Tag Archives: #ทนายความครอบครัว

การละเมิดลิขสิทธิ์

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 124/2567

ใช้ลายการ์ตูนดังโฆษณาเสื้อกีฬา ก็ถือว่าละเมิดลิขสิทธิ์ได้

การนำภาพลายการ์ตูนชื่อดังมาใช้โฆษณาเสื้อกีฬาในเพจขายของ แม้ไม่ได้ผลิตจำหน่ายในวงกว้าง ก็อาจกลายเป็นความผิดฐานละเมิดลิขสิทธิ์ได้โดยไม่รู้ตัว คดีนี้ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าพฤติการณ์ของจำเลยที่ 1 ซึ่งโฆษณาเสื้อลายการ์ตูน “มังกี้ ดี. ลูฟี่” และรับสั่งผลิตจากลูกค้าโดยไม่ได้รับอนุญาต ถือว่ารู้หรือมีเหตุควรรู้ว่าลายดังกล่าวมีลิขสิทธิ์ คำสั่งซื้อที่เกิดจากการแสวงหาพยานหลักฐานจึงฟังได้ ไม่ใช่การล่อให้กระทำความผิด และผู้เสียหายมีสิทธิดำเนินคดีทั้งในทางอาญาและแพ่ง

บทความน่าสนใจ

ในคดีนี้ บริษัทผู้ถือสิทธิ์การ์ตูนวันพีซจากประเทศญี่ปุ่น เป็น “โจทก์ร่วม” ยื่นฟ้องจำเลยที่ 1 เจ้าของเพจเฟซบุ๊กขายเสื้อกีฬา ที่โฆษณาภาพเสื้อพิมพ์ลาย “มังกี้ ดี. ลูฟี่” และรับผลิตเสื้อลายดังกล่าวโดยไม่ได้รับอนุญาต

แม้การสั่งผลิตจะกระทำโดยทีมงานของผู้รับมอบอำนาจช่วงจากเจ้าของลิขสิทธิ์ แต่ศาลฎีกาเห็นว่า จำเลยเป็นผู้โฆษณาภาพลายการ์ตูนไว้ในเพจของตนเองก่อนแล้ว และเคยรับผลิตให้ลูกค้ารายอื่นมาก่อน แสดงให้เห็นว่าจำเลยรู้อยู่แล้วว่าลายดังกล่าวมีลิขสิทธิ์ ไม่ใช่การถูกล่อให้กระทำผิด

ศาลชี้ว่า โจทก์ร่วมเป็นผู้เสียหายโดยชอบ แม้ไม่ได้ฎีกาในส่วนแพ่ง ศาลฎีกายังสามารถวินิจฉัยและให้จำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าเสียหายได้ เพราะเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย

จำเลยจึงมีความผิดฐานละเมิดลิขสิทธิ์เพื่อการค้า ตามมาตรา 70 วรรคสอง ประกอบมาตรา 31(1) แห่ง พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 และต้องชดใช้ค่าเสียหายให้โจทก์ร่วมตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4488/2559

การทำซ้ำซึ่งโปรแกรมหรือซอฟต์แวร์ผิดกฎหมาย ถือว่าละเมิดลิขสิทธิ์

หลายธุรกิจอาจไม่รู้ว่า การใช้โปรแกรมที่ดูเหมือนใช้งานได้ปกติ แต่อาจเป็นเวอร์ชันละเมิดลิขสิทธิ์ ก็อาจทำให้ตนกลายเป็น “ผู้ละเมิดโดยตรง” ได้ คำพิพากษาศาลฎีกานี้ชี้ชัดว่า แม้การติดตั้งโปรแกรมจะทำซ้ำจากแหล่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์มาก่อน เช่น ซีดีเถื่อนหรือไฟล์ละเมิด ก็ยังถือว่าเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ในตัวงานเดิม ศาลยังวางแนวว่า โปรแกรมที่ติดตั้งในฮาร์ดดิสก์ของร้านอินเทอร์เน็ต หากใช้เพื่อให้บริการลูกค้าโดยไม่ได้รับอนุญาต ถือเป็นการละเมิดเพื่อการค้าเต็มรูปแบบ

บทความน่าสนใจ

บริษัทไมโครซอฟท์ฟ้องจำเลยฐานละเมิดลิขสิทธิ์จากการติดตั้งโปรแกรม Windows XP, Office 2003 และ Office 2007 บนคอมพิวเตอร์ 41 เครื่องในร้านอินเทอร์เน็ตของจำเลย โดยอ้างว่ามีการติดตั้งโปรแกรมที่ทำซ้ำมาจากแหล่งละเมิดโดยไม่ได้รับอนุญาต จำเลยให้การปฏิเสธ และศาลชั้นต้นเห็นว่าคำฟ้องไม่ชัดเจนว่าละเมิดอย่างไร จึงยกฟ้อง

แต่ศาลฎีกาวินิจฉัยกลับ โดยวางหลักว่า การทำซ้ำโปรแกรม ไม่ว่าทำจากแหล่งลิขสิทธิ์แท้หรือละเมิด ก็ถือเป็นการกระทำต่อ “งานอันมีลิขสิทธิ์” ที่ได้รับความคุ้มครองอยู่ ตามมาตรา 30 (1) แห่ง พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 และหากทำเพื่อการค้า เช่น เปิดให้ลูกค้าใช้ในร้านอินเทอร์เน็ต ย่อมเข้าข่ายละเมิดลิขสิทธิ์เพื่อการค้า

คำฟ้องของโจทก์จึงมีความชัดเจนตามกฎหมาย และศาลทรัพย์สินทางปัญญาฯ ควรรับไว้พิจารณาต่อไป

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3204/2565

ติดตั้งโปรแกรมละเมิดลิขสิทธิ์ แม้ทำซ้ำจากของเถื่อน ก็ถือว่าละเมิดโดยตรง

ร้านคาราโอเกะจำนวนมากเปิดให้บริการแบบ “ห้องส่วนตัว” พร้อมมิวสิควิดีโอและเนื้อเพลงให้ลูกค้าร้องตามโดยไม่คิดว่าอาจละเมิดลิขสิทธิ์ แต่คำพิพากษาศาลฎีกานี้ชี้ชัดว่า หากร้านเปิดเพลงพร้อมมิวสิควิดีโอประกอบโดยไม่มีสิทธิหรือใบอนุญาต ย่อมเป็นการ “ใช้สิทธิของผู้อื่นเพื่อการค้า” และถือเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์แม้จะอ้างว่าไม่ได้เก็บค่าบริการสำหรับการดูหรือฟังเพลงก็ตาม ร้านคาราโอเกะจึงต้องระวังเป็นอย่างมาก เพราะอาจโดนทั้งข้อหา ละเมิดลิขสิทธิ์ และ ไม่มีใบอนุญาตวีดิทัศน์ ได้ในคราวเดียว

บทความน่าสนใจ

ร้าน “บ้านกลางฟาร์ม” ของจำเลยเปิดบริการคาราโอเกะเป็นห้องส่วนตัว พร้อมอุปกรณ์ฉายมิวสิควิดีโอพร้อมเนื้อเพลง ให้ลูกค้าเปิดดูมิวสิควิดีโอและร้องเพลงได้ โดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของลิขสิทธิ์ เจ้าหน้าที่ลิขสิทธิ์ของบริษัทผู้เสียหายเข้าตรวจสอบ พบว่ามีการใช้เพลงที่มีเจ้าของลิขสิทธิ์ชัดเจน พร้อมบันทึกภาพและเสียงยืนยันว่าร้านให้บริการมิวสิควิดีโอคาราโอเกะจริง ถือเป็นการ “เผยแพร่ต่อสาธารณชน” ตามมาตรา 27(2) และ 28(2) พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 ซึ่งต้องได้รับอนุญาตจากเจ้าของลิขสิทธิ์ก่อน และหากทำเพื่อการค้า เช่น การให้ลูกค้าใช้บริการคาราโอเกะแลกกับค่าบริการ ก็ถือเป็น การละเมิดลิขสิทธิ์เพื่อการค้า

นอกจากนี้พฤติการณ์ดังกล่าวเข้าข่าย “ร้านวีดิทัศน์” ตามนิยามใน พ.ร.บ.ภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ. 2551 ซึ่งต้องขอใบอนุญาตก่อนเปิดดำเนินกิจการ แม้ร้านจะไม่ได้เรียกเก็บเงินแยกเฉพาะจากการดูมิวสิควิดีโอ ก็ถือว่าให้บริการโดยได้ประโยชน์ตอบแทนจากธุรกิจโดยรวมเมื่อร้านของจำเลยไม่เคยขอใบอนุญาตประกอบกิจการวีดิทัศน์ จึงผิดฐานจัดตั้งหรือประกอบกิจการวีดิทัศน์โดยไม่ได้รับใบอนุญาตนั้น ตามพระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ. 2551 มาตรา 82 ประกอบมาตรา 53

การค้ำประกันและสัญญาประกันหนี้

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 319/2561

ผู้ค้ำประกันร่วมไม่พ้นความรับผิด แม้เจ้าหนี้ปลดหนี้ให้ผู้ค้ำรายหนึ่ง: ศาลฎีกาวินิจฉัยหลักเกลื่อนกลืนหนี้

ในคดีเกี่ยวกับสัญญาเงินกู้เพื่อธุรกิจที่มีผู้ค้ำประกันหลายราย ประเด็นสำคัญที่ต้องวินิจฉัยคือ หากเจ้าหนี้รับชำระหนี้บางส่วนจากผู้ค้ำประกันรายหนึ่งแล้วปลดหนี้ให้รายนั้น ผู้ค้ำประกันอีกรายและลูกหนี้ชั้นต้นยังต้องรับผิดต่อหรือไม่ คำพิพากษาศาลฎีกานี้ให้แนวทางสำคัญเกี่ยวกับ “ความระงับแห่งหนี้” และ “การรับผิดร่วมของผู้ค้ำประกัน” ซึ่งผู้ประกอบการ ทนายความ และเจ้าหนี้ควรทำความเข้าใจอย่างรอบคอบ เพื่อบริหารความเสี่ยงในธุรกรรมสินเชื่อให้รัดกุมตามกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

บทความน่าสนใจ

คดีนี้จำเลยที่ 1 เป็นผู้กู้เงินธุรกิจจากโจทก์ โดยมีจำเลยที่ 2 และบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อมเป็นผู้ค้ำประกันร่วมกัน เมื่อจำเลยที่ 1 ค้างชำระหนี้ โจทก์ได้รับเงินชำระหนี้เพียงบางส่วนจากบรรษัทฯ แล้วปลดหนี้ให้ แต่ยังฟ้องจำเลยทั้งสองเรียกยอดหนี้ส่วนที่เหลือ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ตาม ป.พ.พ. บรรพ 2 หมวด 5 การชำระหนี้เพียงบางส่วนหรือการปลดหนี้ผู้ค้ำรายหนึ่ง มิใช่เหตุให้หนี้ทั้งหมดระงับไปโดยสิ้นเชิง หากยังมียอดค้างชำระ ลูกหนี้ชั้นต้นยังคงรับผิดจนครบ และผู้ค้ำรายอื่นที่ค้ำรายเดียวกันต้องรับผิดในฐานะลูกหนี้ร่วมตาม มาตรา 682 วรรคสอง แม้จะไม่ได้ทำสัญญาค้ำประกันพร้อมกันก็ตาม

ศาลจึงยืนยันคำพิพากษาศาลล่างให้จำเลยทั้งสองร่วมชำระหนี้ที่เหลือ 169,361.21 บาท พร้อมดอกเบี้ย โดยชี้ว่า การปลดหนี้เพียงบางส่วนแก่ผู้ค้ำรายหนึ่ง มิใช่การปลดหนี้ทั้งระบบ ผู้ค้ำอีกรายไม่พ้นความรับผิด และหลักเกลื่อนกลืนหนี้จะใช้ได้เฉพาะในกรณีที่ชำระหนี้ครบหรือมีเหตุให้หนี้สิ้นสุดตามกฎหมายเท่านั้น

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3003/2566

หน้าที่ของผู้จำนำในการรักษาทรัพย์จำนำ: ศาลฎีกายืนยันทรัพย์ยังอยู่ในครอบครองเจ้าหนี้

“หน้าที่ของผู้จำนำ” ในการรักษาทรัพย์และข้อจำกัดในการใช้ประโยชน์จากทรัพย์จำนำ แม้ทรัพย์จะเก็บไว้ในโกดังของผู้จำนำเอง แต่หากมีสัญญาระบุชัดว่าผู้จำนำไม่มีสิทธิเคลื่อนย้ายหรือใช้ทรัพย์ เว้นแต่ได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรจากผู้รับจำนำ ทรัพย์จำนำย่อมยังถือว่าอยู่ในความครอบครองของเจ้าหนี้ และสัญญาจำนำไม่สิ้นผล การตีความนี้ตอกย้ำภาระหน้าที่ของผู้จำนำที่ต้องเคารพเงื่อนไขในสัญญา มิอาจอ้างการเข้าถึงทรัพย์เป็นเหตุให้จำนำสิ้นสุดลงได้

บทความน่าสนใจ

ในคดีนี้ จำเลยที่ 1 ได้นำข้าวเปลือกและข้าวสารไปจำนำเป็นหลักประกันหนี้ โดยมีการทำสัญญาจำนำและสัญญาเช่าโกดังของจำเลยที่ 1 ให้เป็นที่เก็บทรัพย์ แม้จำเลยจะสามารถเข้าออกโกดังได้ แต่สัญญาจำนำกำหนดชัดว่า จำเลยไม่มีสิทธิใช้ทรัพย์จำนำหรือเคลื่อนย้าย เว้นแต่ได้รับความยินยอมเป็นลายลักษณ์อักษรจากโจทก์

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ผู้จำนำมีหน้าที่ต้องรักษาทรัพย์เพื่อประโยชน์ของผู้รับจำนำเท่านั้น ไม่ใช่เพื่อประโยชน์ตนเอง แม้ทรัพย์จะอยู่ในสถานที่ของผู้จำนำ แต่หากไม่มีสิทธินำไปใช้หรือโยกย้ายโดยอิสระ ทรัพย์นั้นก็ยังถือว่าอยู่ภายใต้การครอบครองของเจ้าหนี้ และจำนำยังไม่สิ้นสุดตาม ป.พ.พ. มาตรา 769 (2)

คำวินิจฉัยนี้ชี้ให้เห็นชัดว่า หน้าที่ของผู้จำนำมิใช่เพียงเก็บรักษาทรัพย์ แต่ต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขของสัญญาอย่างเคร่งครัด มิฉะนั้นอาจตกเป็นฝ่ายผิดสัญญา และถูกบังคับคดีในที่สุด

พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์และธุรกรรมดิจิทัล

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6757/2560

ข้อความปลดหนี้ในเฟซบุ๊กมีผลตามกฎหมาย

ในยุคดิจิทัลที่การสื่อสารทางออนไลน์เป็นเรื่องปกติ คำพูดหรือข้อความบนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียอาจส่งผลทางกฎหมายโดยไม่รู้ตัว คำพิพากษาศาลฎีกานี้เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนว่า การส่งข้อความทางเฟซบุ๊กที่มีเจตนายกหนี้ให้ลูกหนี้ สามารถถือเป็น “หลักฐานเป็นหนังสือ” ได้ตามกฎหมาย และทำให้เจ้าหนี้ไม่สามารถฟ้องเรียกเงินคืนได้อีก
 

บทความน่าสนใจ

คดีนี้เกิดจากการที่โจทก์ให้จำเลยกู้ยืมเงิน 595,000 บาท โดยมีสัญญาระบุชัดเจน แต่ภายหลังจำเลยไม่ได้ชำระคืนเงินต้น โดยชำระดอกเบี้ยเพียง 4 ครั้งเท่านั้น โจทก์จึงฟ้องเรียกเงินคืนพร้อมดอกเบี้ย รวมเป็นเงินกว่า 730,000 บาท

จำเลยนำข้อความที่โจทก์ส่งทางเฟซบุ๊กมายืนยันว่า โจทก์ยกหนี้ให้แล้ว ข้อความระบุว่า “เงินทั้งหมด 670,000 บาท ไม่ต้องส่งคืน ยกให้หมด ไม่ต้องส่งดอกอะไรมาให้ จะได้ไม่ต้องมีภาระหนี้สินติดตัว”

แม้ข้อความนี้ไม่มีลายเซ็น แต่โจทก์ยอมรับว่าเป็นผู้ส่งจริง และปรากฏชื่อในระบบเฟซบุ๊ก ศาลฎีกาจึงเห็นว่าเป็น “ข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์” ที่สามารถใช้เป็นหลักฐานแสดงเจตนา “ปลดหนี้” ได้ตาม พ.ร.บ.ธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2544 และถือว่ามีหลักฐานเป็นหนังสือตาม ป.พ.พ. มาตรา 340 แล้ว

ศาลฎีกาจึงพิพากษากลับ ยกฟ้องโจทก์ เพราะหนี้ได้ระงับโดยการปลดหนี้ตามเจตนาที่แสดงไว้ทาง  เฟซบุ๊ก

 
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2085/2566

ข้อความในแชตปลดหนี้ได้ ถ้ามีเจตนาแน่ชัด

เมื่อการติดต่อสื่อสารเปลี่ยนไปอยู่บนแอปฯ อย่างไลน์หรือวีแชต คำพูดที่พิมพ์ผ่านหน้าจออาจมีผลผูกพันทางกฎหมายมากกว่าที่คิด คำพิพากษาศาลฎีกานี้ชี้ให้เห็นว่า การปลดหนี้ผ่านข้อความแชตสามารถถือเป็นหลักฐานเป็นหนังสือได้ หากมีเจตนาชัดเจนและยืนยันตัวผู้ส่งได้ ตามกฎหมายแพ่งและพาณิชย์และ พ.ร.บ.ธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์

บทความน่าสนใจ

ในคดีนี้ โจทก์ฟ้องให้จำเลยชำระหนี้เงินกู้ 105,000 บาท แต่จำเลยนำหลักฐานเป็นข้อความทางแอปฯ วีแชตที่โจทก์ส่งว่า “ไม่ต้องคืนเงินพี่แล้วนะ พี่ขอโทษกับเรื่องที่ผ่านมา และยังรักอยู่” ศาลฎีกาเห็นว่าเป็นการแสดงเจตนาปลดหนี้อย่างชัดแจ้ง และเป็น “ข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ที่ถือเป็นหนังสือตามกฎหมาย”

แม้ข้อความจะไม่ได้ระบุจำนวนหนี้ชัดเจน แต่จากข้อเท็จจริงและคำเบิกความของโจทก์ หนี้ที่มีระหว่างกันมีเพียง 105,000 บาท และการให้เงินเล็กน้อยอื่น ๆ ถือเป็นการให้โดยเสน่หาจากความสัมพันธ์ส่วนตัว ไม่ใช่หนี้เงินกู้

นอกจากนี้ แม้ข้อความจะส่งผ่านวีแชต ไม่ใช่ไลน์ที่ใช้ติดต่อกันมาก่อน แต่เมื่อติดต่อช่องทางเดิมไม่ได้ การเปลี่ยนช่องทางก็ไม่กระทบต่อความน่าเชื่อถือของข้อความ และตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ มาตรา 7 และ 8 ข้อมูลที่อยู่ในรูปอิเล็กทรอนิกส์สามารถมีผลทางกฎหมายเทียบเท่าหนังสือได้ หากสามารถเข้าถึงและพิสูจน์ความหมายได้โดยไม่เปลี่ยนแปลง

ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่า จำเลยได้รับการปลดหนี้โดยสมบูรณ์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 340 และพิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์

สัญญาแฟรนไชส์และการอนุญาตใช้สิทธิ

 
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9753/2551

ผิดสัญญาแฟรนไชส์ตนเอง ย่อมหมดสิทธิเลิกสัญญาและเรียกร้องคืน

 
คดีแฟรนไชส์ระหว่างผู้ประกอบการร้านแฟมิลี่มาร์ทกับเจ้าของสิทธิแฟรนไชส์ กลายเป็นกรณีศึกษาสำคัญของการบอกเลิกสัญญาในระบบแฟรนไชส์ที่มีลักษณะเป็น “สัญญาต่างตอบแทน” ภายใต้กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 369 ศาลฎีกาตีความว่า ผู้รับแฟรนไชส์ที่ไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขสำคัญของสัญญา เช่น ไม่ส่งเงินรายได้ ย่อมไม่สามารถเรียกร้องสิทธิหรือเลิกสัญญาได้

บทความน่าสนใจ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9753/2551 วินิจฉัยว่าสัญญาแฟรนไชส์ระหว่างโจทก์ผู้ประกอบการร้านแฟมิลี่มาร์ทและจำเลยเจ้าของสิทธิแฟรนไชส์เป็น “สัญญาต่างตอบแทน” ตาม ป.พ.พ. มาตรา 369 โดยมีข้อตกลงให้โจทก์บริหารร้านแฟมิลี่มาร์ทภายใต้เครื่องหมายการค้าของจำเลย โอนรายได้ให้จำเลย และรับเงินปันผลเป็นผลตอบแทน

เมื่อโจทก์ไม่ส่งเงินรายได้ตามข้อ 15.5 ของสัญญา ถือว่าเป็นฝ่ายผิดสัญญา ศาลเห็นว่าโจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยส่งมอบร้าน หรืออ้างเหตุเลิกสัญญาและเรียกค่าเสียหายได้ เพราะตนเองยังไม่ปฏิบัติตามหน้าที่ก่อน

ศาลฎีกาพิพากษายืนตามศาลชั้นต้นว่า หนังสือบอกเลิกสัญญาของโจทก์ไม่มีผลตามกฎหมาย และการฟ้องเรียกเงินจำนวนกว่า 9 ล้านบาทจึงถูกยกฟ้อง

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 377/2555

 
คำโฆษณาในระบบแฟรนไชส์ แม้ไม่ได้ระบุไว้ก็ถือเป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลงที่ผูกพัน
 

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 377/2555 ชี้ให้เห็นว่าคำโฆษณาของเจ้าของแฟรนไชส์ แม้มิได้ระบุไว้ในสัญญาโดยตรง แต่หากเป็นเหตุจูงใจให้ผู้รับสิทธิตัดสินใจเข้าทำสัญญา ก็ถือเป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลงที่มีผลผูกพันคู่สัญญา หากผู้ให้สิทธิไม่ปฏิบัติตามย่อมถือเป็นการผิดสัญญา และผู้รับสิทธิสามารถเลิกสัญญาและเรียกค่าเสียหายคืนได้ตามกฎหมาย
 

บทความน่าสนใจ

ในคดีนี้ โจทก์ที่ 1 ทำสัญญาแฟรนไชส์กับจำเลยตามคำโฆษณาที่ชักชวนว่า ธุรกิจจะมีกำไรเฉลี่ย 30% ต่อเดือน รายได้ระหว่าง 5 แสนถึง 1 ล้านบาทต่อสาขา และจะได้สินค้าแท้ ส่งตรงเวลา ในราคาถูกกว่าทั่วไป แต่ภายหลังจำเลยไม่สามารถดำเนินการตามที่โฆษณาไว้

แม้สัญญาจะไม่ระบุคำรับรองเหล่านี้ไว้โดยตรง แต่ศาลวินิจฉัยว่าเนื้อหาในโฆษณาเป็นข้อตกลงที่ผูกพันคู่สัญญา เพราะเป็นมูลเหตุจูงใจสำคัญในการเข้าทำสัญญา การที่จำเลยไม่ปฏิบัติตามจึงเป็นการผิดสัญญา

ศาลจึงพิพากษาให้จำเลยคืนเงินค่าธรรมเนียมแรกเข้าที่ชำระไปบางส่วน พร้อมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ที่ 1 ตามมาตรา 391 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

 
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 18884/2555

การวินิจฉัยลักษณะของสัญญาอนุญาตให้ใช้ลิขสิทธิ์กับการโอนลิขสิทธิ์โดยเด็ดขาด

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 18884/2555 ย้ำให้เห็นว่า ในข้อพิพาทด้านลิขสิทธิ์ สิ่งที่สำคัญไม่ใช่แค่ “ชื่อสัญญา” แต่เป็น “เจตนาแท้จริงของคู่สัญญา” แม้สัญญาจะระบุว่าเป็นการโอนลิขสิทธิ์ทั้งหมดตลอดอายุลิขสิทธิ์ หากพฤติการณ์และการชำระเงินไม่สอดคล้องกัน ก็อาจถูกตีความว่าเป็นเพียง “สัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิ” ส่งผลกระทบต่อขอบเขตสิทธิในการใช้หรือโอนสิทธิลิขสิทธิ์ต่อ

บทความน่าสนใจ

คดีนี้เกิดจากข้อพิพาทเกี่ยวกับสิทธิเพลงที่จำเลยนำไปใช้โดยอ้างว่าตนได้รับสิทธิโดยชอบจากบุคคลที่ซื้อสิทธิจากโจทก์ อย่างไรก็ตาม สัญญาซื้อขายลิขสิทธิ์ระบุว่า เป็นการโอนลิขสิทธิ์อย่างเด็ดขาด แต่ปรากฏว่ามีการจ่ายค่าตอบแทนเพิ่มเติมหลังจากทำสัญญาถึง 6 ปี ซึ่งไม่สอดคล้องกับสัญญาโอนกรรมสิทธิ์โดยสมบูรณ์ ความสัมพันธ์ทางกฎหมายจึงไม่ใช่การโอนอย่างสมบูรณ์

ศาลฎีกาจึงตีความสัญญาลักษณะดังกล่าว ว่าเป็นการแสดงให้เห็นว่าเป็นเพียง “สัญญาอนุญาตให้ใช้ลิขสิทธิ์” (Licensing Agreement) โดยที่โจทก์ยังคงเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ และผู้ได้รับสิทธิมีเพียงสิทธิใช้ ไม่รวมสิทธิในการโอนต่อให้ผู้อื่น ดังนั้นจำเลยที่นำเพลงไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิโดยตรง จึงไม่มีสิทธิในการใช้และต้องชำระค่าเสียหายแก่โจทก์

คำพิพากษานี้จึงตอกย้ำให้ผู้ทำธุรกรรมลิขสิทธิ์ต้องระวังทั้งถ้อยคำในสัญญาและพฤติการณ์ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งอาจส่งผลต่อสถานะทางกฎหมายของคู่สัญญาในระยะยาว

ความรุนแรงในครอบครัว / คำสั่งคุ้มครอง

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15667/2558

คดีความรุนแรงในครอบครัวเป็นความผิดยอมความหรือไม่

ความรุนแรงในครอบครัวไม่ใช่เรื่องเล็ก และไม่ใช่ทุกกรณีจะยอมความได้ตามกฎหมาย หากการกระทำนั้นส่งผลให้ผู้เสียหายได้รับอันตรายสาหัส เช่น บาดเจ็บจนทำงานหรือใช้ชีวิตประจำวันไม่ได้ ศาลอาจตีความว่าเป็นความผิดอาญาร้ายแรงที่ไม่สามารถยอมความได้ แม้ผู้เสียหายจะไม่ติดใจดำเนินคดีก็ตาม คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15667/2558 จึงเป็นแนวทางสำคัญในการวินิจฉัยความผิดในคดีความรุนแรงภายในครอบครัวอย่างรอบด้าน โดยไม่ยึดตามเอกสารแพทย์เพียงอย่างเดียว แต่ให้ความสำคัญกับข้อเท็จจริงในคำฟ้องอย่างแท้จริง

บทความน่าสนใจ

คดีนี้จำเลยทำร้ายร่างกายภรรยา โดยมีรายงานแพทย์ระบุว่าบาดแผลใช้เวลารักษา 2 สัปดาห์ หากไม่มีภาวะแทรกซ้อน อย่างไรก็ตาม โจทก์บรรยายฟ้องว่าผู้เสียหายได้รับอันตรายสาหัส ป่วยเจ็บและไม่สามารถประกอบกิจวัตรตามปกติเกิน 20 วัน ศาลจึงยึดข้อเท็จจริงในคำฟ้องเป็นหลัก และวินิจฉัยว่าจำเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 297 (8) ซึ่งเป็นความผิดอาญาไม่อาจยอมความได้

แม้ผู้เสียหายจะยื่นคำร้องไม่ติดใจเอาความในความผิดฐานความรุนแรงในครอบครัว ศาลก็แยกความผิดตาม พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว ออกจากความผิดตาม ป.อ. มาตรา 297 (8) โดยระบุว่าเป็นคนละความผิดกัน เมื่อพิเคราะห์บาดแผลไม่ร้ายแรง ประกอบกับผู้เสียหายและจำเลยจดทะเบียนสมรสกันภายหลัง ศาลจึงพิพากษาแก้ลดโทษเหลือจำคุก 4 เดือน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2154/2561

แม้ไม่ใช่การทำร้ายร่างกาย แต่คุกคามและรบกวน ก็ถือเป็นความรุนแรงในครอบครัวตามกฎหมาย

ความรุนแรงในครอบครัวมิได้เกิดขึ้นเฉพาะในรูปแบบของการทำร้ายร่างกาย แต่ยังรวมถึงพฤติกรรมคุกคาม ก่อความวุ่นวาย และรบกวนความสงบสุขอย่างผิดคลองธรรม คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2154/2561 ชี้ให้เห็นว่า แม้จำเลยจะมิได้ใช้กำลังทำร้ายร่างกายอดีตภรรยาโดยตรง แต่การก่อความเดือดร้อนซ้ำแล้วซ้ำเล่าเพื่อบีบบังคับให้นำผู้เยาว์ออกมาพบตน ย่อมถือเป็นการกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัวตามกฎหมาย

บทความน่าสนใจ

ในคดีนี้ จำเลยมีพฤติกรรมคุกคามโจทก์ซึ่งเป็นอดีตภรรยา โดยนำกระดาษข้อความไปติดหน้าบ้านจนผนังเสียหาย ตะโกนโวยวาย ผูกของและโยนลูกโป่งเข้าไปในบ้าน รวมถึงกดกริ่งอย่างต่อเนื่องจนพัง ทั้งหมดเพื่อบีบบังคับให้ผู้เยาว์ออกมาพบหรือพูดคุยกับตน

แม้จำเลยจะอ้างว่าเป็นการใช้สิทธิในฐานะบิดา แต่ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พฤติกรรมเหล่านี้ไม่ใช่การใช้สิทธิอย่างสุจริต หากเป็นการบีบบังคับผิดคลองธรรม ผิดศีลธรรมจรรยา และละเมิดความสงบสุขของครอบครัว ถือเป็นการกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัวตาม พ.ร.บ. คุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ. 2550 มาตรา 4 วรรคหนึ่ง

คดีนี้เน้นย้ำว่า ความรุนแรงในครอบครัวอาจไม่ได้อยู่ในรูปของบาดแผลทางกายเสมอไป หากแต่อาจเกิดจากการละเมิดจิตใจและความสงบภายในบ้านที่สมควรได้รับการคุ้มครองเช่นเดียวกัน

คำสั่งคำร้องที่ 1169/2535

เสียสิทธิคุ้มครองชั่วคราว เพราะละเลยขอหมายบังคับคดี

การขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาเป็นกลไกสำคัญในการปกป้องสิทธิประโยชน์ระหว่างคดี โดยเฉพาะในคดีครอบครัวที่มีข้อพิพาทเรื่องทรัพย์สินร่วม หรือกิจการร่วมกัน อย่างไรก็ดี สิทธิในการคุ้มครองชั่วคราวอาจสิ้นผล หากคู่ความไม่ดำเนินการภายในเวลาที่กฎหมายกำหนด คำสั่งคำร้องที่ 1169/2535 เป็นกรณีตัวอย่างที่ชัดเจนของการที่ฝ่ายชนะคดีไม่ขอหมายบังคับคดีภายใน 15 วัน ส่งผลให้คำสั่งคุ้มครองชั่วคราวสิ้นผลตามกฎหมาย

บทความน่าสนใจ

ในคดีนี้ โจทก์ฟ้องให้หย่า ขออำนาจปกครองบุตร และแบ่งสินสมรส พร้อมขอให้ศาลมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษา โดยห้ามจำเลยจำหน่ายโอนทรัพย์สินและให้นำเงินจากกิจการมาวางศาลชั่วคราว ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำเลยวางเงินเดือนละ 5,000 บาทและห้ามโอนที่ดินบางแปลง แต่เมื่อศาลพิพากษาให้โจทก์ชนะ โจทก์กลับไม่ขอหมายบังคับคดีภายใน 15 วันตามมาตรา 260 (2) ป.วิ.พ.

แม้โจทก์ยื่นฎีกาคำสั่งและขอให้คำสั่งคุ้มครองยังมีผล แต่ศาลเห็นว่าคำสั่งชั่วคราวสิ้นผลไปแล้วโดยอัตโนมัติตามกฎหมาย โจทก์จึงไม่อาจอ้างสิทธิจากคำสั่งดังกล่าวได้อีก

กรณีนี้สะท้อนถึงความสำคัญของการดำเนินคดีอย่างต่อเนื่อง หากแม้ชนะคดี แต่ไม่ดำเนินการให้ครบถ้วน สิทธิที่เคยได้อาจหลุดลอยไปอย่างน่าเสียดาย

การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3618/2566

คนต่างด้าวฝ่าฝืนทำธุรกิจในไทย ศาลตัดสินปรับรายวันย้อนหลังตามคำสั่งศาล

คดีนี้เป็นกรณีสำคัญเกี่ยวกับการบังคับใช้พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว เมื่อบริษัทจำเลยถูกศาลสั่งให้เลิกกิจการ แต่ยังคงฝ่าฝืนคำสั่งศาล ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิด แต่ไม่กำหนดค่าปรับรายวันไว้ ศาลอุทธรณ์จึงแก้คำพิพากษาเพื่อให้สอดคล้องกับกฎหมาย โดยเพิ่มค่าปรับวันละหนึ่งหมื่นบาทตามมาตรา 37 ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คำพิพากษาศาลชั้นต้นมีผลบังคับแล้ว แม้ยังไม่ครบถ้วนในเรื่องค่าปรับ และการแก้คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์เป็นการทำให้คำพิพากษาสมบูรณ์ตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย

บทความน่าสนใจ

บริษัทจำเลยที่ 1 ซึ่งมีชาวต่างชาติเป็นผู้ควบคุมการบริหาร ถูกกล่าวหาว่าละเมิดพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 โดยแอบประกอบธุรกิจต้องห้ามในบัญชี 3 (3) คือบริการ โดยมีคนไทยถือหุ้นแทน (nominee) เพื่อหลีกเลี่ยงข้อห้ามตามกฎหมาย ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 ถึง 4 มีความผิดฐานร่วมกันประกอบธุรกิจต้องห้ามโดยไม่มีใบอนุญาต มีโทษทั้งจำคุกและปรับ พร้อมสั่งให้จำเลยเลิกประกอบธุรกิจและให้คนไทยที่ถือหุ้นแทนเลิกถือหุ้น แต่คำพิพากษาศาลชั้นต้นไม่ได้ระบุโทษปรับรายวันตามมาตรา 37 กรณีฝ่าฝืนคำสั่งศาล  ต่อมา ศาลอุทธรณ์แก้คำพิพากษา โดยกำหนดโทษปรับรายวันวันละ 10,000 บาท หากจำเลยที่ 1, 3 และ 4 ยังไม่ปฏิบัติตามคำสั่งศาลให้เลิกกิจการ และคำนวณค่าปรับย้อนหลังจากวันที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา คือวันที่ 28 พฤศจิกายน ปีที่มีคำพิพากษา จนถึงวันที่จำเลยเลิกบริษัท  จำเลยฎีกา อ้างว่าศาลอุทธรณ์เพิ่มโทษย้อนหลัง ซึ่งไม่ชอบด้วยกฎหมาย  ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คำพิพากษาศาลชั้นต้นมีผลบังคับทันทีตาม ป.วิ.อ. มาตรา 188 แม้จะไม่ได้กำหนดโทษปรับรายวันไว้ ศาลอุทธรณ์เพียงแต่เติมส่วนที่ขาดให้คำพิพากษาสมบูรณ์ตามบทลงโทษที่กฎหมายกำหนด การปรับย้อนหลังจึงชอบด้วยกฎหมาย

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 793/2565

ศาลฎีกาสั่งปรับย้อนหลังต่างด้าวแฝงทำธุรกิจในไทย ไม่เลิกกิจการตามคำสั่งศาล

การใช้ “นอมินี” หรือคนไทยถือหุ้นแทนชาวต่างชาติ เป็นกลยุทธ์ที่ใช้กันแพร่หลีกเลี่ยงข้อจำกัดทางกฎหมายธุรกิจของไทย แต่ในคดีนี้ ศาลฎีกาได้วางบรรทัดฐานที่สำคัญว่า แม้ศาลชั้นต้นจะไม่ได้กำหนดบทปรับรายวันไว้ แต่หากศาลอุทธรณ์เติมให้ครบภายหลัง ก็ชอบด้วยกฎหมาย และสามารถบังคับให้ชำระค่าปรับย้อนหลังนับแต่วันที่คำพิพากษาศาลชั้นต้นมีผลบังคับจนถึงวันสิ้นสุดการฝ่าฝืน

บทความน่าสนใจ

บริษัทจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นนิติบุคคลจดทะเบียนในประเทศไทย ประกอบธุรกิจบริการที่เป็นกิจการต้องห้ามตามบัญชี 3 ของพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 โดยไม่ได้รับใบอนุญาต ทั้งยังถูกตรวจพบว่าอยู่ภายใต้การควบคุมของชาวต่างชาติ ซึ่งใช้จำเลยที่ 5 และ 6 ซึ่งเป็นคนไทยถือหุ้นแทนเพื่อลวงเจ้าหน้าที่รัฐให้เข้าใจว่าเป็นธุรกิจของคนไทยจำเลยที่ 2 ถึง 4 เป็นกรรมการที่ร่วมบริหารกิจการ และมีส่วนร่วมในการกระทำผิด ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 ถึง 4 มีความผิดตามมาตรา 8(3), 37 และให้ลงโทษจำคุก ปรับ และสั่งเลิกกิจการ รวมถึงให้คนไทยเลิกถือหุ้นในบริษัทจำเลยที่ 1 แต่ศาลไม่ได้กำหนด “ค่าปรับรายวัน” กรณีฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามคำสั่งศาลตามที่มาตรา 37 วรรคท้ายบัญญัติไว้ ต่อมา จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 มิได้ดำเนินการตามคำสั่งศาล ศาลอุทธรณ์จึงพิพากษาแก้เพิ่มเติมว่า หากยังฝ่าฝืนให้ปรับจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 วันละ 10,000 บาทตลอดเวลาที่ยังฝ่าฝืนอยู่ และให้นับค่าปรับย้อนหลังตั้งแต่วันที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา จำเลยทั้งสามฎีกา โดยอ้างว่า การเพิ่มเติมค่าปรับรายวันเป็นการเพิ่มโทษย้อนหลัง อันไม่ชอบด้วยกฎหมาย  ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีถึงที่สุดตั้งแต่ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษา และคำพิพากษานั้นมีผลบังคับตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 188 ซึ่งมาตรา 37 วรรคท้ายของ พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 กำหนดโทษปรับวันละ 10,000 ถึง 50,000 บาทหากฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามคำสั่งศาล ดังนั้น การที่ศาลอุทธรณ์เพิ่มเติมบทปรับรายวัน จึงไม่ใช่การพิพากษาเกินเลยหรือออกโทษใหม่ แต่เป็นการทำให้คำพิพากษามีผลครบถ้วนตามกฎหมาย

ศาลฎีกายืนยันให้จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ต้องร่วมกันชำระค่าปรับวันละ 10,000 บาท ตั้งแต่วันที่ 28 พฤศจิกายน 2561 (วันอ่านคำพิพากษาศาลชั้นต้น) จนถึงวันที่ 2 มีนาคม 2563 ซึ่งเป็นวันที่จำเลยที่ 1 จดทะเบียนเลิกบริษัท

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5457/2560

ต่างด้าวใช้คนไทยถือหุ้นแทน ศาลชี้โมฆะกรรม เรียกเงินคืนไม่ได้

การเข้าถือครองกิจการของชาวต่างชาติในไทยมีข้อจำกัดตามกฎหมายว่าด้วยคนต่างด้าว หลายคนพยายามหลีกเลี่ยงข้อห้ามด้วยการใช้ “นอมินี” หรือให้คนไทยถือหุ้นแทนโดยไม่ถือสิทธิจริง แต่รู้หรือไม่ว่า การทำเช่นนี้อาจกลายเป็น “โมฆะกรรม” และเสี่ยงเสียเงินทั้งหมดโดยไม่มีสิทธิเรียกคืน

บทความนี้สรุปคำพิพากษาฎีกาคดีหนึ่ง ซึ่งศาลสูงสุดตัดสินชัดว่า แม้ทำเป็นสัญญากู้ยืมเงิน แต่เมื่อแท้จริงคือการซื้อกิจการโดยใช้คนไทยถือหุ้นในนาม การชำระเงินดังกล่าวเป็นการฝ่าฝืนกฎหมาย ไม่สามารถฟ้องเรียกคืนได้

บทความน่าสนใจ

ชาวญี่ปุ่นรายหนึ่งฟ้องบริษัทไทยและกรรมการบริษัท ขอให้ชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืม 19.5 ล้านบาท โดยอ้างว่าได้โอนเงินให้บริษัทจริงและมีสัญญากู้และค้ำประกันครบถ้วน แต่จำเลยทั้งสองกลับรับว่าทำสัญญากู้จริง ทว่าแท้จริงแล้วเป็นเพียงนิติกรรมอำพรางการซื้อขายกิจการบริษัท เพื่อเลี่ยงข้อห้ามตาม พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 กลับคำพิพากษาให้โจทก์ชนะคดี จำเลยจึงฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานยืนยันว่าโจทก์ซื้อกิจการโดยใช้ชื่อบุคคลสัญชาติไทยถือหุ้นแทน โดยที่โจทก์และบุตรเป็นผู้ควบคุมกิจการที่แท้จริง การทำเช่นนี้ถือเป็นการหลีกเลี่ยงกฎหมายที่ห้ามต่างด้าวถือหุ้นเกินกึ่งหนึ่งในกิจการบางประเภทแม้จะทำสัญญาเป็นการกู้ยืมเงิน แต่เมื่อแท้จริงคือการซื้อกิจการโดยฝ่าฝืนข้อห้ามตามกฎหมาย สัญญาจึงตกเป็นโมฆะตามมาตรา 150 และการชำระเงินถือว่าฝ่าฝืนข้อห้าม ไม่สามารถเรียกคืนได้ตามมาตรา 411 ศาลฎีกาจึงพิพากษากลับให้ยกฟ้อง โจทก์ไม่ได้รับเงินคืน และต้องรับผลจากการกระทำที่ฝ่าฝืนกฎหมายด้วยตนเอง

คดีอาญา-ฉ้อโกง

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1113/2560

การรับผิดของผู้สั่งจ่ายเช็คแทนผู้อื่น ต้องรับผิดแม้ไม่ใช่ลูกหนี้ตัวจริง

จำเลยซึ่งไม่ได้เป็นคู่กรณีโดยตรงของการฉ้อโกง แต่เป็นผู้ที่ลงลายมือชื่อในเช็คเพื่อชดเชยความเสียหายแทนนายชาตรีผู้กระทำผิด และเมื่อเช็คบางฉบับถูกปฏิเสธการจ่าย จำเลยได้อ้างว่าไม่ต้องรับผิดเพราะโจทก์ไม่ได้ถอนฟ้องนายชาตรีตามที่ตกลงกันไว้ ศาลฎีกาได้วินิจฉัยอย่างชัดเจนถึงลักษณะของหนี้ตามเช็ค การเข้าผูกพันแทนลูกหนี้ และการตีความว่าข้อตกลงดังกล่าวเป็นสัญญาต่างตอบแทนหรือไม่

บทความน่าสนใจ

จำเลยตกลงชำระเงินแก่โจทก์ทั้งสองเพื่อบรรเทาความเสียหายจากการฉ้อโกงของนายชาตรี โดยได้จ่ายเงินสด 1 ล้านบาท และออกเช็คอีก 4 ฉบับ ฉบับละ 1 ล้านบาท ซึ่งหากเรียกเก็บได้ครบ โจทก์จะถอนฟ้องนายชาตรี แต่เช็คสามฉบับถูกปฏิเสธการจ่าย โจทก์จึงฟ้องเรียกเงินตามเช็คจำนวน 3 ล้านบาท

จำเลยอ้างว่าไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ เพราะ โจทก์ไม่สามารถถอนฟ้องนายชาตรีได้หลังศาลมีคำพิพากษาลงโทษ และเห็นว่าข้อตกลงเป็น “สัญญาต่างตอบแทน” ซึ่งไม่ได้รับผลตามที่ตกลง

แต่ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การที่จำเลยออกเช็คชำระหนี้เพื่อบรรเทาความเสียหายจากการฉ้อโกงของนายชาตรี ถือเป็นการเข้าผูกพันชำระหนี้แทนตาม ป.พ.พ. มาตรา 314 โดยสมัครใจ ไม่ใช่โดยฝืนใจลูกหนี้ และไม่ใช่สัญญาต่างตอบแทน การที่โจทก์ถอนฟ้องไม่ได้เพราะศาลมีคำพิพากษาแล้ว ไม่กระทบต่อภาระผูกพันของจำเลยในฐานะผู้สั่งจ่ายเช็ค

จำเลยจึงต้องรับผิดตามเช็ค 3 ฉบับ รวม 3 ล้านบาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี ศาลฎีกาพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4920/2567

รับจ้างเปิดบัญชีถือเป็นผู้สนับสนุนอาชญากรรมไซเบอร์ ถือว่ามีความผิดฐานร่วมฉ้อโกงประชาชน

ในยุคที่อาชญากรรมไซเบอร์ระบาดหนัก การ “รับจ้างเปิดบัญชี” เพื่อให้มิจฉาชีพใช้รับโอนเงินจากผู้เสียหาย กลายเป็นรูปแบบใหม่ของการมีส่วนร่วมในอาชญากรรม แม้ไม่ได้ลงมือหลอกลวงด้วยตนเอง แต่ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ผู้ที่ยอมมอบบัญชีให้ใช้ ย่อมต้องเล็งเห็นผลร้ายที่ตามมา และมีความผิดฐาน “สนับสนุน” การฉ้อโกงประชาชนโดยแสดงตนเป็นคนอื่น

บทความน่าสนใจ

จำเลยอายุ 17 ปี รับจ้างเปิดบัญชีธนาคาร 2 บัญชี และมอบสมุดบัญชีให้บุคคลอื่นเพื่อใช้โอนเงิน โดยได้รับค่าตอบแทนบัญชีละ 400 บาท ต่อมาพบว่าบัญชีดังกล่าวถูกใช้รับเงิน 200,000 บาทจากผู้เสียหายที่ถูกหลอกลวงให้กรอกข้อมูลผ่านเว็บไซต์ปลอมของธนาคารไทยพาณิชย์

แม้จำเลยจะไม่ได้เป็นผู้หลอกลวงโดยตรง แต่ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การกระทำของจำเลยเข้าข่ายเป็นผู้สนับสนุน ขบวนการฉ้อโกงประชาชน โดยพฤติการณ์การรับจ้างเปิดบัญชีและส่งมอบสมุดบัญชีซึ่งมีข้อความเตือนว่า “ห้ามรับจ้างเปิดบัญชี” ย่อมแสดงให้เห็นเจตนาที่เล็งเห็นผลได้ว่าอาจถูกนำไปใช้กระทำผิดกฎหมาย

ศาลฎีกาพิพากษาแก้ ยกคำวินิจฉัยของศาลล่าง ให้จำเลยมีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดฐานฉ้อโกงประชาชนโดยแสดงตนเป็นคนอื่น ตาม ป.อ. มาตรา 342(1), 343 วรรคสอง ประกอบมาตรา 86 ลดโทษตามกฎหมายเยาวชน ส่งจำเลยเข้ารับการฝึกอบรม 1–2 ปี และให้คืนเงินแก่ผู้เสียหาย


คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1113/2560

คดีนี้โจทก์ร่วมฟ้องจำเลยฐานโกงเจ้าหนี้ตาม ป.อ. มาตรา 350 โดยอ้างว่ามีหนี้ค่าซื้อพ่อพันธุ์โค และจำเลยขายที่ดินเพื่อหลีกเลี่ยงการชำระหนี้ ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้อง โดยเห็นว่าในคดีแพ่งที่เกี่ยวข้อง ศาลฎีกาพิพากษายกฟ้องแล้ว ส่งผลให้โจทก์ร่วมและจำเลยไม่เป็นเจ้าหนี้ลูกหนี้ต่อกัน

บทความน่าสนใจ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คำพิพากษาแพ่งที่ถึงที่สุดมีผลผูกพันคู่ความตาม ป.วิ.พ. มาตรา 145 ทำให้ถือว่าไม่มีหนี้ระหว่างโจทก์ร่วมและจำเลย เมื่อองค์ประกอบความผิดฐานโกงเจ้าหนี้ต้องมีหนี้อยู่ก่อน คดีอาญาจึงไร้มูลความผิด ไม่ใช่การหยิบยกคำพิพากษาแพ่งมาใช้ผิดกฎหมายตามที่โจทก์ร่วมกล่าวอ้าง

มูลหนี้ตามเช็คพิพาททั้งสามฉบับเกิดจากการที่จำเลยตกลงชำระเงินให้แก่โจทก์ทั้งสองเพื่อบรรเทาความเสียหายจากการกระทำความผิดฐานฉ้อโกงของ ช. กรณีจึงต้องถือว่า จำเลยยอมเข้าผูกพันเป็นผู้ชำระหนี้แทน ช. โดยมิได้เป็นการขัดกับเจตนาของคู่กรณีหรือโดยฝืนใจลูกหนี้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 314 ข้อตกลงดังกล่าวจึงมิใช่เป็นสัญญาต่างตอบแทนดังที่จำเลยฎีกา เมื่อจำเลยเป็นผู้ลงลายมือชื่อสั่งจ่ายในเช็คพิพาททั้งสามฉบับ จึงต้องรับผิดตามเนื้อความในเช็คชำระเงิน 3,000,000 บาท แก่โจทก์ทั้งสอง ตาม ป.พ.พ. มาตรา 900 วรรคหนึ่ง, 914 ประกอบมาตรา 989 วรรคหนึ่ง

คำพิพากษานี้ชี้ให้เห็นว่า หากคดีแพ่งถึงที่สุดว่าไม่มีหนี้ คดีอาญาฐานโกงเจ้าหนี้ย่อมสิ้นไปโดยผลของกฎหมาย

การตั้งครรภ์แทนและการเจริญพันธ์ทางการแพทย์

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4072/2566

อุ้มบุญเพื่อการค้าข้ามชาติ = ผิดสองกรรม ศาลฎีกาชี้โทษแยกนับ

เมื่อเทคโนโลยีทางการแพทย์ก้าวหน้า การตั้งครรภ์แทนกลายเป็นประเด็นทางกฎหมายที่ซับซ้อน โดยเฉพาะเมื่อมีการดำเนินการในลักษณะเครือข่ายข้ามชาติ คดีนี้เป็นตัวอย่างสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงการตีความกฎหมายอย่างรอบด้านของศาลฎีกา เมื่อจำเลยถูกกล่าวหาทั้งในความผิดฐานมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ และฐานดำเนินการให้มีการตั้งครรภ์แทนเพื่อผลประโยชน์ทางการค้า ศาลต้องวินิจฉัยว่าเป็นกรรมเดียวหรือต่างกรรม ซึ่งมีผลต่อบทลงโทษโดยตรง

บทความน่าสนใจ

ในคดีนี้ จำเลยทั้งสองถูกฟ้องในข้อหา 1) มีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ พ.ศ. 2556 และ 2) ดำเนินการให้มีการตั้งครรภ์แทนเพื่อประโยชน์ทางการค้า ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็กที่เกิดโดยอาศัยเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ทางการแพทย์ พ.ศ. 2558  โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยกับพวกได้รวมตัวกันวางแผนและดำเนินการชักชวนหญิงไทยชื่อ ว. ให้รับตั้งครรภ์แทนโดยมีค่าตอบแทน โดยตัวอ่อนเกิดจากการผสมอสุจิกับไข่ และนำไปฝังในรังไข่ของ ว. ซึ่งเข้าข่ายการตั้งครรภ์แทนเพื่อผลประโยชน์ทางการค้า การดำเนินการนี้เป็นส่วนหนึ่งของขบวนการที่เกี่ยวข้องกับต่างประเทศ ซึ่งเข้าลักษณะ “องค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ”   ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าการกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียว เป็นความผิดหลายบท ให้ลงโทษเฉพาะบทที่หนักที่สุดคือฐานมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ จำคุกคนละ 4 ปี ลดโทษครึ่งหนึ่งตามมาตรา 78 คงจำคุกคนละ 2 ปี  โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์กลับคำพิพากษา เห็นว่าเป็น “ความผิดต่างกรรมต่างวาระ” ความผิดฐานมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ สำเร็จตั้งแต่การสมคบรวมกลุ่มและมีการวางแผนร่วมกัน  และความผิดฐานดำเนินการให้มีการตั้งครรภ์แทนเพิ่งเกิดภายหลังเมื่อนำหญิง ว. ไปตรวจและฝังตัวอ่อน  ศาลอุทธรณ์จึงพิพากษาให้ลงโทษจำคุกกระทงละ 4 ปี รวม 8 ปี ลดโทษเหลือ 4 ปี

จำเลยฎีกาโดยยืนยันว่าควรเป็นกรรมเดียว แต่ศาลฎีกาเห็นว่า การกระทำทั้งสองมีเจตนาและขั้นตอนต่างกัน เป็นความผิดต่างกรรมจริง การดำเนินการวางแผนและชักชวนให้ตั้งครรภ์แทนโดยมีผลตอบแทน เกิดก่อนการนำหญิงไปดำเนินการทางการแพทย์ ซึ่งเป็นการกระทำอีกช่วงหนึ่งที่แยกได้ชัดเจน

ศาลฎีกาจึงพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ ให้ลงโทษจำคุกกระทงละ 4 ปี ลดโทษครึ่งหนึ่ง คงจำคุกคนละ 4 ปี

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4071/2566

อุ้มบุญเชิงพาณิชย์ข้ามชาติ ความผิดสำเร็จแม้ยังไม่ตั้งครรภ์

การว่าจ้างหญิงให้ตั้งครรภ์แทนโดยมีผลตอบแทน เป็นพฤติกรรมที่กฎหมายไทยห้ามอย่างเด็ดขาด โดยเฉพาะเมื่อเกี่ยวข้องกับการจัดหาหญิงตั้งครรภ์ให้ชาวต่างชาติในลักษณะเครือข่ายข้ามชาติ คดีนี้เป็นบรรทัดฐานสำคัญที่ศาลฎีกาเน้นว่า ความผิดฐานตั้งครรภ์แทนเชิงพาณิชย์ถือว่าสำเร็จแล้ว แม้หญิงผู้รับตั้งครรภ์จะยังไม่ตั้งครรภ์จริง ตราบใดที่ดำเนินการขั้นตอนทางการแพทย์ครบถ้วน พร้อมตอกย้ำว่า การอ้างเหตุให้ข้อมูลในชั้นอุทธรณ์โดยไม่สืบพยานในศาลชั้นต้น ไม่อาจใช้เพื่อลดโทษได้

บทความน่าสนใจ

นายเอ และนางบี ร่วมกับพวกจัดหาหญิงไทยให้ตั้งครรภ์แทน โดยมีการเสนอค่าตอบแทนและติดต่อชาวต่างชาติให้เป็นผู้รับทารกหลังคลอด ทั้งหมดดำเนินการอย่างเป็นระบบ มีการตรวจสุขภาพหญิงผู้ตั้งครรภ์ ฝังตัวอ่อนจากอสุจิและไข่ที่เตรียมไว้ และจัดหาที่พักอาศัยระหว่างตั้งครรภ์  อัยการฟ้องทั้งสองในข้อหามีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ และข้อหาดำเนินการให้มีการตั้งครรภ์แทนเพื่อประโยชน์ทางการค้า ซึ่งผิดกฎหมายไทยอย่างชัดเจน ทั้งคู่รับสารภาพ ศาลชั้นต้นลงโทษจำคุกโดยไม่รอการลงโทษ และศาลอุทธรณ์ก็พิพากษายืน เมื่อคดีถึงศาลฎีกา จำเลยอ้างว่าได้ให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อเจ้าหน้าที่ แต่ศาลวินิจฉัยว่า ข้อมูลดังกล่าวไม่เคยนำเข้าสืบในศาลชั้นต้น จึงไม่อาจรับฟังเป็นเหตุลดโทษได้จำเลยยังโต้แย้งว่า หญิงที่รับตั้งครรภ์ยังไม่เกิดการตั้งครรภ์จริง จึงไม่ควรถือว่าเป็นความผิดสำเร็จ แต่ศาลเห็นว่า เมื่อได้ดำเนินการครบถ้วนทางการแพทย์แล้ว เช่น การฝังตัวอ่อน ก็ถือว่าความผิดได้เกิดขึ้นโดยสมบูรณ์แล้ว ไม่จำเป็นต้องรอให้ตั้งครรภ์จริงคำพิพากษานี้ยืนยันว่า การดำเนินการตั้งครรภ์แทนโดยฝ่าฝืนกฎหมาย ย่อมมีผลทางอาญาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แม้จะอยู่ในช่วงก่อนการตั้งครรภ์จริง และหากการกระทำนั้นมีลักษณะเป็นเครือข่ายข้ามชาติ ก็จะถูกจัดอยู่ในกลุ่มความผิดที่ร้ายแรงตามกฎหมายไทย

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2199/2561

กรณีอุ้มบุญก่อนมีกฎหมาย

ในยุคที่เทคโนโลยีช่วยเจริญพันธุ์เปิดโอกาสให้คนหลากหลายรูปแบบครอบครัวมีบุตรได้ คำถามสำคัญทางกฎหมายคือ หากเด็กเกิดจากการตั้งครรภ์แทนก่อนที่กฎหมายจะควบคุมเรื่องนี้โดยชัดเจน ผู้ที่มีความสัมพันธ์ทางพันธุกรรมกับเด็กจะสามารถรับรองสิทธิบิดาได้หรือไม่? คดีนี้เป็นแนวคำพิพากษาสำคัญที่ศาลฎีกาใช้ “บทเฉพาะกาล” แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยเทคโนโลยีเจริญพันธุ์ มารับรองสิทธิบิดาของชายชาวต่างชาติ และมอบอำนาจปกครองบุตรให้เขาเพียงผู้เดียว เพื่อประโยชน์สูงสุดของเด็กที่เกิดจากการอุ้มบุญ

บทความน่าสนใจ

ชายชาวอเมริกันผู้จดทะเบียนสมรสกับคู่ชีวิตชายชาวสเปน ได้ใช้เทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์กับหญิงไทยเพื่อให้มีบุตรผ่านการอุ้มบุญ ก่อนที่พระราชบัญญัติคุ้มครองเด็กที่เกิดจากเทคโนโลยีทางการแพทย์จะมีผลใช้บังคับ ต่อมา เขายื่นคำร้องต่อศาลขอให้เด็กหญิงเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของตนและขอใช้อำนาจปกครองแต่เพียงผู้เดียว. ศาลชั้นต้นและอุทธรณ์มีคำสั่งตามคำร้อง ฝ่ายหญิงผู้ให้กำเนิดแม้จะเป็นผู้ตั้งครรภ์ แต่ไม่มีความสัมพันธ์ทางพันธุกรรมกับเด็ก จึงมีสถานะเป็นเพียง “มารดาทางกายภาพ” เท่านั้น ศาลฎีกาเห็นพ้อง โดยอาศัยบทเฉพาะกาลตามมาตรา 56 รับรองว่าการตั้งครรภ์แทนก่อนกฎหมายใช้บังคับ ไม่เป็นการต้องห้าม ผู้ร้องมีสิทธิยื่นคำร้องในฐานะบิดาทางพันธุกรรม และศาลใช้อำนาจตามมาตรา 29 ประกอบ ป.พ.พ. มาตรา 1566 วรรคสอง (5) ให้อำนาจปกครองแต่เพียงผู้เดียวแก่ ผู้ร้อง เพราะเด็กอยู่กับผู้ร้องตั้งแต่เกิดและมีความผาสุกดี

ลาภมิควรได้

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6901/2567

ปล่อยกู้คิดดอกเบี้ยโหดผ่านตัวแทน โดนตีตกฟ้อง ลาภมิควรได้

เมื่อคนในครอบครัววางแผนปล่อยเงินกู้คิดดอกเบี้ยเกินกฎหมายผ่านคนใกล้ชิด แต่กลับถูกหักหลังไม่คืนเงิน ศาลฎีกากลับไม่รับฟ้อง! บทเรียนจากคดีนี้สะท้อนชัดว่า “การฝ่าฝืนกฎหมายแม้จะเป็นเจ้าหนี้ก็ไม่มีสิทธิทวงคืน” โดยเฉพาะกรณีที่เกี่ยวข้องกับการทำธุรกรรมผ่านตัวแทน ความผิดทางอาญา และนิติกรรมที่ขัดต่อศีลธรรมอันดีของประชาชน หากคุณคิดจะลงทุนปล่อยกู้หรือทำธุรกรรมที่เสี่ยงต่อการผิดกฎหมาย ควรอ่านคดีนี้ให้จบก่อนเสี่ยงเดินซ้ำรอย

บทความน่าสนใจ

ในคดีนี้ โจทก์ซึ่งเป็นพี่ชายของสามีจำเลย ได้โอนเงินกว่า 285,000 บาทให้จำเลยและแม่ของจำเลย โดยหวังให้จำเลยนำเงินไปปล่อยกู้แก่บุคคลภายนอก พร้อมทั้งเก็บดอกเบี้ยในอัตราเกินกฎหมายกำหนด แล้วนำผลตอบแทนมาคืนโจทก์ การสนทนาระหว่างโจทก์และจำเลยผ่านแอปฯ Messenger ยืนยันว่าโจทก์รู้เห็นการปล่อยกู้ผิดกฎหมายดังกล่าวโดยตรง

จำเลยไม่ได้ปฏิเสธการรับเงิน แต่กลับโต้แย้งว่าเงินที่ได้รับไม่ใช่เงินกู้ส่วนตัว เมื่อโจทก์นำคดีมาฟ้องเรียกเงินคืน ศาลฎีกาได้พิจารณาว่าการที่โจทก์มอบเงินให้จำเลยปล่อยกู้ในลักษณะที่ฝ่าฝืนกฎหมายดอกเบี้ย (เกินร้อยละ 15 ต่อปี) ถือเป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนต่อกฎหมายและศีลธรรมอันดีตาม ป.พ.พ. มาตรา 411 การกระทำเช่นนี้จึงไม่อาจเรียกร้องคืนได้ ไม่ถือเป็นลาภมิควรได้ตามข้อยกเว้นของกฎหมาย

ศาลฎีกาพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ภาค 9 ให้จำเลยคืนเงินเพียง 5,000 บาทที่ศาลล่างทั้งสองเห็นว่าเป็นหนี้แท้จริงเท่านั้น เงินส่วนอื่นโจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องคืน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5783/2567

ซื้อที่ดินแล้วเนื้อที่ขาด ฟ้องคืนเงินได้ใน 10 ปี ไม่ใช่ลาภมิควรได้

การซื้อขายที่ดินที่ดูเหมือนเรียบร้อยตามโฉนด แต่สุดท้ายพบว่าเนื้อที่จริงขาดหาย ย่อมเสียหายแก่ผู้ซื้อ คดีนี้เป็นกรณีตัวอย่างที่นิติบุคคลของรัฐซื้อที่ดินโดยมีข้อตกลงแนบท้าย หากที่ดินขาด จำเลยต้องคืนเงินตามส่วน ศาลฎีกาได้วางแนวทางสำคัญว่า การเรียกเงินคืนกรณีเช่นนี้ไม่ใช่ “ลาภมิควรได้” ที่ต้องใช้สิทธิภายใน 1 ปี แต่เป็นการบังคับตามสัญญาซื้อขายที่ใช้อายุความ 10 ปี เปิดทางให้ผู้ซื้อสามารถเรียกร้องความเป็นธรรมได้โดยไม่ถูกตัดสิทธิเร็วเกินไป

บทความน่าสนใจ

กรณีพิพาทนี้เกิดขึ้นเมื่อหน่วยงานของรัฐทำสัญญาซื้อขายที่ดินจากจำเลย โดยมีข้อตกลงแนบท้ายสัญญาว่า หากผลการรังวัดพบว่าเนื้อที่ดินไม่ครบ จำเลยยินยอมคืนเงินตามส่วนที่ขาดไป ต่อมาผลการรังวัดพบว่าเนื้อที่ขาดหายไป 2 งาน 6.8 ตารางวา คิดเป็นเงินกว่า 2 ล้านบาท โจทก์จึงนำคดีมาฟ้องเรียกเงินคืน พร้อมดอกเบี้ยย้อนหลัง จำเลยต่อสู้ว่าโจทก์ขาดอายุความ โดยอ้างว่าการเรียกเงินคืนเป็น “ลาภมิควรได้” ตามมาตรา 419 ที่มีอายุความเพียง 1 ปี แต่ศาลฎีกาวินิจฉัยชัดว่า ข้อตกลงแนบท้ายถือเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาซื้อขาย เมื่อจำเลยไม่คืนเงินตามสัญญา ถือเป็นการผิดสัญญาซื้อขาย โจทก์ย่อมมีสิทธิฟ้องบังคับตามสัญญา ซึ่งไม่มีบทบัญญัติกำหนดอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงต้องใช้อายุความ 10 ปี ตามมาตรา 193/30 ไม่ใช่การได้ลาภโดยปราศจากมูล คำพิพากษาศาลฎีกาฉบับนี้จึงยืนยันหลักว่า หากมีข้อตกลงชัดเจนในสัญญา การผิดสัญญาต้องใช้หลักการผิดสัญญา ไม่ใช่ลาภมิควรได้” ฎีกาของจำเลยจึงฟังไม่ขึ้น และศาลพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 822/2567

นายหน้าถมดินเองเพื่อขายที่ หากเจ้าของได้ประโยชน์ ต้องคืนเงินฐานลาภมิควรได้

คดีนี้เป็นบทเรียนสำคัญสำหรับนายหน้าอสังหาริมทรัพย์และเจ้าของที่ดิน เมื่อฝ่ายนายหน้า “ถมดิน” ที่ดินลูกค้าเพื่อดึงดูดผู้ซื้อ แต่สุดท้ายถูกเลิกสัญญาก่อนขาย ศาลฎีกาวางแนวคำพิพากษาชัดเจนว่า แม้ไม่มีข้อตกลงเรื่องการถมดินในสัญญา แต่หากเจ้าของที่รับประโยชน์จากสิ่งปรับปรุงนั้นโดยไม่คัดค้าน ย่อมต้องคืนค่าถมดินให้ฐาน ลาภมิควรได้ แม้ทรัพย์จะคืนไม่ได้ทางกายภาพก็ตาม เรื่องนี้สะท้อนหลักกฎหมายแพ่งที่คุ้มครองการเสียเปรียบจากความสุจริต และตีความพฤติการณ์มากกว่าตัวอักษรในสัญญา

บทความน่าสนใจ

จำเลยทำสัญญาให้นายหน้า (โจทก์) ดำเนินการขายที่ดิน 5 แปลง โดยตกลงค่านายหน้า 3% หากขายได้ไม่ต่ำกว่า 10 ล้านบาท ต่อมา โจทก์ได้ถมดินในที่ดินดังกล่าวเพื่อเพิ่มมูลค่าและดึงดูดผู้ซื้อ พร้อมแจ้งให้จำเลยทราบโดยไม่มีการคัดค้าน แต่ภายหลังจำเลยกลับเลิกสัญญาและขายที่ดินให้บุคคลอื่น โจทก์ฟ้องเรียกค่าเสียหาย ทั้งค่านายหน้า ค่าถมดิน และค่าความเสียหายพิเศษ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การฟ้องเรียกค่านายหน้าในลักษณะที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้เกินคำขอ เป็นการขัดต่อ ป.วิ.พ. มาตรา 142 ต้องยก ส่วนค่าถมดิน ศาลพิเคราะห์ว่าดินถมดังกล่าวติดอยู่กับที่ดินอย่างถาวร ทำให้เจ้าของที่ (จำเลย) ได้ประโยชน์ โดยไม่ต้องเสียเงินถมเอง จึงถือว่าได้มาซึ่งทรัพย์ โดยปราศจากมูลอันจะอ้างกฎหมายได้ ตามหลัก ลาภมิควรได้ แม้สัญญานายหน้าไม่ระบุเรื่องค่าถมดินก็ตามแม้สัญญานายหน้าจะ ไม่มีข้อตกลงเรื่องค่าถมดิน แต่เมื่อ โจทก์เป็นนายหน้าขายที่ดินของจำเลย โจทก์ ถมดินเพื่อเพิ่มมูลค่าที่ดิน และแจ้งให้จำเลยทราบ จำเลย ไม่ได้คัดค้าน และภายหลัง ได้รับประโยชน์จากดินที่ถมแล้ว ที่ดินถมแล้ว กลายเป็นทรัพย์ติดกับที่ดินถาวร คืนไม่ได้ จึงเข้าเงื่อนไขของ “ลาภมิควรได้” ตาม ป.พ.พ. มาตรา 406 และ 412
และต้อง ใช้ราคาทรัพย์ที่ได้มาโดยไม่มีมูล คืนให้แก่โจทก์ตาม มาตรา 412 วรรค1 ศาลฎีกาจึงพิพากษาให้จำเลยชำระ เงิน 125,000 บาท เป็นค่าถมดิน พร้อมดอกเบี้ย โดยยกฟ้องในส่วนค่านายหน้า ถือเป็นแนววินิจฉัยสำคัญในเรื่องการใช้ประโยชน์จากทรัพย์โดยไม่ชอบด้วยเหตุหรือกฎหมาย

การบุกรุกและการรบกวนสิทธิในอสังหาริมทรัพย์

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8309/2548

สิทธิที่จะอยู่อาศัยอย่างสงบเมื่อโรงงานก่อความเดือดร้อนละเมิดสิทธิเพื่อนบ้าน

การอยู่อาศัยในบ้านของตนอย่างสงบเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานตามกฎหมายแพ่ง แต่หากเพื่อนบ้านตั้งโรงงานที่ก่อเสียงดังและกลิ่นเหม็นจนรบกวนความเป็นอยู่ ย่อมกลายเป็นปัญหาทางกฎหมายที่ต้องหาทางเยียวยา คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8309/2548 เป็นกรณีสำคัญที่ตีความบทบัญญัติมาตรา 420 และ 1337 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ โดยชี้ว่าเจ้าของบ้านที่ได้รับความเดือดร้อนมีสิทธิฟ้องร้องให้ผู้กระทำละเมิดยุติการกระทำนั้นได้ แต่ไม่อาจฟ้องขอให้ย้ายสถานประกอบการไปยังที่อื่น ซึ่งถือเป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐ คดีนี้จึงสะท้อนสมดุลของสิทธิในทรัพย์สินของเจ้าของโรงงานและสิทธิในการอยู่อาศัยของเพื่อนบ้านได้อย่างชัดเจน

บทความน่าสนใจ

คดีนี้เกิดจากการที่โจทก์ทั้งสองพักอาศัยอยู่ในบ้านซึ่งอยู่ติดกับโรงงานของจำเลยที่ประกอบกิจการทำหลังคารถ พ่นสี และงานโลหะ ส่งเสียงดังและกลิ่นเหม็นรบกวนเป็นเวลาหลายปี ส่งผลกระทบต่อสุขภาพกายและจิตใจของโจทก์ จึงฟ้องเรียกค่าเสียหาย 220,000 บาท พร้อมขอให้ศาลสั่งให้จำเลยทั้งสองย้ายโรงงานไปยังนิคมอุตสาหกรรมหรือสถานที่อื่นที่ห่างไกล

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การกระทำของจำเลยถือเป็นการละเมิดสิทธิของโจทก์ตามมาตรา 420 เพราะก่อให้เกิดความเดือดร้อนรำคาญและกระทบต่อสุขภาพอนามัย แต่ในส่วนของคำขอย้ายโรงงานนั้น ไม่ใช่สิทธิที่บุคคลทั่วไปจะฟ้องขอได้โดยตรง เพราะเป็นอำนาจของพนักงานเจ้าหน้าที่ตาม พ.ร.บ.โรงงาน พ.ศ. 2535

นอกจากนี้ ศาลยังวางหลักเกี่ยวกับค่าเสียหาย โดยเห็นว่า ค่าใช้จ่ายเช่นการติดตั้งแอร์ สร้างบ้านใหม่ หรือจ้างคนเฝ้าบ้าน ถือเป็นความเสียหายที่ไกลเกินเหตุ จำเลยไม่ต้องรับผิด อย่างไรก็ดี ศาลพิจารณาความเสียหายที่เกิดขึ้นจริงและพิพากษาให้จำเลยทั้งสองชดใช้ค่าเสียหาย 50,000 บาท

คำพิพากษานี้ยืนยันว่า แม้จะไม่สามารถบังคับให้ย้ายโรงงานได้ แต่ผู้ได้รับความเดือดร้อนย่อมมีสิทธิป้องกันการละเมิดและเรียกค่าสินไหมทดแทนตามกฎหมายได้อย่างชอบธรรม

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2153/2520

การห้ามละเมิดกับเสียงและกลิ่นจากกิจการซ่อมรถ

การใช้ที่ดินหรืออาคารเพื่อประกอบกิจการใด ๆ แม้จะอยู่ภายในสิทธิของตนเอง หากกระทบต่อความสงบสุขหรือสุขภาพของผู้อื่นโดยรอบ ก็อาจเป็นเหตุให้ถูกฟ้องร้องได้ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2153/2520 ได้วางแนวทางสำคัญเกี่ยวกับสิทธิของผู้เสียหายในการขอให้ศาลห้ามการกระทำที่ก่อความเดือดร้อนรำคาญและอาจเป็นอันตรายต่อร่างกายหรือจิตใจ โดยถือว่าคดีลักษณะนี้เป็น “การฟ้องขอให้ปลดเปลื้องทุกข์” ซึ่งไม่ใช่คดีมีทุนทรัพย์ตามความหมายของกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง แม้มีคำขอค่าสินไหมเพิ่มเติมก็ตาม ทั้งยังชี้ให้เห็นหลักในการตีความข้อห้ามอุทธรณ์กรณีทุนทรัพย์ไม่ถึงเกณฑ์

บทความน่าสนใจ

ในคดีนี้ โจทก์อาศัยอยู่ในพื้นที่อยู่อาศัยใกล้กับที่ดินของจำเลย ซึ่งใช้เป็นสถานที่ซ่อมรถยนต์ เคาะตัวถัง และพ่นสี ทำให้เกิดเสียงดังและกลิ่นเหม็นจนกระทบต่อสุขภาพและจิตใจของโจทก์และครอบครัว โจทก์จึงฟ้องขอให้ศาลห้ามมิให้จำเลยกระทำการดังกล่าวอีก พร้อมเรียกค่าเสียหาย 10,000 บาท และค่าเสียหายในอนาคตเดือนละ 5,000 บาท

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยหยุดพฤติกรรมที่ก่อความรำคาญและชดใช้ค่าเสียหาย ศาลอุทธรณ์เห็นว่าเมื่อทุนทรัพย์ในคดีไม่ถึง 20,000 บาท จำเลยอุทธรณ์ได้เฉพาะปัญหาข้อกฎหมาย ไม่อาจอุทธรณ์ข้อเท็จจริง จึงยกอุทธรณ์

อย่างไรก็ดี ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้เป็น “คดีปลดเปลื้องทุกข์” ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 224 วรรคสอง ซึ่งแม้จะมีคำขอค่าสินไหม ก็ไม่ถือเป็นคดีมีทุนทรัพย์ จึงไม่อยู่ภายใต้ข้อจำกัดการอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง จำเลยจึงยังมีสิทธิอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงได้

คำพิพากษานี้สะท้อนให้เห็นถึงการคุ้มครองสิทธิของผู้อยู่อาศัยจากความเดือดร้อนที่เกิดจากการใช้กรรมสิทธิ์ในทางที่กระทบต่อผู้อื่น และแสดงถึงแนวทางการตีความกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งเกี่ยวกับคดีไม่มีทุนทรัพย์

 
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8888/2544

แม้ไม่ใช่เจ้าของแต่อยู่ในที่ดินก่อนที่ผู้เสียหายจะได้กรรมสิทธิ์ไม่ถือว่าเป็นการบุกรุก

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8888/2544 เป็นกรณีตัวอย่างสำคัญที่สะท้อนหลักการตีความความผิดฐาน “บุกรุก” ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 362 ได้อย่างชัดเจน โดยศาลวินิจฉัยว่า หากจำเลยเข้าอยู่ในที่ดินมาก่อนที่ผู้เสียหายจะได้กรรมสิทธิ์ ย่อมไม่ถือว่าเป็นการ “เข้าไป” เพื่อรบกวนการครอบครองของเจ้าของใหม่ การตีความอย่างเคร่งครัดในกรณีนี้เป็นการปกป้องสิทธิของผู้ครอบครองเดิมตามหลักนิติธรรม และป้องกันไม่ให้การโอนกรรมสิทธิ์กลายเป็นเครื่องมือฟ้องร้องผู้ที่อยู่มาก่อนโดยไม่เป็นธรรม

บทความน่าสนใจ

คดีนี้เกิดจากการที่โจทก์ร่วมได้รับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินจากผู้จัดการมรดกของเจ้าของเดิม และเข้าไปดำเนินการใช้ประโยชน์ในที่ดิน ต่อมาจำเลยที่ 1 ขัดขวางและขึงรั้วลวดหนามในที่ดินดังกล่าว โดยอ้างว่าเป็นที่ดินของตน โจทก์ร่วมจึงแจ้งความดำเนินคดีฐานบุกรุก ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิด แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 และศาลฎีกาได้กลับคำพิพากษาโดยยกฟ้อง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ความผิดฐานบุกรุกต้องเกิดจาก “การเข้าไป” ในอสังหาริมทรัพย์โดยเจตนารบกวนการครอบครองของผู้อื่นโดยปกติสุข แต่ในคดีนี้จำเลยมิได้เข้าไปใหม่ หากแต่มีฐานะเป็นลูกจ้างของเจ้าของเดิม มีหน้าที่ดูแลที่ดิน และอยู่ในที่ดินพิพาทอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ก่อนการโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่โจทก์ร่วม พฤติการณ์จึงไม่เข้าข่าย “การเข้าไป” ตามบทบัญญัติมาตรา 362 อีกทั้งไม่ปรากฏว่าจำเลยได้รบกวนการครอบครองของโจทก์ร่วมในลักษณะผิดกฎหมาย

คำพิพากษานี้แสดงให้เห็นว่า ศาลให้ความสำคัญต่อข้อเท็จจริงเกี่ยวกับลำดับเวลาและสถานะทางกฎหมายของการครอบครอง โดยเฉพาะในกรณีที่มีการเปลี่ยนมือเจ้าของที่ดิน จำเลยที่มีสิทธิอยู่ในที่ดินโดยชอบก่อนหน้า ไม่อาจถูกฟ้องฐานบุกรุกได้โดยอัตโนมัติ ทั้งยังสะท้อนหลักการที่ว่า กฎหมายอาญาต้องตีความโดยเคร่งครัดเพื่อคุ้มครองสิทธิของผู้ถูกกล่าวหาอย่างเป็นธรรม

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2041/2529

เข้าไปในบ้านของผู้อื่น แต่มีเหตุอันสมควร ไม่ถือว่าผิดฐานบุกรุก

ในคดีบุกรุก การพิจารณาว่าบุคคลใดเป็น “ผู้เสียหาย” ไม่จำเป็นต้องดูเพียงแค่สิทธิในกรรมสิทธิ์ที่ดินหรือบ้านเท่านั้น แต่ยังรวมถึงบุคคลที่มีสิทธิครอบครองหรืออยู่อาศัยตามปกติ การเข้าไปในที่ดินหรือบ้านของผู้อื่นจะถือเป็นความผิดหรือไม่นั้น ศาลยังต้องพิจารณาเหตุอันสมควรและเจตนาเป็นสำคัญ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2041/2529 ได้วางหลักไว้อย่างชัดเจนว่า หากผู้ที่เข้าไปในบริเวณบ้านของผู้อื่นมีเหตุอันสมควร เช่น การไกล่เกลี่ยข้อพิพาทโดยมีผู้ใหญ่บ้านเรียกไป และมิได้ยืดระยะเวลาการอยู่ในลักษณะท้าทายหรือฝ่าฝืนเจตนาของเจ้าของบ้านอย่างชัดแจ้ง การกระทำนั้นอาจไม่ถึงขั้นเป็นความผิดฐานบุกรุก
 

บทความน่าสนใจ

คดีนี้เกิดจากความขัดแย้งระหว่างจำเลยกับนายจรูญ ผู้เสียหาย ซึ่งอยู่อาศัยในบ้านที่ปลูกอยู่ในที่ดินของจำเลย โดยมีความเกี่ยวข้องเป็นเครือญาติ ก่อนเกิดเหตุ ทั้งสองฝ่ายมีเรื่องผิดใจกัน และผู้เสียหายได้แจ้งความกล่าวหาว่าจำเลยทำโอ่งน้ำแตก ผู้ใหญ่บ้านจึงเรียกจำเลยเข้าไปเจรจาที่ใต้ถุนบ้านของผู้เสียหายเพื่อไกล่เกลี่ย

เมื่อการเจรจาไม่เป็นผลและมีปากเสียงกัน ผู้เสียหายได้ขอให้จำเลยออกจากบริเวณ แต่จำเลยยังไม่ยอมออก และกลับมีท่าทีจะทำร้ายผู้เสียหาย อย่างไรก็ตาม เมื่อมีบุคคลอื่นเข้ามาห้ามและรั้งจำเลยออกไป จำเลยก็ยอมออก

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้บ้านจะอยู่ในที่ดินของจำเลย แต่ผู้เสียหายเป็นผู้อยู่อาศัย จึงมีสถานะเป็นผู้ครอบครองบ้านและเป็น “ผู้เสียหาย” ตามกฎหมายอาญา มาตรา 364 การที่จำเลยเข้าไปในบ้านตามคำเรียกของผู้ใหญ่บ้านจึงเป็นการมีเหตุอันสมควร และเมื่อความขัดแย้งเกิดขึ้นและจำเลยออกจากบ้านหลังจากมีผู้ห้ามปรามโดยไม่ฝ่าฝืนอย่างร้ายแรง การกระทำดังกล่าวจึงยังไม่เป็นความผิดฐานบุกรุก

คำพิพากษานี้ชี้ให้เห็นว่า ในคดีบุกรุก ศาลจะพิจารณาทั้งสิทธิในการครอบครอง เหตุอันสมควร และเจตนาของผู้เข้าไปในพื้นที่อย่างรอบด้าน