คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 97/2541
ด่าว่าเป็นเมียน้อยต่อหน้าผู้อื่นระวังโดนคดีหมิ่นประมาท
การทะเลาะกันเรื่องเงินอาจเป็นเรื่องธรรมดา แต่คำพูดที่ใช้ระหว่างความโกรธนั้นอาจกลายเป็นความผิดทางอาญาได้ หากเป็นคำที่ทำให้ผู้อื่นเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 97/2541 สะท้อนให้เห็นว่า แม้ผู้ถูกกล่าวหาจะมีความขัดแย้งกับผู้เสียหายมาก่อน แต่การใช้คำพูดในที่สาธารณะซึ่งมีบุคคลอื่นได้ยิน ย่อมเข้าข่ายหมิ่นประมาทได้ และไม่สามารถอ้างความโกรธหรือความขัดแย้งมาเป็นข้อยกเว้นได้
บทความ
จำเลยเป็นเจ้าหนี้เงินกู้ของผู้เสียหาย ทั้งสองมีความขัดแย้งกันเรื่องหนี้สิน ก่อนเกิดเหตุผู้เสียหายเดินทางไปที่หน้าบ้านจำเลยเพื่อพูดคุยเรื่องเงิน โดยเรียกให้จำเลยออกมาคุยนอกรั้วบ้าน จำเลยจึงด่าผู้เสียหายว่า “มึงเป็นเมียน้อยสารวัตร ส. อย่ามาทำใหญ่ให้กูเห็นนะ” ต่อหน้าพยานซึ่งเป็นเพื่อนของผู้เสียหาย
แม้จำเลยจะให้การปฏิเสธ แต่ศาลฎีกาเห็นว่าพยานของโจทก์ให้การสอดคล้องกันและน่าเชื่อถือ ส่วนคำให้การของจำเลยไม่มีน้ำหนักพอจะหักล้างได้
ศาลฎีกายืนยันคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่า จำเลยมีความผิดฐานหมิ่นประมาทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 โดยพิจารณาจากเจตนา การใช้ถ้อยคำดูหมิ่น และผลกระทบต่อชื่อเสียงของผู้เสียหายต่อหน้าบุคคลที่สาม
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3073/2565
แม้ด่าก็ไม่ผิด ถ้าไม่มีคนเชื่อว่าเป็นจริง
คำด่าหยาบคายอาจสร้างความเจ็บปวดและความไม่พอใจให้แก่ผู้ฟัง แต่จะถือว่าเป็น “หมิ่นประมาท” ตามกฎหมายหรือไม่ ต้องพิจารณาจากเจตนาและผลกระทบต่อชื่อเสียงของบุคคลนั้นจริง ๆ คำพิพากษาศาลฎีกานี้ชี้ให้เห็นว่า ไม่ใช่ทุกคำหยาบจะเข้าข่ายผิดกฎหมาย หากผู้ฟังทั่วไปไม่เชื่อว่าข้อความนั้นเป็นความจริง
บทความน่าสนใจ
ในคดีนี้ ผู้เสียหายเคยแจ้งความดำเนินคดีกับหลานชายของจำเลย และมีการนัดเจรจาไกล่เกลี่ยที่สถานีตำรวจ ระหว่างการเจรจา จำเลยได้กล่าวต่อหน้าคนหลายคนว่า
“อย่าเข้าไปในบ้านพ่อกูอีกนะ มันไล่ด่าชาวบ้านเขาไปทั่ว ไอ้สันดานหมา”
ศาลชั้นต้นเห็นว่าจำเลยผิดฐานหมิ่นประมาท และพิพากษาปรับ 10,000 บาท แต่ศาลอุทธรณ์กลับคำพิพากษาให้ยกฟ้อง โดยศาลฎีกายืนยันตามศาลอุทธรณ์ว่า คำพูดของจำเลยแม้จะหยาบคาย แต่ไม่เข้าข่ายเป็นการ “ใส่ความ” หรือกล่าวหาให้เสียชื่อเสียงในลักษณะที่บุคคลทั่วไปจะเชื่อว่าเป็นจริง จึงไม่เป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326
นอกจากนี้ ศาลยังวินิจฉัยว่า แม้จำเลยจะรับสารภาพ แต่เมื่อข้อเท็จจริงตามคำฟ้องไม่เป็นความผิด ก็ไม่อาจลงโทษได้ ตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 185 วรรคหนึ่ง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 976/2567
เผยแพร่ข้อความอันเป็นเท็จผ่านยูทูปและเฟซบุ๊กเสี่ยงหมิ่นประมาท
ในยุคที่ข้อมูลแพร่กระจายอย่างรวดเร็วบนโซเชียลมีเดีย คดีหมิ่นประมาทไม่จำกัดอยู่แค่คำพูดหรือบทความในหนังสือพิมพ์อีกต่อไป ศาลฎีกาได้ตัดสินในคดีหนึ่งซึ่งชี้แนวทางใหม่ในการเยียวยาผู้เสียหาย โดยสั่งให้จำเลยต้องเผยแพร่คำพิพากษาทางเว็บไซต์ข่าวออนไลน์ เพื่อให้ข้อเท็จจริงที่ถูกต้องเข้าถึงสาธารณชนอย่างทั่วถึง บทความนี้สรุปประเด็นสำคัญจากคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 976/2567 ซึ่งถือเป็นบรรทัดฐานสำคัญในการตีความกฎหมายอาญายุคดิจิทัล
บทความน่าสนใจ
ในคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 976/2567 จำเลยถูกฟ้องในข้อหาหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา หลังจัดรายการเผยแพร่ผ่านยูทูบและเฟซบุ๊ก โดยใช้ถ้อยคำที่พาดพิงถึงโจทก์ว่าเป็นนักประชาธิปไตยที่ได้รับเงินสนับสนุนจากต่างประเทศเพื่อแบ่งแยกประเทศ ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่าการเชื่อมโยงโจทก์กับคลิปเปิดรายการ และเนื้อหาที่ตามมา ทำให้ผู้ฟังเข้าใจว่าโจทก์คือบุคคลที่ถูกกล่าวหา ถือเป็นการใส่ความโดยเจตนา ไม่เป็นการแสดงความคิดเห็นโดยสุจริต
ศาลจึงพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามมาตรา 328 ลงโทษจำคุก 1 ปี ปรับ 112,500 บาท และให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี
นอกจากนี้ ศาลยังอาศัยอำนาจตามมาตรา 332 (2) สั่งให้จำเลยเผยแพร่คำพิพากษาโดยย่อทั้งในหนังสือพิมพ์ที่แพร่หลาย 2 ฉบับ เป็นเวลา 3 วัน และในเว็บไซต์ข่าวออนไลน์อีก 2 แห่ง แม้โจทก์จะไม่ร้องขอก็ตาม โดยตีความว่า “หนังสือพิมพ์” รวมถึงข้อมูลข่าวออนไลน์ที่ประชาชนเข้าถึงได้ ถือเป็นแนวทางใหม่ในการเยียวยาความเสียหายต่อชื่อเสียงผ่านสื่อดิจิทัล
