกย้ำว่า การไม่มีฉลากที่ถูกต้องตามประกาศคณะกรรมการว่าด้วยฉลาก อาจนำไปสู่โทษอาญาโดยไม่จำเป็นต้องมีผู้เสียหาย และไม่อาจอ้างความไม่รู้กฎหมายเป็นข้อแก้ตัวได้ ผู้ประกอบการจึงต้องตระหนักว่า “ฉลากที่ถูกต้อง” เป็นเรื่องสำคัญทั้งต่อผู้บริโภคและความเสี่ยงทางกฎหมาย

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1808/2561ง

การปกปิดข้อเท็จจริงในสัญญาซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ถือเป็นการละเมิดสิทธิผู้บริโภคตามกฎหมาย

การซื้อบ้านเพื่ออยู่อาศัยถือเป็นการตัดสินใจทางเศรษฐกิจครั้งสำคัญของผู้บริโภค หากผู้ประกอบธุรกิจใช้กลฉ้อฉลโดยปกปิดข้อเท็จจริงที่มีผลต่อการตัดสินใจ เช่น การเวนคืนที่ดินในอนาคต อาจเข้าข่ายเป็นการละเมิดสิทธิผู้บริโภคทั้งในด้านข้อมูลข่าวสารและความเป็นธรรมในสัญญา คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1808/2561 แสดงให้เห็นถึงการตีความบทบัญญัติตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 ร่วมกับหลักละเมิดในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ โดยกำหนดให้ผู้ประกอบการรับผิดชดใช้ค่าเสียหายที่เกิดจากการปกปิดข้อเท็จจริงที่มีผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อผู้ซื้อ

บทความน่าสนใจ

จำเลยซึ่งเป็นผู้ขายบ้านในโครงการจัดสรร ได้ปกปิดข้อเท็จจริงเกี่ยวกับที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่ถูกเวนคืนไว้ไม่ให้ผู้บริโภคทั้งสองทราบก่อนทำสัญญา ทั้งที่จำเลยรู้ข้อมูลดังกล่าวอยู่แล้ว ถือว่าเป็นการละเมิดสิทธิผู้บริโภคทั้งสองซึ่งประสงค์จะซื้อที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเพื่ออยู่อาศัย โดยการไม่ได้ให้คำพรรณนาคุณภาพที่ถูกต้องเพียงพอเกี่ยวกับสินค้าที่จำเลยขายแก่ผู้บริโภคทั้งสอง อันเป็นการโฆษณาที่ใช้ข้อความไม่เป็นธรรมโดยก่อให้เกิดความเข้าใจผิดในสาระสำคัญเกี่ยวกับสินค้า และตัดโอกาสของผู้บริโภคที่จะใช้ข้อมูลดังกล่าวตัดสินใจที่จะเข้าทำสัญญากับจำเลย ศาลเห็นว่าการกระทำดังกล่าวเข้าข่ายฉ้อฉล เป็นการโฆษณาที่ไม่เป็นธรรมตาม พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 มาตรา 22 และละเมิดสิทธิของผู้บริโภคตามมาตรา 4 ประกอบ ป.พ.พ. มาตรา 420

เมื่อสัญญาซื้อขายตกเป็นโมฆียะและผู้บริโภคบอกล้างโมฆียะกรรม สัญญาจึงเป็นโมฆะ จำเลยต้องคืนเงินค่าบ้านและชดใช้ค่าเสียหายที่เกี่ยวเนื่องกับการซื้อขาย เช่น ค่าธรรมเนียมโอน ค่าจำนอง ค่าประกันอัคคีภัย ค่าติดตั้งโทรศัพท์ และส่วนต่างราคาทรัพย์ที่เสียโอกาส

คำพิพากษานี้ตอกย้ำหลักการว่า ผู้บริโภคมีสิทธิได้รับข้อมูลที่ถูกต้องในการตัดสินใจ และผู้ประกอบการไม่มีสิทธิเฉไฉโดยการปกปิดข้อเท็จจริงสำคัญเพื่อประโยชน์ของตนเอง

สัญญาแฟรนไชส์และการอนุญาตใช้สิทธิ

 
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9753/2551

ผิดสัญญาแฟรนไชส์ตนเอง ย่อมหมดสิทธิเลิกสัญญาและเรียกร้องคืน

 
คดีแฟรนไชส์ระหว่างผู้ประกอบการร้านแฟมิลี่มาร์ทกับเจ้าของสิทธิแฟรนไชส์ กลายเป็นกรณีศึกษาสำคัญของการบอกเลิกสัญญาในระบบแฟรนไชส์ที่มีลักษณะเป็น “สัญญาต่างตอบแทน” ภายใต้กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 369 ศาลฎีกาตีความว่า ผู้รับแฟรนไชส์ที่ไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขสำคัญของสัญญา เช่น ไม่ส่งเงินรายได้ ย่อมไม่สามารถเรียกร้องสิทธิหรือเลิกสัญญาได้

บทความน่าสนใจ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9753/2551 วินิจฉัยว่าสัญญาแฟรนไชส์ระหว่างโจทก์ผู้ประกอบการร้านแฟมิลี่มาร์ทและจำเลยเจ้าของสิทธิแฟรนไชส์เป็น “สัญญาต่างตอบแทน” ตาม ป.พ.พ. มาตรา 369 โดยมีข้อตกลงให้โจทก์บริหารร้านแฟมิลี่มาร์ทภายใต้เครื่องหมายการค้าของจำเลย โอนรายได้ให้จำเลย และรับเงินปันผลเป็นผลตอบแทน

เมื่อโจทก์ไม่ส่งเงินรายได้ตามข้อ 15.5 ของสัญญา ถือว่าเป็นฝ่ายผิดสัญญา ศาลเห็นว่าโจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยส่งมอบร้าน หรืออ้างเหตุเลิกสัญญาและเรียกค่าเสียหายได้ เพราะตนเองยังไม่ปฏิบัติตามหน้าที่ก่อน

ศาลฎีกาพิพากษายืนตามศาลชั้นต้นว่า หนังสือบอกเลิกสัญญาของโจทก์ไม่มีผลตามกฎหมาย และการฟ้องเรียกเงินจำนวนกว่า 9 ล้านบาทจึงถูกยกฟ้อง

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 377/2555

 
คำโฆษณาในระบบแฟรนไชส์ แม้ไม่ได้ระบุไว้ก็ถือเป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลงที่ผูกพัน
 

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 377/2555 ชี้ให้เห็นว่าคำโฆษณาของเจ้าของแฟรนไชส์ แม้มิได้ระบุไว้ในสัญญาโดยตรง แต่หากเป็นเหตุจูงใจให้ผู้รับสิทธิตัดสินใจเข้าทำสัญญา ก็ถือเป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลงที่มีผลผูกพันคู่สัญญา หากผู้ให้สิทธิไม่ปฏิบัติตามย่อมถือเป็นการผิดสัญญา และผู้รับสิทธิสามารถเลิกสัญญาและเรียกค่าเสียหายคืนได้ตามกฎหมาย
 

บทความน่าสนใจ

ในคดีนี้ โจทก์ที่ 1 ทำสัญญาแฟรนไชส์กับจำเลยตามคำโฆษณาที่ชักชวนว่า ธุรกิจจะมีกำไรเฉลี่ย 30% ต่อเดือน รายได้ระหว่าง 5 แสนถึง 1 ล้านบาทต่อสาขา และจะได้สินค้าแท้ ส่งตรงเวลา ในราคาถูกกว่าทั่วไป แต่ภายหลังจำเลยไม่สามารถดำเนินการตามที่โฆษณาไว้

แม้สัญญาจะไม่ระบุคำรับรองเหล่านี้ไว้โดยตรง แต่ศาลวินิจฉัยว่าเนื้อหาในโฆษณาเป็นข้อตกลงที่ผูกพันคู่สัญญา เพราะเป็นมูลเหตุจูงใจสำคัญในการเข้าทำสัญญา การที่จำเลยไม่ปฏิบัติตามจึงเป็นการผิดสัญญา

ศาลจึงพิพากษาให้จำเลยคืนเงินค่าธรรมเนียมแรกเข้าที่ชำระไปบางส่วน พร้อมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ที่ 1 ตามมาตรา 391 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

 
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 18884/2555

การวินิจฉัยลักษณะของสัญญาอนุญาตให้ใช้ลิขสิทธิ์กับการโอนลิขสิทธิ์โดยเด็ดขาด

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 18884/2555 ย้ำให้เห็นว่า ในข้อพิพาทด้านลิขสิทธิ์ สิ่งที่สำคัญไม่ใช่แค่ “ชื่อสัญญา” แต่เป็น “เจตนาแท้จริงของคู่สัญญา” แม้สัญญาจะระบุว่าเป็นการโอนลิขสิทธิ์ทั้งหมดตลอดอายุลิขสิทธิ์ หากพฤติการณ์และการชำระเงินไม่สอดคล้องกัน ก็อาจถูกตีความว่าเป็นเพียง “สัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิ” ส่งผลกระทบต่อขอบเขตสิทธิในการใช้หรือโอนสิทธิลิขสิทธิ์ต่อ

บทความน่าสนใจ

คดีนี้เกิดจากข้อพิพาทเกี่ยวกับสิทธิเพลงที่จำเลยนำไปใช้โดยอ้างว่าตนได้รับสิทธิโดยชอบจากบุคคลที่ซื้อสิทธิจากโจทก์ อย่างไรก็ตาม สัญญาซื้อขายลิขสิทธิ์ระบุว่า เป็นการโอนลิขสิทธิ์อย่างเด็ดขาด แต่ปรากฏว่ามีการจ่ายค่าตอบแทนเพิ่มเติมหลังจากทำสัญญาถึง 6 ปี ซึ่งไม่สอดคล้องกับสัญญาโอนกรรมสิทธิ์โดยสมบูรณ์ ความสัมพันธ์ทางกฎหมายจึงไม่ใช่การโอนอย่างสมบูรณ์

ศาลฎีกาจึงตีความสัญญาลักษณะดังกล่าว ว่าเป็นการแสดงให้เห็นว่าเป็นเพียง “สัญญาอนุญาตให้ใช้ลิขสิทธิ์” (Licensing Agreement) โดยที่โจทก์ยังคงเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ และผู้ได้รับสิทธิมีเพียงสิทธิใช้ ไม่รวมสิทธิในการโอนต่อให้ผู้อื่น ดังนั้นจำเลยที่นำเพลงไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิโดยตรง จึงไม่มีสิทธิในการใช้และต้องชำระค่าเสียหายแก่โจทก์

คำพิพากษานี้จึงตอกย้ำให้ผู้ทำธุรกรรมลิขสิทธิ์ต้องระวังทั้งถ้อยคำในสัญญาและพฤติการณ์ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งอาจส่งผลต่อสถานะทางกฎหมายของคู่สัญญาในระยะยาว

กฎหมายบริษัทและห้างหุ้นส่วน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4162/2557

กรณีที่นำชื่อของหุ้นส่วนไม่จำกัดความรับผิดเป็นส่วนหนึ่งของชื่อกิจการอาจต้องรับผิดไม่จำกัดความรับผิด

หลายคนเข้าใจว่าการเป็น “หุ้นส่วนจำกัดความรับผิด” ในห้างหุ้นส่วนจำกัดย่อมปลอดภัยจากภาระหนี้สินของกิจการ แต่จากคำพิพากษาฎีกานี้ หากคุณยินยอมให้ใช้ชื่อคุณเป็นส่วนหนึ่งของชื่อห้าง ไม่ว่าจะโดยชัดแจ้งหรือโดยปริยาย คุณอาจต้องรับผิดไม่ต่างจาก “หุ้นส่วนไม่จำกัดความรับผิด”

บทความน่าสนใจ

ในคดีนี้ กรมสรรพากรฟ้องเรียกเงินจากห้างหุ้นส่วนจำกัดและหุ้นส่วนทั้งสามคนซึ่งเป็นหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิด

ข้อเท็จจริงปรากฎว่า แม้จำเลยที่ 3 จะเป็นเพียงหุ้นส่วนที่จำกัดความรับผิด แต่กลับยินยอมให้ใช้ชื่อของตนรวมอยู่ในชื่อห้าง และไม่ได้คัดค้านการใช้ชื่อดังกล่าว อีกทั้งยังลงหุ้นในจำนวนที่เท่ากับหุ้นส่วนผู้จัดการและมีส่วนได้ส่วนเสียจากกิจการอย่างเต็มที่

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การกระทำของจำเลยที่ 3 เข้าลักษณะตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1082 วรรคหนึ่ง ซึ่งบัญญัติว่า หากหุ้นส่วนจำกัดความรับผิดยินยอมให้ใช้ชื่อของตนเป็นชื่อห้าง ผู้นั้นย่อมต้องรับผิดเสมือนเป็นหุ้นส่วนไม่จำกัดความรับผิด เนื่องจาก การกระทำดังกล่าวย่อมทำให้บุคคลภายนอกไว้วางใจและเชื่อในตัวของผู้เป็นเจ้าของชื่อและเข้าก่อการทำนิติกรรมต่างๆด้วย เมื่อเกิดความเสียหายใดๆเกิดขึ้น จึงต้องรับผิดโดยไม่จำกัดความรับผิดจำเลยที่ 3 จึงต้องรับผิดเต็มจำนวนเช่นเดียวกับหุ้นส่วนไม่จำกัดความรับผิด

คำพิพากษาฎีกาที่ 463/2537

หุ้นส่วนออกจากห้างแล้วยังคงต้องรับผิดในหนี้สินของห้างหรือไม่

กฎหมายเปิดช่องให้ “หุ้นส่วนจำกัดความรับผิด” ต้องรับผิดไม่จำกัดจำนวน หากไปสอดจัดการกิจการห้างหุ้นส่วน (ป.พ.พ. มาตรา 1088 วรรคหนึ่ง) แต่บทบัญญัตินี้ออกแบบมาเพื่อคุ้มครองบุคคลภายนอกที่อาจไม่รู้ว่าใครเป็นหุ้นส่วนประเภทใด แล้วต่อบุคคลภายในห้างหุ้นส่วน หุ้นส่วนไม่จำกัดความรับผิดจะหยิบมาตรานี้มาฟ้องเรียกให้อีกฝ่ายรับผิดเต็มตัวได้หรือไม่เมื่อมีข้อพิพากเกิดขึ้น คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5844/2537 ให้คำตอบและวางหลักสำคัญเกี่ยวกับการแยก “สิทธิบุคคลภายนอก” กับ “ความตกลงภายในหุ้นส่วน”

บทความน่าสนใจ

กรมสรรพากรฟ้องห้างหุ้นส่วนจำกัดคอฟฟี่เดอเซ็นทรัลและหุ้นส่วนรวม 3 คน ขอให้ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดและพิพากษาให้จำเลยทั้งสามเป็นบุคคลล้มละลาย โดยจำเลยที่ 2 ยื่นคำให้การว่า ตนได้ลาออกจากการเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการตั้งแต่ปี 2528 และโจทก์นำคดีมาฟ้องในปี 2530 ซึ่งพ้นกำหนด 2 ปี ตามที่กฎหมายกำหนด

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้จำเลยที่ 2 จะต้องรับผิดในหนี้ที่ห้างก่อไว้ก่อนลาออกตามมาตรา 1051 แต่สิทธิดังกล่าวต้องใช้ภายใน 2 ปีนับแต่วันที่ออกจากหุ้นส่วน ตามมาตรา 1068 เมื่อโจทก์ไม่ได้แจ้งการประเมินภาษีต่อจำเลยที่ 2 โดยตรงภายในระยะเวลาที่กำหนด การส่งหนังสือเตือนทั่วไปไม่ถือเป็นการแจ้งการประเมินภาษีตามกฎหมายภาษีอากร เป็นเพียงหนังสือทวงถามให้ลูกหนี้ชำระหนี้ตามปกติเช่นหนี้ทั่วไป เมื่อพ้นกำหนด 2 ปีแล้ว จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิด และโจทก์ไม่มีสิทธินำคดีมาฟ้องเพื่อให้ล้มละลายได้ 

ศาลฎีกาจึงพิพากษาแก้ ยกฟ้องจำเลยที่ 2


คำพิพากษาฎีกาที่ 5844/2537

หุ้นส่วนจำกัดสอดจัดการงาน ต้องรับผิดหรือไม่

กฎหมายเปิดช่องให้ “หุ้นส่วนจำกัดความรับผิด” ต้องรับผิดไม่จำกัดจำนวน หากไปสอดจัดการกิจการห้างหุ้นส่วน (ป.พ.พ. มาตรา 1088 วรรคหนึ่ง) แต่บทบัญญัตินี้ออกแบบมาเพื่อคุ้มครองบุคคลภายนอกที่อาจไม่รู้ว่าใครเป็นหุ้นส่วนประเภทใด แล้วต่อบุคคลภายในห้างหุ้นส่วน หุ้นส่วนไม่จำกัดความรับผิดจะหยิบมาตรานี้มาฟ้องเรียกให้อีกฝ่ายรับผิดเต็มตัวได้หรือไม่เมื่อมีข้อพิพากเกิดขึ้น คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5844/2537 ให้คำตอบและวางหลักสำคัญเกี่ยวกับการแยก “สิทธิบุคคลภายนอก” กับ “ความตกลงภายในหุ้นส่วน”

บทความน่าสนใจ

โจทก์และจำเลยร่วมกันตั้งห้างหุ้นส่วนจำกัด โจทก์เป็นหุ้นส่วนจำพวกไม่จำกัดความรับผิดและเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ ส่วนจำเลยเป็นหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิด โจทก์อ้างว่าจำเลย “สอดเข้าไปเกี่ยวข้องจัดการงานของห้าง” จึงฟ้องให้จำเลยร่วมรับผิดต่อเจ้าหนี้ของห้างแบบไม่จำกัดจำนวน อาศัย ป.พ.พ. มาตรา 1088 วรรคหนึ่ง

จำเลยรับสถานะหุ้นส่วนจำกัด แต่ปฏิเสธการเข้าไปจัดการกิจการ ศาลชั้นต้นตั้งประเด็นว่า หนี้ห้างตามฟ้องผูกพันจำเลยเพียงใด แม้จำเลยจะสอดเข้าไปเกี่ยวข้องจัดการงานของห้างหุ้นส่วน จำเลยก็ไม่ต้องรับผิดอย่างไม่จำกัดจำนวน เพราะกรณีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1088 วรรคหนึ่ง เป็นกรณีที่ผู้เป็นหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิดต้องรับผิดต่อบุคคลภายนอก แต่คดีนี้ไม่ใช่กรณีบุคคลภายนอกเรียกร้องให้จำเลยรับผิดเป็นเรื่องระหว่างหุ้นส่วนด้วยกันเอง 

ศาลอุทธรณ์และศาลฎีกายืนตาม การวินิจฉัยมิใช่นอกฟ้อง แต่บังคับตาม “สัญญาห้างหุ้นส่วน” ซึ่งเป็นฐานข้ออ้างหลักข้อแรกของโจทก์ หุ้นส่วนที่ยินยอมให้มีการทำเกินหน้าที่ภายใน ไม่อาจย้อนมาอ้างมาตรา 1088 เหมือนเป็นบุคคลภายนอกเพื่อเพิ่มภาระให้อีกฝ่ายได้ จำเลยไม่ต้องรับผิดไม่จำกัดจำนวนต่อโจทก์ในฐานะหุ้นส่วนร่วม

คำพิพากษาฎีกาที่ 1725/2513

กรรมการขายกิจการโดยไร้มติหุ้นส่วน บริษัทไม่ต้องรับผิด

ในการดำเนินธุรกิจของบริษัทจำกัด กรรมการผู้มีอำนาจเป็นตัวแทนของบริษัทก็จริง แต่การดำเนินการบางอย่าง โดยเฉพาะการขายกิจการหรือโอนหุ้นทั้งหมด จำเป็นต้องได้รับอนุมัติจากที่ประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้นตามข้อบังคับของบริษัท หากกรรมการฝ่าฝืนอำนาจหน้าที่ หรือกระทำเกินขอบเขตวัตถุประสงค์ของบริษัท การกระทำนั้นย่อมไม่ผูกพันตัวบริษัท และกรรมการอาจต้องรับผิดส่วนตัวต่อคู่สัญญา

บทความน่าสนใจ

จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นกรรมการผู้จัดการของบริษัทจำเลยที่ 1 ทำสัญญาขายกิจการเดินรถและหุ้นทั้งหมดของบริษัทให้แก่โจทก์ โดยอ้างว่าได้รับมติจากที่ประชุมผู้ถือหุ้น แต่ข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าที่ประชุมได้อนุมัติจริง การกระทำของจำเลยที่ 2 จึงเกินขอบเขตอำนาจและอยู่นอกวัตถุประสงค์ของบริษัท

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าสัญญาดังกล่าวไม่ผูกพันบริษัทจำเลยที่ 1 เพราะขาดมติที่ประชุมผู้ถือหุ้นตามที่กำหนดในข้อบังคับบริษัท (ป.พ.พ. มาตรา 75, 1144) จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้แทนบริษัท จึงไม่มีอำนาจกระทำการแทน เมื่อบริษัทไม่ได้ให้สัตยาบัน และคู่สัญญา (โจทก์) ไม่รู้อย่างแน่ชัดว่าจำเลยที่ 2 ไม่มีอำนาจ จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ส่วนตัวตามมาตรา 823, 1167 และโจทก์มีสิทธิได้รับค่าเสียหายแม้จะไม่สามารถระบุจำนวนชัดเจน และจำเลยต้องคืนเงินพร้อมดอกเบี้ย 7.5% ต่อปีนับแต่วันที่ผิดสัญญา

กฎหมายครอบครัว – การตั้งผู้พิทักษ์และผู้อนุบาล

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4017/2566

เมื่อบุคคลไม่สามารถดูแลตนเองหรือจัดการทรัพย์สินของตนได้ กฎหมายเปิดโอกาสให้ศาลมีคำสั่งให้บุคคลนั้นเป็น คนไร้ความสามารถและแต่งตั้งผู้อนุบาลเข้ามาดูแล อย่างไรก็ตาม คำถามสำคัญคือ ผู้ที่ยื่นคำร้องขอเป็นผู้อนุบาลจะสามารถจัดการทรัพย์สินแทนบุคคล ดังกล่าวได้ทันทีหรือไม่ คดีนี้เป็นตัวอย่างที่สะท้อนหลักกฎหมายเกี่ยวกับอำนาจของผู้อนุบาลได้อย่างชัดเจน

บทความน่าสนใจ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4017/2566  ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้นางมาลีเป็นคนไร้ความสามารถและให้อยู่ใน ความอนุบาลของผู้ร้องพร้อมทั้งขอ อนุญาตทำนิติกรรมแทนนางมาลีเกี่ยวกับที่ดิน บ้าน อาวุธปืน รถจักรยานยนต์ และเงินฝาก โดยอ้างว่า  จำเป็นต้องนำทรัพย์สินไปใช้เป็นค่าใช้จ่ายและค่ารักษาพยาบาล  ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้นางมาลีเป็นคนไร้ความสามารถ และแต่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้อนุบาลแต่ยกคำขอส่วนที่ให้อนุญาต ทำนิติกรรมแทน ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การจัดการทรัพย์สินหรือทำนิติกรรมแทนคนไร้ความสามารถเป็นอำนาจของผู้อนุบาลเท่านั้น โดยผู้อนุบาลจะมีอำนาจ เมื่อศาลมีคำสั่งให้บุคคลนั้นเป็นคนไร้ความสามารถและแต่งตั้งผู้อนุบาลแล้วขณะผู้ร้องยื่นคำร้อง ศาลยังไม่มีคำสั่งดังกล่าว ผู้ร้องจึง ยังไม่มีฐานะเป็นผู้อนุบาลและไม่มีอำนาจขอให้ศาลอนุญาต ทำนิติกรรมแทนนางมาลีได้

ศาลฎีกาพิพากษายืน โดยวางหลักว่า ผู้มีสิทธิขออนุญาตจัดการทรัพย์สินของคนไร้ความสามารถต้องเป็นผู้อนุบาลที่ได้รับ การแต่งตั้งโดยศาลแล้วเท่านั้น การยื่นคำร้องขอเป็นผู้อนุบาลพร้อมกับขออนุญาตทำนิติกรรมแทนในคราวเดียวกัน จึงไม่อาจกระทำได้

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 516/2551 

คดีดังกล่าวเป็นคดีที่ชวนตั้งคำถามสำคัญเกี่ยวกับสิทธิของผู้ไร้ความสามารถในกระบวนการยุติธรรม โดยเฉพาะในสถานการณ์ ที่ต้องเร่ง ใช้สิทธิทางศาล แต่ยังไม่มีการแต่งตั้งผู้อนุบาลอย่างเป็นทางการ ประเด็นที่น่าสนใจคือ หากมีการฟ้องคดีแทนผู้ไร้ความสามารถ ก่อนศาลมีคำสั่งตั้งผู้อนุบาล การฟ้องคดีนั้นจะถือว่าใช้ไม่ได้เลย หรือยังสามารถแก้ไขให้สมบูรณ์ภายหลังได้ ซึ่งเป็นปัญหาที่มีผลต่อทั้งสิทธิของผู้เสียหายและความเป็นธรรมในกระบวนการพิจารณาคดี

บทความน่าสนใจ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 516/2551 คดีนี้โจทก์ได้รับบาดเจ็บสาหัสจากอุบัติเหตุรถยนต์ชนกันจนกายพิการ สมองได้รับความกระทบกระเทือน และไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้ ภริยาของโจทก์จึงยื่นคำร้องต่อศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง ขอให้ศาลมีคำสั่งว่าโจทก์เป็นคนเสมือนไร้ความสามารถและตั้งตนเป็นผู้พิทักษ์ แต่ในขณะยื่นฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทนจากจำเลยศาลยังไม่ได้มีคำสั่งในคำร้อง ดังกล่าว

ต่อมาหลังจากยื่นฟ้องแล้ว ศาลเยาวชนและครอบครัวกลางวินิจฉัยว่าอาการของโจทก์เข้าลักษณะบุคคลวิกลจริตตามกฎหมายจึงมีคำสั่งให้โจทก์เป็นคนไร้ความสามารถ และให้อยู่ในความอนุบาลของภริยา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าเมื่อโจทก์เป็นผู้ไร้ความสามารถ การดำเนินคดีแทนโจทก์ต้องกระทำโดยผู้อนุบาล แต่ในขณะยื่นฟ้องยังไม่มีคำสั่งตั้งภริยาเป็นผู้อนุบาล จึงเป็นความบกพร่องใน เรื่องความสามารถในการดำเนินคดีเท่านั้นไม่ใช่กรณีที่โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง เพราะสิทธิเรียกร้องจากละเมิดยังเป็นสิทธิของโจทก์โดยตรงเมื่อภายหลังศาลมีคำสั่งตั้งภริยาเป็นผู้อนุบาลแล้ว ภริยาย่อมมีอำนาจทำการแทนโจทก์ และความบกพร่องในการฟ้องคดีที่มีมาแต่ต้นก็ได้รับการแก้ไขให้สมบูรณ์ตามกฎหมาย

คำพิพากษานี้วางหลักว่า การตั้งผู้อนุบาลมีความสำคัญต่อการดำเนินคดีแทนผู้ไร้ความสามารถ หากมีการฟ้องคดีก่อนศาล ตั้งผู้อนุบาลการฟ้องนั้นไม่ถึงกับเสียไปทั้งหมด แต่ถือเป็นข้อบกพร่องเรื่องความสามารถ ซึ่งสามารถแก้ไขได้เมื่อศาล มีคำสั่งตั้งผู้อนุบาลแล้ว

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6939/2537 

เป็นคดีที่สะท้อนความขัดแย้งในครอบครัวเกี่ยวกับการดูแลผู้ไร้ความสามารถได้อย่างชัดเจน โดยเฉพาะเมื่อผู้ป่วยมีทั้งคู่สมรส และบุตรที่ต่างก็ต้องการเข้ามามีบทบาทในการดูแล ประเด็นสำคัญจึงอยู่ที่ว่า ศาลควรยึดหลักให้คู่สมรสเป็นผู้อนุบาล เพียงคนเดียวตามกฎหมาย หรือเปิดทางให้บุตรเข้ามาเป็นผู้อนุบาลร่วมเพื่อช่วยดูแลทั้งตัวบุคคลและทรัพย์สินได้หรือไม่

บทความน่าสนใจ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6939/2537 คดีนี้ผู้ร้องซึ่งเป็นบุตรของนายวิมล ยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งว่านายวิมลเป็นคนไร้ความสามารถ และขอให้ตั้งผู้ร้องเป็นผู้อนุบาล เนื่องจากนายวิมลมีอาการสมองเสื่อม พูดเลอะเลือน เดินไม่ได้ และมีทรัพย์สินหลายแปลงที่ต้องดูแลรักษา ผู้คัดค้านซึ่งเป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของนายวิมลคัดค้านว่า ตนเป็นผู้ดูแลนายวิมลมาโดยตลอด และสามารถสื่อสารกับนายวิมลได้ ส่วนผู้ร้องย้ายไปอยู่ต่างจังหวัดหลายปีแล้ว และไม่สามารถดูแลหรือสื่อสารกับนายวิมลได้ จึงขอให้ศาลตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้อนุบาลเพียงคนเดียว

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1463 หากศาลสั่งให้สามีหรือภริยาเป็นคนไร้ความสามารถคู่สมรส อีกฝ่ายย่อมเป็นผู้อนุบาลก่อน เว้นแต่มีผู้มีส่วนได้เสียหรืออัยการร้องขอ และมีเหตุสำคัญ ศาลจึงจะตั้งบุคคลอื่นเป็นผู้อนุบาลได้ ดังนั้น หลักเบื้องต้นคือต้องตั้งคู่สมรสเป็นผู้อนุบาลเพียงคนเดียวก่อน การตั้งคู่สมรสและบุคคลอื่นเป็นผู้อนุบาลร่วมกันจึงไม่สอดคล้องกับ บทบัญญัติดังกล่าว  ส่วนเหตุผลเรื่องการให้ผู้ร้องมาช่วยดูแลทรัพย์สินนั้น ศาลฎีกาเห็นว่าไม่ใช่เหตุจำเป็น เพราะการจัดการสินสมรสของคนไร้ความสามารถมีกฎหมายควบคุมอยู่แล้ว หากเป็นการจัดการทรัพย์สินสำคัญตามกฎหมาย ผู้อนุบาลต้องขออนุญาตศาลก่อน จึงไม่มีเหตุสมควรตั้งผู้ร้องเป็นผู้อนุบาลร่วมกับผู้คัดค้าน

คำพิพากษานี้วางหลักว่า เมื่อศาลสั่งให้สามีหรือภริยาเป็นคนไร้ความสามารถ คู่สมรสอีกฝ่ายควรเป็นผู้อนุบาลก่อนเพียงคนเดียว เว้นแต่มีเหตุสำคัญจึงจะตั้งบุคคลอื่นเป็นผู้อนุบาลได้ การตั้งบุตรหรือบุคคลอื่นเป็นผู้อนุบาลร่วมกับคู่สมรส โดยไม่มีเหตุสำคัญเพียงพอ ย่อมไม่สอดคล้องกับกฎหมาย

การรับบุตรบุญธรรม (ทั้งในประเทศและระหว่างประเทศ)

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 472/2537

คดีนี้สะท้อนหลักกฎหมายเรื่อง “การรับบุตรบุญธรรมโดยชอบด้วยกฎหมาย” และผลทางมรดกที่เกิดขึ้นตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1598/25 และมาตรา 1599 โดยเฉพาะประเด็นว่าการจดทะเบียนรับบุตรบุญธรรมที่ “คู่สมรสไม่ให้ความยินยอม” จะมีผลสมบูรณ์หรือไม่ และบุตรบุญธรรมที่เกิดจากการจดทะเบียนเช่นนั้นจะมีสิทธิในมรดกของผู้รับบุตรบุญธรรมหรือไม่

บทความน่าสนใจ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 472/2537 โจทก์ทั้งสองอ้างว่าเป็นบุตรบุญธรรมโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ตาย จึงมีสิทธิได้รับมรดก และฟ้องขอแบ่งทรัพย์มรดก รวมทั้งขอให้กำจัดจำเลยมิให้รับมรดก อย่างไรก็ตามข้อเท็จจริงปรากฏว่า ในวันที่ผู้ตายจดทะเบียนรับโจทก์ทั้งสองเป็นบุตรบุญธรรมผู้ตายมีภริยาที่ชอบด้วยกฎหมายอยู่แล้ว แต่ภริยามิได้ให้ความยินยอมในการจดทะเบียนดังกล่าว

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ขณะเกิดเหตุประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1584 (กฎหมายเดิม) กำหนดให้ผู้รับบุตรบุญธรรม หรือผู้จะเป็นบุตรบุญธรรมซึ่งมีคู่สมรสอยู่ต้องได้รับความยินยอมจากคู่สมรสก่อน เว้นแต่คู่สมรสวิกลจริตหรือสูญหายไปไม่น้อยกว่าหนึ่งปี เมื่อภริยาของผู้ตายไม่ได้ให้ความยินยอมการจดทะเบียนรับบุตรบุญธรรมจึงไม่สมบูรณ์ตามกฎหมาย และไม่ก่อให้เกิดความสัมพันธ์ทางกฎหมายระหว่างผู้ตายกับโจทก์ทั้งสองในฐานะบุตรบุญธรรม ส่งผลให้โจทก์ทั้งสองไม่มีฐานะเป็นทายาท และไม่มีสิทธิรับมรดกของผู้ตาย

ศาลฎีกายืนยันว่า การรับบุตรบุญธรรมต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขของกฎหมายอย่างครบถ้วน โดยเฉพาะการได้รับความยินยอมจากคู่สมรส หากขาดเงื่อนไขดังกล่าวการรับบุตรบุญธรรมย่อมไม่สมบูรณ์และไม่ก่อให้เกิดสิทธิทางมรดกแก่ผู้ที่อ้างตนเป็นบุตรบุญธรรม  แม้จะมีการจดทะเบียนไว้ก็ตาม

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2591/2526

การรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรมโดยทั่วไปต้องได้รับความยินยอมจากผู้มีอำนาจตามกฎหมาย แต่หากผู้เยาว์ไม่มีบิดามารดาที่จะให้ความยินยอมได้ ย่อมเกิดปัญหาว่าผู้ประสงค์จะรับผู้เยาว์เป็นบุตรบุญธรรมต้องดำเนินการอย่างไร และต้องยื่นคำร้องต่อศาลใด คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2591/2526 จึงเป็นคำพิพากษาที่วางแนวทางสำคัญเกี่ยวกับการนำบทบัญญัติของประมวลกฎหมายแพ่ง และพาณิชย์มาใช้ในกรณีที่กฎหมายว่าด้วยการรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรมไม่ได้บัญญัติไว้โดยเฉพาะ

บทความน่าสนใจ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2591/2526 คดีนี้เป็นกรณีที่ผู้ร้องทั้งสองประสงค์จะรับเด็กชายอัมพรพงษ์ ผู้เยาว์ เป็นบุตรบุญธรรม แต่ไม่สามารถจดทะเบียนได้ เนื่องจากผู้เยาว์ไม่มีบิดามารดาที่จะให้ความยินยอม โดยบิดาเป็นคนสาบสูญ และมารดาซึ่งเคยมี อำนาจปกครองได้ถึงแก่กรรมแล้ว หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงเห็นว่าต้องมีคำสั่งศาลอนุญาตก่อน

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พระราชบัญญัติการรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรม พ.ศ. 2522 ไม่ได้กำหนดวิธีดำเนินการในกรณีที่ผู้เยาว์ไม่มีผู้ให้ความยินยอม จึงต้องนำประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1598/21 มาใช้โดยให้ผู้แทนโดยชอบธรรมของผู้เยาว์ ร้องขอต่อศาลเพื่อให้มีคำสั่งอนุญาตให้รับบุตรบุญธรรมในคดีนี้ ผู้ร้องที่ 1 เป็นผู้ปกครองตามกฎหมาย จึงมีสิทธิยื่นคำร้องต่อศาล ส่วนผู้ร้องที่ 2 แม้เป็นสามีของผู้ร้องที่ 1 และเป็นลุงเขยของผู้เยาว์ แต่ไม่ใช่ผู้แทนโดยชอบธรรม จึงไม่มีสิทธิยื่นคำร้อง 

คำพิพากษานี้แสดงให้เห็นว่า การรับผู้เยาว์เป็นบุตรบุญธรรมยังสามารถดำเนินการได้ แม้ผู้เยาว์จะไม่มีบิดามารดาให้ความยินยอม แต่ต้องให้ผู้แทนโดยชอบธรรมยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อขออนุญาตก่อน โดยศาลฎีกาให้ศาลชั้นต้นรับคำร้องของผู้ร้องที่ 1 ไว้ไต่สวน และมีคำสั่งใหม่ ส่วนคำร้องของผู้ร้องที่ 2 ให้ยกเสีย เพราะไม่ใช่ผู้แทนโดยชอบธรรมของผู้เยาว์

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2359/2521 

คดีที่สะท้อนประเด็นสำคัญเกี่ยวกับการรับบุตรบุญธรรม ซึ่งไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของความสัมพันธ์ในครอบครัวเท่านั้น แต่ยังส่งผลโดยตรงต่อสิทธิในทรัพย์สินและมรดกของผู้ตาย คดีนี้จึงน่าสนใจในแง่ของการตีความกฎหมายเกี่ยวกับความสมบูรณ์ของการจดทะเบียนรับบุตรบุญธรรม และบทบาทของสถานะดังกล่าวต่อการเป็นทายาทโดยชอบด้วยกฎหมาย

บทความน่าสนใจ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2359/2521  คดีนี้ผู้ตายถึงแก่กรรมโดยไม่ได้ทำพินัยกรรมไว้ เดิมศาลได้ตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดก เนื่องจากขณะนั้นยังไม่ปรากฏว่าผู้ตายมีทายาทอันดับหนึ่ง ต่อมาผู้ร้องยื่นคำร้องว่าตนเป็นบุตรบุญธรรม โดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ตาย จึงเป็นทายาทอันดับหนึ่งและมีสิทธิรับมรดกแต่ผู้เดียว พร้อมทั้งขอให้ศาลถอนผู้คัดค้านจากการเป็นผู้จัดการมรดก และตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกแทน

ผู้คัดค้านโต้แย้งว่า การจดทะเบียนรับผู้ร้องเป็นบุตรบุญธรรมไม่สมบูรณ์ เพราะการให้ความยินยอมของคู่สมรสของผู้รับบุตรบุญธรรมไม่ถูกต้อง แต่ศาลฎีกาวินิจฉัยว่ากฎหมายในขณะนั้นกำหนดเพียงว่าการจดทะเบียนรับบุตรบุญธรรมต้องได้รับความยินยอมจากคู่สมรสเท่านั้น ไม่ได้บังคับว่าคู่สมรสต้องลงลายมือชื่อด้วยตนเอง ดังนั้นเมื่อเจ้าพนักงานบันทึกไว้ว่าคู่สมรสได้มีหนังสือให้ความยินยอมแล้วย่อมเพียงพอ และการจดทะเบียนรับบุตรบุญธรรมสมบูรณ์ตามกฎหมายเมื่อผู้ร้องเป็นบุตรบุญธรรมโดยชอบด้วยกฎหมายผู้ร้อง จึงมีฐานะเป็นทายาทอันดับหนึ่งมีสิทธิรับมรดกของผู้ตายแต่ผู้เดียวส่วนผู้คัดค้านไม่ได้เป็นทายาทและไม่มีส่วนได้เสียในกองมรดกจึงไม่มีสิทธิจัดการมรดกต่อไปศาลสามารถถอดถอนผู้จัดการมรดกได้แม้ผู้จัดการมรดกจะไม่ได้กระทำความผิดก็ตาม

คำพิพากษานี้วางหลักว่า การให้ความยินยอมของคู่สมรสในการรับบุตรบุญธรรมไม่จำเป็นต้องลงลายมือชื่อด้วยตนเอง หากมีหนังสือให้ความยินยอมและเจ้าพนักงานบันทึกไว้ ย่อมทำให้การจดทะเบียนรับบุตรบุญธรรมสมบูรณ์ตามกฎหมาย และบุตรบุญธรรมย่อมมีสิทธิรับมรดกในฐานะทายาทอันดับหนึ่ง

ความรุนแรงในครอบครัว / คำสั่งคุ้มครอง

คดีความรุนแรงในครอบครัวเป็นความผิดยอมความหรือไม่

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15667/2558

ความรุนแรงในครอบครัวไม่ใช่เรื่องเล็ก และไม่ใช่ทุกกรณีจะยอมความได้ตามกฎหมาย หากการกระทำนั้นส่งผลให้ผู้เสียหายได้รับอันตรายสาหัส เช่น บาดเจ็บจนทำงานหรือใช้ชีวิตประจำวันไม่ได้ ศาลอาจตีความว่าเป็นความผิดอาญาร้ายแรงที่ไม่สามารถยอมความได้ แม้ผู้เสียหายจะไม่ติดใจดำเนินคดีก็ตาม คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15667/2558 จึงเป็นแนวทางสำคัญในการวินิจฉัยความผิดในคดีความรุนแรงภายในครอบครัวอย่างรอบด้าน โดยไม่ยึดตามเอกสารแพทย์เพียงอย่างเดียว แต่ให้ความสำคัญกับข้อเท็จจริงในคำฟ้องอย่างแท้จริง

บทความน่าสนใจ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15667/2558 แม้รายงานชันสูตรของแพทย์จะระบุว่าผู้เสียหายน่าจะใช้เวลารักษาประมาณ 2 สัปดาห์ หากไม่มีภาวะแทรกซ้อน แต่ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าเป็นเพียงความเห็นทางการแพทย์ในขณะตรวจรักษา มิใช่ข้อยุติถึงลักษณะความเสียหายที่เกิดขึ้นจริง ในคดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่าการกระทำของจำเลยทำให้ผู้เสียหายได้รับอันตรายสาหัส ต้องป่วยเจ็บ และไม่สามารถ ประกอบกรณียกิจตามปกติได้เกิน 20 วัน อันเป็นองค์ประกอบความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 297 (8) และเมื่อจำเลยให้การรับสารภาพ ศาลจึงสามารถรับฟังข้อเท็จจริงตามฟ้อง และพิพากษาลงโทษได้โดยไม่จำเป็น ต้องสืบพยานเพิ่มเติม 

ศาลฎีกาเห็นว่าจำเลยมีความผิดฐานทำร้ายร่างกายจนได้รับอันตรายสาหัส ซึ่งเป็นความผิดอันยอมความไม่ได้ ดังนั้น แม้ผู้เสียหายจะไม่ประสงค์ดำเนินคดีต่อ ความรับผิดทางอาญาในส่วนนี้ก็ไม่ระงับไปตามความประสงค์ของผู้เสียหาย

อย่างไรก็ตาม ความผิดฐานกระทำการอันเป็นความรุนแรงในครอบครัว ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ. 2550 เป็นความผิดอันยอมความได้ เมื่อผู้เสียหายยอมความ สิทธิในการนำคดีมาฟ้องในส่วนดังกล่าวจึงระงับ ไปคดีนี้จึงตอกย้ำหลักสำคัญว่าการรับสารภาพย่อมทำให้ศาลรับฟังข้อเท็จจริงตามฟ้องได้ และแม้ผู้เสียหายจะยอมความ แต่ย่อมมีผลเฉพาะความผิดที่กฎหมายกำหนดให้ยอมความได้เท่านั้น ศาลฎีกาจึงพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลย 4 เดือน และจำหน่ายคดี ในส่วนความผิดฐานความรุนแรงในครอบครัวออกจากสารบบความ.

แม้ไม่ใช่การทำร้ายร่างกาย แต่คุกคามและรบกวน ก็ถือเป็นความรุนแรงในครอบครัวตามกฎหมาย

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2154/2561

ความรุนแรงในครอบครัวไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในรูปแบบของการทำร้ายร่างกายเท่านั้น แต่ยังรวมถึงพฤติกรรมการคุกคาม การก่อกวน และการรบกวนความสงบสุขในลักษณะที่ขัดต่อมาตรฐานการประพฤติปฏิบัติที่ยอมรับกัน คำพิพากษาศาลฎีกาเลขที่ 2154/2561 แสดงให้เห็นว่าแม้จำเลยจะไม่ได้ใช้กำลังทางกายต่ออดีตภรรยาโดยตรง แต่การก่อกวนซ้ำๆ เพื่อบังคับให้บุตรผู้เยาว์ออกมาพบเขานั้น ถือเป็นการกระทำความรุนแรงในครอบครัวตามกฎหมาย

บทความน่าสนใจ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2154/2561 คดีนี้เป็นตัวอย่างสำคัญที่แสดงให้เห็นว่า “ความรุนแรงในครอบครัว” ไม่ได้จำกัดเฉพาะการทำร้ายร่างกายเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการกระทำที่กดดัน ข่มเหง หรือครอบงำบุคคลในครอบครัวด้วยวิธีการที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายและ ศีลธรรม ข้อเท็จจริงปรากฏว่า จำเลยซึ่งเป็นอดีตสามีของโจทก์ นำกระดาษข้อความมาติดหน้าบ้านจนทรัพย์สิน เสียหาย ส่งเสียงตะโกนโวยวาย วิ่งวนหน้าบ้าน นำสิ่งของและลูกโป่งมาวางหรือโยนเข้าไปในบ้าน รวมทั้งกดกริ่ง หน้าบ้าน เป็นเวลานาน เพื่อบังคับให้โจทก์พาผู้เยาว์ออกมาพบหรือพูดคุยกับตน เมื่อโจทก์ไม่ยินยอม จำเลยยังคงกระทำการ ดังกล่าวต่อเนื่อง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้จำเลยจะอ้างว่าเป็นการใช้สิทธิในฐานะบิดา แต่การกระทำดังกล่าวเป็นการใช้อำนาจครอบงำ โดยมิชอบรบกวนความสงบสุข และบีบบังคับให้โจทก์กระทำการตามความต้องการของจำเลย อันเป็นการฝ่าฝืน ศีลธรรมและผิดวิสัย ที่บุคคลทั่วไปพึงปฏิบัติ

ศาลฎีกาพิพากษาว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานกระทำความรุนแรงในครอบครัวตาม พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ถูก กระทำด้วย ความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ. 2550 มาตรา 4 วรรคหนึ่ง แม้ไม่มีการทำร้ายร่างกายโดยตรง แต่เป็นการกดดันและครอบงำทาง จิตใจต่ออดีตคู่สมรสซึ่งยังถือเป็นบุคคลในครอบครัว จึงลงโทษปรับ 3,000 บาท พร้อมตอกย้ำว่ากฎหมายคุ้มครอง ทั้งความปลอดภัยทางร่างกายและความสงบสุขทางจิตใจของสมาชิกในครอบครัว

เสียสิทธิคุ้มครองชั่วคราว เพราะละเลยขอหมายบังคับคดี

คำสั่งคำร้องที่ 1169/2535

การขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาเป็นกลไกสำคัญในการปกป้องสิทธิประโยชน์ระหว่างคดี โดยเฉพาะในคดีครอบครัวที่มีข้อพิพาทเรื่องทรัพย์สินร่วม หรือกิจการร่วมกัน อย่างไรก็ดี สิทธิในการคุ้มครองชั่วคราวอาจสิ้นผล หากคู่ความไม่ดำเนินการภายในเวลาที่กฎหมายกำหนด คำสั่งคำร้องที่ 1169/2535 เป็นกรณีตัวอย่างที่ชัดเจนของการที่ฝ่ายชนะคดีไม่ขอหมายบังคับคดีภายใน 15 วัน ส่งผลให้คำสั่งคุ้มครองชั่วคราวสิ้นผลตามกฎหมาย

บทความน่าสนใจ

คำสั่งคำร้องที่ 1169/2535 โจทก์ฟ้องขอหย่า ขอใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ ขอค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตร และขอแบ่งสินสมรส พร้อมทั้งยื่นคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษา โดยขอให้จำเลยนำกำไรจากกิจการซึ่งเป็นสินสมรสมาวางศาลเป็นรายเดือน และขอห้ามจำหน่ายจ่ายโอนทรัพย์สินบางรายการระหว่างพิจารณาคดี

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำเลยนำเงินจากกิจการมาวางศาลเดือนละ 5,000 บาท และห้ามจำหน่ายจ่ายโอนที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างบางแปลงเป็นการชั่วคราว ต่อมาศาลมีคำพิพากษาให้โจทก์เป็นฝ่ายชนะคดี อย่างไรก็ตามโจทก์มิได้ดำเนินการขอหมายบังคับคดีภายใน 15 วันนับแต่พ้นกำหนดตามคำบังคับ อีกทั้งในคำพิพากษาก็มิได้กำหนดให้มาตรการ คุ้มครองชั่วคราวดังกล่าว คงมีผลต่อไป

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 260 (2) คำสั่งเกี่ยวกับวิธีการคุ้มครองชั่วคราว ก่อนพิพากษาย่อมสิ้นผลลงโดยอัตโนมัติเมื่อเข้าเงื่อนไขตามกฎหมาย และเมื่อคำสั่งดังกล่าวสิ้นผลแล้ว ย่อมไม่อาจขอ ให้กลับมามีผลใช้บังคับได้อีกคดีนี้จึงตอกย้ำหลักสำคัญว่า คู่ความที่ได้รับคำพิพากษาเป็นคุณต้องดำเนินการบังคับคดี ภายในกำหนดเวลาอย่างเคร่งครัด เพราะหากปล่อยให้พ้นกำหนดและไม่มีคำสั่งให้มาตรการคุ้มครองชั่วคราวคงอยู่ต่อไป มาตรการดังกล่าวย่อมสิ้นผลตามกฎหมายและไม่อาจฟื้นคืนได้อีก.

การรับรองบุตรและการทำให้บุตรชอบด้วยกฎหมาย

บุตรนอกกฎหมายที่บิดารับรองโดยพฤติการณ์

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2231/2537

คำพิพากษาศาลฎีกานี้เป็นบรรทัดฐานสำคัญในประเด็น “การรับรองบุตรนอกกฎหมายโดยพฤติการณ์” และผลทางมรดกภายใต้ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1627 และ 1713 ซึ่งวางหลักไว้อย่างชัดเจนว่าบุตรนอกกฎหมายที่บิดาได้แสดงการรับรองโดยพฤติการณ์อันเปิดเผยต่อสาธารณะ ย่อมมีสถานะเป็น “ผู้สืบสันดาน” เช่นเดียวกับบุตรชอบด้วยกฎหมาย และมีสิทธิในมรดกของบิดาโดยไม่จำเป็นต้องจดทะเบียนรับรองหรือรอคำสั่งศาลก่อน

บทความน่าสนใจ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2231/2537 ผู้ร้องซึ่งเป็นน้องสาวของผู้ตายยื่นคำร้องขอตั้งตนเป็นผู้จัดการมรดก แต่ผู้คัดค้านที่ 1 อ้างว่า เป็นบุตรของผู้ตายและมีสิทธิรับมรดกในฐานะ ทายาทลำดับที่ 1 จึงควรได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้จัดการมรดกแทน ข้อเท็จจริงปรากฏว่า ผู้ตายได้แนะนำผู้คัดค้านที่ 1 ต่อญาติ เพื่อนบ้าน และบุคคลทั่วไปว่าเป็นบุตรของตน ให้ความอุปการะเลี้ยงดู ส่งเสียเล่าเรียน และระบุชื่อผู้คัดค้านที่ 1 เป็นผู้รับประโยชน์ในใบสมัครสมาชิกฌาปนกิจสงเคราะห์ในฐานะบุตร

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พฤติการณ์ดังกล่าวถือเป็นการที่บิดารับรองผู้คัดค้านที่ 1 เป็นบุตรแล้ว แม้จะไม่ได้จดทะเบียนรับรอง บุตรก็ตาม ผู้คัดค้านที่ 1 จึงเป็นบุตรนอกกฎหมายที่บิดารับรอง เป็นผู้สืบสันดานและมีสิทธิรับมรดกของผู้ตายในฐานะ ทายาทลำดับที่ 1 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1629 (1)

ศาลฎีกาพิพากษายืนให้ผู้คัดค้านที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกโดยวินิจฉัยว่าการที่บิดาแสดงออกอย่างเปิดเผย และต่อเนื่อง ว่าบุคคลหนึ่ง เป็นบุตรพร้อมให้การอุปการะเลี้ยงดู ถือเป็นการรับรองบุตรโดยพฤติการณ์ ส่งผลให้บุตรดังกล่าว มีสิทธิ รับมรดกในฐานะผู้สืบสันดาน แม้ไม่ได้จดทะเบียนรับรองบุตรก็ตาม ส่วนผู้ร้องซึ่งเป็นพี่น้องของผู้ตายเป็นทายาทลำดับที่ 3 จึงไม่มีสิทธิในกองมรดก และไม่มีสิทธิร้องขอตั้งผู้จัดการมรดก

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3833/2559 

คดีดังกล่าวเป็นคดีที่สะท้อนปัญหาครอบครัวในสังคมไทยได้อย่างชัดเจน โดยเฉพาะกรณีบิดามารดาที่ไม่ได้จดทะเบียนสมรสกันแต่มีบุตรร่วมกัน ประเด็นสำคัญของคดีอยู่ที่ว่าเมื่อบิดายังไม่ได้จดทะเบียนรับรองบุตร มารดาจะมีสิทธิเรียกบุตรคืนจากบิดา ได้หรือไม่ ซึ่งเป็นคำถามที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับสิทธิอำนาจปกครอง และประโยชน์สูงสุดของเด็กผู้เยาว์

บทความน่าสนใจ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3833/2559 คดีนี้โจทก์และจำเลยอยู่กินฉันสามีภริยาโดยไม่ได้จดทะเบียนสมรส และมีบุตรด้วยกัน 1 คน คือ เด็กหญิง ว. ต่อมาจำเลยพาบุตรผู้เยาว์ไปอยู่ที่บ้านบิดามารดาของจำเลยที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยไม่ได้บอกกล่าวหรือได้รับ ความยินยอมจากโจทก์โจทก์จึงฟ้องขอให้จำเลยส่งบุตรคืน

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ในขณะที่จำเลยพาบุตรไปนั้น ผู้เยาว์ยังไม่ใช่บุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของจำเลย เพราะโจทก์และจำเลยไม่ได้จดทะเบียนสมรสกัน และจำเลยยังไม่ได้จดทะเบียนรับรองบุตร ดังนั้น โจทก์ซึ่งเป็นมารดาจึงมีอำนาจปกครองบุตรแต่เพียงผู้เดียวมีสิทธิกำหนดที่อยู่ของบุตร และมีสิทธิเรียกบุตรคืนจากบุคคลที่กักบุตรไว้โดยมิชอบด้วยกฎหมายได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1567 (1) และ (4)แม้ภายหลังจำเลยจะได้รับอนุญาตให้จดทะเบียนรับรองบุตร และต่อมาได้จดทะเบียนรับรองบุตรแล้วก็ไม่ทำให้อำนาจฟ้องของโจทก์ที่มีอยู่ตั้งแต่แรกเสียไป ศาลยังพิจารณาถึงประโยชน์และความผาสุกของผู้เยาว์เป็นสำคัญ โดยเห็นว่าผู้เยาว์ยังมีอายุเพียงประมาณ 3 ปี เป็นเด็กหญิงและอยู่ในวัยอ่อน ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการดูแลจากมารดาอย่างใกล้ชิด

คำพิพากษานี้วางหลักว่า หากบิดามารดาไม่ได้จดทะเบียนสมรสกัน และบิดายังไม่ได้จดทะเบียนรับรองบุตร มารดาย่อมมีอำนาจปกครองบุตรแต่เพียงผู้เดียว และมีสิทธิเรียกบุตรคืนได้ แม้ต่อมาบิดาจะจดทะเบียนรับรองบุตรแล้ว ก็ไม่กระทบต่ออำนาจฟ้องเดิมของมารดา ทั้งนี้ศาลต้องคำนึงถึงประโยชน์และความผาสุกของผู้เยาว์เป็นสำคัญ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1505/2537 

เป็นคดีที่สะท้อนปัญหาสำคัญในสังคมเกี่ยวกับสิทธิของบุตรนอกกฎหมายในการรับมรดก โดยมีประเด็นชวนติดตามว่า เพียงแค่ การใช้นามสกุลเดียวกับบิดา หรือมีชื่อบิดาปรากฏในเอกสาร จะเพียงพอหรือไม่ในการพิสูจน์ความเป็นบุตรที่ได้รับการรับรองและ ศาลจะพิจารณาจากพฤติการณ์ใดบ้างในการตัดสินว่าบิดาได้ยอมรับบุตรโดยพฤตินัยจริงหรือไม่ ซึ่งล้วนส่งผลโดยตรงต่อสิทธิใน การเป็นทายาทของผู้ร้องในคดีนี้

บทความน่าสนใจ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1505/2537  คดีนี้ผู้ร้องทั้งสองยื่นคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายโดยอ้างว่าเป็นบุตร โดยชอบด้วย กฎหมายของผู้ตายซึ่งถึงแก่กรรมโดยไม่ได้ทำพินัยกรรมไว้ต่อมาผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านว่าตนก็เป็นบุตรของผู้ตายเช่นกันโดยเป็นบุตรนอกกฎหมายที่ผู้ตายได้รับรองแล้ว จึงมีสิทธิเป็นทายาทและขอให้ศาลตั้งตนเป็นผู้จัดการมรดก หรือเป็นผู้จัดการมรดกร่วมกับผู้ร้องทั้งสอง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การรับรองบุตรนอกกฎหมายต้องเป็นการกระทำของบิดาเอง และต้องมีพฤติการณ์ที่แสดงให้เห็นว่าบิดารับรองว่าเด็กเป็นบุตรของตน เช่น ให้การอุปการะเลี้ยงดูให้การศึกษา หรือมอบหมายให้ผู้อื่นดูแลแทนในคดีนี้ พยานหลักฐานกลับปรากฏว่า ผู้ตายไม่ได้อุปการะเลี้ยงดูหรือให้การศึกษาแก่ผู้คัดค้าน และไม่ได้มอบหมายให้บุคคลอื่นดูแลผู้คัดค้านแทน แม้ผู้คัดค้านจะใช้นามสกุลของผู้ตาย หรือมีผู้แจ้งเกิดระบุชื่อผู้ตายเป็นบิดาก็ยังไม่มีหลักฐานเพียงพอที่จะรับฟังได้ว่าผู้ตายได้รับรองผู้คัดค้านเป็นบุตรโดยพฤตินัย

คำพิพากษานี้วางหลักว่า การเป็นบุตรนอกกฎหมายที่บิดารับรองแล้วต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าบิดาเป็นผู้แสดงการรับรองด้วยตนเอง อย่างชัดเจนหากไม่ปรากฏว่าบิดาอุปการะเลี้ยงดูให้การศึกษา หรือมอบหมายให้ผู้อื่นดูแลแทนย่อมไม่ถือว่าได้รับรองบุตรโดยพฤตินัย ผู้คัดค้านจึงไม่เป็นทายาทและไม่มีสิทธิในมรดกของผู้ตาย

การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3618/2566

คนต่างด้าวฝ่าฝืนทำธุรกิจในไทย ศาลตัดสินปรับรายวันย้อนหลังตามคำสั่งศาล

คดีนี้เป็นกรณีสำคัญเกี่ยวกับการบังคับใช้พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว เมื่อบริษัทจำเลยถูกศาลสั่งให้เลิกกิจการ แต่ยังคงฝ่าฝืนคำสั่งศาล ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิด แต่ไม่กำหนดค่าปรับรายวันไว้ ศาลอุทธรณ์จึงแก้คำพิพากษาเพื่อให้สอดคล้องกับกฎหมาย โดยเพิ่มค่าปรับวันละหนึ่งหมื่นบาทตามมาตรา 37 ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คำพิพากษาศาลชั้นต้นมีผลบังคับแล้ว แม้ยังไม่ครบถ้วนในเรื่องค่าปรับ และการแก้คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์เป็นการทำให้คำพิพากษาสมบูรณ์ตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย

บทความน่าสนใจ

บริษัทจำเลยที่ 1 ซึ่งมีชาวต่างชาติเป็นผู้ควบคุมการบริหาร ถูกกล่าวหาว่าละเมิดพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 โดยแอบประกอบธุรกิจต้องห้ามในบัญชี 3 (3) คือบริการ โดยมีคนไทยถือหุ้นแทน (nominee) เพื่อหลีกเลี่ยงข้อห้ามตามกฎหมาย ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 ถึง 4 มีความผิดฐานร่วมกันประกอบธุรกิจต้องห้ามโดยไม่มีใบอนุญาต มีโทษทั้งจำคุกและปรับ พร้อมสั่งให้จำเลยเลิกประกอบธุรกิจและให้คนไทยที่ถือหุ้นแทนเลิกถือหุ้น แต่คำพิพากษาศาลชั้นต้นไม่ได้ระบุโทษปรับรายวันตามมาตรา 37 กรณีฝ่าฝืนคำสั่งศาล  ต่อมา ศาลอุทธรณ์แก้คำพิพากษา โดยกำหนดโทษปรับรายวันวันละ 10,000 บาท หากจำเลยที่ 1, 3 และ 4 ยังไม่ปฏิบัติตามคำสั่งศาลให้เลิกกิจการ และคำนวณค่าปรับย้อนหลังจากวันที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา คือวันที่ 28 พฤศจิกายน ปีที่มีคำพิพากษา จนถึงวันที่จำเลยเลิกบริษัท  จำเลยฎีกา อ้างว่าศาลอุทธรณ์เพิ่มโทษย้อนหลัง ซึ่งไม่ชอบด้วยกฎหมาย  ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คำพิพากษาศาลชั้นต้นมีผลบังคับทันทีตาม ป.วิ.อ. มาตรา 188 แม้จะไม่ได้กำหนดโทษปรับรายวันไว้ ศาลอุทธรณ์เพียงแต่เติมส่วนที่ขาดให้คำพิพากษาสมบูรณ์ตามบทลงโทษที่กฎหมายกำหนด การปรับย้อนหลังจึงชอบด้วยกฎหมาย

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 793/2565

ศาลฎีกาสั่งปรับย้อนหลังต่างด้าวแฝงทำธุรกิจในไทย ไม่เลิกกิจการตามคำสั่งศาล

การใช้ “นอมินี” หรือคนไทยถือหุ้นแทนชาวต่างชาติ เป็นกลยุทธ์ที่ใช้กันแพร่หลีกเลี่ยงข้อจำกัดทางกฎหมายธุรกิจของไทย แต่ในคดีนี้ ศาลฎีกาได้วางบรรทัดฐานที่สำคัญว่า แม้ศาลชั้นต้นจะไม่ได้กำหนดบทปรับรายวันไว้ แต่หากศาลอุทธรณ์เติมให้ครบภายหลัง ก็ชอบด้วยกฎหมาย และสามารถบังคับให้ชำระค่าปรับย้อนหลังนับแต่วันที่คำพิพากษาศาลชั้นต้นมีผลบังคับจนถึงวันสิ้นสุดการฝ่าฝืน

บทความน่าสนใจ

บริษัทจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นนิติบุคคลจดทะเบียนในประเทศไทย ประกอบธุรกิจบริการที่เป็นกิจการต้องห้ามตามบัญชี 3 ของพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 โดยไม่ได้รับใบอนุญาต ทั้งยังถูกตรวจพบว่าอยู่ภายใต้การควบคุมของชาวต่างชาติ ซึ่งใช้จำเลยที่ 5 และ 6 ซึ่งเป็นคนไทยถือหุ้นแทนเพื่อลวงเจ้าหน้าที่รัฐให้เข้าใจว่าเป็นธุรกิจของคนไทยจำเลยที่ 2 ถึง 4 เป็นกรรมการที่ร่วมบริหารกิจการ และมีส่วนร่วมในการกระทำผิด ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 ถึง 4 มีความผิดตามมาตรา 8(3), 37 และให้ลงโทษจำคุก ปรับ และสั่งเลิกกิจการ รวมถึงให้คนไทยเลิกถือหุ้นในบริษัทจำเลยที่ 1 แต่ศาลไม่ได้กำหนด “ค่าปรับรายวัน” กรณีฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามคำสั่งศาลตามที่มาตรา 37 วรรคท้ายบัญญัติไว้ ต่อมา จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 มิได้ดำเนินการตามคำสั่งศาล ศาลอุทธรณ์จึงพิพากษาแก้เพิ่มเติมว่า หากยังฝ่าฝืนให้ปรับจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 วันละ 10,000 บาทตลอดเวลาที่ยังฝ่าฝืนอยู่ และให้นับค่าปรับย้อนหลังตั้งแต่วันที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา จำเลยทั้งสามฎีกา โดยอ้างว่า การเพิ่มเติมค่าปรับรายวันเป็นการเพิ่มโทษย้อนหลัง อันไม่ชอบด้วยกฎหมาย  ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีถึงที่สุดตั้งแต่ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษา และคำพิพากษานั้นมีผลบังคับตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 188 ซึ่งมาตรา 37 วรรคท้ายของ พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 กำหนดโทษปรับวันละ 10,000 ถึง 50,000 บาทหากฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามคำสั่งศาล ดังนั้น การที่ศาลอุทธรณ์เพิ่มเติมบทปรับรายวัน จึงไม่ใช่การพิพากษาเกินเลยหรือออกโทษใหม่ แต่เป็นการทำให้คำพิพากษามีผลครบถ้วนตามกฎหมาย

ศาลฎีกายืนยันให้จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ต้องร่วมกันชำระค่าปรับวันละ 10,000 บาท ตั้งแต่วันที่ 28 พฤศจิกายน 2561 (วันอ่านคำพิพากษาศาลชั้นต้น) จนถึงวันที่ 2 มีนาคม 2563 ซึ่งเป็นวันที่จำเลยที่ 1 จดทะเบียนเลิกบริษัท

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5457/2560

ต่างด้าวใช้คนไทยถือหุ้นแทน ศาลชี้โมฆะกรรม เรียกเงินคืนไม่ได้

การเข้าถือครองกิจการของชาวต่างชาติในไทยมีข้อจำกัดตามกฎหมายว่าด้วยคนต่างด้าว หลายคนพยายามหลีกเลี่ยงข้อห้ามด้วยการใช้ “นอมินี” หรือให้คนไทยถือหุ้นแทนโดยไม่ถือสิทธิจริง แต่รู้หรือไม่ว่า การทำเช่นนี้อาจกลายเป็น “โมฆะกรรม” และเสี่ยงเสียเงินทั้งหมดโดยไม่มีสิทธิเรียกคืน

บทความนี้สรุปคำพิพากษาฎีกาคดีหนึ่ง ซึ่งศาลสูงสุดตัดสินชัดว่า แม้ทำเป็นสัญญากู้ยืมเงิน แต่เมื่อแท้จริงคือการซื้อกิจการโดยใช้คนไทยถือหุ้นในนาม การชำระเงินดังกล่าวเป็นการฝ่าฝืนกฎหมาย ไม่สามารถฟ้องเรียกคืนได้

บทความน่าสนใจ

ชาวญี่ปุ่นรายหนึ่งฟ้องบริษัทไทยและกรรมการบริษัท ขอให้ชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืม 19.5 ล้านบาท โดยอ้างว่าได้โอนเงินให้บริษัทจริงและมีสัญญากู้และค้ำประกันครบถ้วน แต่จำเลยทั้งสองกลับรับว่าทำสัญญากู้จริง ทว่าแท้จริงแล้วเป็นเพียงนิติกรรมอำพรางการซื้อขายกิจการบริษัท เพื่อเลี่ยงข้อห้ามตาม พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 กลับคำพิพากษาให้โจทก์ชนะคดี จำเลยจึงฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานยืนยันว่าโจทก์ซื้อกิจการโดยใช้ชื่อบุคคลสัญชาติไทยถือหุ้นแทน โดยที่โจทก์และบุตรเป็นผู้ควบคุมกิจการที่แท้จริง การทำเช่นนี้ถือเป็นการหลีกเลี่ยงกฎหมายที่ห้ามต่างด้าวถือหุ้นเกินกึ่งหนึ่งในกิจการบางประเภทแม้จะทำสัญญาเป็นการกู้ยืมเงิน แต่เมื่อแท้จริงคือการซื้อกิจการโดยฝ่าฝืนข้อห้ามตามกฎหมาย สัญญาจึงตกเป็นโมฆะตามมาตรา 150 และการชำระเงินถือว่าฝ่าฝืนข้อห้าม ไม่สามารถเรียกคืนได้ตามมาตรา 411 ศาลฎีกาจึงพิพากษากลับให้ยกฟ้อง โจทก์ไม่ได้รับเงินคืน และต้องรับผลจากการกระทำที่ฝ่าฝืนกฎหมายด้วยตนเอง