Tag Archives: #ค่าเลี้ยงดูบุตร

แบ่งสินสมรส

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7860/2559

หย่าแล้วฟ้องแบ่งทรัพย์เพิ่มไม่ได้ หากเคยตกลงชัดเจนท้ายทะเบียนหย่า

ในคดีหย่า หลายคนเข้าใจว่าแม้มีการตกลงแบ่งทรัพย์สินไว้ ก็ยังสามารถฟ้องขอแบ่งทรัพย์สินอื่นที่ไม่ระบุไว้ภายหลังได้ แต่คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7860/2559 ยืนยันหลักกฎหมายว่า หากมีการตกลงแบ่งทรัพย์สินไว้ชัดเจนท้ายทะเบียนหย่าแล้ว คู่หย่าไม่มีสิทธิฟ้องเรียกทรัพย์สินอื่นได้อีก เพราะถือว่าเป็น “สัญญาประนีประนอมยอมความ” ซึ่งมีผลทางกฎหมายผูกพันทั้งสองฝ่าย บทความนี้จะสรุปสาระสำคัญของคดีและผลทางกฎหมายของการตกลงแบ่งทรัพย์สินเมื่อหย่า

บทความน่าสนใจ

ตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7860/2559 โจทก์และจำเลยเคยจดทะเบียนหย่าโดยมีบันทึกข้อตกลงท้ายทะเบียนหย่าเรื่องการแบ่งทรัพย์สินอย่างชัดเจน เช่น การยกบ้าน รถยนต์ การจ่ายเงิน 3.5 ล้านบาท และอุปการะเลี้ยงดูบุตร โดยต่างฝ่ายลงลายมือชื่อและมีพยานพร้อมนายทะเบียนร่วมลงชื่อด้วย

            ต่อมา โจทก์กลับมาฟ้องขอแบ่งทรัพย์สินเพิ่มเติม อ้างว่าไม่เคยตกลงจะไม่ฟ้องเรียกอีก แต่ไม่มีพยานหลักฐานสนับสนุน ขณะที่ฝ่ายจำเลยมีพยานบุคคลและเอกสารประกอบชัดเจน ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่า ข้อตกลงดังกล่าวเป็น “สัญญาแบ่งทรัพย์สิน” ตาม มาตรา 1532 และเป็น “สัญญาประนีประนอมยอมความ” ตามมาตรา 850-852 เมื่อได้ลงนามไว้แล้ว คู่กรณีไม่อาจฟ้องเรียกทรัพย์สินที่ตกลงสละสิทธิ์ไปอีก

            คำพิพากษานี้ตอกย้ำว่า การตกลงท้ายทะเบียนหย่า หากทำโดยสมัครใจและชัดเจน ย่อมมีผลผูกพันตามกฎหมาย และปิดโอกาสการเรียกร้องในภายหลัง

 
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 269/2531

สมรสยังไม่สิ้น โอนทรัพย์ไม่ได้ ศาลเพิกถอนการโอนที่ดินระหว่างเครือญาติ

เมื่อสามีภริยายังไม่ได้จดทะเบียนหย่าตามกฎหมาย แม้จะมีข้อตกลงหย่าและแบ่งทรัพย์สินไว้ ก็ยังไม่ทำให้ทรัพย์สินพ้นจากสถานะ “สินสมรส” หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งโอนทรัพย์ให้บุคคลอื่นโดยไม่รับความยินยอม อีกฝ่ายมีสิทธิฟ้องเพิกถอนได้ โดยเฉพาะเมื่อผู้รับโอนเป็นญาติใกล้ชิด และมีพฤติการณ์ไม่สุจริต คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 269/2531 เป็นตัวอย่างสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงหลักการคุ้มครองสิทธิของคู่สมรสในสินสมรส แม้ยังไม่มีการหย่าอย่างสมบูรณ์

บทความน่าสนใจ

คดีนี้ โจทก์และจำเลยที่ 1 เป็นสามีภริยากันโดยชอบด้วยกฎหมาย ตกลงหย่าและแบ่งทรัพย์สิน โดยยกที่ดินให้โจทก์ แต่ไม่มีการจดทะเบียนหย่า จำเลยที่ 1 กลับโอนที่ดินให้จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นน้องเขย โดยอ้างว่าตนมีสิทธิแต่เพียงผู้เดียว

โจทก์ฟ้องเพิกถอนนิติกรรม ศาลวินิจฉัยว่า แม้จะมีข้อตกลงหย่าและแบ่งทรัพย์สิน แต่เมื่อยังไม่ได้จดทะเบียนหย่า ทรัพย์สินยังคงเป็นสินสมรส ข้อตกลงแบ่งทรัพย์สินใช้บังคับไม่ได้ และโจทก์จึงไม่มีสิทธิแต่เพียงผู้เดียว อย่างไรก็ดี โจทก์มีสิทธิในฐานะเจ้าของร่วมครึ่งหนึ่ง ตามหลักสินสมรส และเมื่อจำเลยทั้งสองโอนทรัพย์โดยไม่ขอความยินยอมจากโจทก์ และมีพฤติการณ์ไม่สุจริต เช่น ปิดบังสถานะการสมรสและเพิกเฉยต่อคำอายัด จึงถือว่าเป็นการโอนที่ไม่สุจริต

 ศาลฎีกาเพิกถอนการโอน และให้จำเลยที่ 2 โอนกรรมสิทธิ์กลับไปชื่อจำเลยที่ 1 พร้อมชดใช้ค่าทนายความให้โจทก์

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4382/2540

อยู่กินก่อนแต่ง แบ่งทรัพย์ได้ไหม

หลายคู่ชีวิตในสังคมไทยเริ่มต้นจากการ “อยู่ก่อนแต่ง” โดยยังไม่ได้จดทะเบียนสมรส แต่ระหว่างนั้นก็ช่วยกันสร้างตัวและซื้อทรัพย์สินร่วมกัน เช่น บ้าน ที่ดิน หรือกิจการ ต่อมาเมื่อความสัมพันธ์สิ้นสุดลง หลายคนสงสัยว่า หากทรัพย์นั้นเป็นชื่อของอีกฝ่ายตนยังมีสิทธิในทรัพย์หรือไม่ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4382/2540 ให้คำตอบชัดเจนว่า แม้ทรัพย์สินจะถูกซื้อในช่วงก่อนจดทะเบียนสมรส ก็สามารถฟ้องขอแบ่งได้ หากพิสูจน์ได้ว่าเป็นทรัพย์ที่ได้มาร่วมกันจริงตามหลักกรรมสิทธิ์รวม

บทความน่าสนใจ

โจทก์และจำเลยเคยอยู่กินกันฉันสามีภริยาโดยยังไม่ได้จดทะเบียนสมรส ทั้งสองช่วยกันประกอบอาชีพและนำรายได้ร่วมกันซื้อที่ดิน โดยให้จำเลยเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์แต่เพียงผู้เดียวด้วยความไว้ใจ ต่อมาโจทก์ออกจากบ้าน และจำเลยไม่ยินยอมแบ่งที่ดินให้ตามที่โจทก์ร้องขอ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่ดินดังกล่าวได้มาในช่วงก่อนสมรส ถือเป็นทรัพย์สินส่วนตัวของทั้งสองคนตาม ป.พ.พ. มาตรา 1471(1) และเป็นกรรมสิทธิ์รวมตามมาตรา 1356 โดยไม่มีนิติกรรมใดห้ามแบ่ง เมื่อทั้งสองเลิกรากัน โจทก์ย่อมมีสิทธิเรียกร้องแบ่งทรัพย์ตามส่วนได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1363

คำพิพากษานี้ยืนยันว่า คู่ชีวิตที่ร่วมกันสร้างทรัพย์สินก่อนสมรส ย่อมมีสิทธิในทรัพย์นั้น แม้ไม่ได้จดทะเบียนสมรสก็ตาม หากมีพฤติการณ์แสดงว่าได้มาโดยการร่วมแรงร่วมใจจริง ผู้เสียเปรียบสามารถฟ้องขอแบ่งได้ตามกฎหมาย

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3961/2535

ยังไม่หย่า เรียกแบ่งสินสมรสไม่ได้

หลายคนเข้าใจว่า หากคู่สมรสนำทรัพย์สินไปขายโดยไม่ขออนุญาตอีกฝ่าย จะสามารถฟ้องร้องเรียกเงินคืนได้ทันที แต่คำพิพากษาศาลฎีกานี้ชี้ให้เห็นว่า “การแบ่งสินสมรส” จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีการ “หย่าขาด” อย่างถูกต้องตามกฎหมายเท่านั้น แม้คู่สมรสจะขายทรัพย์สินไปโดยไม่ชอบ แต่ถ้ายังไม่ได้หย่า ก็ยังไม่มีสิทธิเรียกเงินที่ขายทรัพย์สินนั้นมาแบ่ง

บทความน่าสนใจ

หลายคนเข้าใจว่า หากคู่สมรสนำทรัพย์สินไปขายโดยไม่ขออนุญาตอีกฝ่าย จะสามารถฟ้องร้องเรียกเงินคืนได้ทันที แต่คำพิพากษาศาลฎีกานี้ชี้ให้เห็นว่า “การแบ่งสินสมรส” จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีการ “หย่าขาด” อย่างถูกต้องตามกฎหมายเท่านั้น แม้คู่สมรสจะขายทรัพย์สินไปโดยไม่ชอบ แต่ถ้ายังไม่ได้หย่า ก็ยังไม่มีสิทธิเรียกเงินที่ขายทรัพย์สินนั้นมาแบ่ง

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4650/2545

แม้ถูกฟ้องหย่าก็มีสิทธิฟ้องแย้งขอแบ่งทรัพย์สินได้

การหย่าไม่ใช่แค่เรื่องความสัมพันธ์ที่สิ้นสุด แต่ยังหมายถึงการจัดการทรัพย์สินร่วมให้เรียบร้อยด้วย คำพิพากษาศาลฎีกานี้ย้ำชัดว่า แม้แต่ฝ่ายถูกฟ้องหย่าก็มีสิทธิฟ้องแย้งขอแบ่งทรัพย์สินได้ เพื่อให้ปัญหาทรัพย์สินจบไปพร้อมกับการเลิกสมรส และยังให้แนวทางการพิจารณาทรัพย์สินที่ปะปนระหว่าง “สินสมรส” กับ “สินส่วนตัว” ได้อย่างชัดเจน

บทความน่าสนใจ

ในคดีนี้ โจทก์ฟ้องหย่าจำเลยพร้อมขอแบ่งสินสมรส ฝ่ายจำเลยฟ้องแย้งขอแบ่งทรัพย์สินบางส่วนที่โจทก์ไม่ได้ระบุในคำฟ้อง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การฟ้องแย้งของจำเลยสามารถทำได้ แม้จะเป็นสินสมรสคนละรายการกับที่โจทก์ฟ้อง เพื่อให้การแบ่งสินสมรสสิ้นสุดพร้อมการหย่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1532

ในประเด็นการแบ่งสินสมรส ศาลพิจารณาว่า กิจการร้านเสริมสวยเริ่มต้นก่อนสมรส ถือเป็น สินส่วนตัวของทั้งสองฝ่ายตามสัดส่วนเงินลงทุน รายได้จากร้านหลังแต่งงานกลายเป็น สินสมรส และเมื่อเงินฝากในบัญชีปะปนกันจนแยกไม่ออก ศาลจึงถือว่าทั้งหมดเป็นสินสมรส ตาม มาตรา 1471 วรรคท้าย และกรณีที่โจทก์ถอนเงินบางส่วนหลังวันฟ้อง แต่จำเลยไม่โต้แย้ง ศาลจึงถือจำนวนเงินตามความจริงที่คงเหลือเป็นฐานในการแบ่ง

อำนาจปกครองบุตร-ค่าเลี้ยงดูบุตร

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 965/2562

เงินเลี้ยงลูกต้องมาก่อน: ศาลฎีกาตัดสินชัด หนี้นอกระบบไม่สามารถอ้างเพื่อเลี่ยงสัญญาหย่าได้

  • ในคดีหย่าที่มีบุตรผู้เยาว์เข้ามาเกี่ยวข้อง การตกลงค่าอุปการะเลี้ยงดูจึงเป็นประเด็นที่สำคัญที่สุด ไม่ใช่แค่เพียงข้อตกลงทางกฎหมายเท่านั้น แต่ยังเป็นพันธะทางศีลธรรมของผู้เป็นพ่อแม่ ล่าสุดศาลฎีกาตอกย้ำหลักการนี้ไว้อย่างชัดเจนว่าการอ้างภาระหนี้นอกระบบหรือปัญหาทางการเงินไม่สามารถใช้เป็นข้ออ้างในการเลี่ยงภาระหน้าที่ตามสัญญาหย่าได้ คำพิพากษานี้จึงเป็นอีกหนึ่งบทเรียนสำคัญในการจัดการปัญหาภายหลังการหย่า โดยเฉพาะในเรื่องของ “ความรับผิดชอบที่ยังคงอยู่แม้ความสัมพันธ์จะจบลง”

บทความน่าสนใจ

ในคดีนี้ โจทก์และจำเลยเคยจดทะเบียนสมรสและมีบุตรร่วมกัน 2 คน ต่อมาทั้งคู่หย่ากันโดยมีข้อตกลงแนบท้ายว่าจำเลยจะจ่ายค่าเลี้ยงดูบุตรเดือนละ 20,000 บาท รวมทั้งรับผิดชอบค่าเรียนทั้งหมดของบุตรคนโต แต่จำเลยกลับหยุดชำระเงินตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2559 ทั้งที่ยังมีรายได้และได้รับเงินชดเชยจากการออกจากงานในภายหลัง

จำเลยอ้างว่าเงินดังกล่าวถูกนำไปชำระหนี้นอกระบบและหนี้ครัวเรือนร่วมกับโจทก์ จึงไม่มีเงินจ่ายตามข้อตกลงหย่า อย่างไรก็ดี ศาลฎีกาวินิจฉัยชัดว่า หนี้นอกระบบไม่มีหลักฐานตามกฎหมาย และไม่อาจมีน้ำหนักเหนือพันธะตามสัญญาหย่าที่ชัดเจน อีกทั้งสิทธิในการเรียกค่าเลี้ยงดูเป็นของบุตร ไม่ใช่ของโจทก์ จึงไม่อาจถูกนำมาหักกลบลบหนี้ได้

ศาลฎีกาจึงพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ให้จำเลยชำระเงินตามสัญญาหย่าทั้งหมด พร้อมดอกเบี้ย

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7108/2551

ค่าเลี้ยงดูลูก พ่อแม่ต้องรับผิดร่วมกัน ไม่ใช่แค่ฝ่ายที่เลี้ยง

  • เมื่อชีวิตคู่ถึงจุดจบ หน้าที่พ่อแม่ยังไม่สิ้นสุด แม้ต่างฝ่ายจะหันหลังให้กันในทางกฎหมาย แต่บุตรที่เกิดร่วมกันยังคงเป็นภาระผูกพันที่ไม่อาจปัดความรับผิดชอบได้ กรณีตัวอย่างจากคำพิพากษาศาลฎีกานี้จึงเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับผู้ปกครองที่กำลังจะหย่า หรือหย่าแล้ว ว่า “การเลี้ยงดูบุตรไม่ใช่หน้าที่ของคนใดคนหนึ่ง แต่คือความรับผิดร่วมกันตามกฎหมาย” และแม้จะมีการจ่ายเงินเพื่อการศึกษา ก็ไม่ใช่เหตุผลที่จะละทิ้งค่าเลี้ยงดูบุตรได้ คดีนี้สะท้อนทั้งหลักกฎหมายและความเป็นธรรมในครอบครัวอย่างลึกซึ้ง

บทความน่าสนใจ

คำพิพากษาฎีกานี้ชี้ให้เห็นชัดเจนว่า บิดาและมารดามี “หน้าที่ร่วมกัน” ในการอุปการะเลี้ยงดูบุตรตาม ป.พ.พ. มาตรา 1564 วรรคหนึ่ง ไม่ว่าฝ่ายใดจะเป็นผู้ดูแลบุตรอยู่กับตน หากไม่มีข้อตกลงให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งรับผิดชอบฝ่ายเดียว อีกฝ่ายยังต้องร่วมรับผิดในฐานะลูกหนี้ร่วมกันตาม มาตรา 296 แม้จำเลยจะอ้างว่าได้ออกค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาไปแล้ว ก็ไม่สามารถใช้ข้อนี้เพื่อปฏิเสธค่าอุปการะเลี้ยงดูได้ เนื่องจากเป็น “คนละส่วนกัน”

อีกทั้งแม้จำเลยจะมีรายได้มากกว่าโจทก์ก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น ความรับผิดในการเลี้ยงดูต้องเป็นธรรมแก่บุตร ทั้งนี้ศาลสามารถกำหนดหรือแก้ไขจำนวนได้ตาม มาตรา 1598/38 และ 1598/39

ในกรณีนี้ แม้จำเลยต้องจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูแก่บุตรทั้งสอง เดือนละคนละ 8,000 บาท แต่ต่อมาเมื่อบุตรคนเล็กกลับมาอยู่กับจำเลย ศาลจึงตัดภาระนี้นับแต่เดือนมีนาคม 2550 เป็นต้นไป

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2697/2548

การฟ้องคืนค่าเลี้ยงดูหลังหย่า

  • หลายคนเข้าใจว่าหน้าที่พ่อแม่จบลงเมื่อมีการหย่าและลูกบรรลุนิติภาวะแล้ว แต่คำพิพากษาศาลฎีกาฉบับนี้เผยให้เห็นว่า ภาระในการเลี้ยงดูบุตรนั้นเป็นภาระร่วมที่ตามติดแม้ชีวิตสมรสจะสิ้นสุด หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งออกค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์เพียงลำพัง ก็มีสิทธิเรียกคืนจากอีกฝ่ายภายใต้กรอบกฎหมายและอายุความที่ชัดเจน คดีนี้จึงเป็นตัวอย่างสำคัญที่บิดามารดาทุกคนควรศึกษา โดยเฉพาะในกรณีที่ไม่มีข้อตกลงเรื่องค่าเลี้ยงดูหลังหย่า

บทความน่าสนใจ

คำพิพากษาศาลฎีกานี้เกิดจากกรณีที่โจทก์ (มารดา) เลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์หลังหย่าโดยลำพัง โดยไม่มีข้อตกลงว่าเธอจะต้องรับภาระฝ่ายเดียว เมื่อลูกทั้งสามบรรลุนิติภาวะแล้ว โจทก์จึงฟ้องจำเลย (อดีตสามี) เรียกคืนค่าเลี้ยงดูย้อนหลัง จำเลยอ้างว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง และคดีขาดอายุความ แต่ศาลฎีกายืนยันว่า มาตรา 1564 และ 1565 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ กำหนดให้พ่อแม่มีหน้าที่เลี้ยงดูบุตรร่วมกัน หากฝ่ายใดจ่ายฝ่ายเดียว ย่อมฟ้องอีกฝ่ายเพื่อแบ่งภาระได้ตามมาตรา 229(3)

ศาลวินิจฉัยว่า การเรียกค่าเลี้ยงดูย้อนหลังมีอายุความ 5 ปี นับจากวันที่เริ่มชำระ ไม่ใช่คดีเกี่ยวกับทรัพย์สินระหว่างผู้เยาว์กับผู้ใช้อำนาจปกครองที่มีอายุความเพียง 1 ปี

ผลสุดท้าย ศาลพิพากษาให้จำเลยชำระค่าเลี้ยงดูย้อนหลังแก่โจทก์จำนวน 76,602 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 272/2561

ฟ้องหย่าโดยไม่มีเหตุเพียงพอ ศาลยกฟ้องและสั่งให้จ่ายค่าเลี้ยงดูภริยา

  • ในคดีหย่าที่สะท้อนความซับซ้อนของชีวิตคู่ ศาลฎีกากลับไม่เห็นด้วยกับการฟ้องหย่าของฝ่ายสามี ทั้งที่อ้างว่าภริยาเป็นฝ่ายสร้างปัญหาให้ชีวิต จนไม่อาจอยู่ร่วมกันได้อีกต่อไป แต่เมื่อพิจารณาข้อเท็จจริงลึกลงไป กลับพบว่าฝ่ายภริยาเป็นผู้ถูกทอดทิ้งและพยายามรักษาครอบครัวไว้ คดีนี้จึงกลายเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับคดีครอบครัว ที่ศาลมองเกินกว่าคำกล่าวอ้าง และให้ความสำคัญกับพฤติกรรมและความพยายามของคู่สมรสในความเป็นจริง

บทความน่าสนใจ

โจทก์ทันตแพทย์ชาย ฟ้องหย่าภริยา โดยอ้างว่าไม่ได้รับความสงบในชีวิตคู่ และถูกภริยาละเมิดสิทธิส่วนบุคคล จนไม่สามารถดำรงสถานะสมรสต่อไปได้ แต่ข้อเท็จจริงที่ปรากฏในชั้นศาลกลับต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง

ศาลรับฟังว่า โจทก์หายออกจากบ้านนาน 3 เดือนโดยไม่ติดต่อ ภริยาเป็นผู้ตามหาสามีที่ย้ายไปเปิดคลินิกที่ภูเก็ต ทั้งยังเดินทางไปอยู่ด้วยหลายครั้ง และทั้งสองยังมีเพศสัมพันธ์กัน แม้โจทก์อ้างว่า “ไม่เป็นปกติ” แต่ศาลเห็นว่าเพศสัมพันธ์ย่อมเกิดจากความยินยอม โดยเฉพาะฝ่ายชายที่หากไม่สมัครใจย่อมเป็นไปไม่ได้

โจทก์ยังอ้างว่าภริยา “รบกวนการเรียน” และ “ทำให้เสียชื่อเสียง” จากการไปพบที่ห้องเรียนแพทย์เฉพาะทาง แต่ศาลกลับเห็นว่าเป็นการแสดงตัวในฐานะภริยา และไม่ได้กระทำใดให้โจทก์เสียหาย มีแต่กลับถูกนางสาว ก. ซึ่งอยู่กับโจทก์ในคลินิก ใช้กำลังทำร้ายต่อหน้าตำรวจ

สุดท้ายศาลเห็นว่าโจทก์ไม่มีเหตุฟ้องหย่า และยังต้องจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูภริยาเดือนละ 20,000 บาท ตามความสามารถและฐานะ และให้คืนค่าขึ้นศาลแก่จำเลย เพราะจำเลยมีสิทธิฟ้องแย้งเรื่องเลี้ยงดูโดยไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียม

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8151/2560

หย่าแล้วมีสิทธิขอค่าเลี้ยงดูได้ไหม

  • ในการหย่าร้าง ไม่ใช่เพียงการสิ้นสุดสถานะความเป็นสามีภริยาเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวพันกับภาระผูกพันทางกฎหมาย ทั้งเรื่องอำนาจปกครองบุตร และสิทธิในการเรียกร้องค่าอุปการะเลี้ยงดูระหว่างคู่สมรส คำพิพากษาฎีกาที่ 8151/2560 เป็นตัวอย่างสำคัญที่ชี้ให้เห็นว่า “การมีความผิดเป็นฝ่ายเดียว” ในคดีหย่า ย่อมส่งผลกระทบต่อสิทธิในการเรียกร้องค่าเลี้ยงดูภายหลังการหย่าอย่างไร

บทความน่าสนใจ

ในคดีนี้ โจทก์มีอำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์และดูแลจนบุตรบรรลุนิติภาวะ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1564 วรรคหนึ่ง เมื่อบุตรบรรลุนิติภาวะ โจทก์จึงหมดหน้าที่ในการเลี้ยงดู

ประเด็นสำคัญอยู่ที่ค่าเลี้ยงชีพของ “จำเลย” ซึ่งเป็นฝ่ายถูกฟ้องหย่า แม้โดยหลักการตาม ป.พ.พ. มาตรา 1526 คู่สมรสที่ยากจนลงเพราะหย่าอาจเรียกร้องค่าเลี้ยงชีพได้ แต่หากหย่าเกิดจากความผิดของตนเอง เช่น ในกรณีนี้ที่จำเลยกระทำการร้ายแรงต่อสถานะสมรสจนไม่อาจอยู่ร่วมกันได้ ก็ไม่มีสิทธิขอค่าเลี้ยงชีพภายหลังการหย่า

อย่างไรก็ดี ศาลเห็นว่าในระหว่างก่อนมีคำพิพากษาถึงที่สุด จำเลยยังมีสิทธิขอค่าอุปการะเลี้ยงดูได้ และศาลอาจกำหนดให้โดยไม่ต้องมีคำขอ หากพฤติการณ์และฐานะของทั้งสองฝ่ายเหมาะสมตามมาตรา 1598/38

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7345/2560

รู้หรือไม่? ลูกฟ้องพ่อเรียกค่าเลี้ยงดูย้อนหลังได้ตั้งแต่คลอด

  • คำพิพากษาฎีกาที่ 7345/2560 สะท้อนการเปลี่ยนแปลงสำคัญในแนวทางการตีความกฎหมายครอบครัว โดยเฉพาะสิทธิของเด็กที่เกิดจากบิดามารดานอกสมรส ซึ่งศาลยืนยันว่า “ความเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมาย” ย่อมส่งผลย้อนหลังตั้งแต่วันเกิด ไม่ใช่แค่หลังมีคำพิพากษา นี่จึงเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับทนายความและผู้ปกครอง ที่ต้องเข้าใจว่า “สิทธิของเด็ก” มีผลบังคับจริงจังและยาวนานกว่าที่คิด

บทความน่าสนใจ

ในคดีนี้ โจทก์ฟ้องจำเลยซึ่งเป็นบิดา เรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูเดือนละ 10,000 บาท รวมย้อนหลัง 1,720,000 บาท นับตั้งแต่วันเกิดถึงวันฟ้อง จำเลยอ้างว่าคดีขาดอายุความ แต่ยกประเด็นนี้ไม่ถูกต้องในชั้นต้น ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัยเพิ่มเติม

ศาลยังชี้ว่า ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1557 (ที่แก้ไขใหม่) ความเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายมีผลย้อนหลังไปถึงวันเกิด ส่งผลให้เด็กมีสิทธิเรียกค่าเลี้ยงดูบุตรได้ตั้งแต่วันคลอด โดยไม่ต้องรอให้ศาลพิพากษาก่อน

แม้ศาลอุทธรณ์ลดค่าเลี้ยงดูลงเหลือ 685,000 บาท โดยเห็นว่าแม่และพ่อควรจ่ายเท่ากัน แต่ศาลฎีกากลับเห็นว่า การกำหนดค่าเลี้ยงดูต้องดูฐานะและความสามารถตาม ป.พ.พ. มาตรา 1598/38 และสามารถปรับเปลี่ยนได้ในอนาคต การพิพากษาตามยอดเดิม 1,370,000 บาทจึงเป็นธรรมและถูกต้อง