Tag Archives: #กฎหมายอาญา

คดีละเมิด – หมิ่นประมาท

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 97/2541

ด่าว่าเป็นเมียน้อยต่อหน้าผู้อื่นระวังโดนคดีหมิ่นประมาท

การทะเลาะกันเรื่องเงินอาจเป็นเรื่องธรรมดา แต่คำพูดที่ใช้ระหว่างความโกรธนั้นอาจกลายเป็นความผิดทางอาญาได้ หากเป็นคำที่ทำให้ผู้อื่นเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 97/2541 สะท้อนให้เห็นว่า แม้ผู้ถูกกล่าวหาจะมีความขัดแย้งกับผู้เสียหายมาก่อน แต่การใช้คำพูดในที่สาธารณะซึ่งมีบุคคลอื่นได้ยิน ย่อมเข้าข่ายหมิ่นประมาทได้ และไม่สามารถอ้างความโกรธหรือความขัดแย้งมาเป็นข้อยกเว้นได้

บทควา

จำเลยเป็นเจ้าหนี้เงินกู้ของผู้เสียหาย ทั้งสองมีความขัดแย้งกันเรื่องหนี้สิน ก่อนเกิดเหตุผู้เสียหายเดินทางไปที่หน้าบ้านจำเลยเพื่อพูดคุยเรื่องเงิน โดยเรียกให้จำเลยออกมาคุยนอกรั้วบ้าน จำเลยจึงด่าผู้เสียหายว่า “มึงเป็นเมียน้อยสารวัตร ส. อย่ามาทำใหญ่ให้กูเห็นนะ” ต่อหน้าพยานซึ่งเป็นเพื่อนของผู้เสียหาย

แม้จำเลยจะให้การปฏิเสธ แต่ศาลฎีกาเห็นว่าพยานของโจทก์ให้การสอดคล้องกันและน่าเชื่อถือ ส่วนคำให้การของจำเลยไม่มีน้ำหนักพอจะหักล้างได้

ศาลฎีกายืนยันคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่า จำเลยมีความผิดฐานหมิ่นประมาทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 โดยพิจารณาจากเจตนา การใช้ถ้อยคำดูหมิ่น และผลกระทบต่อชื่อเสียงของผู้เสียหายต่อหน้าบุคคลที่สาม

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3073/2565

แม้ด่าก็ไม่ผิด ถ้าไม่มีคนเชื่อว่าเป็นจริง

คำด่าหยาบคายอาจสร้างความเจ็บปวดและความไม่พอใจให้แก่ผู้ฟัง แต่จะถือว่าเป็น “หมิ่นประมาท” ตามกฎหมายหรือไม่ ต้องพิจารณาจากเจตนาและผลกระทบต่อชื่อเสียงของบุคคลนั้นจริง ๆ คำพิพากษาศาลฎีกานี้ชี้ให้เห็นว่า ไม่ใช่ทุกคำหยาบจะเข้าข่ายผิดกฎหมาย หากผู้ฟังทั่วไปไม่เชื่อว่าข้อความนั้นเป็นความจริง

บทความน่าสนใจ

ในคดีนี้ ผู้เสียหายเคยแจ้งความดำเนินคดีกับหลานชายของจำเลย และมีการนัดเจรจาไกล่เกลี่ยที่สถานีตำรวจ ระหว่างการเจรจา จำเลยได้กล่าวต่อหน้าคนหลายคนว่า

“อย่าเข้าไปในบ้านพ่อกูอีกนะ มันไล่ด่าชาวบ้านเขาไปทั่ว ไอ้สันดานหมา”

ศาลชั้นต้นเห็นว่าจำเลยผิดฐานหมิ่นประมาท และพิพากษาปรับ 10,000 บาท แต่ศาลอุทธรณ์กลับคำพิพากษาให้ยกฟ้อง โดยศาลฎีกายืนยันตามศาลอุทธรณ์ว่า คำพูดของจำเลยแม้จะหยาบคาย แต่ไม่เข้าข่ายเป็นการ “ใส่ความ” หรือกล่าวหาให้เสียชื่อเสียงในลักษณะที่บุคคลทั่วไปจะเชื่อว่าเป็นจริง จึงไม่เป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326

นอกจากนี้ ศาลยังวินิจฉัยว่า แม้จำเลยจะรับสารภาพ แต่เมื่อข้อเท็จจริงตามคำฟ้องไม่เป็นความผิด ก็ไม่อาจลงโทษได้ ตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 185 วรรคหนึ่ง

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 976/2567

เผยแพร่ข้อความอันเป็นเท็จผ่านยูทูปและเฟซบุ๊กเสี่ยงหมิ่นประมาท

ในยุคที่ข้อมูลแพร่กระจายอย่างรวดเร็วบนโซเชียลมีเดีย คดีหมิ่นประมาทไม่จำกัดอยู่แค่คำพูดหรือบทความในหนังสือพิมพ์อีกต่อไป ศาลฎีกาได้ตัดสินในคดีหนึ่งซึ่งชี้แนวทางใหม่ในการเยียวยาผู้เสียหาย โดยสั่งให้จำเลยต้องเผยแพร่คำพิพากษาทางเว็บไซต์ข่าวออนไลน์ เพื่อให้ข้อเท็จจริงที่ถูกต้องเข้าถึงสาธารณชนอย่างทั่วถึง บทความนี้สรุปประเด็นสำคัญจากคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 976/2567 ซึ่งถือเป็นบรรทัดฐานสำคัญในการตีความกฎหมายอาญายุคดิจิทัล

บทความน่าสนใจ

ในคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 976/2567 จำเลยถูกฟ้องในข้อหาหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา หลังจัดรายการเผยแพร่ผ่านยูทูบและเฟซบุ๊ก โดยใช้ถ้อยคำที่พาดพิงถึงโจทก์ว่าเป็นนักประชาธิปไตยที่ได้รับเงินสนับสนุนจากต่างประเทศเพื่อแบ่งแยกประเทศ ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่าการเชื่อมโยงโจทก์กับคลิปเปิดรายการ และเนื้อหาที่ตามมา ทำให้ผู้ฟังเข้าใจว่าโจทก์คือบุคคลที่ถูกกล่าวหา ถือเป็นการใส่ความโดยเจตนา ไม่เป็นการแสดงความคิดเห็นโดยสุจริต

ศาลจึงพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามมาตรา 328 ลงโทษจำคุก 1 ปี ปรับ 112,500 บาท และให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี

นอกจากนี้ ศาลยังอาศัยอำนาจตามมาตรา 332 (2) สั่งให้จำเลยเผยแพร่คำพิพากษาโดยย่อทั้งในหนังสือพิมพ์ที่แพร่หลาย 2 ฉบับ เป็นเวลา 3 วัน และในเว็บไซต์ข่าวออนไลน์อีก 2 แห่ง แม้โจทก์จะไม่ร้องขอก็ตาม โดยตีความว่า “หนังสือพิมพ์” รวมถึงข้อมูลข่าวออนไลน์ที่ประชาชนเข้าถึงได้ ถือเป็นแนวทางใหม่ในการเยียวยาความเสียหายต่อชื่อเสียงผ่านสื่อดิจิทัล

การค้ำประกันและสัญญาประกันหนี้

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 319/2561

ผู้ค้ำประกันร่วมไม่พ้นความรับผิด แม้เจ้าหนี้ปลดหนี้ให้ผู้ค้ำรายหนึ่ง: ศาลฎีกาวินิจฉัยหลักเกลื่อนกลืนหนี้

ในคดีเกี่ยวกับสัญญาเงินกู้เพื่อธุรกิจที่มีผู้ค้ำประกันหลายราย ประเด็นสำคัญที่ต้องวินิจฉัยคือ หากเจ้าหนี้รับชำระหนี้บางส่วนจากผู้ค้ำประกันรายหนึ่งแล้วปลดหนี้ให้รายนั้น ผู้ค้ำประกันอีกรายและลูกหนี้ชั้นต้นยังต้องรับผิดต่อหรือไม่ คำพิพากษาศาลฎีกานี้ให้แนวทางสำคัญเกี่ยวกับ “ความระงับแห่งหนี้” และ “การรับผิดร่วมของผู้ค้ำประกัน” ซึ่งผู้ประกอบการ ทนายความ และเจ้าหนี้ควรทำความเข้าใจอย่างรอบคอบ เพื่อบริหารความเสี่ยงในธุรกรรมสินเชื่อให้รัดกุมตามกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

บทความน่าสนใจ

คดีนี้จำเลยที่ 1 เป็นผู้กู้เงินธุรกิจจากโจทก์ โดยมีจำเลยที่ 2 และบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อมเป็นผู้ค้ำประกันร่วมกัน เมื่อจำเลยที่ 1 ค้างชำระหนี้ โจทก์ได้รับเงินชำระหนี้เพียงบางส่วนจากบรรษัทฯ แล้วปลดหนี้ให้ แต่ยังฟ้องจำเลยทั้งสองเรียกยอดหนี้ส่วนที่เหลือ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ตาม ป.พ.พ. บรรพ 2 หมวด 5 การชำระหนี้เพียงบางส่วนหรือการปลดหนี้ผู้ค้ำรายหนึ่ง มิใช่เหตุให้หนี้ทั้งหมดระงับไปโดยสิ้นเชิง หากยังมียอดค้างชำระ ลูกหนี้ชั้นต้นยังคงรับผิดจนครบ และผู้ค้ำรายอื่นที่ค้ำรายเดียวกันต้องรับผิดในฐานะลูกหนี้ร่วมตาม มาตรา 682 วรรคสอง แม้จะไม่ได้ทำสัญญาค้ำประกันพร้อมกันก็ตาม

ศาลจึงยืนยันคำพิพากษาศาลล่างให้จำเลยทั้งสองร่วมชำระหนี้ที่เหลือ 169,361.21 บาท พร้อมดอกเบี้ย โดยชี้ว่า การปลดหนี้เพียงบางส่วนแก่ผู้ค้ำรายหนึ่ง มิใช่การปลดหนี้ทั้งระบบ ผู้ค้ำอีกรายไม่พ้นความรับผิด และหลักเกลื่อนกลืนหนี้จะใช้ได้เฉพาะในกรณีที่ชำระหนี้ครบหรือมีเหตุให้หนี้สิ้นสุดตามกฎหมายเท่านั้น

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3003/2566

หน้าที่ของผู้จำนำในการรักษาทรัพย์จำนำ: ศาลฎีกายืนยันทรัพย์ยังอยู่ในครอบครองเจ้าหนี้

“หน้าที่ของผู้จำนำ” ในการรักษาทรัพย์และข้อจำกัดในการใช้ประโยชน์จากทรัพย์จำนำ แม้ทรัพย์จะเก็บไว้ในโกดังของผู้จำนำเอง แต่หากมีสัญญาระบุชัดว่าผู้จำนำไม่มีสิทธิเคลื่อนย้ายหรือใช้ทรัพย์ เว้นแต่ได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรจากผู้รับจำนำ ทรัพย์จำนำย่อมยังถือว่าอยู่ในความครอบครองของเจ้าหนี้ และสัญญาจำนำไม่สิ้นผล การตีความนี้ตอกย้ำภาระหน้าที่ของผู้จำนำที่ต้องเคารพเงื่อนไขในสัญญา มิอาจอ้างการเข้าถึงทรัพย์เป็นเหตุให้จำนำสิ้นสุดลงได้

บทความน่าสนใจ

ในคดีนี้ จำเลยที่ 1 ได้นำข้าวเปลือกและข้าวสารไปจำนำเป็นหลักประกันหนี้ โดยมีการทำสัญญาจำนำและสัญญาเช่าโกดังของจำเลยที่ 1 ให้เป็นที่เก็บทรัพย์ แม้จำเลยจะสามารถเข้าออกโกดังได้ แต่สัญญาจำนำกำหนดชัดว่า จำเลยไม่มีสิทธิใช้ทรัพย์จำนำหรือเคลื่อนย้าย เว้นแต่ได้รับความยินยอมเป็นลายลักษณ์อักษรจากโจทก์

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ผู้จำนำมีหน้าที่ต้องรักษาทรัพย์เพื่อประโยชน์ของผู้รับจำนำเท่านั้น ไม่ใช่เพื่อประโยชน์ตนเอง แม้ทรัพย์จะอยู่ในสถานที่ของผู้จำนำ แต่หากไม่มีสิทธินำไปใช้หรือโยกย้ายโดยอิสระ ทรัพย์นั้นก็ยังถือว่าอยู่ภายใต้การครอบครองของเจ้าหนี้ และจำนำยังไม่สิ้นสุดตาม ป.พ.พ. มาตรา 769 (2)

คำวินิจฉัยนี้ชี้ให้เห็นชัดว่า หน้าที่ของผู้จำนำมิใช่เพียงเก็บรักษาทรัพย์ แต่ต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขของสัญญาอย่างเคร่งครัด มิฉะนั้นอาจตกเป็นฝ่ายผิดสัญญา และถูกบังคับคดีในที่สุด

พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์และธุรกรรมดิจิทัล

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6757/2560

ข้อความปลดหนี้ในเฟซบุ๊กมีผลตามกฎหมาย

ในยุคดิจิทัลที่การสื่อสารทางออนไลน์เป็นเรื่องปกติ คำพูดหรือข้อความบนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียอาจส่งผลทางกฎหมายโดยไม่รู้ตัว คำพิพากษาศาลฎีกานี้เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนว่า การส่งข้อความทางเฟซบุ๊กที่มีเจตนายกหนี้ให้ลูกหนี้ สามารถถือเป็น “หลักฐานเป็นหนังสือ” ได้ตามกฎหมาย และทำให้เจ้าหนี้ไม่สามารถฟ้องเรียกเงินคืนได้อีก
 

บทความน่าสนใจ

คดีนี้เกิดจากการที่โจทก์ให้จำเลยกู้ยืมเงิน 595,000 บาท โดยมีสัญญาระบุชัดเจน แต่ภายหลังจำเลยไม่ได้ชำระคืนเงินต้น โดยชำระดอกเบี้ยเพียง 4 ครั้งเท่านั้น โจทก์จึงฟ้องเรียกเงินคืนพร้อมดอกเบี้ย รวมเป็นเงินกว่า 730,000 บาท

จำเลยนำข้อความที่โจทก์ส่งทางเฟซบุ๊กมายืนยันว่า โจทก์ยกหนี้ให้แล้ว ข้อความระบุว่า “เงินทั้งหมด 670,000 บาท ไม่ต้องส่งคืน ยกให้หมด ไม่ต้องส่งดอกอะไรมาให้ จะได้ไม่ต้องมีภาระหนี้สินติดตัว”

แม้ข้อความนี้ไม่มีลายเซ็น แต่โจทก์ยอมรับว่าเป็นผู้ส่งจริง และปรากฏชื่อในระบบเฟซบุ๊ก ศาลฎีกาจึงเห็นว่าเป็น “ข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์” ที่สามารถใช้เป็นหลักฐานแสดงเจตนา “ปลดหนี้” ได้ตาม พ.ร.บ.ธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2544 และถือว่ามีหลักฐานเป็นหนังสือตาม ป.พ.พ. มาตรา 340 แล้ว

ศาลฎีกาจึงพิพากษากลับ ยกฟ้องโจทก์ เพราะหนี้ได้ระงับโดยการปลดหนี้ตามเจตนาที่แสดงไว้ทาง  เฟซบุ๊ก

 
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2085/2566

ข้อความในแชตปลดหนี้ได้ ถ้ามีเจตนาแน่ชัด

เมื่อการติดต่อสื่อสารเปลี่ยนไปอยู่บนแอปฯ อย่างไลน์หรือวีแชต คำพูดที่พิมพ์ผ่านหน้าจออาจมีผลผูกพันทางกฎหมายมากกว่าที่คิด คำพิพากษาศาลฎีกานี้ชี้ให้เห็นว่า การปลดหนี้ผ่านข้อความแชตสามารถถือเป็นหลักฐานเป็นหนังสือได้ หากมีเจตนาชัดเจนและยืนยันตัวผู้ส่งได้ ตามกฎหมายแพ่งและพาณิชย์และ พ.ร.บ.ธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์

บทความน่าสนใจ

ในคดีนี้ โจทก์ฟ้องให้จำเลยชำระหนี้เงินกู้ 105,000 บาท แต่จำเลยนำหลักฐานเป็นข้อความทางแอปฯ วีแชตที่โจทก์ส่งว่า “ไม่ต้องคืนเงินพี่แล้วนะ พี่ขอโทษกับเรื่องที่ผ่านมา และยังรักอยู่” ศาลฎีกาเห็นว่าเป็นการแสดงเจตนาปลดหนี้อย่างชัดแจ้ง และเป็น “ข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ที่ถือเป็นหนังสือตามกฎหมาย”

แม้ข้อความจะไม่ได้ระบุจำนวนหนี้ชัดเจน แต่จากข้อเท็จจริงและคำเบิกความของโจทก์ หนี้ที่มีระหว่างกันมีเพียง 105,000 บาท และการให้เงินเล็กน้อยอื่น ๆ ถือเป็นการให้โดยเสน่หาจากความสัมพันธ์ส่วนตัว ไม่ใช่หนี้เงินกู้

นอกจากนี้ แม้ข้อความจะส่งผ่านวีแชต ไม่ใช่ไลน์ที่ใช้ติดต่อกันมาก่อน แต่เมื่อติดต่อช่องทางเดิมไม่ได้ การเปลี่ยนช่องทางก็ไม่กระทบต่อความน่าเชื่อถือของข้อความ และตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ มาตรา 7 และ 8 ข้อมูลที่อยู่ในรูปอิเล็กทรอนิกส์สามารถมีผลทางกฎหมายเทียบเท่าหนังสือได้ หากสามารถเข้าถึงและพิสูจน์ความหมายได้โดยไม่เปลี่ยนแปลง

ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่า จำเลยได้รับการปลดหนี้โดยสมบูรณ์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 340 และพิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์

กฎหมายคุ้มครองผู้บริโภค

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2764/2565

การนับอายุความและภาระการพิสูจน์ในคดีผู้บริโภค กรณีความเสียหายจากการแพทย์ที่ต้องใช้เวลาในการแสดงอาการ

ประเด็นอายุความในคดีผู้บริโภคที่เกี่ยวข้องกับบริการทางการแพทย์มีความซับซ้อนเป็นพิเศษ โดยเฉพาะในกรณีที่อาการผิดปกติทางสุขภาพมิได้ปรากฏในทันทีหลังจากรับบริการ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2764/2565 ได้วางหลักไว้อย่างชัดเจนว่า เมื่อความเสียหายต้องใช้เวลาจึงแสดงอาการ การนับอายุความต้องยึดตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค มาตรา 13 ซึ่งกำหนดอายุความไว้ 3 ปี ไม่ใช่ 1 ปีตามประมวลกฎหมายแพ่งฯ มาตรา 448 บทวินิจฉัยดังกล่าวไม่เพียงแต่ส่งผลต่อผู้บริโภคที่ใช้บริการด้านสุขภาพ หากแต่ยังสะท้อนภาระการพิสูจน์และหลักความเป็นธรรมในการพิจารณาคดีผู้บริโภคอย่างชัดเจน
 

บทความน่าสนใจ

ในคดีนี้ โจทก์ซึ่งเป็นผู้บริโภค เข้ารับการรักษาที่คลินิกเอกชน โดยรับการฉีดสารชีวโมเลกุล ซึ่งหลังการฉีดเริ่มมีอาการแพ้ และอาการรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ จนต้องเข้ารับการรักษาเป็นเวลานานเกือบ 2 ปี การรักษาไม่ประสบผล และยังไม่สามารถประเมินผลกระทบในระยะยาวได้อย่างแน่นอน

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ความเสียหายที่เกิดขึ้นเป็นผลจากสารที่ต้องใช้เวลาในการแสดงอาการ ซึ่งเข้าข่ายตามมาตรา 13 วรรคท้ายแห่ง พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 ที่บัญญัติให้ใช้ระยะเวลาอายุความ 3 ปีนับแต่วันที่รู้ถึงความเสียหายและรู้ตัวผู้ประกอบธุรกิจ และไม่เกิน 10 ปีนับแต่วันที่ได้รับความเสียหาย อาการแพ้ที่เกิดขึ้นภายหลัง จึงไม่ถือว่าโจทก์รู้อาการอย่างสมบูรณ์ก่อนหน้านั้น ฟ้องของโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ

นอกจากนี้ ศาลยังวินิจฉัยเรื่องภาระการพิสูจน์ตามมาตรา 29 ของ พ.ร.บ.เดียวกันว่า การบริการทางการแพทย์เป็นกิจกรรมเฉพาะทาง ความรู้อยู่ในความครอบครองของจำเลยซึ่งเป็นผู้ประกอบธุรกิจ ดังนั้น จึงตกเป็นภาระของจำเลยในการพิสูจน์ว่าสารชีวโมเลกุลดังกล่าวไม่มีอันตราย หรือไม่เป็นสาเหตุของความเสียหาย

อย่างไรก็ตาม ศาลไม่รับฟังข้ออ้างของจำเลยเรื่องอายุความ 1 ปีตามมาตรา 448 ของ ป.พ.พ. เพราะไม่เหมาะสมกับลักษณะพิเศษของความเสียหาย และศาลยังวางแนววินิจฉัยเรื่องอัตราดอกเบี้ยให้สอดคล้องกับกฎหมายใหม่ คือ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่แก้ไขปี พ.ศ. 2564 ซึ่งกำหนดดอกเบี้ยระหว่างผิดนัดให้คิดตามอัตราร้อยละ 5 ต่อปี และอนุญาตให้ปรับเปลี่ยนตามพระราชกฤษฎีกาของกระทรวงการคลังในอนาคต

คำพิพากษานี้ถือเป็นแนวทางสำคัญในการตีความเรื่องอายุความและภาระการพิสูจน์ในคดีผู้บริโภค โดยเฉพาะในบริบทของบริการทางการแพทย์ ซึ่งอาการที่เกิดขึ้นภายหลังจากการใช้บริการนั้นอาจใช้เวลาแสดงอาการและประเมินผลกระทบได้ล่าช้า ศาลจึงคำนึงถึงหลักความเป็นธรรมและหลักการคุ้มครองผู้บริโภคเป็นสำคัญ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14617/2558

ฉลากสินค้าไม่ถูกต้อง แม้ไม่มีผู้เสียหายก็อาจนำไปสู่ความผิด
 

การแสดงฉลากสินค้าให้ถูกต้องตามกฎหมายไม่ใช่เพียงหน้าที่ทางธุรกิจ แต่เป็นข้อกำหนดทางกฎหมายที่มีบทลงโทษชัดเจน หากฝ่าฝืนอาจถูกดำเนินคดีอาญา คำพิพากษาศาลฎีกานี้แสดงให้เห็นถึงความเข้มงวดของศาลในการตีความและบังคับใช้กฎหมายคุ้มครองผู้บริโภคแม้จะมีความผิดอื่นพ่วงร่วมด้วย

บทความน่าสนใจ

จำเลยขายเครื่องสำอาง SHISEIDO และ MAC ภายในตลาดนัด โดยสินค้าไม่มีฉลากภาษาไทย ไม่มีคำแนะนำ วิธีใช้ หรือข้อห้าม ซึ่งฝ่าฝืนต่อกฎหมายว่าด้วยการควบคุมฉลากสินค้าตาม พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 มาตรา 30 และ 52 จำเลยยังเสนอขายสินค้าละเมิดเครื่องหมายการค้าที่จดทะเบียนในไทยอีกด้วย

จำเลยรับสารภาพ แต่ศาลชั้นต้นลงโทษเพียงในข้อหาละเมิดเครื่องหมายการค้าเท่านั้น โจทก์จึงอุทธรณ์ในประเด็นเรื่องฉลากสินค้า ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยกระทำผิดทั้งสองกระทงอย่างชัดเจน และต้องแยกลงโทษต่างกรรมต่างวาระตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91

คำพิพากษาจึงแก้ไขโดยเพิ่มโทษปรับ 2,500 บาท สำหรับความผิดเรื่องฉลาก รวมโทษเป็นจำคุก 1 เดือน (รอลงอาญา 1 ปี) และปรับรวม 7,500 บาท

คดีนี้ตอกย้ำว่า การไม่มีฉลากที่ถูกต้องตามประกาศคณะกรรมการว่าด้วยฉลาก อาจนำไปสู่โทษอาญาโดยไม่จำเป็นต้องมีผู้เสียหาย และไม่อาจอ้างความไม่รู้กฎหมายเป็นข้อแก้ตัวได้ ผู้ประกอบการจึงต้องตระหนักว่า “ฉลากที่ถูกต้อง” เป็นเรื่องสำคัญทั้งต่อผู้บริโภคและความเสี่ยงทางกฎหมาย

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1808/2561

การปกปิดข้อเท็จจริงในสัญญาซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ถือเป็นการละเมิดสิทธิผู้บริโภคตามกฎหมาย

การซื้อบ้านเพื่ออยู่อาศัยถือเป็นการตัดสินใจทางเศรษฐกิจครั้งสำคัญของผู้บริโภค หากผู้ประกอบธุรกิจใช้กลฉ้อฉลโดยปกปิดข้อเท็จจริงที่มีผลต่อการตัดสินใจ เช่น การเวนคืนที่ดินในอนาคต อาจเข้าข่ายเป็นการละเมิดสิทธิผู้บริโภคทั้งในด้านข้อมูลข่าวสารและความเป็นธรรมในสัญญา คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1808/2561 แสดงให้เห็นถึงการตีความบทบัญญัติตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 ร่วมกับหลักละเมิดในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ โดยกำหนดให้ผู้ประกอบการรับผิดชดใช้ค่าเสียหายที่เกิดจากการปกปิดข้อเท็จจริงที่มีผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อผู้ซื้อ

บทความน่าสนใจ

จำเลยซึ่งเป็นผู้ขายบ้านในโครงการจัดสรร ได้ปกปิดข้อเท็จจริงเกี่ยวกับที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่ถูกเวนคืนไว้ไม่ให้ผู้บริโภคทั้งสองทราบก่อนทำสัญญา ทั้งที่จำเลยรู้ข้อมูลดังกล่าวอยู่แล้ว ถือว่าเป็นการละเมิดสิทธิผู้บริโภคทั้งสองซึ่งประสงค์จะซื้อที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเพื่ออยู่อาศัย โดยการไม่ได้ให้คำพรรณนาคุณภาพที่ถูกต้องเพียงพอเกี่ยวกับสินค้าที่จำเลยขายแก่ผู้บริโภคทั้งสอง อันเป็นการโฆษณาที่ใช้ข้อความไม่เป็นธรรมโดยก่อให้เกิดความเข้าใจผิดในสาระสำคัญเกี่ยวกับสินค้า และตัดโอกาสของผู้บริโภคที่จะใช้ข้อมูลดังกล่าวตัดสินใจที่จะเข้าทำสัญญากับจำเลย ศาลเห็นว่าการกระทำดังกล่าวเข้าข่ายฉ้อฉล เป็นการโฆษณาที่ไม่เป็นธรรมตาม พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 มาตรา 22 และละเมิดสิทธิของผู้บริโภคตามมาตรา 4 ประกอบ ป.พ.พ. มาตรา 420

เมื่อสัญญาซื้อขายตกเป็นโมฆียะและผู้บริโภคบอกล้างโมฆียะกรรม สัญญาจึงเป็นโมฆะ จำเลยต้องคืนเงินค่าบ้านและชดใช้ค่าเสียหายที่เกี่ยวเนื่องกับการซื้อขาย เช่น ค่าธรรมเนียมโอน ค่าจำนอง ค่าประกันอัคคีภัย ค่าติดตั้งโทรศัพท์ และส่วนต่างราคาทรัพย์ที่เสียโอกาส

คำพิพากษานี้ตอกย้ำหลักการว่า ผู้บริโภคมีสิทธิได้รับข้อมูลที่ถูกต้องในการตัดสินใจ และผู้ประกอบการไม่มีสิทธิเฉไฉโดยการปกปิดข้อเท็จจริงสำคัญเพื่อประโยชน์ของตนเอง

สัญญาแฟรนไชส์และการอนุญาตใช้สิทธิ

 
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9753/2551

ผิดสัญญาแฟรนไชส์ตนเอง ย่อมหมดสิทธิเลิกสัญญาและเรียกร้องคืน

 
คดีแฟรนไชส์ระหว่างผู้ประกอบการร้านแฟมิลี่มาร์ทกับเจ้าของสิทธิแฟรนไชส์ กลายเป็นกรณีศึกษาสำคัญของการบอกเลิกสัญญาในระบบแฟรนไชส์ที่มีลักษณะเป็น “สัญญาต่างตอบแทน” ภายใต้กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 369 ศาลฎีกาตีความว่า ผู้รับแฟรนไชส์ที่ไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขสำคัญของสัญญา เช่น ไม่ส่งเงินรายได้ ย่อมไม่สามารถเรียกร้องสิทธิหรือเลิกสัญญาได้

บทความน่าสนใจ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9753/2551 วินิจฉัยว่าสัญญาแฟรนไชส์ระหว่างโจทก์ผู้ประกอบการร้านแฟมิลี่มาร์ทและจำเลยเจ้าของสิทธิแฟรนไชส์เป็น “สัญญาต่างตอบแทน” ตาม ป.พ.พ. มาตรา 369 โดยมีข้อตกลงให้โจทก์บริหารร้านแฟมิลี่มาร์ทภายใต้เครื่องหมายการค้าของจำเลย โอนรายได้ให้จำเลย และรับเงินปันผลเป็นผลตอบแทน

เมื่อโจทก์ไม่ส่งเงินรายได้ตามข้อ 15.5 ของสัญญา ถือว่าเป็นฝ่ายผิดสัญญา ศาลเห็นว่าโจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยส่งมอบร้าน หรืออ้างเหตุเลิกสัญญาและเรียกค่าเสียหายได้ เพราะตนเองยังไม่ปฏิบัติตามหน้าที่ก่อน

ศาลฎีกาพิพากษายืนตามศาลชั้นต้นว่า หนังสือบอกเลิกสัญญาของโจทก์ไม่มีผลตามกฎหมาย และการฟ้องเรียกเงินจำนวนกว่า 9 ล้านบาทจึงถูกยกฟ้อง

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 377/2555

 
คำโฆษณาในระบบแฟรนไชส์ แม้ไม่ได้ระบุไว้ก็ถือเป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลงที่ผูกพัน
 

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 377/2555 ชี้ให้เห็นว่าคำโฆษณาของเจ้าของแฟรนไชส์ แม้มิได้ระบุไว้ในสัญญาโดยตรง แต่หากเป็นเหตุจูงใจให้ผู้รับสิทธิตัดสินใจเข้าทำสัญญา ก็ถือเป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลงที่มีผลผูกพันคู่สัญญา หากผู้ให้สิทธิไม่ปฏิบัติตามย่อมถือเป็นการผิดสัญญา และผู้รับสิทธิสามารถเลิกสัญญาและเรียกค่าเสียหายคืนได้ตามกฎหมาย
 

บทความน่าสนใจ

ในคดีนี้ โจทก์ที่ 1 ทำสัญญาแฟรนไชส์กับจำเลยตามคำโฆษณาที่ชักชวนว่า ธุรกิจจะมีกำไรเฉลี่ย 30% ต่อเดือน รายได้ระหว่าง 5 แสนถึง 1 ล้านบาทต่อสาขา และจะได้สินค้าแท้ ส่งตรงเวลา ในราคาถูกกว่าทั่วไป แต่ภายหลังจำเลยไม่สามารถดำเนินการตามที่โฆษณาไว้

แม้สัญญาจะไม่ระบุคำรับรองเหล่านี้ไว้โดยตรง แต่ศาลวินิจฉัยว่าเนื้อหาในโฆษณาเป็นข้อตกลงที่ผูกพันคู่สัญญา เพราะเป็นมูลเหตุจูงใจสำคัญในการเข้าทำสัญญา การที่จำเลยไม่ปฏิบัติตามจึงเป็นการผิดสัญญา

ศาลจึงพิพากษาให้จำเลยคืนเงินค่าธรรมเนียมแรกเข้าที่ชำระไปบางส่วน พร้อมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ที่ 1 ตามมาตรา 391 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

 
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 18884/2555

การวินิจฉัยลักษณะของสัญญาอนุญาตให้ใช้ลิขสิทธิ์กับการโอนลิขสิทธิ์โดยเด็ดขาด

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 18884/2555 ย้ำให้เห็นว่า ในข้อพิพาทด้านลิขสิทธิ์ สิ่งที่สำคัญไม่ใช่แค่ “ชื่อสัญญา” แต่เป็น “เจตนาแท้จริงของคู่สัญญา” แม้สัญญาจะระบุว่าเป็นการโอนลิขสิทธิ์ทั้งหมดตลอดอายุลิขสิทธิ์ หากพฤติการณ์และการชำระเงินไม่สอดคล้องกัน ก็อาจถูกตีความว่าเป็นเพียง “สัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิ” ส่งผลกระทบต่อขอบเขตสิทธิในการใช้หรือโอนสิทธิลิขสิทธิ์ต่อ

บทความน่าสนใจ

คดีนี้เกิดจากข้อพิพาทเกี่ยวกับสิทธิเพลงที่จำเลยนำไปใช้โดยอ้างว่าตนได้รับสิทธิโดยชอบจากบุคคลที่ซื้อสิทธิจากโจทก์ อย่างไรก็ตาม สัญญาซื้อขายลิขสิทธิ์ระบุว่า เป็นการโอนลิขสิทธิ์อย่างเด็ดขาด แต่ปรากฏว่ามีการจ่ายค่าตอบแทนเพิ่มเติมหลังจากทำสัญญาถึง 6 ปี ซึ่งไม่สอดคล้องกับสัญญาโอนกรรมสิทธิ์โดยสมบูรณ์ ความสัมพันธ์ทางกฎหมายจึงไม่ใช่การโอนอย่างสมบูรณ์

ศาลฎีกาจึงตีความสัญญาลักษณะดังกล่าว ว่าเป็นการแสดงให้เห็นว่าเป็นเพียง “สัญญาอนุญาตให้ใช้ลิขสิทธิ์” (Licensing Agreement) โดยที่โจทก์ยังคงเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ และผู้ได้รับสิทธิมีเพียงสิทธิใช้ ไม่รวมสิทธิในการโอนต่อให้ผู้อื่น ดังนั้นจำเลยที่นำเพลงไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิโดยตรง จึงไม่มีสิทธิในการใช้และต้องชำระค่าเสียหายแก่โจทก์

คำพิพากษานี้จึงตอกย้ำให้ผู้ทำธุรกรรมลิขสิทธิ์ต้องระวังทั้งถ้อยคำในสัญญาและพฤติการณ์ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งอาจส่งผลต่อสถานะทางกฎหมายของคู่สัญญาในระยะยาว

กฎหมายบริษัทและห้างหุ้นส่วน

 
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4162/2557

กรณีที่นำชื่อของหุ้นส่วนไม่จำกัดความรับผิดเป็นส่วนหนึ่งของชื่อกิจการอาจต้องรับผิดไม่จำกัดความรับผิด

หลายคนเข้าใจว่าการเป็น “หุ้นส่วนจำกัดความรับผิด” ในห้างหุ้นส่วนจำกัดย่อมปลอดภัยจากภาระหนี้สินของกิจการ แต่จากคำพิพากษาฎีกานี้ หากคุณยินยอมให้ใช้ชื่อคุณเป็นส่วนหนึ่งของชื่อห้าง ไม่ว่าจะโดยชัดแจ้งหรือโดยปริยาย คุณอาจต้องรับผิดไม่ต่างจาก “หุ้นส่วนไม่จำกัดความรับผิด

บทความน่าสนใจ

ในคดีนี้ กรมสรรพากรฟ้องเรียกเงินจากห้างหุ้นส่วนจำกัดและหุ้นส่วนทั้งสามคนซึ่งเป็นหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิด

ข้อเท็จจริงปรากฎว่า แม้จำเลยที่ 3 จะเป็นเพียงหุ้นส่วนที่จำกัดความรับผิด แต่กลับยินยอมให้ใช้ชื่อของตนรวมอยู่ในชื่อห้าง และไม่ได้คัดค้านการใช้ชื่อดังกล่าว อีกทั้งยังลงหุ้นในจำนวนที่เท่ากับหุ้นส่วนผู้จัดการและมีส่วนได้ส่วนเสียจากกิจการอย่างเต็มที่

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การกระทำของจำเลยที่ 3 เข้าลักษณะตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1082 วรรคหนึ่ง ซึ่งบัญญัติว่า หากหุ้นส่วนจำกัดความรับผิดยินยอมให้ใช้ชื่อของตนเป็นชื่อห้าง ผู้นั้นย่อมต้องรับผิดเสมือนเป็นหุ้นส่วนไม่จำกัดความรับผิด เนื่องจาก การกระทำดังกล่าวย่อมทำให้บุคคลภายนอกไว้วางใจและเชื่อในตัวของผู้เป็นเจ้าของชื่อและเข้าก่อการทำนิติกรรมต่างๆด้วย เมื่อเกิดความเสียหายใดๆเกิดขึ้น จึงต้องรับผิดโดยไม่จำกัดความรับผิดจำเลยที่ 3 จึงต้องรับผิดเต็มจำนวนเช่นเดียวกับหุ้นส่วนไม่จำกัดความรับผิด

คำพิพากษาฎีกาที่ 463/2537

หุ้นส่วนออกจากห้างแล้วยังคงต้องรับผิดในหนี้สินของห้างหรือไม่

หากคุณเคยเป็นหุ้นส่วนในห้างหุ้นส่วนจำกัด แล้วออกไปแล้ว คุณยังอาจต้องรับผิดชอบหนี้สินที่ห้างเคยก่อไว้ก่อนคุณออกหรือไม่ คำพิพากษาฎีกานี้ให้คำตอบชัดเจน พร้อมตีความข้อกฎหมายสำคัญในเรื่องกำหนดอายุความการฟ้องเรียกหนี้จากอดีตหุ้นส่วนภายใต้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1068

บทความน่าสนใจ

กรมสรรพากรฟ้องห้างหุ้นส่วนจำกัดคอฟฟี่เดอเซ็นทรัลและหุ้นส่วนรวม 3 คน ขอให้ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์และพิพากษาให้จำเลยทั้งสามเป็นบุคคลล้มละลาย โดยจำเลยที่ 2 ยื่นคำให้การว่า ตนได้ลาออกจากการเป็นหุ้นส่วนตั้งแต่ปี 2528 และโจทก์นำคดีมาฟ้องในปี 2530 ซึ่งพ้นกำหนด 2 ปี ตามที่กฎหมายกำหนด

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้จำเลยที่ 2 จะต้องรับผิดในหนี้ที่ห้างก่อไว้ก่อนลาออกตามมาตรา 1051 แต่สิทธิดังกล่าวต้องใช้ภายใน 2 ปีนับแต่วันที่ออกจากหุ้นส่วน ตามมาตรา 1068 โจทก์ไม่ได้แจ้งผลประเมินภาษีต่อจำเลยที่ 2 โดยตรงภายในกำหนดเวลาดังกล่าว การส่งหนังสือเตือนทั่วไปไม่ถือเป็นการแจ้งประเมินภาษีตามกฎหมายภาษีอากร

เมื่อพ้นกำหนด 2 ปีแล้ว จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิด และโจทก์ไม่มีสิทธินำคดีมาฟ้องเพื่อให้ล้มละลายได้

ศาลฎีกาจึงพิพากษาแก้ ยกฟ้องจำเลยที่ 2


คำพิพากษาฎีกาที่ 5844/2537

หุ้นส่วนจำกัดสอดจัดการงาน ต้องรับผิดหรือไม่

กฎหมายเปิดช่องให้ “หุ้นส่วนจำกัดความรับผิด” ต้องรับผิดไม่จำกัดจำนวน หากไปสอดจัดการกิจการห้างหุ้นส่วน (ป.พ.พ. มาตรา 1088 วรรคหนึ่ง) แต่บทบัญญัตินี้ออกแบบมาเพื่อคุ้มครองบุคคลภายนอกที่อาจไม่รู้ว่าใครเป็นหุ้นส่วนประเภทใด แล้วภายในห้างล่ะ หุ้นส่วนไม่จำกัดความรับผิดจะหยิบมาตรานี้มาฟ้องเรียกให้อีกฝ่ายรับผิดเต็มตัวได้หรือไม่เมื่อเป็นข้อพิพาทกันเองภายในศูนย์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5844/2537 ให้คำตอบและวางหลักสำคัญเกี่ยวกับการแยก “สิทธิบุคคลภายนอก” กับ “ความตกลงภายในหุ้นส่วน

บทความน่าสนใจ

โจทก์และจำเลยร่วมกันตั้งห้างหุ้นส่วนจำกัด โจทก์เป็นหุ้นส่วนจำพวกไม่จำกัดความรับผิดและเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ ส่วนจำเลยเป็นหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิด โจทก์อ้างว่าจำเลย “สอดเข้าไปเกี่ยวข้องจัดการงานของห้าง” จึงฟ้องให้จำเลยร่วมรับผิดต่อเจ้าหนี้ของห้างแบบไม่จำกัดจำนวน อาศัย ป.พ.พ. มาตรา 1088 วรรคหนึ่ง

จำเลยรับสถานะหุ้นส่วนจำกัด แต่ปฏิเสธการเข้าไปจัดการกิจการ ศาลชั้นต้นตั้งประเด็นว่า หนี้ห้างตามฟ้องผูกพันจำเลยเพียงใด และเห็นว่าต่อให้จำเลยเข้าไปเกี่ยวข้อง ก็ไม่ทำให้ต้องรับผิดไม่จำกัด เพราะมาตรา 1088 มีไว้คุ้มครองบุคคลภายนอก ไม่ใช่ใช้เป็นเครื่องมือในข้อพิพาทระหว่างหุ้นส่วนกันเอง เมื่อทุกฝ่ายรู้อยู่แล้วว่าใครเป็นหุ้นส่วนประเภทใด

ศาลอุทธรณ์และศาลฎีกายืนตาม การวินิจฉัยมิใช่นอกฟ้อง แต่บังคับตาม “สัญญาห้างหุ้นส่วน” ซึ่งเป็นฐานข้ออ้างหลักข้อแรกของโจทก์ หุ้นส่วนที่ยินยอมให้มีการทำเกินหน้าที่ภายใน ไม่อาจย้อนมาอ้างมาตรา 1088 เหมือนเป็นบุคคลภายนอกเพื่อเพิ่มภาระให้อีกฝ่ายได้

จำเลยไม่ต้องรับผิดไม่จำกัดจำนวนต่อโจทก์ในฐานะหุ้นส่วนร่วม

คำพิพากษาฎีกาที่ 5844/2537

กรรมการขายกิจการโดยไร้มติหุ้นส่วน บริษัทไม่ต้องรับผิด

ในการดำเนินธุรกิจของบริษัทจำกัด กรรมการผู้มีอำนาจเป็นตัวแทนของบริษัทก็จริง แต่การดำเนินการบางอย่าง โดยเฉพาะการขายกิจการหรือโอนหุ้นทั้งหมด จำเป็นต้องได้รับอนุมัติจากที่ประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้นตามข้อบังคับของบริษัท หากกรรมการฝ่าฝืนอำนาจหน้าที่ หรือกระทำเกินขอบเขตวัตถุประสงค์ของบริษัท การกระทำนั้นย่อมไม่ผูกพันตัวบริษัท และกรรมการอาจต้องรับผิดส่วนตัวต่อคู่สัญญา

บทความน่าสนใจ

จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นกรรมการผู้จัดการของบริษัทจำเลยที่ 1 ทำสัญญาขายกิจการเดินรถและหุ้นทั้งหมดของบริษัทให้แก่โจทก์ โดยอ้างว่าได้รับมติจากที่ประชุมผู้ถือหุ้น แต่ข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าที่ประชุมได้อนุมัติจริง การกระทำของจำเลยที่ 2 จึงเกินขอบเขตอำนาจและอยู่นอกวัตถุประสงค์ของบริษัท

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าสัญญาดังกล่าวไม่ผูกพันบริษัทจำเลยที่ 1 เพราะขาดมติที่ประชุมผู้ถือหุ้นตามที่กำหนดในข้อบังคับบริษัท (ป.พ.พ. มาตรา 75, 1144) จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้แทนบริษัท จึงไม่มีอำนาจกระทำการแทน เมื่อบริษัทไม่ได้ให้สัตยาบัน และคู่สัญญา (โจทก์) ไม่รู้อย่างแน่ชัดว่าจำเลยที่ 2 ไม่มีอำนาจ จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ส่วนตัวตามมาตรา 823, 1167 และโจทก์มีสิทธิได้รับค่าเสียหายแม้จะไม่สามารถระบุจำนวนชัดเจน และจำเลยต้องคืนเงินพร้อมดอกเบี้ย 7.5% ต่อปีนับแต่วันที่ผิดสัญญา

ความรุนแรงในครอบครัว / คำสั่งคุ้มครอง

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15667/2558

คดีความรุนแรงในครอบครัวเป็นความผิดยอมความหรือไม่

ความรุนแรงในครอบครัวไม่ใช่เรื่องเล็ก และไม่ใช่ทุกกรณีจะยอมความได้ตามกฎหมาย หากการกระทำนั้นส่งผลให้ผู้เสียหายได้รับอันตรายสาหัส เช่น บาดเจ็บจนทำงานหรือใช้ชีวิตประจำวันไม่ได้ ศาลอาจตีความว่าเป็นความผิดอาญาร้ายแรงที่ไม่สามารถยอมความได้ แม้ผู้เสียหายจะไม่ติดใจดำเนินคดีก็ตาม คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15667/2558 จึงเป็นแนวทางสำคัญในการวินิจฉัยความผิดในคดีความรุนแรงภายในครอบครัวอย่างรอบด้าน โดยไม่ยึดตามเอกสารแพทย์เพียงอย่างเดียว แต่ให้ความสำคัญกับข้อเท็จจริงในคำฟ้องอย่างแท้จริง

บทความน่าสนใจ

คดีนี้จำเลยทำร้ายร่างกายภรรยา โดยมีรายงานแพทย์ระบุว่าบาดแผลใช้เวลารักษา 2 สัปดาห์ หากไม่มีภาวะแทรกซ้อน อย่างไรก็ตาม โจทก์บรรยายฟ้องว่าผู้เสียหายได้รับอันตรายสาหัส ป่วยเจ็บและไม่สามารถประกอบกิจวัตรตามปกติเกิน 20 วัน ศาลจึงยึดข้อเท็จจริงในคำฟ้องเป็นหลัก และวินิจฉัยว่าจำเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 297 (8) ซึ่งเป็นความผิดอาญาไม่อาจยอมความได้

แม้ผู้เสียหายจะยื่นคำร้องไม่ติดใจเอาความในความผิดฐานความรุนแรงในครอบครัว ศาลก็แยกความผิดตาม พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว ออกจากความผิดตาม ป.อ. มาตรา 297 (8) โดยระบุว่าเป็นคนละความผิดกัน เมื่อพิเคราะห์บาดแผลไม่ร้ายแรง ประกอบกับผู้เสียหายและจำเลยจดทะเบียนสมรสกันภายหลัง ศาลจึงพิพากษาแก้ลดโทษเหลือจำคุก 4 เดือน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2154/2561

แม้ไม่ใช่การทำร้ายร่างกาย แต่คุกคามและรบกวน ก็ถือเป็นความรุนแรงในครอบครัวตามกฎหมาย

ความรุนแรงในครอบครัวมิได้เกิดขึ้นเฉพาะในรูปแบบของการทำร้ายร่างกาย แต่ยังรวมถึงพฤติกรรมคุกคาม ก่อความวุ่นวาย และรบกวนความสงบสุขอย่างผิดคลองธรรม คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2154/2561 ชี้ให้เห็นว่า แม้จำเลยจะมิได้ใช้กำลังทำร้ายร่างกายอดีตภรรยาโดยตรง แต่การก่อความเดือดร้อนซ้ำแล้วซ้ำเล่าเพื่อบีบบังคับให้นำผู้เยาว์ออกมาพบตน ย่อมถือเป็นการกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัวตามกฎหมาย

บทความน่าสนใจ

ในคดีนี้ จำเลยมีพฤติกรรมคุกคามโจทก์ซึ่งเป็นอดีตภรรยา โดยนำกระดาษข้อความไปติดหน้าบ้านจนผนังเสียหาย ตะโกนโวยวาย ผูกของและโยนลูกโป่งเข้าไปในบ้าน รวมถึงกดกริ่งอย่างต่อเนื่องจนพัง ทั้งหมดเพื่อบีบบังคับให้ผู้เยาว์ออกมาพบหรือพูดคุยกับตน

แม้จำเลยจะอ้างว่าเป็นการใช้สิทธิในฐานะบิดา แต่ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พฤติกรรมเหล่านี้ไม่ใช่การใช้สิทธิอย่างสุจริต หากเป็นการบีบบังคับผิดคลองธรรม ผิดศีลธรรมจรรยา และละเมิดความสงบสุขของครอบครัว ถือเป็นการกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัวตาม พ.ร.บ. คุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ. 2550 มาตรา 4 วรรคหนึ่ง

คดีนี้เน้นย้ำว่า ความรุนแรงในครอบครัวอาจไม่ได้อยู่ในรูปของบาดแผลทางกายเสมอไป หากแต่อาจเกิดจากการละเมิดจิตใจและความสงบภายในบ้านที่สมควรได้รับการคุ้มครองเช่นเดียวกัน

คำสั่งคำร้องที่ 1169/2535

เสียสิทธิคุ้มครองชั่วคราว เพราะละเลยขอหมายบังคับคดี

การขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาเป็นกลไกสำคัญในการปกป้องสิทธิประโยชน์ระหว่างคดี โดยเฉพาะในคดีครอบครัวที่มีข้อพิพาทเรื่องทรัพย์สินร่วม หรือกิจการร่วมกัน อย่างไรก็ดี สิทธิในการคุ้มครองชั่วคราวอาจสิ้นผล หากคู่ความไม่ดำเนินการภายในเวลาที่กฎหมายกำหนด คำสั่งคำร้องที่ 1169/2535 เป็นกรณีตัวอย่างที่ชัดเจนของการที่ฝ่ายชนะคดีไม่ขอหมายบังคับคดีภายใน 15 วัน ส่งผลให้คำสั่งคุ้มครองชั่วคราวสิ้นผลตามกฎหมาย

บทความน่าสนใจ

ในคดีนี้ โจทก์ฟ้องให้หย่า ขออำนาจปกครองบุตร และแบ่งสินสมรส พร้อมขอให้ศาลมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษา โดยห้ามจำเลยจำหน่ายโอนทรัพย์สินและให้นำเงินจากกิจการมาวางศาลชั่วคราว ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำเลยวางเงินเดือนละ 5,000 บาทและห้ามโอนที่ดินบางแปลง แต่เมื่อศาลพิพากษาให้โจทก์ชนะ โจทก์กลับไม่ขอหมายบังคับคดีภายใน 15 วันตามมาตรา 260 (2) ป.วิ.พ.

แม้โจทก์ยื่นฎีกาคำสั่งและขอให้คำสั่งคุ้มครองยังมีผล แต่ศาลเห็นว่าคำสั่งชั่วคราวสิ้นผลไปแล้วโดยอัตโนมัติตามกฎหมาย โจทก์จึงไม่อาจอ้างสิทธิจากคำสั่งดังกล่าวได้อีก

กรณีนี้สะท้อนถึงความสำคัญของการดำเนินคดีอย่างต่อเนื่อง หากแม้ชนะคดี แต่ไม่ดำเนินการให้ครบถ้วน สิทธิที่เคยได้อาจหลุดลอยไปอย่างน่าเสียดาย

การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3618/2566

คนต่างด้าวฝ่าฝืนทำธุรกิจในไทย ศาลตัดสินปรับรายวันย้อนหลังตามคำสั่งศาล

คดีนี้เป็นกรณีสำคัญเกี่ยวกับการบังคับใช้พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว เมื่อบริษัทจำเลยถูกศาลสั่งให้เลิกกิจการ แต่ยังคงฝ่าฝืนคำสั่งศาล ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิด แต่ไม่กำหนดค่าปรับรายวันไว้ ศาลอุทธรณ์จึงแก้คำพิพากษาเพื่อให้สอดคล้องกับกฎหมาย โดยเพิ่มค่าปรับวันละหนึ่งหมื่นบาทตามมาตรา 37 ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คำพิพากษาศาลชั้นต้นมีผลบังคับแล้ว แม้ยังไม่ครบถ้วนในเรื่องค่าปรับ และการแก้คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์เป็นการทำให้คำพิพากษาสมบูรณ์ตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย

บทความน่าสนใจ

บริษัทจำเลยที่ 1 ซึ่งมีชาวต่างชาติเป็นผู้ควบคุมการบริหาร ถูกกล่าวหาว่าละเมิดพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 โดยแอบประกอบธุรกิจต้องห้ามในบัญชี 3 (3) คือบริการ โดยมีคนไทยถือหุ้นแทน (nominee) เพื่อหลีกเลี่ยงข้อห้ามตามกฎหมาย ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 ถึง 4 มีความผิดฐานร่วมกันประกอบธุรกิจต้องห้ามโดยไม่มีใบอนุญาต มีโทษทั้งจำคุกและปรับ พร้อมสั่งให้จำเลยเลิกประกอบธุรกิจและให้คนไทยที่ถือหุ้นแทนเลิกถือหุ้น แต่คำพิพากษาศาลชั้นต้นไม่ได้ระบุโทษปรับรายวันตามมาตรา 37 กรณีฝ่าฝืนคำสั่งศาล  ต่อมา ศาลอุทธรณ์แก้คำพิพากษา โดยกำหนดโทษปรับรายวันวันละ 10,000 บาท หากจำเลยที่ 1, 3 และ 4 ยังไม่ปฏิบัติตามคำสั่งศาลให้เลิกกิจการ และคำนวณค่าปรับย้อนหลังจากวันที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา คือวันที่ 28 พฤศจิกายน ปีที่มีคำพิพากษา จนถึงวันที่จำเลยเลิกบริษัท  จำเลยฎีกา อ้างว่าศาลอุทธรณ์เพิ่มโทษย้อนหลัง ซึ่งไม่ชอบด้วยกฎหมาย  ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คำพิพากษาศาลชั้นต้นมีผลบังคับทันทีตาม ป.วิ.อ. มาตรา 188 แม้จะไม่ได้กำหนดโทษปรับรายวันไว้ ศาลอุทธรณ์เพียงแต่เติมส่วนที่ขาดให้คำพิพากษาสมบูรณ์ตามบทลงโทษที่กฎหมายกำหนด การปรับย้อนหลังจึงชอบด้วยกฎหมาย

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 793/2565

ศาลฎีกาสั่งปรับย้อนหลังต่างด้าวแฝงทำธุรกิจในไทย ไม่เลิกกิจการตามคำสั่งศาล

การใช้ “นอมินี” หรือคนไทยถือหุ้นแทนชาวต่างชาติ เป็นกลยุทธ์ที่ใช้กันแพร่หลีกเลี่ยงข้อจำกัดทางกฎหมายธุรกิจของไทย แต่ในคดีนี้ ศาลฎีกาได้วางบรรทัดฐานที่สำคัญว่า แม้ศาลชั้นต้นจะไม่ได้กำหนดบทปรับรายวันไว้ แต่หากศาลอุทธรณ์เติมให้ครบภายหลัง ก็ชอบด้วยกฎหมาย และสามารถบังคับให้ชำระค่าปรับย้อนหลังนับแต่วันที่คำพิพากษาศาลชั้นต้นมีผลบังคับจนถึงวันสิ้นสุดการฝ่าฝืน

บทความน่าสนใจ

บริษัทจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นนิติบุคคลจดทะเบียนในประเทศไทย ประกอบธุรกิจบริการที่เป็นกิจการต้องห้ามตามบัญชี 3 ของพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 โดยไม่ได้รับใบอนุญาต ทั้งยังถูกตรวจพบว่าอยู่ภายใต้การควบคุมของชาวต่างชาติ ซึ่งใช้จำเลยที่ 5 และ 6 ซึ่งเป็นคนไทยถือหุ้นแทนเพื่อลวงเจ้าหน้าที่รัฐให้เข้าใจว่าเป็นธุรกิจของคนไทยจำเลยที่ 2 ถึง 4 เป็นกรรมการที่ร่วมบริหารกิจการ และมีส่วนร่วมในการกระทำผิด ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 ถึง 4 มีความผิดตามมาตรา 8(3), 37 และให้ลงโทษจำคุก ปรับ และสั่งเลิกกิจการ รวมถึงให้คนไทยเลิกถือหุ้นในบริษัทจำเลยที่ 1 แต่ศาลไม่ได้กำหนด “ค่าปรับรายวัน” กรณีฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามคำสั่งศาลตามที่มาตรา 37 วรรคท้ายบัญญัติไว้ ต่อมา จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 มิได้ดำเนินการตามคำสั่งศาล ศาลอุทธรณ์จึงพิพากษาแก้เพิ่มเติมว่า หากยังฝ่าฝืนให้ปรับจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 วันละ 10,000 บาทตลอดเวลาที่ยังฝ่าฝืนอยู่ และให้นับค่าปรับย้อนหลังตั้งแต่วันที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา จำเลยทั้งสามฎีกา โดยอ้างว่า การเพิ่มเติมค่าปรับรายวันเป็นการเพิ่มโทษย้อนหลัง อันไม่ชอบด้วยกฎหมาย  ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีถึงที่สุดตั้งแต่ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษา และคำพิพากษานั้นมีผลบังคับตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 188 ซึ่งมาตรา 37 วรรคท้ายของ พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 กำหนดโทษปรับวันละ 10,000 ถึง 50,000 บาทหากฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามคำสั่งศาล ดังนั้น การที่ศาลอุทธรณ์เพิ่มเติมบทปรับรายวัน จึงไม่ใช่การพิพากษาเกินเลยหรือออกโทษใหม่ แต่เป็นการทำให้คำพิพากษามีผลครบถ้วนตามกฎหมาย

ศาลฎีกายืนยันให้จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ต้องร่วมกันชำระค่าปรับวันละ 10,000 บาท ตั้งแต่วันที่ 28 พฤศจิกายน 2561 (วันอ่านคำพิพากษาศาลชั้นต้น) จนถึงวันที่ 2 มีนาคม 2563 ซึ่งเป็นวันที่จำเลยที่ 1 จดทะเบียนเลิกบริษัท

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5457/2560

ต่างด้าวใช้คนไทยถือหุ้นแทน ศาลชี้โมฆะกรรม เรียกเงินคืนไม่ได้

การเข้าถือครองกิจการของชาวต่างชาติในไทยมีข้อจำกัดตามกฎหมายว่าด้วยคนต่างด้าว หลายคนพยายามหลีกเลี่ยงข้อห้ามด้วยการใช้ “นอมินี” หรือให้คนไทยถือหุ้นแทนโดยไม่ถือสิทธิจริง แต่รู้หรือไม่ว่า การทำเช่นนี้อาจกลายเป็น “โมฆะกรรม” และเสี่ยงเสียเงินทั้งหมดโดยไม่มีสิทธิเรียกคืน

บทความนี้สรุปคำพิพากษาฎีกาคดีหนึ่ง ซึ่งศาลสูงสุดตัดสินชัดว่า แม้ทำเป็นสัญญากู้ยืมเงิน แต่เมื่อแท้จริงคือการซื้อกิจการโดยใช้คนไทยถือหุ้นในนาม การชำระเงินดังกล่าวเป็นการฝ่าฝืนกฎหมาย ไม่สามารถฟ้องเรียกคืนได้

บทความน่าสนใจ

ชาวญี่ปุ่นรายหนึ่งฟ้องบริษัทไทยและกรรมการบริษัท ขอให้ชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืม 19.5 ล้านบาท โดยอ้างว่าได้โอนเงินให้บริษัทจริงและมีสัญญากู้และค้ำประกันครบถ้วน แต่จำเลยทั้งสองกลับรับว่าทำสัญญากู้จริง ทว่าแท้จริงแล้วเป็นเพียงนิติกรรมอำพรางการซื้อขายกิจการบริษัท เพื่อเลี่ยงข้อห้ามตาม พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 กลับคำพิพากษาให้โจทก์ชนะคดี จำเลยจึงฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานยืนยันว่าโจทก์ซื้อกิจการโดยใช้ชื่อบุคคลสัญชาติไทยถือหุ้นแทน โดยที่โจทก์และบุตรเป็นผู้ควบคุมกิจการที่แท้จริง การทำเช่นนี้ถือเป็นการหลีกเลี่ยงกฎหมายที่ห้ามต่างด้าวถือหุ้นเกินกึ่งหนึ่งในกิจการบางประเภทแม้จะทำสัญญาเป็นการกู้ยืมเงิน แต่เมื่อแท้จริงคือการซื้อกิจการโดยฝ่าฝืนข้อห้ามตามกฎหมาย สัญญาจึงตกเป็นโมฆะตามมาตรา 150 และการชำระเงินถือว่าฝ่าฝืนข้อห้าม ไม่สามารถเรียกคืนได้ตามมาตรา 411 ศาลฎีกาจึงพิพากษากลับให้ยกฟ้อง โจทก์ไม่ได้รับเงินคืน และต้องรับผลจากการกระทำที่ฝ่าฝืนกฎหมายด้วยตนเอง

คดีอาญา-ฉ้อโกง

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1113/2560

การรับผิดของผู้สั่งจ่ายเช็คแทนผู้อื่น ต้องรับผิดแม้ไม่ใช่ลูกหนี้ตัวจริง

จำเลยซึ่งไม่ได้เป็นคู่กรณีโดยตรงของการฉ้อโกง แต่เป็นผู้ที่ลงลายมือชื่อในเช็คเพื่อชดเชยความเสียหายแทนนายชาตรีผู้กระทำผิด และเมื่อเช็คบางฉบับถูกปฏิเสธการจ่าย จำเลยได้อ้างว่าไม่ต้องรับผิดเพราะโจทก์ไม่ได้ถอนฟ้องนายชาตรีตามที่ตกลงกันไว้ ศาลฎีกาได้วินิจฉัยอย่างชัดเจนถึงลักษณะของหนี้ตามเช็ค การเข้าผูกพันแทนลูกหนี้ และการตีความว่าข้อตกลงดังกล่าวเป็นสัญญาต่างตอบแทนหรือไม่

บทความน่าสนใจ

จำเลยตกลงชำระเงินแก่โจทก์ทั้งสองเพื่อบรรเทาความเสียหายจากการฉ้อโกงของนายชาตรี โดยได้จ่ายเงินสด 1 ล้านบาท และออกเช็คอีก 4 ฉบับ ฉบับละ 1 ล้านบาท ซึ่งหากเรียกเก็บได้ครบ โจทก์จะถอนฟ้องนายชาตรี แต่เช็คสามฉบับถูกปฏิเสธการจ่าย โจทก์จึงฟ้องเรียกเงินตามเช็คจำนวน 3 ล้านบาท

จำเลยอ้างว่าไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ เพราะ โจทก์ไม่สามารถถอนฟ้องนายชาตรีได้หลังศาลมีคำพิพากษาลงโทษ และเห็นว่าข้อตกลงเป็น “สัญญาต่างตอบแทน” ซึ่งไม่ได้รับผลตามที่ตกลง

แต่ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การที่จำเลยออกเช็คชำระหนี้เพื่อบรรเทาความเสียหายจากการฉ้อโกงของนายชาตรี ถือเป็นการเข้าผูกพันชำระหนี้แทนตาม ป.พ.พ. มาตรา 314 โดยสมัครใจ ไม่ใช่โดยฝืนใจลูกหนี้ และไม่ใช่สัญญาต่างตอบแทน การที่โจทก์ถอนฟ้องไม่ได้เพราะศาลมีคำพิพากษาแล้ว ไม่กระทบต่อภาระผูกพันของจำเลยในฐานะผู้สั่งจ่ายเช็ค

จำเลยจึงต้องรับผิดตามเช็ค 3 ฉบับ รวม 3 ล้านบาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี ศาลฎีกาพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4920/2567

รับจ้างเปิดบัญชีถือเป็นผู้สนับสนุนอาชญากรรมไซเบอร์ ถือว่ามีความผิดฐานร่วมฉ้อโกงประชาชน

ในยุคที่อาชญากรรมไซเบอร์ระบาดหนัก การ “รับจ้างเปิดบัญชี” เพื่อให้มิจฉาชีพใช้รับโอนเงินจากผู้เสียหาย กลายเป็นรูปแบบใหม่ของการมีส่วนร่วมในอาชญากรรม แม้ไม่ได้ลงมือหลอกลวงด้วยตนเอง แต่ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ผู้ที่ยอมมอบบัญชีให้ใช้ ย่อมต้องเล็งเห็นผลร้ายที่ตามมา และมีความผิดฐาน “สนับสนุน” การฉ้อโกงประชาชนโดยแสดงตนเป็นคนอื่น

บทความน่าสนใจ

จำเลยอายุ 17 ปี รับจ้างเปิดบัญชีธนาคาร 2 บัญชี และมอบสมุดบัญชีให้บุคคลอื่นเพื่อใช้โอนเงิน โดยได้รับค่าตอบแทนบัญชีละ 400 บาท ต่อมาพบว่าบัญชีดังกล่าวถูกใช้รับเงิน 200,000 บาทจากผู้เสียหายที่ถูกหลอกลวงให้กรอกข้อมูลผ่านเว็บไซต์ปลอมของธนาคารไทยพาณิชย์

แม้จำเลยจะไม่ได้เป็นผู้หลอกลวงโดยตรง แต่ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การกระทำของจำเลยเข้าข่ายเป็นผู้สนับสนุน ขบวนการฉ้อโกงประชาชน โดยพฤติการณ์การรับจ้างเปิดบัญชีและส่งมอบสมุดบัญชีซึ่งมีข้อความเตือนว่า “ห้ามรับจ้างเปิดบัญชี” ย่อมแสดงให้เห็นเจตนาที่เล็งเห็นผลได้ว่าอาจถูกนำไปใช้กระทำผิดกฎหมาย

ศาลฎีกาพิพากษาแก้ ยกคำวินิจฉัยของศาลล่าง ให้จำเลยมีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดฐานฉ้อโกงประชาชนโดยแสดงตนเป็นคนอื่น ตาม ป.อ. มาตรา 342(1), 343 วรรคสอง ประกอบมาตรา 86 ลดโทษตามกฎหมายเยาวชน ส่งจำเลยเข้ารับการฝึกอบรม 1–2 ปี และให้คืนเงินแก่ผู้เสียหาย


คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1113/2560

คดีนี้โจทก์ร่วมฟ้องจำเลยฐานโกงเจ้าหนี้ตาม ป.อ. มาตรา 350 โดยอ้างว่ามีหนี้ค่าซื้อพ่อพันธุ์โค และจำเลยขายที่ดินเพื่อหลีกเลี่ยงการชำระหนี้ ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้อง โดยเห็นว่าในคดีแพ่งที่เกี่ยวข้อง ศาลฎีกาพิพากษายกฟ้องแล้ว ส่งผลให้โจทก์ร่วมและจำเลยไม่เป็นเจ้าหนี้ลูกหนี้ต่อกัน

บทความน่าสนใจ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คำพิพากษาแพ่งที่ถึงที่สุดมีผลผูกพันคู่ความตาม ป.วิ.พ. มาตรา 145 ทำให้ถือว่าไม่มีหนี้ระหว่างโจทก์ร่วมและจำเลย เมื่อองค์ประกอบความผิดฐานโกงเจ้าหนี้ต้องมีหนี้อยู่ก่อน คดีอาญาจึงไร้มูลความผิด ไม่ใช่การหยิบยกคำพิพากษาแพ่งมาใช้ผิดกฎหมายตามที่โจทก์ร่วมกล่าวอ้าง

มูลหนี้ตามเช็คพิพาททั้งสามฉบับเกิดจากการที่จำเลยตกลงชำระเงินให้แก่โจทก์ทั้งสองเพื่อบรรเทาความเสียหายจากการกระทำความผิดฐานฉ้อโกงของ ช. กรณีจึงต้องถือว่า จำเลยยอมเข้าผูกพันเป็นผู้ชำระหนี้แทน ช. โดยมิได้เป็นการขัดกับเจตนาของคู่กรณีหรือโดยฝืนใจลูกหนี้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 314 ข้อตกลงดังกล่าวจึงมิใช่เป็นสัญญาต่างตอบแทนดังที่จำเลยฎีกา เมื่อจำเลยเป็นผู้ลงลายมือชื่อสั่งจ่ายในเช็คพิพาททั้งสามฉบับ จึงต้องรับผิดตามเนื้อความในเช็คชำระเงิน 3,000,000 บาท แก่โจทก์ทั้งสอง ตาม ป.พ.พ. มาตรา 900 วรรคหนึ่ง, 914 ประกอบมาตรา 989 วรรคหนึ่ง

คำพิพากษานี้ชี้ให้เห็นว่า หากคดีแพ่งถึงที่สุดว่าไม่มีหนี้ คดีอาญาฐานโกงเจ้าหนี้ย่อมสิ้นไปโดยผลของกฎหมาย

การตั้งครรภ์แทนและการเจริญพันธ์ทางการแพทย์

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4072/2566

อุ้มบุญเพื่อการค้าข้ามชาติ = ผิดสองกรรม ศาลฎีกาชี้โทษแยกนับ

เมื่อเทคโนโลยีทางการแพทย์ก้าวหน้า การตั้งครรภ์แทนกลายเป็นประเด็นทางกฎหมายที่ซับซ้อน โดยเฉพาะเมื่อมีการดำเนินการในลักษณะเครือข่ายข้ามชาติ คดีนี้เป็นตัวอย่างสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงการตีความกฎหมายอย่างรอบด้านของศาลฎีกา เมื่อจำเลยถูกกล่าวหาทั้งในความผิดฐานมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ และฐานดำเนินการให้มีการตั้งครรภ์แทนเพื่อผลประโยชน์ทางการค้า ศาลต้องวินิจฉัยว่าเป็นกรรมเดียวหรือต่างกรรม ซึ่งมีผลต่อบทลงโทษโดยตรง

บทความน่าสนใจ

ในคดีนี้ จำเลยทั้งสองถูกฟ้องในข้อหา 1) มีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ พ.ศ. 2556 และ 2) ดำเนินการให้มีการตั้งครรภ์แทนเพื่อประโยชน์ทางการค้า ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็กที่เกิดโดยอาศัยเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ทางการแพทย์ พ.ศ. 2558  โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยกับพวกได้รวมตัวกันวางแผนและดำเนินการชักชวนหญิงไทยชื่อ ว. ให้รับตั้งครรภ์แทนโดยมีค่าตอบแทน โดยตัวอ่อนเกิดจากการผสมอสุจิกับไข่ และนำไปฝังในรังไข่ของ ว. ซึ่งเข้าข่ายการตั้งครรภ์แทนเพื่อผลประโยชน์ทางการค้า การดำเนินการนี้เป็นส่วนหนึ่งของขบวนการที่เกี่ยวข้องกับต่างประเทศ ซึ่งเข้าลักษณะ “องค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ”   ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าการกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียว เป็นความผิดหลายบท ให้ลงโทษเฉพาะบทที่หนักที่สุดคือฐานมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ จำคุกคนละ 4 ปี ลดโทษครึ่งหนึ่งตามมาตรา 78 คงจำคุกคนละ 2 ปี  โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์กลับคำพิพากษา เห็นว่าเป็น “ความผิดต่างกรรมต่างวาระ” ความผิดฐานมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ สำเร็จตั้งแต่การสมคบรวมกลุ่มและมีการวางแผนร่วมกัน  และความผิดฐานดำเนินการให้มีการตั้งครรภ์แทนเพิ่งเกิดภายหลังเมื่อนำหญิง ว. ไปตรวจและฝังตัวอ่อน  ศาลอุทธรณ์จึงพิพากษาให้ลงโทษจำคุกกระทงละ 4 ปี รวม 8 ปี ลดโทษเหลือ 4 ปี

จำเลยฎีกาโดยยืนยันว่าควรเป็นกรรมเดียว แต่ศาลฎีกาเห็นว่า การกระทำทั้งสองมีเจตนาและขั้นตอนต่างกัน เป็นความผิดต่างกรรมจริง การดำเนินการวางแผนและชักชวนให้ตั้งครรภ์แทนโดยมีผลตอบแทน เกิดก่อนการนำหญิงไปดำเนินการทางการแพทย์ ซึ่งเป็นการกระทำอีกช่วงหนึ่งที่แยกได้ชัดเจน

ศาลฎีกาจึงพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ ให้ลงโทษจำคุกกระทงละ 4 ปี ลดโทษครึ่งหนึ่ง คงจำคุกคนละ 4 ปี

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4071/2566

อุ้มบุญเชิงพาณิชย์ข้ามชาติ ความผิดสำเร็จแม้ยังไม่ตั้งครรภ์

การว่าจ้างหญิงให้ตั้งครรภ์แทนโดยมีผลตอบแทน เป็นพฤติกรรมที่กฎหมายไทยห้ามอย่างเด็ดขาด โดยเฉพาะเมื่อเกี่ยวข้องกับการจัดหาหญิงตั้งครรภ์ให้ชาวต่างชาติในลักษณะเครือข่ายข้ามชาติ คดีนี้เป็นบรรทัดฐานสำคัญที่ศาลฎีกาเน้นว่า ความผิดฐานตั้งครรภ์แทนเชิงพาณิชย์ถือว่าสำเร็จแล้ว แม้หญิงผู้รับตั้งครรภ์จะยังไม่ตั้งครรภ์จริง ตราบใดที่ดำเนินการขั้นตอนทางการแพทย์ครบถ้วน พร้อมตอกย้ำว่า การอ้างเหตุให้ข้อมูลในชั้นอุทธรณ์โดยไม่สืบพยานในศาลชั้นต้น ไม่อาจใช้เพื่อลดโทษได้

บทความน่าสนใจ

นายเอ และนางบี ร่วมกับพวกจัดหาหญิงไทยให้ตั้งครรภ์แทน โดยมีการเสนอค่าตอบแทนและติดต่อชาวต่างชาติให้เป็นผู้รับทารกหลังคลอด ทั้งหมดดำเนินการอย่างเป็นระบบ มีการตรวจสุขภาพหญิงผู้ตั้งครรภ์ ฝังตัวอ่อนจากอสุจิและไข่ที่เตรียมไว้ และจัดหาที่พักอาศัยระหว่างตั้งครรภ์  อัยการฟ้องทั้งสองในข้อหามีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ และข้อหาดำเนินการให้มีการตั้งครรภ์แทนเพื่อประโยชน์ทางการค้า ซึ่งผิดกฎหมายไทยอย่างชัดเจน ทั้งคู่รับสารภาพ ศาลชั้นต้นลงโทษจำคุกโดยไม่รอการลงโทษ และศาลอุทธรณ์ก็พิพากษายืน เมื่อคดีถึงศาลฎีกา จำเลยอ้างว่าได้ให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อเจ้าหน้าที่ แต่ศาลวินิจฉัยว่า ข้อมูลดังกล่าวไม่เคยนำเข้าสืบในศาลชั้นต้น จึงไม่อาจรับฟังเป็นเหตุลดโทษได้จำเลยยังโต้แย้งว่า หญิงที่รับตั้งครรภ์ยังไม่เกิดการตั้งครรภ์จริง จึงไม่ควรถือว่าเป็นความผิดสำเร็จ แต่ศาลเห็นว่า เมื่อได้ดำเนินการครบถ้วนทางการแพทย์แล้ว เช่น การฝังตัวอ่อน ก็ถือว่าความผิดได้เกิดขึ้นโดยสมบูรณ์แล้ว ไม่จำเป็นต้องรอให้ตั้งครรภ์จริงคำพิพากษานี้ยืนยันว่า การดำเนินการตั้งครรภ์แทนโดยฝ่าฝืนกฎหมาย ย่อมมีผลทางอาญาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แม้จะอยู่ในช่วงก่อนการตั้งครรภ์จริง และหากการกระทำนั้นมีลักษณะเป็นเครือข่ายข้ามชาติ ก็จะถูกจัดอยู่ในกลุ่มความผิดที่ร้ายแรงตามกฎหมายไทย

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2199/2561

กรณีอุ้มบุญก่อนมีกฎหมาย

ในยุคที่เทคโนโลยีช่วยเจริญพันธุ์เปิดโอกาสให้คนหลากหลายรูปแบบครอบครัวมีบุตรได้ คำถามสำคัญทางกฎหมายคือ หากเด็กเกิดจากการตั้งครรภ์แทนก่อนที่กฎหมายจะควบคุมเรื่องนี้โดยชัดเจน ผู้ที่มีความสัมพันธ์ทางพันธุกรรมกับเด็กจะสามารถรับรองสิทธิบิดาได้หรือไม่? คดีนี้เป็นแนวคำพิพากษาสำคัญที่ศาลฎีกาใช้ “บทเฉพาะกาล” แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยเทคโนโลยีเจริญพันธุ์ มารับรองสิทธิบิดาของชายชาวต่างชาติ และมอบอำนาจปกครองบุตรให้เขาเพียงผู้เดียว เพื่อประโยชน์สูงสุดของเด็กที่เกิดจากการอุ้มบุญ

บทความน่าสนใจ

ชายชาวอเมริกันผู้จดทะเบียนสมรสกับคู่ชีวิตชายชาวสเปน ได้ใช้เทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์กับหญิงไทยเพื่อให้มีบุตรผ่านการอุ้มบุญ ก่อนที่พระราชบัญญัติคุ้มครองเด็กที่เกิดจากเทคโนโลยีทางการแพทย์จะมีผลใช้บังคับ ต่อมา เขายื่นคำร้องต่อศาลขอให้เด็กหญิงเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของตนและขอใช้อำนาจปกครองแต่เพียงผู้เดียว. ศาลชั้นต้นและอุทธรณ์มีคำสั่งตามคำร้อง ฝ่ายหญิงผู้ให้กำเนิดแม้จะเป็นผู้ตั้งครรภ์ แต่ไม่มีความสัมพันธ์ทางพันธุกรรมกับเด็ก จึงมีสถานะเป็นเพียง “มารดาทางกายภาพ” เท่านั้น ศาลฎีกาเห็นพ้อง โดยอาศัยบทเฉพาะกาลตามมาตรา 56 รับรองว่าการตั้งครรภ์แทนก่อนกฎหมายใช้บังคับ ไม่เป็นการต้องห้าม ผู้ร้องมีสิทธิยื่นคำร้องในฐานะบิดาทางพันธุกรรม และศาลใช้อำนาจตามมาตรา 29 ประกอบ ป.พ.พ. มาตรา 1566 วรรคสอง (5) ให้อำนาจปกครองแต่เพียงผู้เดียวแก่ ผู้ร้อง เพราะเด็กอยู่กับผู้ร้องตั้งแต่เกิดและมีความผาสุกดี