Tag Archives: #ค่าเลี้ยงดูบุตร

แบ่งสินสมรส

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7860/2559

หย่าแล้วฟ้องแบ่งทรัพย์เพิ่มไม่ได้ หากเคยตกลงชัดเจนท้ายทะเบียนหย่า

ในคดีหย่าหลายคนเข้าใจว่าแม้มีการตกลงแบ่งทรัพย์สินไว้ ก็ยังสามารถฟ้องขอแบ่งทรัพย์สินอื่นที่ไม่ระบุไว้ภายหลังได้ แต่คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7860/2559 ยืนยันหลักกฎหมายว่า หากมีการตกลงแบ่งทรัพย์สินไว้ชัดเจนท้ายทะเบียนหย่าแล้ว คู่หย่าไม่มีสิทธิฟ้องเรียกทรัพย์สินอื่นได้อีก เพราะถือว่าเป็น “สัญญาประนีประนอมยอมความ” ซึ่งมีผลทางกฎหมายผูกพันทั้งสองฝ่าย บทความนี้จะสรุปสาระสำคัญของคดีและผลทางกฎหมายของการตกลงแบ่งทรัพย์สินเมื่อหย่า

บทความน่าสนใจ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7860/2559 ตามคดีนี้โจทก์และจำเลยได้จดทะเบียนหย่าโดยทำบันทึกข้อตกลงท้ายทะเบียน หย่าเรื่องทรัพย์สินไว้อย่างชัดเจน โดยจำเลยยอมยกบ้านและที่ดินให้โอนรถยนต์ให้โจทก์ 2 คัน จ่ายเงินให้อีก 3,500,000 บาท รับภาระหนี้สินทั้งหมด และรับสิทธิดูแลบุตรผู้เยาว์ 3 คน ซึ่งจำเลยได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขครบถ้วนแล้ว โดยมีพยานคนกลาง และนายทะเบียนร่วมลงลายมือชื่อ

ต่อมาโจทก์ได้ยื่นฟ้องขอแบ่งสินสมรสเพิ่มเติมอีกหลายรายการ (รวมมูลค่ากว่า 47 ล้านบาท) โดยอ้างว่าบันทึกข้อตกลง นั้นไม่มีข้อความ ระบุว่า “ไม่ติดใจเรียกร้องทรัพย์สินอื่นอีก” ศาลฎีกาพิจารณาแล้วเห็นว่า ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1532 (ก) มีจุดมุ่งหมายให้จัด การแบ่ง ทรัพย์สินให้เสร็จสิ้นก่อนแยกจากกัน ข้อตกลงท้ายทะเบียนหย่าดังกล่าวจึงเป็นสัญญาแบ่งทรัพย์สินและเป็น “สัญญาประนีประนอม ยอมความ” ตามมาตรา 850 ที่ต่างฝ่ายต่างยอมผ่อนผันให้แก่กัน แม้จะไม่ระบุข้อความตัดสิทธิ์ทรัพย์สินอื่นไว้ แต่เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าเจรจาเสร็จสิ้นแล้ว ย่อมมีผลทำให้สิทธิเรียกร้อง ในทรัพย์สิน อื่น ๆ ที่ยอมสละนั้นระงับสิ้นไปทันทีตามมาตรา 852

ศาลฎีกาจึงพิพากษายืนให้ ยกฟ้องโจทก์ เนื่องจากข้อตกลงท้ายทะเบียนหย่ามีผลผูกพันเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความที่เสร็จเด็ดขาดแล้ว โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องร้องเพื่อขอแบ่งทรัพย์สินอื่น ๆ นอกเหนือจากที่ตกลงกันไว้ได้อีก

 
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 269/2531

สมรสยังไม่สิ้น โอนทรัพย์ไม่ได้ ศาลเพิกถอนการโอนที่ดินระหว่างเครือญาติ

หลายคนเข้าใจว่า เมื่อสามีภริยาทำข้อตกลงหย่าและแบ่งทรัพย์สินกันแล้ว ย่อมสามารถจัดการทรัพย์สินได้ตาม ข้อตกลงทันที แต่ในความเป็นจริง หากยังไม่ได้จดทะเบียนหย่าตามกฎหมาย ทรัพย์สินดังกล่าวยังคงมีสถานะเป็น “สินสมรส” และคู่สมรสอีกฝ่ายยังมีสิทธิได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 269/2531 เป็นตัวอย่างสำคัญที่วางหลักว่า การโอนสินสมรสโดยไม่ได้รับความยินยอมจากคู่สมรสอาจถูกเพิกถอนได้ โดยเฉพาะกรณีที่ผู้รับโอนทราบข้อเท็จจริงหรือมีพฤติการณ์ไม่สุจริตในการรับโอนทรัพย์สินดังกล่าว

บทความน่าสนใจ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 269/2531โจทก์และจำเลยที่ 1 เป็นสามีภริยา โดยชอบด้วยกฎหมายและได้ทำหนังสือหย่า พร้อมข้อตกลง ยกที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ แต่ต่อมาทั้งสองไม่ได้จดทะเบียนหย่า จำเลยที่ 1 กลับโอนที่ดินดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นน้องเขยโจทก์จึงฟ้องขอเพิกถอนการโอน โดยอ้างว่าจำเลยที่ 2 รับโอนทรัพย์สินโดยไม่สุจริต                          

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อยังไม่มีการจดทะเบียนหย่าการหย่าย่อมไม่มีผลตามกฎหมาย ข้อตกลงแบ่งทรัพย์สินจึงยังใช้ บังคับไม่ได้ และที่ดินพิพาทยังคงเป็นสินสมรส โจทก์ไม่อาจอ้างตนเป็นเจ้าของที่ดินแต่เพียงผู้เดียวได้ อย่างไรก็ตาม โจทก์ยังมีสิทธิในสินสมรสกึ่งหนึ่ง และมีอำนาจฟ้องเพิกถอนการโอนที่กระทำโดยไม่ได้รับความยินยอม สำหรับจำเลยที่ 2 ศาลเห็นว่าเป็นญาติใกล้ชิดของจำเลยที่ 1 ทราบถึงข้อพิพาทและสถานภาพสมรสของคู่กรณีอยู่แล้วแต่ยังรับโอนที่ดินต่อไป จึงถือว่าเป็นผู้รับโอนโดยไม่สุจริต 

ศาลฎีกาพิพากษาให้เพิกถอนการโอนที่ดินและโอนกรรมสิทธิ์กลับคืนเป็นชื่อจำเลยที่ 1 ตามเดิม โดยวางหลักว่า ข้อตกลงแบ่งทรัพย์สินระหว่างคู่สมรสจะมีผลได้ก็ต่อเมื่อการหย่าสมบูรณ์ตามกฎหมายแล้วเท่านั้น

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4382/2540

อยู่กินก่อนแต่ง แบ่งทรัพย์ได้ไหม

หลายคู่ชีวิตในสังคมไทยเริ่มต้นจากการ “อยู่ก่อนแต่ง” โดยยังไม่ได้จดทะเบียนสมรส แต่ระหว่างนั้นก็ช่วยกันสร้างตัวและซื้อทรัพย์สินร่วมกัน เช่น บ้าน ที่ดิน หรือกิจการ ต่อมาเมื่อความสัมพันธ์สิ้นสุดลง หลายคนสงสัยว่าหากทรัพย์นั้นเป็นชื่อของอีกฝ่ายตนยังมีสิทธิในทรัพย์หรือไม่ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4382/2540 ให้คำตอบชัดเจนว่า แม้ทรัพย์สินจะถูกซื้อในช่วงก่อนจดทะเบียนสมรส ก็สามารถฟ้องขอแบ่งได้ หากพิสูจน์ได้ว่าเป็นทรัพย์ที่ได้มาร่วมกันจริงตามหลักกรรมสิทธิ์รวม

บทความน่าสนใจ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4382/2540 ได้วางหลักสำคัญเกี่ยวกับ สิทธิในทรัพย์สินที่ได้มาร่วมกันก่อนการสมรสไว้ชัดเจน คดีนี้โจทก์และ จำเลยอยู่กินกันฉันสามีภริยาก่อนจดทะเบียนสมรส และร่วมกันทำมาหาได้จนสามารถซื้อที่ดินพิพาทได้ แม้จะจดทะเบียนกรรมสิทธิ์ไว้ในชื่อจำเลยเพียงผู้เดียวก็ตามต่อมาทั้งสองแยกกันอยู่ โจทก์จึงขอแบ่งที่ดินโดยอ้างว่า เป็นทรัพย์ที่ได้มาร่วมกันคนละครึ่ง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ทรัพย์สินที่คู่กรณีได้มาร่วมกันก่อนสมรสเป็นทรัพย์สินส่วนตัว มิใช่สินสมรสแม้ภายหลัง จะจด ทะเบียนสมรสกันแล้วก็ไม่ทำให้ทรัพย์สินดังกล่าวกลายเป็นสินสมรสได้ หากเป็นการถือกรรมสิทธิ์ร่วมกัน แต่ละฝ่าย ย่อมมีสิทธิในทรัพย์สินตามส่วนของตน และสามารถเรียกให้แบ่งทรัพย์ได้ตามกฎหมายเมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ที่ดินพิพาทเกิดจากเงินที่ทั้งสองร่วมกันหามาได้ และโจทก์ได้มีหนังสือขอแบ่งทรัพย์ไปยังจำเลยแล้วแต่จำเลยไม่ยินยอมแบ่งให้ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องขอแบ่งที่ดินได้

คดีนี้วางหลักว่า ทรัพย์สินที่ได้มาร่วมกันก่อนสมรสไม่ใช่สินสมรสแต่เป็นกรรมสิทธิ์รวมของคู่กรณี และแต่ละฝ่ายมีสิทธิเรียกร้องให้แบ่งทรัพย์สินตามส่วนของตนได้ แม้ภายหลังจะจดทะเบียนสมรสกันแล้วก็ตาม

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3961/2535

ยังไม่หย่า เรียกแบ่งสินสมรสไม่ได้

หลายคนเข้าใจว่า หากคู่สมรสนำทรัพย์สินไปขายโดยไม่ขออนุญาตอีกฝ่าย จะสามารถฟ้องร้องเรียกเงินคืนได้ทันที แต่คำพิพากษาศาลฎีกานี้ชี้ให้เห็นว่า “การแบ่งสินสมรส” จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีการ “หย่าขาด” อย่างถูกต้องตามกฎหมายเท่านั้น แม้คู่สมรสจะขายทรัพย์สินไปโดยไม่ชอบ แต่ถ้ายังไม่ได้หย่า ก็ยังไม่มีสิทธิเรียกเงินที่ขายทรัพย์สินนั้นมาแบ่ง

บทความน่าสนใจ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3961/2535 โจทก์และจำเลยที่ 1 เป็นสามีภริยาโดยชอบด้วยกฎหมาย ต่อมาจำเลยที่ 1 ได้นำรถยนต์ซึ่ง เป็นสินสมรสไปขายให้แก่จำเลยที่ 2 ในราคา 50,000 บาท โดยไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์ โจทก์จึงฟ้องขอเพิกถอนการโอน หรือให้จำเลยทั้งสองชำระเงิน 25,000 บาท อันเป็นส่วนแบ่งจากราคาขายรถยนต์

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อคู่สมรสไม่ได้ทำสัญญาเกี่ยวกับทรัพย์สินไว้เป็นพิเศษ ความสัมพันธ์ด้านทรัพย์สินย่อมอยู่ ภายใต้บทบัญญัติ เรื่องทรัพย์สินระหว่างสามีภริยาโดยมาตรา 1533 กำหนดให้แบ่งสินสมรสได้เมื่อมีการหย่าเท่านั้น และมาตรา 1534 บัญญัติว่า หากคู่สมรสฝ่ายหนึ่งจำหน่ายสินสมรสไปโดยไม่ได้รับความยินยอม ให้ถือเสมือนว่าทรัพย์สินนั้นยังคงมีอยู่เพื่อรอการแบ่งภายหลัง แม้จำเลยที่ 1 จะขายรถยนต์ซึ่งเป็นสินสมรสไปแล้ว แต่กฎหมายถือเสมือนว่ารถยนต์ยังคงมีอยู่เพื่อประโยชน์ในการแบ่งสินสมรสเมื่อมีการหย่าในอนาคต ดังนั้น ขณะที่คู่สมรสยังไม่ได้ หย่ากัน โจทก์จึงยังไม่มีสิทธิเรียกร้อง ส่วนแบ่งสินสมรสเป็นตัวเงิน

ศาลฎีกาจึงพิพากษายกฟ้อง โดยวางหลักว่าการแบ่งสินสมรสเกิดขึ้นได้ต่อเมื่อการสมรสสิ้นสุดลง แม้สินสมรสจะถูกจำหน่ายไปก่อน กฎหมายก็ให้ถือว่ายังคงมีทรัพย์สินนั้นอยู่เพื่อรอการจัดแบ่งภายหลัง

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4650/2545

แม้ถูกฟ้องหย่าก็มีสิทธิฟ้องแย้งขอแบ่งทรัพย์สินได้

การหย่าไม่ใช่แค่เรื่องความสัมพันธ์ที่สิ้นสุด แต่ยังหมายถึงการจัดการทรัพย์สินร่วมให้เรียบร้อยด้วย คำพิพากษาศาลฎีกานี้ย้ำชัดว่า แม้แต่ฝ่ายถูกฟ้องหย่าก็มีสิทธิฟ้องแย้งขอแบ่งทรัพย์สินได้ เพื่อให้ปัญหาทรัพย์สินจบไปพร้อมกับการเลิกสมรส และยังให้แนวทางการพิจารณาทรัพย์สินที่ปะปนระหว่าง “สินสมรส” กับ “สินส่วนตัว” ได้อย่างชัดเจน

บทความน่าสนใจ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4650/2545 คดีนี้มีประเด็นสำคัญเกี่ยวกับการจัดการสินสมรสระหว่างที่คู่สมรสยังไม่ได้หย่ากัน โดยโจทก์ และจำเลยที่ 1 เป็นสามีภริยาที่จดทะเบียนสมรสกันถูกต้อง และไม่ได้ทำสัญญาเกี่ยวกับทรัพย์สินก่อนสมรส ต่อมาจำเลยที่ 1 นำรถยนต์ซึ่งเป็นสินสมรสไปขายให้แก่จำเลยที่ 2 ในราคา 50,000 บาท โดยไม่ได้รับความยินยอม จากโจทก์ โจทก์จึงฟ้องขอให้เพิกถอนการโอน หรือให้จำเลยทั้งสองชำระเงินจำนวน 25,000 บาท อันเป็นส่วนแบ่ง จากราคาขายรถยนต์

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ความสัมพันธ์ด้านทรัพย์สินของคู่สมรสต้องเป็นไปตามบทบัญญัติเรื่องทรัพย์สินระหว่างสามีภริยา โดยประมวล กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1533 กำหนดให้การแบ่งสินสมรส เกิดขึ้นได้ต่อเมื่อมีการหย่ากันแล้ว เท่านัน  และมาตรา 1534 บัญญัติว่า หากคู่สมรสฝ่ายใดจำหน่ายสินสมรสไปโดยไม่ได้รับความยินยอม หรือเพื่อ ประโยชน์ของตนฝ่ายเดียว ให้ถือเสมือน ว่าทรัพย์สินนั้นยังคงมีอยู่เพื่อจัดแบ่งกันเมื่อมี การหย่าเมื่อคดีในชั้นฎีกา เหลือเพียงคำขอให้ชำระเงิน 25,000 บาท ซึ่งเป็นการเรียกร้อง ส่วนแบ่งในสินสมรสทั้งที่คู่สมรส ยังไม่ได้หย่ากันโจทก์จึงยังไม่มีสิทธิเรียกร้องเงินดังกล่าว

คำพิพากษานี้วางหลักว่า การแบ่งสินสมรสทำได้ต่อเมื่อการสมรสสิ้นสุดลงโดยการหย่าเท่านั้น แม้คู่สมรสฝ่ายหนึ่ง จะนำสินสมรส ไปจำหน่ายโดยไม่ได้รับความยินยอม กฎหมายก็ให้ถือว่าทรัพย์สินนั้นยังคงมีอยู่เพื่อแบ่งกันภายหลัง จึงยังไม่อาจฟ้องเรียกส่วนแบ่งเป็นตัวเงินได้ในระหว่างที่การสมรสยังคงอยู่.

อำนาจปกครองบุตร-ค่าเลี้ยงดูบุตร

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 965/2562

เงินเลี้ยงลูกต้องมาก่อน: ศาลฎีกาตัดสินชัด หนี้นอกระบบไม่สามารถอ้างเพื่อเลี่ยงสัญญาหย่าได้

การหย่าอาจยุติความสัมพันธ์ของสามีภรรยา แต่ไม่อาจยุติหน้าที่ของความเป็นบิดามารดาได้ หากผู้มีหน้าที่ส่งเสียเลี้ยงดูบุตร ประสบปัญหาทางการเงิน หรือมีหนี้สินกับอดีตคู่สมรส จะสามารถอ้างเหตุเหล่านั้นเพื่อหลีกเลี่ยงการชำระค่าเลี้ยงดูหรือขอหัก กลบลบหนี้ได้หรือไม่? คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 965/2562 ได้วางหลักสำคัญว่า สิทธิในค่าอุปการะเลี้ยงดูเป็นสิทธิของบุตรผู้เยาว์ จึงไม่อาจถูกลดทอนหรือกระทบด้วยภาระหนี้ส่วนตัวของบิดามารดาได้

บทความน่าสนใจ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่965/2562 โจทก์และจำเลยจดทะเบียนหย่ากัน โดยตกลงให้จำเลยซึ่งเป็นบิดาส่งค่าอุปการะเลี้ยงดู บุตรสองคนเดือนละ 20,000 บาท จนกว่าบุตรจะอายุครบ 20 ปีบริบูรณ์ และรับผิดชอบค่าอุปกรณ์การเรียน ค่าเล่าเรียน และค่าเรียนพิเศษของบุตรคนที่ 1 ต่อมาจำเลยชำระเงินไม่ครบและหยุดชำระ โจทก์จึงฟ้องเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูและค่าใช้จ่าย ทางการศึกษาที่ค้างชำระ

จำเลยอ้างว่าถูกออกจากงาน มีภาระหนี้สิน และมีหนี้ครัวเรือนที่โจทก์ต้องร่วมรับผิด จึงขอหักกลบลบหนี้ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้ออ้างดังกล่าวรับฟังไม่ได้ เพราะจำเลยเริ่มผิดนัดชำระก่อนถูกออกจากงาน อีกทั้งยังได้รับเงินจากการออกจากงาน แต่ไม่นำมาปฏิบัติตามสัญญาหย่า ส่วนหนี้ครัวเรือนไม่มีการบันทึกไว้ในสัญญาหย่า จึงไม่กระทบต่อหน้าที่ในการอุปการะเลี้ยงดูบุตร นอกจากนี้ สิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูเป็นสิทธิเฉพาะตัวของบุตรผู้เยาว์ จำเลยจึงไม่อาจนำหนี้ที่อ้างว่าโจทก์มีต่อจำเลย มาหักกลบลบหนี้ได้

คำพิพากษานี้ยืนยันว่า ข้อตกลงเรื่องค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรตามสัญญาหย่ามีผลผูกพัน ผู้มีหน้าที่ชำระไม่อาจอ้างภาระหนี้ ส่วนตัวหรือหนี้ระหว่างอดีตคู่สมรสมาเป็นเหตุไม่ชำระหรือหักกลบลบหนี้ได้ เพราะสิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูเป็น สิทธิเฉพาะตัวของบุตร และเป็นหน้าที่สำคัญของบิดามารดาตามกฎหมาย

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7108/2551

ค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรเป็นหนี้ที่บิดาและมารดาต้องรับผิดชอบร่วมกัน หากไม่ได้ตกลงไว้เป็นอย่างอื่น

กรณีตัวอย่างจากคำพิพากษาศาลฎีกานี้จึงเป็นหลักเกณฑ์สำคัญสำหรับผู้ปกครองที่กำลังจะหย่า หรือหย่าแล้ว ว่า หากไม่ได้หน้าที่ความรับผิดไว้เป็นสัญญา บิดามารดามีหน้าที่อุปการะเลี้ยงดูและให้การศึกษาบุตรร่วมกันอย่างลูกหนี้ร่วม และแม้จะมีการจ่ายเงินเพื่อการศึกษา ก็ไม่ใช่เหตุผลที่จะไม่ชำระค่าอุปการะให้กับฝ่ายที่ดูแลบุตร คดีนี้จึงแสดงให้เห็นหลักกฎหมายที่ศาลปรับใช้และการสร้างความเป็นธรรมให้กับฝ่ายที่รับหน้าที่ดูแลบุตร

บทความน่าสนใจ

คำพิพากษาฎีกานี้ชี้ให้เห็นว่า บิดาและมารดามีหน้าที่ร่วมกันในการอุปการะเลี้ยงดูบุตรตาม ป.พ.พ. มาตรา 1564 วรรคหนึ่ง ไม่ว่าฝ่ายใดจะเป็นผู้ดูแล หรือบุตรอาศัยอยู่กับฝ่ายใดหากไม่มีข้อตกลงให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งรับผิดชอบฝ่ายเดียว อีกฝ่ายยังต้องร่วมรับผิดในฐานะลูกหนี้ร่วมกันตาม มาตรา 296 แม้จำเลยจะอ้างว่าได้ออกค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาไปแล้ว ก็ไม่สามารถใช้ข้อนี้เพื่อปฏิเสธค่าอุปการะเลี้ยงดูได้ เนื่องจากเป็นคนละส่วนกัน และแม้จำเลยจะมีรายได้มากกว่าโจทก์ก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น ความรับผิดในการเลี้ยงดูต้องคำนึงถึงประโยชน์ของบุตรเป็นสำคัญ ทั้งนี้ศาลสามารถกำหนดหรือแก้ไขจำนวนได้ตาม มาตรา 1598/38 และ 1598/39

ศาลจึงมีคำพิพากษาให้จำเลยต้องจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูแก่บุตรทั้งสองเดือนละ 8,000 บาทต่อคน แต่ต่อมาเมื่อมีพฤติการณ์ว่าบุตรคนเล็กกลับมาอาศัยอยู่กับจำเลย ศาลจึงตัดภาระนี้นับแต่เดือนมีนาคม 2550 เป็นต้นไป ทำให้จำเลยไม่ต้องชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรคนเล็กให้แก่โจทก์

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2697/2548

การฟ้องเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรหลังหย่า

หลายท่านเข้าใจว่าหน้าที่พ่อแม่จบลงเมื่อมีการหย่าและลูกบรรลุนิติภาวะแล้ว แต่คำพิพากษาศาลฎีกาฉบับนี้เผยให้เห็นว่าภาระในการเลี้ยงดูบุตรนั้นเป็นหน้าที่ร่วมกันที่ตามติดพ่อแม่แม้ชีวิตสมรสจะสิ้นสุด หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งออกค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์เพียงลำพังก็มีสิทธิเรียกคืนจากอีกฝ่ายภายใต้กรอบกฎหมายและอายุความที่ชัดเจน คดีนี้จึงเป็นตัวอย่างสำคัญที่บิดามารดาทุกคนควรศึกษาโดยเฉพาะในกรณีที่ไม่มีข้อตกลงเรื่องค่าเลี้ยงดูหลังหย่า

บทความน่าสนใจ

พิพากษาศาลฎีกานี้เกิดจากกรณีที่โจทก์ (มารดา) เลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์หลังหย่าโดยลำพัง โดยไม่มีการตกลงกันในทะเบียนหย่าว่ามารดาต้องรับผิดชอบค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรแต่เพียงผู้เดียวเมื่อลูกทั้งสามบรรลุนิติภาวะแล้ว โจทก์จึงฟ้องจำเลย (อดีตสามี) เรียกคืนค่าเลี้ยงดูย้อนหลัง จำเลยอ้างว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องและคดีขาดอายุความ แต่ศาลฎีกายืนยันว่า มาตรา 1564 และ 1565 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ กำหนดให้พ่อแม่มีหน้าที่เลี้ยงดูบุตรร่วมกันหากฝ่ายใดจ่ายฝ่ายเดียว ย่อมฟ้องอีกฝ่ายเพื่อแบ่งภาระได้ตามมาตรา 229(3)

ศาลวินิจฉัยว่า การเรียกค่าเลี้ยงดูย้อนหลังมีอายุความ 5 ปี นับจากวันที่เริ่มชำระ ไม่ใช่คดีเกี่ยวกับทรัพย์สินระหว่างผู้เยาว์กับผู้ใช้อำนาจปกครองที่มีอายุความเพียง 1 ปี ผลสุดท้าย ศาลพิพากษาให้จำเลยชำระค่าเลี้ยงดูบุตรย้อนหลังแก่โจทก์จำนวน 76,602 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 272/2561

การฟ้องหย่าโดยไม่มีเหตุเพียงพอ ศาลยกฟ้องและสั่งให้จ่ายค่าเลี้ยงดูภรรยา

เป็นคดีหย่าที่สะท้อนความซับซ้อนของชีวิตคู่ที่ศาลฎีกากลับไม่เห็นด้วยกับการฟ้องหย่าของฝ่ายสามีทั้งที่อ้างว่าภรรยาเป็นฝ่ายสร้างปัญหาให้ชีวิตตนจนไม่อาจอยู่ร่วมกันได้อีกต่อไป แต่เมื่อพิจารณาข้อเท็จจริงอย่างละเอียดกลับพบว่าฝ่ายภรรยาเป็นผู้ถูกทอดทิ้งและพยายามรักษาครอบครัวไว้ คดีนี้จึงกลายเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับคดีครอบครัวที่ศาลมองเกินกว่าคำกล่าวอ้าง และให้ความสำคัญกับพฤติกรรมและความพยายามของคู่สมรสในความเป็นจริง

บทความน่าสนใจ

โจทก์ทันตแพทย์ชายฟ้องหย่าภรรยาโดยอ้างว่าไม่ได้รับความสงบในชีวิตคู่ และถูกภริยาละเมิดสิทธิส่วนบุคคลจนไม่สามารถดำรงสถานะสมรสต่อไปได้แต่ข้อเท็จจริงที่ปรากฏในชั้นศาลกลับต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง ศาลรับฟังข้อเท็จจริงได้ว่า โจทก์หายออกจากบ้านนาน 3 เดือนโดยไม่ติดต่อกับครอบครัวเลย ภรรยาเป็นผู้ตามหาสามีที่ย้ายไปเปิดคลินิกที่ภูเก็ตทั้งยังเดินทางไปอยู่ด้วยหลายครั้ง และทั้งสองยังมีเพศสัมพันธ์กันแม้โจทก์อ้างว่า “ไม่เป็นปกติ” แต่ศาลเห็นว่าเพศสัมพันธ์ย่อมเกิดจากความยินยอมโดยเฉพาะฝ่ายชายที่หากไม่สมัครใจย่อมเป็นไปไม่ได้

โจทก์ยังอ้างว่าภริยารบกวนการเรียน และทำให้เสียชื่อเสียงจากการไปพบโจทก์ที่ห้องเรียนแพทย์เฉพาะทาง แต่ศาลกลับเห็นว่าการแสดงตัวในฐานะภรรยา และไม่ได้กระทำการใดให้โจทก์เสียหาย มีแต่จำเลยซึ่งถูกนางสาว ก. ที่อาศัยอยู่กับโจทก์ในคลินิก ใช้กำลังทำร้ายต่อหน้าตำรวจ ละพูดท้ายคำที่ทำให้จำเลยเสียหาย

ศาลจึงเห็นว่าโจทก์ไม่มีเหตุฟ้องหย่า และยังต้องจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูภริยาเดือนละ 20,000 บาทตามความสามารถและฐานะ และให้คืนค่าขึ้นศาลแก่จำเลยเพราะจำเลยมีสิทธิฟ้องแย้งเรื่องเลี้ยงดูโดยไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียม

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8151/2560

สิทธิการฟ้องเรียกค่าเลี้ยงชีพ และค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรภายหลังการหย่า

ในการหย่าร้างไม่เพียงทำให้สถานะและหน้าที่ของคู่สมรสสิ้นสุดลง แต่ยังก่อให้เกิดสิทธิตามกฎหมายได้ เช่น สิทธิในการเรียกขอค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตร การเรียกขอค่าเลี้ยงชีพ หรือสิทธิในการขอให้ศาลสั่งให้อำนาจปกครองบุตรอยู่ที่ตนเพียงฝ่ายเดียว ในคำพิพากษาฎีกาที่ 8151/2560 เป็นตัวอย่างสำคัญที่ชี้ให้เห็นว่า การหย่าที่เกิดจากความผิดของคู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งนั้นส่งผลต่อสิทธิในการเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตร และค่าเลี้ยงชีพมากน้อยเพียงใด

บทความน่าสนใจ

ในคดีนี้ โจทก์มีอำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์และได้ดูแลบุตรจนบรรลุนิติภาวะ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1564 วรรคหนึ่ง เมื่อบุตรบรรลุนิติภาวะ โจทก์จึงหมดหน้าที่ในการเลี้ยงดู

ประเด็นสำคัญอยู่ที่ค่าเลี้ยงชีพของจำเลยซึ่งเป็นฝ่ายถูกฟ้องหย่า แม้โดยหลักการตาม ป.พ.พ. มาตรา 1526 คู่สมรสที่ยากจนลงเพราะการหย่าอาจเรียกร้องค่าเลี้ยงชีพได้ แต่หากการหย่านั้นเกิดจากความผิดของตนเอง เช่น ในฎีกานี้ที่จำเลยกระทำการเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยากับโจทก์อย่างร้ายแรง ทำให้ไม่สามารถอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาได้ดังนั้นจำเลยจึงไม่มีสิธิในการเรียกค่าเลี้ยงชีพจากโจทก์ อย่างไรก็ดีศาลเห็นว่าในระหว่างก่อนมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้หย่าจำเลยยังมีสิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรได้ และสิทธิในการได้รับค่าอุปการะเลี้ยงดูแม้มิได้ขอศาล ศาลก็มีอำนาจให้ได้ตามมาตรา 1598/38

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7345/2560

ค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรสามารถเรียกได้ตั้งแต่วันที่บุตรเกิด

คำพิพากษาฎีกาที่ 7345/2560 สะท้อนให้เห็นความสำคัญในการตีความกฎหมายครอบครัว โดยเฉพาะสิทธิของเด็กที่เกิดจากบิดามารดานอกสมรส เมื่อมีการแก้ไขกฎหมายใหม่ให้การเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายมีผลนับแต่วันที่บุตรเกิดดังนั้นการเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรจึงเรียกได้นับแต่วันที่บุตรเกิดเช่นกัน

บทความน่าสนใจ

ในคดีนี้ โจทก์ฟ้องจำเลยซึ่งเป็นบิดาโดยเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูเดือนละ 10,000 บาท รวมย้อนหลัง 1,720,000 บาท นับตั้งแต่วันเกิดถึงวันฟ้อง จำเลยอ้างว่าคดีขาดอายุความแต่ศาลเห็นว่ากรณีนี้ไม่ใช่การเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูที่มีการกำหนดจ่ายเป็นระยะเวลา และการยกข้ออ้างคดีขาดอายุความตามมาตรา 1547 เนื่องจากไม่มีการยกขึ้นอ้างในศาลชั้นต้นศาลอุทธรณ์จึงไม่รับวินิจฉัย

ศาลชี้ว่า ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1557 (ที่แก้ไขใหม่) ความเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายมีผลย้อนหลังไปถึงวันเกิด ส่งผลให้เด็กมีสิทธิเรียกค่าเลี้ยงดูบุตรได้นับแต่วันที่เกิด โดยไม่ต้องรอให้ศาลพิพากษาก่อน

แม้ศาลอุทธรณ์ลดค่าเลี้ยงดูลงเหลือ 685,000 บาท โดยเห็นว่าบิดาและมารดาควรจ่ายเท่ากัน แต่ศาลฎีกากลับเห็นว่าการกำหนดค่าเลี้ยงดูต้องดูความสามารของผู้มีหน้าที่ให้ ฐานะของผู้รับและพฤติการณ์แห่งคดี ป.พ.พ. มาตรา 1598/38 และศาลจะสั่งแก้ไขค่าอุปการะเลี้ยงดูเพิ่มขึ้นหรือลดลงในภายหลังก็ได้  การพิพากษาตามยอดเดิม 1,370,000 บาทจึงไม่ใช่การพิพากษาที่เกิดคำขอ