Tag Archives: #ทนายความครอบครัว

ความลับทางการค้า

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 16561/2557

ฟ้องละเมิดความลับทางการค้า ต้องชัดเจนทั้งข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย

การฟ้องคดีละเมิดความลับทางการค้าไม่ใช่เพียงแค่กล่าวหาว่ามีข้อมูลสำคัญถูกเปิดเผย แต่ต้องระบุชัดเจนว่า “ความลับนั้นคืออะไร” “มีมาตรการป้องกันอย่างไร” และ “ถูกเปิดเผยโดยเจตนาให้เกิดความเสียหายอย่างไร” หากขาดองค์ประกอบใดองค์ประกอบหนึ่ง ศาลฎีกาในคดีนี้ได้ชี้ว่า แม้โจทก์จะกล่าวถึงการละเมิดความลับ แต่ไม่ได้บรรยายฟ้องให้ชัดถึงลักษณะของความลับ วิธีรักษาความลับ หรือผลเสียทางการค้าจากการเปิดเผย ศาลจึงวินิจฉัยว่าเป็นคำฟ้องไม่ชอบ

บทความน่าสนใจ

ในคดีนี้ โจทก์ฟ้องจำเลยฐานละเมิดความลับทางการค้าตาม พ.ร.บ.ความลับทางการค้า พ.ศ. 2545 โดยกล่าวว่าจำเลยนำข้อมูลการผลิตไฟฟ้าด้วยพลังงานลมไปเปิดเผยในทางโฆษณาให้โจทก์ได้รับความเสียหาย

อย่างไรก็ตาม โจทก์ไม่ได้ระบุในฟ้องว่าข้อมูลที่กล่าวอ้างนั้นเป็นข้อมูล “การค้า” ที่เกี่ยวข้องกับประโยชน์เชิงพาณิชย์อย่างไร ไม่ได้ระบุหัวข้อของข้อมูลที่ควบคุมไว้เป็นความลับ และไม่มีการอ้างถึงมาตรการใดที่ใช้ในการรักษาความลับทางการค้านั้น นอกจากนี้ ยังไม่มีการกล่าวถึงการเปิดเผยที่ทำให้ข้อมูลสิ้นสภาพความลับโดยเจตนาให้เกิดความเสียหาย หรือข้อเท็จจริงที่เข้าองค์ประกอบตามมาตรา 33 และ 35 ของกฎหมาย

เมื่อโจทก์อุทธรณ์ ก็เพียงอ้างคำเบิกความเดิมของพยานโจทก์ แต่ไม่ได้โต้แย้งข้อกฎหมายใด ๆ ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยไว้ จึงไม่เข้าเกณฑ์อุทธรณ์ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญา พ.ศ. 2539 มาตรา 38 ศาลฎีกาจึงยกฟ้อง

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15697/2557

รายชื่อลูกค้าที่เข้าถึงได้โดยทั่วไปไม่ใช่ข้อมูลลับ

ในยุคข้อมูลข่าวสาร การอ้างสิทธิ์ใน “ความลับทางการค้า” ต้องมีหลักฐานชัดเจนว่า ข้อมูลนั้นไม่สามารถเข้าถึงได้โดยทั่วไป และมีความสำคัญต่อการดำรงอยู่ของธุรกิจ คำพิพากษานี้ตอกย้ำหลักการสำคัญว่า แม้ข้อมูลจะเป็นรายชื่อลูกค้าและรายละเอียดการติดต่อ ซึ่งมีประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ แต่หากสามารถค้นหาได้จากแหล่งข้อมูลสาธารณะ เช่น เว็บไซต์หรือประกาศรับสมัครงาน ย่อมไม่ใช่ความลับทางการค้า และไม่สามารถฟ้องร้องการละเมิดได้ เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าเป็นข้อมูลเฉพาะที่มีคุณค่าทางธุรกิจจริง

บทความน่าสนใจ

คดีนี้ โจทก์ฟ้องจำเลยฐานละเมิดความลับทางการค้า โดยกล่าวว่าจำเลยนำรายชื่อลูกค้าและกลยุทธ์ทางธุรกิจของโจทก์ไปใช้ประโยชน์โดยมิชอบ ศาลวินิจฉัยว่า ข้อมูลที่กล่าวอ้าง เช่น รายชื่อลูกค้า ชื่อผู้ติดต่อ เบอร์โทรศัพท์ และอีเมล เป็นข้อมูลที่สามารถเข้าถึงได้จากแหล่งสาธารณะ เช่น สื่อสิ่งพิมพ์และเว็บไซต์ทั่วไป จึงไม่ถือเป็นความลับทางการค้าตาม พ.ร.บ.ความลับทางการค้า พ.ศ. 2545 มาตรา 3

ศาลยังระบุว่า แม้โจทก์จะกำหนดรหัสให้พนักงานเข้าถึงข้อมูล แต่หากข้อมูลไม่ใช่สิ่งที่ธุรกิจต้องใช้เวลาหรือทรัพยากรจำนวนมากในการจัดทำ และคู่แข่งสามารถหาข้อมูลได้ด้วยตนเองโดยง่าย ก็ย่อมไม่เข้าเกณฑ์ของ “ความลับทางการค้า” ที่กฎหมายคุ้มครอง

ในส่วนของกลยุทธ์ทางธุรกิจและสัญญา แม้โจทก์กล่าวอ้างว่าเป็นความลับ แต่ไม่ได้ระบุหรือพิสูจน์ในศาลว่าเป็นกลยุทธ์เฉพาะที่แตกต่างจากคู่แข่ง และหากเป็นความสามารถส่วนตัวของพนักงาน ย่อมไม่อยู่ในความคุ้มครองของกฎหมาย

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1323/2560

หลักเกณฑ์การพิสูจน์ความลับทางการค้าตามกฎหมายไทย

ในยุคที่ข้อมูลกลายเป็นทรัพย์สินทางธุรกิจที่สำคัญ การปกป้องข้อมูลลูกค้าและกลยุทธ์การตั้งราคาจึงเป็นสิ่งที่ทุกบริษัทต้องใส่ใจ แต่การจะอ้างว่าข้อมูลใดเป็น “ความลับทางการค้า” ตามกฎหมาย ต้องพิสูจน์ให้ชัดเจนว่าบริษัทได้ใช้มาตรการที่เหมาะสมในการรักษาข้อมูลนั้นไว้เป็นความลับจริงหรือไม่ คำพิพากษาศาลฎีกาคดีนี้จึงเป็นบทเรียนสำคัญว่า ความประมาทในการจัดเก็บข้อมูล อาจทำให้สิทธิในความลับทางการค้าหลุดลอยไปอย่างไม่รู้ตัว

บทความน่าสนใจ

ในคดีที่โจทก์ฟ้องจำเลยเรียกค่าเสียหายจากการละเมิดความลับทางการค้า อ้างว่าจำเลยที่ 2 ซึ่งเคยเป็นพนักงานได้นำข้อมูลลูกค้าและราคาค่าขนส่งไปใช้ตั้งบริษัทคู่แข่ง ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาฯ วินิจฉัยว่า ข้อมูลที่อ้างว่าเป็นความลับทางการค้านั้น ไม่เข้าหลักตามมาตรา 3 แห่ง พ.ร.บ.ความลับทางการค้า พ.ศ. 2545

แม้ข้อมูลจะมีประโยชน์เชิงพาณิชย์ แต่การที่โจทก์เก็บรหัสผ่านไว้ที่หน้าจอคอมพิวเตอร์ และไม่มีระบบจำแนกหรือควบคุมเอกสารที่ชัดเจน ทำให้พนักงานทั่วไปสามารถเข้าถึงข้อมูลสำคัญได้โดยง่าย ศาลจึงเห็นว่า โจทก์ไม่ได้ใช้ “มาตรการที่เหมาะสม” ในการรักษาข้อมูลให้เป็นความลับ

ผลคือ ข้อมูลรายชื่อลูกค้าและราคาค่าขนส่งจึงไม่ถือเป็นความลับทางการค้า อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น และศาลฎีกาพิพากษายืนตามศาลชั้นต้น ยกฟ้อง

แบ่งสินสมรส

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7860/2559

หย่าแล้วฟ้องแบ่งทรัพย์เพิ่มไม่ได้ หากเคยตกลงชัดเจนท้ายทะเบียนหย่า

ในคดีหย่าหลายคนเข้าใจว่าแม้มีการตกลงแบ่งทรัพย์สินไว้ ก็ยังสามารถฟ้องขอแบ่งทรัพย์สินอื่นที่ไม่ระบุไว้ภายหลังได้ แต่คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7860/2559 ยืนยันหลักกฎหมายว่า หากมีการตกลงแบ่งทรัพย์สินไว้ชัดเจนท้ายทะเบียนหย่าแล้ว คู่หย่าไม่มีสิทธิฟ้องเรียกทรัพย์สินอื่นได้อีก เพราะถือว่าเป็น “สัญญาประนีประนอมยอมความ” ซึ่งมีผลทางกฎหมายผูกพันทั้งสองฝ่าย บทความนี้จะสรุปสาระสำคัญของคดีและผลทางกฎหมายของการตกลงแบ่งทรัพย์สินเมื่อหย่า

บทความน่าสนใจ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7860/2559 ตามคดีนี้โจทก์และจำเลยได้จดทะเบียนหย่าโดยทำบันทึกข้อตกลงท้ายทะเบียน หย่าเรื่องทรัพย์สินไว้อย่างชัดเจน โดยจำเลยยอมยกบ้านและที่ดินให้โอนรถยนต์ให้โจทก์ 2 คัน จ่ายเงินให้อีก 3,500,000 บาท รับภาระหนี้สินทั้งหมด และรับสิทธิดูแลบุตรผู้เยาว์ 3 คน ซึ่งจำเลยได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขครบถ้วนแล้ว โดยมีพยานคนกลาง และนายทะเบียนร่วมลงลายมือชื่อ

ต่อมาโจทก์ได้ยื่นฟ้องขอแบ่งสินสมรสเพิ่มเติมอีกหลายรายการ (รวมมูลค่ากว่า 47 ล้านบาท) โดยอ้างว่าบันทึกข้อตกลง นั้นไม่มีข้อความ ระบุว่า “ไม่ติดใจเรียกร้องทรัพย์สินอื่นอีก” ศาลฎีกาพิจารณาแล้วเห็นว่า ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1532 (ก) มีจุดมุ่งหมายให้จัด การแบ่ง ทรัพย์สินให้เสร็จสิ้นก่อนแยกจากกัน ข้อตกลงท้ายทะเบียนหย่าดังกล่าวจึงเป็นสัญญาแบ่งทรัพย์สินและเป็น “สัญญาประนีประนอม ยอมความ” ตามมาตรา 850 ที่ต่างฝ่ายต่างยอมผ่อนผันให้แก่กัน แม้จะไม่ระบุข้อความตัดสิทธิ์ทรัพย์สินอื่นไว้ แต่เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าเจรจาเสร็จสิ้นแล้ว ย่อมมีผลทำให้สิทธิเรียกร้อง ในทรัพย์สิน อื่น ๆ ที่ยอมสละนั้นระงับสิ้นไปทันทีตามมาตรา 852

ศาลฎีกาจึงพิพากษายืนให้ ยกฟ้องโจทก์ เนื่องจากข้อตกลงท้ายทะเบียนหย่ามีผลผูกพันเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความที่เสร็จเด็ดขาดแล้ว โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องร้องเพื่อขอแบ่งทรัพย์สินอื่น ๆ นอกเหนือจากที่ตกลงกันไว้ได้อีก

 
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 269/2531

สมรสยังไม่สิ้น โอนทรัพย์ไม่ได้ ศาลเพิกถอนการโอนที่ดินระหว่างเครือญาติ

หลายคนเข้าใจว่า เมื่อสามีภริยาทำข้อตกลงหย่าและแบ่งทรัพย์สินกันแล้ว ย่อมสามารถจัดการทรัพย์สินได้ตาม ข้อตกลงทันที แต่ในความเป็นจริง หากยังไม่ได้จดทะเบียนหย่าตามกฎหมาย ทรัพย์สินดังกล่าวยังคงมีสถานะเป็น “สินสมรส” และคู่สมรสอีกฝ่ายยังมีสิทธิได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 269/2531 เป็นตัวอย่างสำคัญที่วางหลักว่า การโอนสินสมรสโดยไม่ได้รับความยินยอมจากคู่สมรสอาจถูกเพิกถอนได้ โดยเฉพาะกรณีที่ผู้รับโอนทราบข้อเท็จจริงหรือมีพฤติการณ์ไม่สุจริตในการรับโอนทรัพย์สินดังกล่าว

บทความน่าสนใจ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 269/2531โจทก์และจำเลยที่ 1 เป็นสามีภริยา โดยชอบด้วยกฎหมายและได้ทำหนังสือหย่า พร้อมข้อตกลง ยกที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ แต่ต่อมาทั้งสองไม่ได้จดทะเบียนหย่า จำเลยที่ 1 กลับโอนที่ดินดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นน้องเขยโจทก์จึงฟ้องขอเพิกถอนการโอน โดยอ้างว่าจำเลยที่ 2 รับโอนทรัพย์สินโดยไม่สุจริต                          

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อยังไม่มีการจดทะเบียนหย่าการหย่าย่อมไม่มีผลตามกฎหมาย ข้อตกลงแบ่งทรัพย์สินจึงยังใช้ บังคับไม่ได้ และที่ดินพิพาทยังคงเป็นสินสมรส โจทก์ไม่อาจอ้างตนเป็นเจ้าของที่ดินแต่เพียงผู้เดียวได้ อย่างไรก็ตาม โจทก์ยังมีสิทธิในสินสมรสกึ่งหนึ่ง และมีอำนาจฟ้องเพิกถอนการโอนที่กระทำโดยไม่ได้รับความยินยอม สำหรับจำเลยที่ 2 ศาลเห็นว่าเป็นญาติใกล้ชิดของจำเลยที่ 1 ทราบถึงข้อพิพาทและสถานภาพสมรสของคู่กรณีอยู่แล้วแต่ยังรับโอนที่ดินต่อไป จึงถือว่าเป็นผู้รับโอนโดยไม่สุจริต 

ศาลฎีกาพิพากษาให้เพิกถอนการโอนที่ดินและโอนกรรมสิทธิ์กลับคืนเป็นชื่อจำเลยที่ 1 ตามเดิม โดยวางหลักว่า ข้อตกลงแบ่งทรัพย์สินระหว่างคู่สมรสจะมีผลได้ก็ต่อเมื่อการหย่าสมบูรณ์ตามกฎหมายแล้วเท่านั้น

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4382/2540

อยู่กินก่อนแต่ง แบ่งทรัพย์ได้ไหม

หลายคู่ชีวิตในสังคมไทยเริ่มต้นจากการ “อยู่ก่อนแต่ง” โดยยังไม่ได้จดทะเบียนสมรส แต่ระหว่างนั้นก็ช่วยกันสร้างตัวและซื้อทรัพย์สินร่วมกัน เช่น บ้าน ที่ดิน หรือกิจการ ต่อมาเมื่อความสัมพันธ์สิ้นสุดลง หลายคนสงสัยว่าหากทรัพย์นั้นเป็นชื่อของอีกฝ่ายตนยังมีสิทธิในทรัพย์หรือไม่ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4382/2540 ให้คำตอบชัดเจนว่า แม้ทรัพย์สินจะถูกซื้อในช่วงก่อนจดทะเบียนสมรส ก็สามารถฟ้องขอแบ่งได้ หากพิสูจน์ได้ว่าเป็นทรัพย์ที่ได้มาร่วมกันจริงตามหลักกรรมสิทธิ์รวม

บทความน่าสนใจ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4382/2540 ได้วางหลักสำคัญเกี่ยวกับ สิทธิในทรัพย์สินที่ได้มาร่วมกันก่อนการสมรสไว้ชัดเจน คดีนี้โจทก์และ จำเลยอยู่กินกันฉันสามีภริยาก่อนจดทะเบียนสมรส และร่วมกันทำมาหาได้จนสามารถซื้อที่ดินพิพาทได้ แม้จะจดทะเบียนกรรมสิทธิ์ไว้ในชื่อจำเลยเพียงผู้เดียวก็ตามต่อมาทั้งสองแยกกันอยู่ โจทก์จึงขอแบ่งที่ดินโดยอ้างว่า เป็นทรัพย์ที่ได้มาร่วมกันคนละครึ่ง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ทรัพย์สินที่คู่กรณีได้มาร่วมกันก่อนสมรสเป็นทรัพย์สินส่วนตัว มิใช่สินสมรสแม้ภายหลัง จะจด ทะเบียนสมรสกันแล้วก็ไม่ทำให้ทรัพย์สินดังกล่าวกลายเป็นสินสมรสได้ หากเป็นการถือกรรมสิทธิ์ร่วมกัน แต่ละฝ่าย ย่อมมีสิทธิในทรัพย์สินตามส่วนของตน และสามารถเรียกให้แบ่งทรัพย์ได้ตามกฎหมายเมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ที่ดินพิพาทเกิดจากเงินที่ทั้งสองร่วมกันหามาได้ และโจทก์ได้มีหนังสือขอแบ่งทรัพย์ไปยังจำเลยแล้วแต่จำเลยไม่ยินยอมแบ่งให้ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องขอแบ่งที่ดินได้

คดีนี้วางหลักว่า ทรัพย์สินที่ได้มาร่วมกันก่อนสมรสไม่ใช่สินสมรสแต่เป็นกรรมสิทธิ์รวมของคู่กรณี และแต่ละฝ่ายมีสิทธิเรียกร้องให้แบ่งทรัพย์สินตามส่วนของตนได้ แม้ภายหลังจะจดทะเบียนสมรสกันแล้วก็ตาม

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3961/2535

ยังไม่หย่า เรียกแบ่งสินสมรสไม่ได้

หลายคนเข้าใจว่า หากคู่สมรสนำทรัพย์สินไปขายโดยไม่ขออนุญาตอีกฝ่าย จะสามารถฟ้องร้องเรียกเงินคืนได้ทันที แต่คำพิพากษาศาลฎีกานี้ชี้ให้เห็นว่า “การแบ่งสินสมรส” จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีการ “หย่าขาด” อย่างถูกต้องตามกฎหมายเท่านั้น แม้คู่สมรสจะขายทรัพย์สินไปโดยไม่ชอบ แต่ถ้ายังไม่ได้หย่า ก็ยังไม่มีสิทธิเรียกเงินที่ขายทรัพย์สินนั้นมาแบ่ง

บทความน่าสนใจ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3961/2535 โจทก์และจำเลยที่ 1 เป็นสามีภริยาโดยชอบด้วยกฎหมาย ต่อมาจำเลยที่ 1 ได้นำรถยนต์ซึ่ง เป็นสินสมรสไปขายให้แก่จำเลยที่ 2 ในราคา 50,000 บาท โดยไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์ โจทก์จึงฟ้องขอเพิกถอนการโอน หรือให้จำเลยทั้งสองชำระเงิน 25,000 บาท อันเป็นส่วนแบ่งจากราคาขายรถยนต์

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อคู่สมรสไม่ได้ทำสัญญาเกี่ยวกับทรัพย์สินไว้เป็นพิเศษ ความสัมพันธ์ด้านทรัพย์สินย่อมอยู่ ภายใต้บทบัญญัติ เรื่องทรัพย์สินระหว่างสามีภริยาโดยมาตรา 1533 กำหนดให้แบ่งสินสมรสได้เมื่อมีการหย่าเท่านั้น และมาตรา 1534 บัญญัติว่า หากคู่สมรสฝ่ายหนึ่งจำหน่ายสินสมรสไปโดยไม่ได้รับความยินยอม ให้ถือเสมือนว่าทรัพย์สินนั้นยังคงมีอยู่เพื่อรอการแบ่งภายหลัง แม้จำเลยที่ 1 จะขายรถยนต์ซึ่งเป็นสินสมรสไปแล้ว แต่กฎหมายถือเสมือนว่ารถยนต์ยังคงมีอยู่เพื่อประโยชน์ในการแบ่งสินสมรสเมื่อมีการหย่าในอนาคต ดังนั้น ขณะที่คู่สมรสยังไม่ได้ หย่ากัน โจทก์จึงยังไม่มีสิทธิเรียกร้อง ส่วนแบ่งสินสมรสเป็นตัวเงิน

ศาลฎีกาจึงพิพากษายกฟ้อง โดยวางหลักว่าการแบ่งสินสมรสเกิดขึ้นได้ต่อเมื่อการสมรสสิ้นสุดลง แม้สินสมรสจะถูกจำหน่ายไปก่อน กฎหมายก็ให้ถือว่ายังคงมีทรัพย์สินนั้นอยู่เพื่อรอการจัดแบ่งภายหลัง

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4650/2545

แม้ถูกฟ้องหย่าก็มีสิทธิฟ้องแย้งขอแบ่งทรัพย์สินได้

การหย่าไม่ใช่แค่เรื่องความสัมพันธ์ที่สิ้นสุด แต่ยังหมายถึงการจัดการทรัพย์สินร่วมให้เรียบร้อยด้วย คำพิพากษาศาลฎีกานี้ย้ำชัดว่า แม้แต่ฝ่ายถูกฟ้องหย่าก็มีสิทธิฟ้องแย้งขอแบ่งทรัพย์สินได้ เพื่อให้ปัญหาทรัพย์สินจบไปพร้อมกับการเลิกสมรส และยังให้แนวทางการพิจารณาทรัพย์สินที่ปะปนระหว่าง “สินสมรส” กับ “สินส่วนตัว” ได้อย่างชัดเจน

บทความน่าสนใจ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4650/2545 คดีนี้มีประเด็นสำคัญเกี่ยวกับการจัดการสินสมรสระหว่างที่คู่สมรสยังไม่ได้หย่ากัน โดยโจทก์ และจำเลยที่ 1 เป็นสามีภริยาที่จดทะเบียนสมรสกันถูกต้อง และไม่ได้ทำสัญญาเกี่ยวกับทรัพย์สินก่อนสมรส ต่อมาจำเลยที่ 1 นำรถยนต์ซึ่งเป็นสินสมรสไปขายให้แก่จำเลยที่ 2 ในราคา 50,000 บาท โดยไม่ได้รับความยินยอม จากโจทก์ โจทก์จึงฟ้องขอให้เพิกถอนการโอน หรือให้จำเลยทั้งสองชำระเงินจำนวน 25,000 บาท อันเป็นส่วนแบ่ง จากราคาขายรถยนต์

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ความสัมพันธ์ด้านทรัพย์สินของคู่สมรสต้องเป็นไปตามบทบัญญัติเรื่องทรัพย์สินระหว่างสามีภริยา โดยประมวล กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1533 กำหนดให้การแบ่งสินสมรส เกิดขึ้นได้ต่อเมื่อมีการหย่ากันแล้ว เท่านัน  และมาตรา 1534 บัญญัติว่า หากคู่สมรสฝ่ายใดจำหน่ายสินสมรสไปโดยไม่ได้รับความยินยอม หรือเพื่อ ประโยชน์ของตนฝ่ายเดียว ให้ถือเสมือน ว่าทรัพย์สินนั้นยังคงมีอยู่เพื่อจัดแบ่งกันเมื่อมี การหย่าเมื่อคดีในชั้นฎีกา เหลือเพียงคำขอให้ชำระเงิน 25,000 บาท ซึ่งเป็นการเรียกร้อง ส่วนแบ่งในสินสมรสทั้งที่คู่สมรส ยังไม่ได้หย่ากันโจทก์จึงยังไม่มีสิทธิเรียกร้องเงินดังกล่าว

คำพิพากษานี้วางหลักว่า การแบ่งสินสมรสทำได้ต่อเมื่อการสมรสสิ้นสุดลงโดยการหย่าเท่านั้น แม้คู่สมรสฝ่ายหนึ่ง จะนำสินสมรส ไปจำหน่ายโดยไม่ได้รับความยินยอม กฎหมายก็ให้ถือว่าทรัพย์สินนั้นยังคงมีอยู่เพื่อแบ่งกันภายหลัง จึงยังไม่อาจฟ้องเรียกส่วนแบ่งเป็นตัวเงินได้ในระหว่างที่การสมรสยังคงอยู่.

การจัดการมรดกตามพินัยกรรม

คำพิพากษาศาลฎีกาที่  10809/2559

พินัยกรรมที่มีข้อความเพิ่มเติมโดยไม่มีลายมือชื่อกำกับนั้นจะมีผลบังคับหรือไม่ ทายาทโดยธรรมเจ็ดคนยื่นฟ้องจำเลยขอแบ่งมรดก อ้างว่าพินัยกรรมไม่สมบูรณ์ แต่จำเลยยืนยันว่าผู้ตายตั้งใจยกทรัพย์สินทั้งหมดให้ตนแต่เพียงผู้เดียว คดีนี้จึงกลายเป็นบทเรียนสำคัญว่า แม้พินัยกรรมบางส่วนจะมีข้อบกพร่องทางรูปแบบ แต่หากเจตนารมณ์ของผู้ทำพินัยกรรมแสดงไว้อย่างชัดเจน ศาลย่อมยึดถือเจตนาเป็นหลัก

บทความน่าสนใจ

    นายพก ศรีเก่งกระจ่าง ผู้ตาย เป็นบุตรของนายมุ่ย (หรือเก๋ง) กับนางฮวย และไม่มีภรรยาหรือบุตร เมื่อถึงแก่ความตายในปี 2547 ได้ทิ้งพินัยกรรมแบบเขียนเองทั้งฉบับ ยกทรัพย์สิน 11 รายการให้แก่หลานชายคนเดียวคือ นายเฉลิมเกียรติ เกรียงศักดิ์ศรี ซึ่งเป็นจำเลยในคดี ต่อจากนั้น ผู้ตายยังเขียนเพิ่มเติมหลังลายมือชื่อว่า ยกหุ้นที่มีอยู่ในบัญชี ABN Amro และ ZICO ให้จำเลยด้วย แต่ไม่ได้ลงลายมือชื่อกำกับข้อความเพิ่มเติมดังกล่าวฝ่ายโจทก์ทั้งเจ็ด ซึ่งเป็นทายาทโดยธรรม ฟ้องจำเลยขอแบ่งมรดก โดยอ้างว่าพินัยกรรมไม่สมบูรณ์ เพราะส่วนที่ระบุทรัพย์สินพิพาทไม่มีลายมือชื่อกำกับ จึงไม่มีผลผูกพันศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้ข้อความท้ายพินัยกรรมจะไม่สมบูรณ์ตามแบบ แต่ไม่มีผลกระทบต่อพินัยกรรมฉบับหลัก ซึ่งมีข้อความว่า “ให้ทรัพย์สินของข้าพเจ้าแก่นายเฉลิมเกียรติ เกรียงศักดิ์ศรีแต่เพียงผู้เดียว หลานคนอื่นไม่มีสิทธิ์” จึงถือว่าผู้ตายมีเจตนายกมรดกทั้งหมดแก่จำเลยแล้ว และโจทก์ทั้งเจ็ดถูกตัดมิให้รับมรดกตาม ป.พ.พ. มาตรา 1608 ไม่มีอำนาจฟ้องแบ่งทรัพย์อีกต่อไป

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1636/2530

ผู้ทำพินัยกรรมแสดงเจตนาโดยชัดแจ้งยกทรัพย์ให้หลานสาวแต่เพียงผู้เดียว แม้กล่าวเฉพาะที่ดินอีกแปลง

คดีพิพาทมรดกระหว่างหลานสาวผู้ได้รับพินัยกรรม กับพี่น้องของผู้ตาย กลายเป็นบทเรียนสำคัญว่า “ถ้อยคำในพินัยกรรม” อาจไม่ต้องครอบคลุมทุกทรัพย์ หาก “เจตนารมณ์ของผู้ทำพินัยกรรม” มีความชัดเจนพอ ศาลฎีกาต้องวินิจฉัยว่าทรัพย์ที่ไม่ได้ระบุโดยตรงในพินัยกรรมตกแก่ใคร เมื่อนางล้อมเขียนพินัยกรรมระบุยกที่ดินแปลงหนึ่งให้แก่หลานสาวคือนางสุนันทา แต่ใช้ถ้อยคำทั่วไปในข้อแรกว่าทรัพย์สินทั้งหมดตกเป็นของผู้มีชื่อในพินัยกรรม ผลคือแม้จะไม่ได้เอ่ยถึงที่ดินแปลงพิพาทโดยตรง แต่ก็ถือว่าหลานสาวได้สิทธิเหนือที่ดินนั้น 1 ใน 6 ส่วนตามสิทธิของเจ้ามรดกเดิม

บทความที่น่าสนใจ

ที่ดินโฉนดเลขที่ 321 แขวงวัดท่าพระ กรุงเทพมหานคร เคยเป็นของนายพิศ อ่วมบุญช่วย ผู้ตาย ซึ่งไม่มีภริยาและบุตร เมื่อถึงแก่ความตาย ทรัพย์มรดกตกแก่พี่น้องร่วมบิดามารดา 4 คน หนึ่งในนั้นคือนายผ่อง อ่วมบุญช่วย ผู้สมรสกับนางล้อม ต่อมาเมื่อผ่องถึงแก่ความตาย ที่ดิน 1 ใน 4 ส่วนของเขาถูกแบ่งเป็นสินสมรส 1 ใน 3 แก่นางล้อม และอีก 2 ใน 3 ตกเป็นมรดกที่นางล้อมได้รับครึ่งหนึ่งตามสิทธิภริยา รวมแล้วนางล้อมได้กรรมสิทธิ์ในที่ดิน 1 ใน 6 ส่วน

ก่อนเสียชีวิต นางล้อมได้ทำพินัยกรรมยกทรัพย์สินให้หลานสาว นางสุนันทา อรรถกฤษณ์ (โจทก์) โดยเฉพาะระบุไว้เพียงที่ดินแปลงเลขที่ 10197 แต่มีข้อความชัดเจนในข้อ 1 ว่า “ให้บรรดาทรัพย์สินทั้งหมดที่มีอยู่และที่จะพึงมีในภายหน้า ตกเป็นของผู้มีชื่อในพินัยกรรม” ซึ่งมีเพียงโจทก์เพียงคนเดียว ศาลฎีกาจึงตีความว่าทรัพย์สินทั้งหมดรวมถึงที่ดินโฉนดเลขที่ 321 จำนวน 1 ใน 6 ส่วน ตกเป็นของโจทก์ตามพินัยกรรม

เมื่อจำเลยโอนที่ดินให้แก่บุคคลภายนอกไปก่อน คำพิพากษาจึงให้จำเลยชำระเงินแทนการโอนจำนวน 500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปีแก่โจทก์

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 419/2541 

พินัยกรรมสองฉบับ คนละเจตนา คนละทรัพย์ พินัยกรรมฉบับหลังเพิกถอนฉบับแรกหรือไม่?

ในกรณีที่ผู้ตายทำพินัยกรรมไว้สองฉบับโดยระบุผู้จัดการมรดกต่างคนกันในทรัพย์สินคนละชุด เช่นนี้จะถือว่าพินัยกรรมฉบับหลังเพิกถอนฉบับแรกหรือไม่? ผู้ร้องในคดีเป็นบุตรของผู้ตายที่ได้รับแต่งตั้งเป็นผู้จัดการมรดกตามพินัยกรรมฉบับแรก ขณะที่ผู้คัดค้านอ้างสิทธิตามฉบับหลัง ศาลฎีกาจึงต้องวินิจฉัยว่า ข้อความในพินัยกรรมทั้งสองฉบับขัดแย้งกันหรือไม่ และใครควรได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้จัดการมรดก

บทความน่าสนใจ

นายเซี้ยง ผู้ร้อง ยื่นคำร้องต่อศาลขอให้ตั้งตนเป็นผู้จัดการมรดกของมารดา คือ นางบุญมา ผู้ตาย ซึ่งได้ทำพินัยกรรมไว้ 2 ฉบับ พินัยกรรม ฉบับแรก ตั้งนายเซี้ยง (ผู้ร้อง) เป็นผู้จัดการมรดกในทรัพย์สินบางส่วน พินัยกรรม ฉบับหลัง ตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกอีกส่วนหนึ่ง

ผู้คัดค้านโต้แย้งว่า พินัยกรรมฉบับหลังเพิกถอนฉบับแรกโดยปริยาย เพราะขัดกันทั้งในเรื่องทรัพย์สินและตัวผู้จัดการมรดก จึงขอให้ศาลตั้งตนเป็นผู้จัดการมรดกแทน

อย่างไรก็ตาม ศาลฎีกาเห็นว่า พินัยกรรมทั้งสองฉบับไม่ได้ขัดแย้งกัน เนื่องจากระบุทรัพย์มรดกคนละส่วน และแต่งตั้งคนละคนให้จัดการอย่างแยกจากกัน แสดงให้เห็นเจตนาชัดเจนของผู้ตายว่าต้องการให้ทั้งสองคนมีบทบาทในการจัดการทรัพย์สินคนละส่วน

เมื่อทั้งผู้ร้องและผู้คัดค้าน ไม่ใช่บุคคลต้องห้าม ตามกฎหมาย (ป.พ.พ. มาตรา 1718) ศาลฎีกาจึงพิพากษาให้ ตั้งผู้ร้องและผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกร่วม โดยให้จัดการทรัพย์ตามพินัยกรรมของแต่ละฉบับที่ได้รับแต่งตั้งไว้

คำพิพากษานี้ยืนยันหลักสำคัญว่า การตีความพินัยกรรมต้องยึดตามเจตนาผู้ทำพินัยกรรมเป็นหลัก และการมีพินัยกรรมหลายฉบับ ไม่ได้แปลว่า ฉบับหลังเพิกถอนฉบับแรกเสมอไป

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3523/2532

พินัยกรรมระบุชัดว่ายกมรดกให้ผู้รับพินัยกรรมผู้เดียว กรณีนี้ทายาทโดยธรรมจะฟ้องขอแบ่งทรัพย์มรดกซึ่งได้มาภายหลังจากทำพินัยกรรมได้หรือไม่

หลายคนอาจเข้าใจว่าพินัยกรรมมีผลเฉพาะทรัพย์ที่มีอยู่ในวันที่ทำพินัยกรรมเท่านั้น หากผู้ตายระบุชัดว่าทรัพย์ที่ “มีอยู่หรือจะมีขึ้นในภายหน้า” ให้แก่บุคคลใดบุคคลหนึ่ง พินัยกรรมดังกล่าวย่อมมีผลครอบคลุมทรัพย์ที่จะได้มาในอนาคตด้วย

บทความน่าสนใจ

โจทก์เป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ตายและฟ้องจำเลยซึ่งเป็นภรรยาใหม่ของผู้ตาย ขอแบ่งทรัพย์มรดก โดยอ้างว่าตนมีสิทธิในทรัพย์มรดกครึ่งหนึ่ง และกล่าวหาจำเลยว่ายักย้ายที่ดินจึงควรถูกตัดสิทธิจากมรดกส่วนที่ยักย้าย

อย่างไรก็ตาม จำเลยอ้างสิทธิตามพินัยกรรมที่ผู้ตายได้ทำไว้ โดยระบุให้ “ทรัพย์สินทั้งหมดที่มีอยู่หรือจะมีขึ้นในภายหน้า” ตกเป็นของจำเลยแต่เพียงผู้เดียว ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พินัยกรรมลักษณะนี้มีผลครอบคลุมทรัพย์ที่ผู้ตายได้มาในภายหลังด้วย และไม่ปรากฏพฤติการณ์ชัดเจนว่าจำเลยยักย้ายทรัพย์มรดกโดยทุจริต

จึงตัดสินให้พินัยกรรมมีผลบังคับครอบคลุมทรัพย์ทั้งหมด และยกฟ้องโจทก์ โดยถือว่าจำเลยเป็นผู้รับมรดกแต่เพียงผู้เดียวตามเจตนาผู้ตายที่แสดงไว้ชัดเจนในพินัยกรรม

ทรัพย์สินทางปัญญา – ข้อพิพาทเกี่ยวกับสิทธิบัตร

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3764/2565

อำนาจของคณะกรรมการสิทธิบัตรในการเพิกถอนอนุสิทธิบัตร กรณีไม่มีรายงานเสนอจากอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา

คดีสิทธิบัตรไม่ใช่เรื่องเทคนิควิศวกรรมเพียงอย่างเดียว แต่ยังเป็นการตีความกฎหมายอย่างลุ่มลึก โดยเฉพาะในกรณีที่มีผู้คัดค้านว่า “การประดิษฐ์” ที่ได้รับอนุสิทธิบัตรนั้นไม่ใช่ของใหม่ คำพิพากษาศาลฎีกานี้วางหลักไว้อย่างสำคัญว่า แม้อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญาจะยังไม่ได้จัดทำรายงานเสนอเพิกถอนอนุสิทธิบัตรต่อคณะกรรมการสิทธิบัตรโดยตรง แต่เมื่อผู้ขออนุสิทธิบัตรได้อุทธรณ์คำวินิจฉัยแล้ว ย่อมถือว่าเข้าสู่กระบวนการตามมาตรา 65 ฉ อย่างสมบูรณ์ และกรรมการสิทธิบัตรมีอำนาจชอบที่จะเพิกถอนสิทธิได้โดยไม่ขัดต่อกฎหมาย

บทความน่าสนใจ

คดีนี้เริ่มจากมีผู้มีส่วนได้เสียยื่นคำร้องให้ตรวจสอบความใหม่ของการประดิษฐ์ตามอนุสิทธิบัตรเลขที่ 5116 ตามมาตรา 65 ฉ แห่ง พ.ร.บ.สิทธิบัตร พ.ศ. 2522 อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญาเห็นว่า มีเพียงบางข้อถือสิทธิ (ข้อ 6–8) ที่ต่างจากสิ่งประดิษฐ์เดิม จึงสั่งให้ผู้ขอแก้ไขขอบเขตการคุ้มครองให้ชัดเจน แต่เมื่อผู้ขอไม่เห็นด้วย ได้อุทธรณ์คำวินิจฉัยต่อคณะกรรมการสิทธิบัตร

แม้อธิบดียังไม่ได้จัดทำรายงานเสนอให้เพิกถอนโดยตรง แต่ศาลเห็นว่า เมื่อเรื่องเข้าสู่คณะกรรมการสิทธิบัตรโดยการอุทธรณ์เช่นนี้ ก็เท่ากับเข้าสู่กระบวนการตามกฎหมายแล้ว กรรมการจึงมีอำนาจพิจารณาและสั่งเพิกถอนได้อย่างชอบด้วยกฎหมาย

คณะกรรมการวินิจฉัยว่า ข้อถือสิทธิส่วนใหญ่ของอนุสิทธิบัตรนี้ตรงกับสิทธิบัตรเดิมจากประเทศบัลแกเรีย จึงไม่เป็นการประดิษฐ์ใหม่ การเพิกถอนอนุสิทธิบัตรจึงชอบแล้ว คำพิพากษานี้ยืนยันหลักสำคัญว่า “การอุทธรณ์คำวินิจฉัยของอธิบดี” คือช่องทางหนึ่งที่นำเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการสิทธิบัตรได้ โดยไม่ต้องรอรายงานเสนอเพิกถอนอย่างเป็นทางการจากอธิบดี

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4883/2563

คำวินิจฉัยศาลฎีกาเกี่ยวกับความใหม่และขั้นการประดิษฐ์ในสิทธิบัตรอุปกรณ์ติดตั้งถัง CNG

การคุ้มครองสิ่งประดิษฐ์และแบบผลิตภัณฑ์เป็นหัวใจของระบบสิทธิบัตร แต่เมื่อเกิดข้อพิพาทว่าอุปกรณ์ติดตั้งถังแก๊สซีเอ็นจีแบบสามถังในรถยนต์นั้น ขาดความใหม่หรือเป็นเพียงการใช้งานทั่วไป คำพิพากษาศาลฎีกาจึงกลายเป็นหมุดหมายสำคัญในการตีความ “ความใหม่” และ “ความสวยงาม” ในทางกฎหมายสิทธิบัตร คดีนี้ไม่เพียงเกี่ยวข้องกับมูลค่าความเสียหายนับสิบล้าน แต่ยังสะท้อนแนวทางการตีความข้อกฎหมายของศาลฎีกาในคดีสิทธิบัตรที่ส่งผลต่อธุรกิจไทยโดยตรง

บทความน่าสนใจ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7860/2559 วินิจฉัยว่า สิทธิบัตรการประดิษฐ์และสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ของโจทก์เกี่ยวกับอุปกรณ์ติดตั้งถังแก๊ส CNG แบบสามถังในรถกระบะ ยังคงมีผลสมบูรณ์ แม้จำเลยจะอ้างว่ามีการเผยแพร่ล่วงหน้าในนิตยสาร “4WHEELS” ซึ่งทำให้สิทธิบัตรขาดความใหม่ แต่ศาลเห็นว่าบทความดังกล่าวมีลักษณะเป็นการโฆษณา ไม่ใช่การเปิดเผยเนื้อหาสาระสำคัญทางเทคนิคของสิ่งประดิษฐ์ และข้อความ “นวัตกรรมใหม่” ยิ่งสะท้อนว่าไม่เคยมีการประดิษฐ์ลักษณะนี้มาก่อน

ในประเด็นแบบผลิตภัณฑ์ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้การออกแบบจะมีจุดมุ่งหมายในการใช้งาน แต่ลักษณะภายนอกที่สวยงามและดึงดูดใจก็ทำให้เข้าเกณฑ์ได้รับความคุ้มครอง โดยไม่จำเป็นต้องเน้นการใช้งานเพียงอย่างเดียว ดังนั้น การเพิกถอนสิทธิบัตรทั้งหกฉบับโดยศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษจึงไม่ชอบ ศาลฎีกาจึงพิพากษากลับ ให้โจทก์ชนะคดีและได้รับค่าเสียหายกว่า 5.5 ล้านบาท พร้อมดอกเบี้ยและคำสั่งห้ามจำเลยละเมิดสิทธิอีกต่อไป

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 18330/2557

เพิกถอนสิทธิบัตร เมื่อกรรมวิธีขาดขั้นการประดิษฐ์

สิทธิบัตรเป็นเครื่องมือสำคัญในการคุ้มครองนวัตกรรม แต่ไม่ใช่ทุกสิ่งที่สามารถจดสิทธิบัตรได้โดยชอบด้วยกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกานี้สะท้อนให้เห็นว่ากรรมวิธีที่นำมาใช้กระตุ้นให้ต้นกฤษณาสร้างสารธรรมชาติ หากขาดเทคนิคพิเศษหรือไม่ได้แสดงขั้นการประดิษฐ์ที่สูงขึ้น ก็ไม่อาจได้รับการคุ้มครองในรูปแบบสิทธิบัตรได้ แม้ว่ากรรมวิธีดังกล่าวจะถูกใช้งานในเชิงพาณิชย์และสร้างผลตอบแทนแล้วก็ตาม

บทความน่าสนใจ

ในคำพิพากษาศาลฎีกาคดีสิทธิบัตรเลขที่ 18985 ซึ่งเกี่ยวกับกรรมวิธีการกระตุ้นให้ต้นกฤษณาสร้างสารเรซินโดยการเจาะแผลและใส่สารกระตุ้น ศาลวินิจฉัยว่าสิทธิบัตรดังกล่าวไม่มีขั้นการประดิษฐ์สูงขึ้นตามกฎหมาย แม้จะมีรายละเอียดหลายขั้นตอน เช่น การเลือกต้นไม้ตามขนาดและอายุ การกำหนดตำแหน่งแผล และการใช้สารกระตุ้น แต่ก็เป็นเทคนิคที่บุคคลทั่วไปที่มีความรู้พื้นฐานสามารถเข้าใจและทำได้โดยง่าย

ศาลชี้ว่า กรรมวิธีดังกล่าวเป็นเพียงการนำธรรมชาติของต้นกฤษณามาใช้ประโยชน์ โดยไม่แสดงให้เห็นถึงการคิดค้นที่มีระดับนวัตกรรมใหม่หรือความซับซ้อนทางเทคนิคที่สูงเพียงพอ ดังนั้น การออกสิทธิบัตรดังกล่าวจึงไม่เป็นไปตามมาตรา 5 แห่ง พ.ร.บ.สิทธิบัตร พ.ศ. 2522 และศาลฎีกาพิพากษายืนให้เพิกถอนสิทธิบัตรเลขที่ 18985 ของจำเลยที่ 1

คดีหย่า-แบ่งสินสมรส

หย่าแล้วฟ้องแบ่งทรัพย์เพิ่มไม่ได้ หากเคยตกลงชัดเจนท้ายทะเบียนหย่า

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7860/2559

ในคดีหย่าหลายคนเข้าใจว่าแม้มีการตกลงแบ่งทรัพย์สินไว้ ก็ยังสามารถฟ้องขอแบ่งทรัพย์สินอื่นที่ไม่ระบุไว้ภายหลังได้ แต่คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7860/2559 ยืนยันหลักกฎหมายว่า หากมีการตกลงแบ่งทรัพย์สินไว้ชัดเจนท้ายทะเบียนหย่าแล้ว คู่หย่าไม่มีสิทธิฟ้องเรียกทรัพย์สินอื่นได้อีก เพราะถือว่าเป็น “สัญญาประนีประนอมยอมความ” ซึ่งมีผลทากฎหมายผูกพันทั้งสองฝ่าย บทความนี้จะสรุปสาระสำคัญของคดีและผลทางกฎหมายของการตกลงแบ่งทรัพย์สินเมื่อหย่า

บทความน่าสนใจ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7860/2559 ตามคดีนี้ โจทก์และจำเลยได้จดทะเบียนหย่าโดยทำบันทึกข้อตกลง ท้ายทะเบียน หย่าเรื่องทรัพย์สิน ไว้อย่างชัดเจน โดยจำเลยยอมยกบ้านและที่ดินให้ โอนรถยนต์ให้โจทก์ 2 คัน จ่ายเงินให้อีก 3,500,000 บาท รับภาระหนี้สินทั้งหมด และรับสิทธิดูแลบุตรผู้เยาว์ 3 คน ซึ่งจำเลยได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขครบถ้วนแล้ว โดยมีพยาน คนกลาง และนายทะเบียนร่วมลงลายมือชื่อ

ต่อมาโจทก์ได้ยื่นฟ้องขอแบ่งสินสมรสเพิ่มเติมอีกหลายรายการ (รวมมูลค่ากว่า 47 ล้านบาท) โดยอ้างว่าบันทึกข้อตกลง นั้นไม่มีข้อความ ระบุว่า “ไม่ติดใจเรียกร้องทรัพย์สินอื่นอีก” ศาลฎีกาพิจารณาแล้วเห็นว่า ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1532 (ก) มีจุดมุ่งหมายให้จัด การแบ่ง ทรัพย์สินให้เสร็จสิ้นก่อนแยกจากกัน ข้อตกลงท้ายทะเบียน หย่าดังกล่าวจึงเป็นสัญญาแบ่ง ทรัพย์สินและเป็น “สัญญาประนีประนอม ยอมความ” ตามมาตรา 850 ที่ต่างฝ่ายต่างยอมผ่อนผันให้แก่กัน แม้จะไม่ ระบุข้อความตัดสิทธิ์ทรัพย์สินอื่นไว้ แต่เมื่อข้อเท็จจริงฟัง ได้ว่าเจรจาเสร็จสิ้นแล้ว ย่อมมีผลทำให้สิทธิเรียกร้อง ในทรัพย์สิน อื่น ๆ ที่ยอมสละนั้นระงับสิ้นไปทันทีตามมาตรา 852

ศาลฎีกาจึงพิพากษายืนให้ ยกฟ้องโจทก์ เนื่องจากข้อตกลงท้ายทะเบียนหย่ามีผลผูกพันเป็นสัญญาประนีประนอม ยอมความที่เสร็จเด็ด ขาดแล้ว โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องร้องเพื่อขอแบ่งทรัพย์สินอื่น ๆ นอกเหนือจากที่ตกลงกันไว้ได้อีก

สมรสยังไม่สิ้น โอนทรัพย์ไม่ได้ ศาลเพิกถอนการโอนที่ดินระหว่างเครือญาติ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 269/2531

เมื่อสามีภริยายังไม่ได้จดทะเบียนหย่าตามกฎหมาย แม้จะมีข้อตกลงหย่าและแบ่งทรัพย์สินไว้ ก็ยังไม่ทำให้ทรัพย์สิน พ้นจากสถานะ “สินสมรส” หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งโอนทรัพย์ให้บุคคลอื่นโดยไม่รับความยินยอม อีกฝ่ายมีสิทธิฟ้องเพิกถอนได้ โดยเฉพาะเมื่อผู้รับโอนเป็นญาติใกล้ชิด และมีพฤติการณ์ไม่สุจริต คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 269/2531 เป็นตัวอย่างสำคัญ ที่แสดงให้เห็นถึง หลักการคุ้มครอง สิทธิของคู่สมรสในสินสมรส แม้ยังไม่มีการหย่าอย่างสมบูรณ์

บทความน่าสนใจ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 269/2531 ในคดีนี้ โจทก์และจำเลยที่ 1 ได้ทำหนังสือตกลงหย่าและตกลงยกที่ดินพิพาทให้แก่ โจทก์ แต่ทั้งสองไม่ได้ไปจดทะเบียนหย่าตามกฎหมาย ต่อมาจำเลยที่ 1 กลับโอนที่ดินดังกล่าวให้จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็น น้องเขย โดยแจ้งต่อเจ้าพนักงานว่าตนเป็นม่าย โจทก์จึงฟ้องขอเพิกถอนการโอนและขอให้โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินเป็นชื่อตน

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้หนังสือตกลงหย่าและแบ่งทรัพย์สินจะจัดทำขึ้นโดยชอบ แต่เมื่อการหย่ายังไม่ได้จดทะเบียน การหย่าย่อมไม่มีผลสมบูรณ์ตามกฎหมาย ข้อตกลงเรื่องการแบ่งทรัพย์สินซึ่งเกี่ยวเนื่องกับการหย่าจึงยังไม่มีผลบังคับ ที่ดินพิพาทจึงยังคงมีสถานะเป็น สินสมรส และโจทก์ไม่อาจอ้างสิทธิเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ แต่เพียงผู้เดียวตามข้อตกลง ดังกล่าวได้อย่างไรก็ตาม ในฐานะคู่สมรสโจทก์ยังคงมีสิทธิในสินสมรสกึ่งหนึ่ง การที่จำเลยที่ 1 โอนที่ดินโดยไม่ได้รับ ความยินยอมจากโจทก์ และจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นญาติใกล้ชิดทราบถึงความสัมพันธ์ระหว่างคู่สมรสและข้อพิพาท เกี่ยวกับทรัพย์สินอยู่แล้ว ย่อมถือว่าเป็นผู้รับโอนโดยไม่สุจริต

ศาลฎีกาจึงพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดินระหว่างจำเลยทั้งสอง และให้โอนกรรมสิทธิ์กลับคืน เป็นชื่อจำเลยที่ 1 ตามเดิม โดยวางหลักว่าตราบใดที่การหย่ายังไม่สมบูรณ์ สินสมรสย่อมยังคงมีอยู่และคู่สมรส ฝ่ายหนึ่งไม่อาจอาศัยข้อตกลง หย่าที่ยังไม่มีผลบังคับมาอ้างสิทธิเป็นเจ้าของทรัพย์สินแต่เพียงผู้เดียวได้.

อยู่กินก่อนแต่ง แบ่งทรัพย์ได้ไหม 

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4382/2540

หลายคู่ชีวิตในสังคมไทยเริ่มต้นจากการ “อยู่ก่อนแต่ง” โดยยังไม่ได้จดทะเบียนสมรส แต่ระหว่างนั้นก็ช่วยกันสร้างตัว และซื้อทรัพย์สินร่วมกัน เช่น บ้าน ที่ดิน หรือกิจการ ต่อมาเมื่อความสัมพันธ์สิ้นสุดลง หลายคนสงสัยว่า หากทรัพย์นั้น เป็นชื่อของอีกฝ่ายตนยังมีสิทธิในทรัพย์หรือไม่ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4382/2540 ให้คำตอบชัดเจนว่า แม้ทรัพย์สิน จะถูกซื้อในช่วงก่อนจดทะเบียนสมรส ก็สามารถฟ้องขอแบ่งได้ หากพิสูจน์ได้ว่าเป็นทรัพย์ที่ได้มาร่วมกันจริงตามหลัก กรรมสิทธิ์รวม

บทความน่าสนใจ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4382/2540 โจทก์และจำเลยอยู่กินกันฉันสามีภริยาก่อนจดทะเบียนสมรส และร่วมกันซื้อที่ดินโดยใส่ชื่อจำเลยเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ ต่อมาเมื่อแยกกันอยู่ โจทก์ขอแบ่งที่ดินแต่จำเลยไม่ยินยอมจึงฟ้องคดี

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่ดินดังกล่าวเป็นทรัพย์ที่ได้มาร่วมกันก่อนสมรส จึงเป็นกรรมสิทธิ์รวมของคู่กรณี ไม่ใช่สินสมรส การจดทะเบียนสมรสภายหลังไม่ทำให้ทรัพย์ดังกล่าวกลายเป็นสินสมรส ดังนั้น โจทก์ย่อมมีสิทธิฟ้องขอแบ่งทรัพย์สิน ที่เป็นกรรมสิทธิ์รวมได้ตามมาตรา 1363 และไม่เป็นการฟ้องเกี่ยวกับทรัพย์สินระหว่างสามีภริยาที่กฎหมายห้ามไว้

แม้ถูกฟ้องหย่าก็มีสิทธิฟ้องแย้งขอแบ่งทรัพย์สินได้การหย่า

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4650/2545

การหย่าไม่ใช่แค่เรื่องความสัมพันธ์ที่สิ้นสุด แต่ยังหมายถึงการจัดการทรัพย์สินร่วมให้เรียบร้อยด้วย คำพิพากษาศาลฎีกา นี้ย้ำชัดว่า แม้แต่ฝ่ายถูกฟ้องหย่าก็มีสิทธิฟ้องแย้งขอแบ่งทรัพย์สินได้ เพื่อให้ปัญหาทรัพย์สินจบไปพร้อมกับการเลิกสมรส และยังให้แนวทาง การพิจารณาทรัพย์สินที่ปะปนระหว่าง “สินสมรส” กับ “สินส่วนตัว” ได้อย่างชัดเจน

บทความน่าสนใจ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4650/2545 ในคดีนี้ โจทก์ฟ้องหย่าจำเลยและขอแบ่งสินสมรส ส่วนจำเลยฟ้องแย้งขอแบ่ง ทรัพย์สินบางส่วน ที่โจทก์ไม่ได้ระบุในคำฟ้อง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อมีการฟ้องหย่าและขอแบ่งสินสมรสแล้ว คู่สมรสอีกฝ่าย ย่อมมีสิทธิฟ้องแย้งขอ แบ่งสินสมรสรายการอื่นได้ แม้จะไม่ใช่ทรัพย์สินที่ระบุไว้ในคำฟ้องเดิม เพื่อให้การแบ่งทรัพย์สิน เสร็จสิ้นไปพร้อมกับการหย่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1532

ในประเด็นการแบ่งสินสมรส ศาลพิจารณาว่า กิจการร้านเสริมสวยเริ่มต้นก่อนสมรส ถือเป็น สินส่วนตัวของทั้งสองฝ่าย ตามสัดส่วนเงิน ลงทุน รายได้จากร้านหลังแต่งงานกลายเป็น สินสมรส และเมื่อเงินฝากในบัญชีปะปนกันจนแยกไม่ออก ศาลจึงถือว่าทั้งหมดเป็นสิน สมรส ตาม มาตรา 1471 วรรคท้าย และกรณีที่โจทก์ถอนเงินบางส่วนหลังวันฟ้อง แต่จำเลยไม่โต้แย้งศาลจึงถือจำนวนเงินตามความจริง ที่คงเหลือเป็นฐานในการแบ่ง

คู่สมรสขอแบ่งทรัพย์สินขายสินสมรสก่อนจดทะเบียนหย่าได้หรือไม่

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3961/2535

หลายคนเข้าใจว่า หากคู่สมรสนำทรัพย์สินไปขายโดยไม่ขออนุญาตอีกฝ่าย จะสามารถฟ้องร้องเรียกเงินคืนได้ทันที แต่คำพิพากษาศาลฎีกานี้ชี้ให้เห็นว่า “การแบ่งสินสมรส” จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีการ “หย่าขาด” อย่างถูกต้องตามกฎหมายเท่านั้น แม้คู่สมรสจะขายทรัพย์สินไปโดยไม่ชอบ แต่ถ้ายังไม่ได้หย่าก็ยังไม่มีสิทธิเรียกเงินที่ขายทรัพย์สินนั้นมาแบ่ง

บทความน่าสนใจ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3961/2535 โจทก์และจำเลยที่ 1 เป็นสามีภริยาโดยชอบด้วยกฎหมาย ต่อมาจำเลยที่ 1 ได้นำรถยนต์ซึ่ง เป็นสินสมรสไปขายให้แก่จำเลยที่ 2 ในราคา 50,000 บาท โดยไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์โจทก์จึงฟ้องขอเพิกถอนการโอน หรือให้จำเลยทั้งสองชำระเงิน 25,000 บาท อันเป็นส่วนแบ่งจากราคาขายรถยนต์

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อคู่สมรสไม่ได้ทำสัญญาเกี่ยวกับทรัพย์สินไว้เป็นพิเศษ ความสัมพันธ์ด้านทรัพย์สินย่อมอยู่ ภายใต้บทบัญญัติ เรื่องทรัพย์สินระหว่างสามีภริยา โดยมาตรา 1533 กำหนดให้แบ่งสินสมรสได้เมื่อมีการหย่าเท่านั้น และมาตรา 1534 บัญญัติว่า หากคู่สมรสฝ่ายหนึ่งจำหน่ายสินสมรสไปโดยไม่ได้รับความยินยอมให้ถือเสมือนว่าทรัพย์สินนั้นยังคงมีอยู่เพื่อรอการแบ่งภายหลัง แม้จำเลยที่ 1 จะขายรถยนต์ซึ่งเป็นสินสมรสไปแล้ว แต่กฎหมายถือ เสมือนว่ารถยนต์ยังคงมีอยู่เพื่อประโยชน์ ในการแบ่งสินสมรสเมื่อมีการหย่าในอนาคต ดังนั้น ขณะที่คู่สมรสยังไม่ได้หย่ากัน โจทก์จึงยังไม่มีสิทธิเรียกร้อง ส่วนแบ่งสินสมรสเป็นตัวเงิน

ศาลฎีกาจึงพิพากษายกฟ้อง โดยวางหลักว่า การแบ่งสินสมรสเกิดขึ้นได้ต่อเมื่อการสมรสสิ้นสุดลง แม้สินสมรสจะถูกจำหน่ายไปก่อน กฎหมายก็ให้ถือว่ายังคงมีทรัพย์สินนั้นอยู่เพื่อรอการจัดแบ่งภายหลัง