Category Archives: คดีหย่า

คดีหย่า-ฟ้องชู้

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 320/2530

ค่าทดแทนกรณีภริยามีชู้: ขอบเขตความหมาย “ล่วงเกินในทำนองชู้สาว” และภาระพิสูจน์ตามมาตรา 1523

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1523 วรรคสอง เปิดโอกาสให้สามีฟ้องเรียกค่าทดแทนจากผู้ล่วงเกินภริยาในทำนองชู้สาวได้โดยไม่ต้องฟ้องหย่าก่อน แต่การใช้สิทธิดังกล่าวยังต้องพิสูจน์ว่ามีการล่วงเกินจริง และต้องพิจารณาว่าจำเลยสามารถยกข้ออ้าง “รู้เห็นเป็นใจ” ได้หรือไม่ คดีนี้เป็นแนวคำพิพากษาที่ชัดเจนเกี่ยวกับขอบเขตของสิทธิเรียกค่าทดแทนและภาระพิสูจน์ในคดีชู้สาว

บทความน่าสนใจ

โจทก์ฟ้องเรียกค่าทดแทนจากจำเลย โดยอ้างว่าจำเลยเป็นชู้กับนางนิภา ภริยาของโจทก์ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายต่อชื่อเสียงและเกียรติคุณ เนื่องจากมีข่าวแพร่หลายในสื่อมวลชน จำเลยต่อสู้ว่าไม่ทราบว่านางนิภาเป็นภริยาโจทก์ อีกทั้งโจทก์รู้เห็นเป็นใจให้ภริยามีชู้ และอ้างว่าโจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องเพราะยังไม่มีการหย่ากันตามกฎหมาย

ศาลฎีกาพิเคราะห์ว่า มาตรา 1523 วรรคสอง กำหนดให้สามีมีสิทธิฟ้องเรียกค่าทดแทนจากผู้ล่วงเกินภริยาในทำนองชู้สาวได้ โดยไม่ต้องฟ้องหย่ามาก่อน และคำว่า “ล่วงเกินในทำนองชู้สาว” ย่อมหมายรวมถึงการ “ทำชู้” ในความหมายทั่วไปด้วย จึงเป็นความรับผิดตามกฎหมายละเมิดที่ชายชู้ต้องรับภาระ

สำหรับข้ออ้างว่าหากมีชู้ โจทก์ก็รู้เห็นเป็นใจนั้น ศาลวางหลักว่า ภาระพิสูจน์ตกแก่จำเลย แต่จำเลยนำสืบไม่ได้ว่าความสัมพันธ์ระหว่างตนกับผู้ตายเกิดจากการยินยอมของโจทก์ ข้อเท็จจริงเพียงว่าทั้งสองไปไหนมาไหนในฐานะเพื่อนร่วมงาน ไม่เป็นเหตุให้สันนิษฐานว่าโจทก์ยินยอมได้

ส่วนข้อโต้แย้งเรื่องค่าทดแทน ศาลเห็นว่าเป็นค่าเสียหายที่ศาลกำหนดได้ตามฐานานุรูปแห่งผู้เสียหาย ซึ่งรวมถึงความเสียหายต่อชื่อเสียงและเกียรติคุณของสามี ทั้งนี้จำนวนที่ศาลล่างกำหนดนับว่าเป็นประโยชน์แก่จำเลยแล้ว

ศาลฎีกาจึงพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ ให้จำเลยรับผิดชำระค่าทดแทนฐานทำชู้กับภริยาโจทก์

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6051/2540

การรับรองการสมรสที่เกิดในต่างประเทศและผลต่อความเป็นโมฆะแห่งการสมรสซ้อน

คดีนี้เป็นแนวคำพิพากษาที่สำคัญเกี่ยวกับการรับรองการสมรสที่เกิดในต่างประเทศ และผลทางกฎหมายเมื่อบุคคลไปจดทะเบียนสมรสใหม่ทั้งที่มีคู่สมรสอยู่ก่อนแล้ว ศาลฎีกาวางหลักชัดเจนว่าหากการสมรสต่างประเทศชอบด้วยกฎหมายของรัฐที่ทำการสมรส และสอดคล้องกับเงื่อนไขของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1459 การสมรสดังกล่าวย่อมมีผลสมบูรณ์ในประเทศไทย ส่งผลให้การสมรสซ้อนภายหลังตกเป็นโมฆะตามมาตรา 1452 และ 1496

บทความน่าสนใจ

โจทก์อ้างว่าได้จดทะเบียนสมรสกับนายสากลผู้ตายในรัฐเนวาดา สหรัฐอเมริกา เมื่อปี 2514 โดยมีใบสำคัญการสมรสซึ่งได้รับการรับรองจากเจ้าหน้าที่รัฐเนวาดา สถานกงสุลใหญ่ ณ รัฐแคลิฟอร์เนีย และมีคำแปลที่กระทรวงการต่างประเทศรับรองความถูกต้อง อีกทั้งมีพยานรู้เห็นการสมรสให้การสนับสนุน

ต่อมาเมื่อปี 2532 จำเลยได้จดทะเบียนสมรสกับนายสากลตามกฎหมายไทย โจทก์จึงฟ้องขอให้ศาลวินิจฉัยว่าการสมรสระหว่างจำเลยกับผู้ตายเป็นโมฆะเพราะมีการสมรสที่ชอบด้วยกฎหมายอยู่ก่อนแล้ว

ศาลฎีกาพิเคราะห์ว่า เอกสารการสมรสและพยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักเพียงพอ เชื่อได้ว่าการสมรสในรัฐเนวาดาเป็นการสมรสที่ถูกต้องตามกฎหมายของรัฐนั้น และเข้าเงื่อนไขตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1459 วรรคหนึ่ง ซึ่งบัญญัติให้การสมรสที่ทำในต่างประเทศเป็นสมรสที่สมบูรณ์หากชอบด้วยกฎหมายท้องถิ่น

ดังนั้น เมื่อการสมรสแรกมีผลสมบูรณ์ นายสากลจึงมีคู่สมรสอยู่ก่อนแล้ว การที่จำเลยไปจดทะเบียนสมรสภายหลังจึงขัดต่อมาตรา 1452 ซึ่งห้ามการสมรสซ้อน การสมรสดังกล่าวตกเป็นโมฆะตามมาตรา 1496 ซึ่งใช้บังคับในขณะนั้น

ศาลฎีกาจึงพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ ให้ถือว่าการสมรสระหว่างจำเลยกับนายสากลเป็นโมฆะโดยเด็ดขาด

คดีหย่า-สัญญาหย่า

ตกลงหย่ากันแล้วแต่ยังไม่ได้จดทะเบียนหย่า เรียกเงินตามข้อตกลงได้ไหม?

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2039/2544

หลายคนอาจเข้าใจว่า ถ้าสามีภรรยาตกลงกันเรื่องหย่าและแบ่งทรัพย์ไว้เป็นลายลักษณ์อักษร ก็ถือว่า “ใช้ได้เลย” ไม่ว่าจะไปจดทะเบียนหย่าหรือไม่ แต่จริง ๆ แล้ว กฎหมายไทยมีกฎพิเศษเกี่ยวกับ “สัญญาแบ่งทรัพย์สินระหว่างสามีภริยา” ที่ไม่เหมือนกับสัญญาทั่วไป และหากยังไม่ได้จดทะเบียนหย่าจริง ข้อตกลงนั้นอาจถูกยกเลิกได้ในภายหลัง คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2039/2544 จึงกลายเป็นกรณีตัวอย่างที่ควรอ่านให้เข้าใจ

บทความน่าสนใจ

ในคดีนี้ สามีภรรยาได้ตกลงกันเป็นลายลักษณ์อักษรว่าจะหย่ากัน และฝ่ายสามีจะชำระเงิน 500,000 บาทให้ฝ่ายภรรยา แต่ทั้งสองยังไม่ได้ไปจดทะเบียนหย่าตามที่ตกลงกันไว้

ต่อมา ฝ่ายภรรยา (โจทก์) ฟ้องศาล ขอให้บังคับให้สามี (จำเลย) จ่ายเงินตามข้อตกลง ฝ่ายสามีกลับยื่นคำให้การว่า ตนได้ “บอกเลิก” ข้อตกลงนั้นไปแล้ว

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อตกลงดังกล่าวเป็น “สัญญาเกี่ยวกับทรัพย์สินระหว่างสามีภริยา” ซึ่งตามกฎหมาย (มาตรา 1469 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์) สามารถ “ยกเลิกได้ตลอดเวลา” หากยังไม่หย่ากันจริง

และเมื่อฝ่ายจำเลยแสดงเจตนาบอกเลิกไว้ในคำให้การ และไม่มีการจดทะเบียนหย่า ข้อตกลงจึงเป็นโมฆียะ ฝ่ายโจทก์ไม่สามารถใช้ข้อตกลงนั้นมาฟ้องเรียกเงินได้อีก ศาลจึงพิพากษายกฟ้อง

หย่าแล้ว แต่ไม่จ่ายค่าเลี้ยงดูลูก ฟ้องได้ไหม

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 899/2535

ในช่วงเวลาที่ครอบครัวต้องแยกทาง เรื่องค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรกลายเป็นประเด็นใหญ่ เพราะแม้จะหย่ากันแล้วหรือมีข้อตกลงไว้ชัดเจน แต่ถ้าอีกฝ่ายไม่จ่ายตามที่ตกลงไว้ จะทำอย่างไรได้บ้าง? คำพิพากษาศาลฎีกา 899/2535 ชี้ชัดว่า “สัญญาทางครอบครัว” เช่นนี้ แม้จะมีการยกบุตรเป็นบุญธรรมไปแล้ว ก็ไม่ได้ทำให้สิทธิของบุตรหรือผู้มีสิทธิเรียกร้องหมดไป

บทความน่าสนใจ

คดีนี้ คู่สมรสได้จดทะเบียนหย่ากัน พร้อมทำสัญญาประนีประนอมยอมความต่อหน้าทะเบียนให้จำเลยชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรเป็นรายเดือน แต่จำเลยไม่ชำระดังตกลง โจทก์จึงฟ้องขอเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูดังกล่าว แม้ภายหลังโจทก์จะนำบุตรไปให้เป็นบุตรบุญธรรมของสามีใหม่แล้ว ศาลฎีกาพิจารณาว่า ภายใต้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1578 / 28 บุตรบุญธรรมยังคงมีสิทธิและหน้าที่ในครอบครัวตามกำเนิดเดิมอยู่ ดังนั้น โจทก์ยังมีอำนาจฟ้องเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูได้

นอกจากนี้ ศาลวินิจฉัยว่า ข้อตกลงหย่า ที่ให้จำเลยจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรนั้น เป็นสัญญาที่ใช้ได้ และถือเป็นการยืดหน้าที่อุปการะเลี้ยงดูบุตรไปหลังจากหย่าแล้ว ซึ่งไม่ขัดต่อกฎหมาย ดังนั้น หากจำเลยฐานะดี จำเลยก็ต้องรับผิดชอบชำระตามที่ศาลกำหนดได้

คดีหย่า-ค่าเลี้ยงดูคู่สมรสหลังจากการหย่า

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6499/2557

คดีหย่าต่างชาติกรณีคู่ความเป็นคนต่างชาติทั้งสองฝ่ายและขอบเขตค่าอุปการะเลี้ยงดูเมื่อยังไม่หย่า

คดีนี้เป็นตัวอย่างสำคัญที่ศาลฎีกาวางหลักเกี่ยวกับ การฟ้องหย่าโดยคู่สมรสซึ่งเป็นชาวต่างชาติทั้งสองฝ่าย และขอบเขตของ ค่าอุปการะเลี้ยงดู (alimony) เมื่อการสมรสยังไม่สิ้นสุดลงตามกฎหมายไทย

  • ศาลจะไม่พิพากษาให้หย่ากันหากกฎหมายสัญชาติของคู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่ยินยอมให้หย่า แต่หากกฎหมายสัญชาติของทั้งสองฝ่ายให้หย่ากัน เหตุหย่าให้เป็นไปตามกฎหมายแห่งถิ่นที่ฟ้องหย่า
  • หากมีการสมรสกันอยู่สิทธิในการเลี้ยงดูคู่สมรสจะยังไม่หมดไป แต่หากหย่าขาดกันแล้ว สถานะในการสมรสสิ้นสุดลง สิทธิในการเลี้ยงดูคู่สมรสก็จะสิ้นสุดลงไปด้วย

บทความน่าสนใจ

โจทก์จำเลยมิใช่เป็นผู้มีสัญชาติไทย ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการขัดกันของกฎหมาย พ.ศ.2481 มาตรา 24 บัญญัติว่า “ศาลสยามจะไม่พิพากษาให้หย่ากัน เว้นแต่กฎหมายสัญชาติแห่งสามีภริยาทั้งสองฝ่ายยอมให้กระทำได้ เหตุหย่าให้เป็นไปตามกฎหมายแห่งถิ่นที่ยื่นฟ้องหย่า” เมื่อได้ความว่า กฎหมายสัญชาติของโจทก์และจำเลยอนุญาตให้คู่สมรสหย่าขาดจากกันได้ ศาลไทยจึงมีอำนาจพิจารณาเหตุหย่าตามคำฟ้องของโจทก์ต่อไปว่าเป็นเหตุตามกฎหมายแห่งท้องถิ่นที่ยื่นฟ้อง คือ เหตุหย่าที่โจทก์อ้างมาในฟ้องเข้าหลักเกณฑ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ หรือไม่

ค่าอุปการะเลี้ยงดูที่โจทก์ต้องจ่ายให้แก่จำเลยนั้น เมื่อศาลมิได้มีคำพิพากษาให้โจทก์กับจำเลยหย่าขาดจากกัน สิทธิหน้าที่ของโจทก์จำเลยที่จะต้องอุปการะเลี้ยงดูกันจะหมดไปเมื่อการสมรสสิ้นสุดตาม ป.พ.พ. มาตรา 1461 วรรคสอง และมาตรา 1501 การที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้โจทก์จ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูให้แก่จำเลยจนกว่าจำเลยจะสมรสใหม่จึงเป็นการไม่ชอบ ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 247 ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง

ที่มา : http://deka.supremecourt.or.th

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์ซึ่งมีสัญชาติไอร์แลนด์เหนือ และจำเลยซึ่งมีสัญชาติสก๊อตแลนด์ จดทะเบียนสมรสในสหราชอาณาจักร และอาศัยอยู่ในประเทศไทยเป็นเวลานาน แม้ทั้งสองมิใช่คนสัญชาติไทย แต่เมื่อฟ้องหย่าในศาลไทย ศาลต้องพิจารณาตาม มาตรา 24 แห่ง พ.ร.บ.ว่าด้วยการขัดกันของกฎหมาย พ.ศ.2481 ซึ่งกำหนดว่า ศาลไทยจะไม่พิพากษาให้หย่ากัน เว้นแต่กฎหมายสัญชาติของคู่สมรสทั้งสองฝ่ายยอมให้หย่าได้ และเหตุหย่าให้เป็นไปตามกฎหมายแห่งถิ่นที่ฟ้องหย่า

จากสำนวนปรากฏว่า กฎหมายของไอร์แลนด์เหนือและกฎหมายของสก๊อตแลนด์ต่างยอมรับให้คู่สมรสหย่ากันได้ ดังนั้น ศาลไทยจึง มีอำนาจพิจารณาเหตุหย่า ตามกฎหมายไทย (ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์) ต่อไปได้ว่า ข้อความที่จำเลยส่งด่าทอโจทก์เข้าข่าย “หมิ่นประมาทหรือเหยียดหยามอย่างร้ายแรง” ตามมาตรา 1516 (3) หรือไม่

สำหรับ ค่าอุปการะเลี้ยงดู ศาลล่างเคยพิพากษาให้โจทก์จ่ายให้จำเลยจนกว่าจำเลยจะ “สมรสใหม่” แต่ศาลฎีกาเห็นว่าเป็นการวินิจฉัยที่ผิดหลักกฎหมาย เพราะตาม ป.พ.พ. มาตรา 1461 วรรคสอง และมาตรา 1501 สิทธิและหน้าที่ในการอุปการะเลี้ยงดูกันระหว่างสามีภริยาจะหมดลงเมื่อการสมรสสิ้นสุดเท่านั้น ในเมื่อยังไม่มีคำพิพากษาให้หย่า การกำหนดให้จ่ายค่าเลี้ยงดูจนกว่าจะสมรสใหม่จึงไม่ชอบด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5)

ศาลฎีกาจึงพิพากษาแก้ ให้โจทก์จ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูจำเลย จนกว่าการสมรสจะสิ้นสุดลงเท่านั้น และให้ค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับ


คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4685/2540

ประเด็นสำคัญ

  • หากการหย่าเป็นเพราะความผิดของคู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งแต่เพียงฝ่ายเดียว และการหย่านั้นจะทำให้อีกฝ่ายหนึ่งยากจนลง เพราะไม่มีรายได้จากทรัพย์สินหรือจากการงานที่เคยทำอยู่ระหว่างสมรส สามารถขอให้ฝ่ายที่ต้องรับผิดจ่ายค่าเลี้ยงชีพให้ได้ โดยศาลจะใช้ดุลยพินิจในการพิจารณาการให้
  • เมื่อพฤติการณ์รายได้หรือฐานะของคู่สมรสเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม คู่สมรสฝ่ายที่จ่ายค่าเลี้ยงชีพให้คู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่งกลับมีสภาพฐานะทางเศรษฐกิจด้อยกว่า ศาลมีอำนาจสั่งแก้ไขในเรื่องค่าเลี้ยงชีพ โดยสามารถให้คู่สมรสฝ่ายนั้นงดจ่ายค่าเลี้ยงชีพแก่อีกฝ่ายได้

สรุปย่อสั้น

มาตรา 1526 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เป็นเพียงบทบัญญัติที่กำหนดให้ศาลสามารถกำหนดค่าเลี้ยงชีพให้แก่คู่หย่าได้ในกรณีหนึ่ง เมื่อปรากฎว่าการหย่านั้นเป็นความผิดของคู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งแต่ฝ่ายเดียว และการหย่านั้นจะทำให้อีกฝ่ายหนึ่งยากจนลง มิได้เป็นบทบัญญัติที่บังคับว่าจะเรียกค่าเลี้ยงชีพได้แต่เฉพาะมีคดีฟ้องหย่าเท่านั้น ดังนั้นเมื่อโจทก์จำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันในคดีหย่าว่าจำเลยยอมจดทะเบียนหย่าให้โจทก์และยอมชำระค่าเลี้ยงชีพแก่โจทก์อัตราร้อยละ 35 ของเงินเดือนทุกเดือนตลอดไป ข้อตกลงดังกล่าวเป็นการยึดขยายหน้าที่อุปการะเลี้ยงดูระหว่างสามีภรรยาออกไปหลังการสมรสสิ้นสุดลง อันเป็นการช่วยเหลือจุนเจือกัน ไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชนย่อมใช้บังคับได้ และในมาตรา 1526 วรรคหนึ่ง ได้บัญญัติให้นำบทบัญญัติ มาตรา 1598/39 มาตรา 1598/40 และมาตรา 1598/41 เกี่ยวกับค่าอุปการะเลี้ยงดูมาใช้บังคับเกี่ยวกับค่าเลี้ยงชีพโดยอนุโลม ซึ่งเมื่ออนุโลมตามมาตรา 1598/39 วรรคหนึ่ง แล้วจะได้ความว่า เมื่อผู้มีส่วนได้เสียแสดงว่าพฤติการณ์รายได้หรือฐานะของคู่กรณีได้เปลี่ยนแปลงไป ศาลจะสั่งแก้ไขในเรื่องค่าเลี้ยงชีพโดยให้เพิกถอน ลดเพิ่มหรือกลับให้ค่าเลี้ยงชีพอีกก็ได้ ดังนั้นจำเลยซึ่งเป็นผู้มีส่วนได้เสีย ย่อมมีสิทธิยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นเพื่อแสดงว่าพฤติการณ์รายได้หรือฐานะของโจทก์จำเลยเปลี่ยนแปลงไปจึงขอให้ศาลชั้นต้นเพิกถอนคำสั่งที่ให้จำเลยจ่ายค่าเลี้ยงชีพแก่โจทก์ได้ แม้ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 138วรรคสอง บัญญัติห้ามมิให้อุทธรณ์คำพิพากษาตามข้อประนีประนอมยอมความก็ตาม แต่คดีนี้เป็นกรณีที่จำเลยใช้สิทธิยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นเพิกถอนคำสั่งที่ให้จำเลยจ่ายค่าเลี้ยงชีพแก่โจทก์ตามมาตรา 1598/39 วรรคหนึ่ง และมิได้เป็นการอุทธรณ์คำพิพากษาตามข้อประนีประนอมยอมความ คำร้องของจำเลยจึงมิได้อยู่ในบังคับที่จะต้องห้ามอุทธรณ์ตามมาตรา 138 วรรคสอง โจทก์จำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความกัน และศาลพิพากษาตามยอมให้จำเลยจ่ายค่าเลี้ยงชีพแก่โจทก์อัตราร้อยละ 35 ของเงินเดือนจำเลยซึ่งเป็นความเหมาะสมในช่วงเวลาดังกล่าว และจำเลยจ่ายค่าเลี้ยงชีพแก่โจทก์นับแต่โจทก์จำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันตลอดมา แต่เมื่อพฤติการณ์รายได้หรือฐานะของโจทก์และจำเลยเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม โดยปัจจุบันจำเลยกลับอยู่ในสภาพที่มีฐานะทางเศรษฐกิจด้อยกว่าโจทก์ ศาลย่อมมีอำนาจสั่งแก้ไขในเรื่องค่าเลี้ยงชีพ โดยให้จำเลยงดจ่ายค่าเลี้ยงชีพแก่โจทก์ได้

ที่มา : http://deka.supremecourt.or.th

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4959/2552

ประเด็นสำคัญ

  • หากคู่สมรสฝ่ายหนึ่งมีความสามารถที่จะอุปการะเลี้ยงดูแล้วไม่อุปการะเลี้ยงดู คู่สมรสอีกฝ่ายย่อมมีสิทธิฟ้องหย่าได้ แต่ถ้าไม่ได้มีการฟ้องหย่า ก็ยังคงสามารถฟ้องขอค่าอุปการะเลี้ยงดูได้
  • ค่าอุปการะเลี้ยงดูระหว่างสามีภริยา สามารถเรียกจากกันได้หากฝ่ายที่ควรได้รับอุปการะเลี้ยงดูไม่ได้รับการอุปการะเลี้ยงดูหรือได้รับการอุปการะเลี้ยงดูไม่เพียงพอในการเลี้ยงชีพ

สรุปย่อสั้น

ป.พ.พ. มาตรา 1461 วรรคสองและมาตรา 1598/38 เป็นบทบัญญัติให้ความคุ้มครองแก่สามีหรือภริยาโดยให้ฝ่ายที่มีฐานะดีช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูตามฐานะและความสามารถ ถ้าฝ่ายหนึ่งมีความสามารถที่จะอุปการะเลี้ยงดูแล้วไม่อุปการะเลี้ยงดู อีกฝ่ายย่อมมีสิทธิฟ้องหย่าได้ตามมาตรา 1516 (6) แต่ถ้าไม่ประสงค์จะฟ้องหย่า ก็ฟ้องขอค่าอุปการะเลี้ยงดูได้ตามมาตรา 1598/38 ในเมื่ออีกฝ่ายที่ควรได้รับไม่ได้รับการเลี้ยงดูตามอัตภาพมิใช่เป็นสิทธิเรียกร้องที่เกิดขึ้นเมื่อฟ้องหย่า

หลังจากจดทะเบียนสมรส โจทก์จำเลยอยู่กินด้วยกันที่บ้านบิดาของโจทก์ แม้จำเลยไปรับราชการต่างจังหวัดก็กลับมาบ้านดังกล่าวที่โจทก์อยู่กับบุตร โจทก์เป็นแม่บ้านไม่มีรายได้ เหตุที่โจทก์กับจำเลยสมัครใจแยกกันอยู่ตั้งแต่ปี 2539 ก็เนื่องจากจำเลยทำร้ายร่างกายโจทก์ ที่สำคัญจำเลยไปอุปการะเลี้ยงดูหญิงอื่นฉันภริยาตลอดมา การสมัครใจแยกกันอยู่จึงมิใช่ความผิดของโจทก์ จำเลยซึ่งอุปการะเลี้ยงดูโจทก์ตลอดมาและอยู่ในฐานะที่สามารถอุปการะเลี้ยงดูโจทก์ได้ จึงมีหน้าที่ต้องอุปการะเลี้ยงดูโจทก์ โจทก์ซึ่งเป็นฝ่ายมีความสามารถหรือฐานะน้อยกว่าและแยกไปอยู่โดยสุจริตจึงชอบที่จะได้รับการช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูจากจำเลย

ที่มา : http://deka.supremecourt.or.th

คดีหย่า-เหตุหย่า

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 218/2562

การสมรสซ้อนจากต่างแดน ศาลฎีกาวินิจฉัยการสมรสเป็นโมฆะ ไม่อาจเรียกค่าเลี้ยงดูได้

  • เมื่อความรักข้ามชาติกลายเป็นปมทางกฎหมายที่ซับซ้อน คดีนี้เปิดประเด็นสำคัญว่าการสมรสในต่างประเทศซึ่งขัดกับกฎหมายแห่งถิ่นสัญชาติของคู่สมรสฝ่ายหนึ่ง จะมีผลสมบูรณ์ในไทยหรือไม่ และเมื่อสมรสกลายเป็นโมฆะ ฝ่ายใดมีสิทธิในทรัพย์สินหรือค่าเลี้ยงดูบ้าง คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 218/2562 เป็นกรณีตัวอย่างที่สะท้อนการใช้กฎหมายขัดกันและหลักสุจริตในชีวิตคู่ข้ามพรมแดน โดยมีทรัพย์สินมูลค่าสูงเป็นเดิมพัน

บทความน่าสนใจ

ในคดีนี้ โจทก์หญิงชาวลิทัวเนีย สัญชาติไอร์แลนด์ ฟ้องหย่าสามีซึ่งเป็นจำเลย ชาวไอร์แลนด์ พร้อมขอแบ่งห้องชุดที่มีชื่อร่วมกัน และเรียกค่าเลี้ยงดูย้อนหลังและรายเดือนรวมทั้งค่าทดแทน อย่างไรก็ตาม จำเลยอ้างว่า การสมรสเป็นโมฆะ เพราะตนยังมีคู่สมรสโดยชอบตามกฎหมายไอร์แลนด์อยู่ขณะจดทะเบียนสมรสกับโจทก์

ศาลฎีกาพิจารณาตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พ.ศ.2481 มาตรา 27 และ 19 ว่าการสมรสต้องไม่ขัดต่อกฎหมายแห่งสัญชาติของคู่สมรส ซึ่งในกรณีนี้ รัฐธรรมนูญไอร์แลนด์ขณะนั้นไม่รับรองการหย่า การหย่าที่ประเทศสาธารณรัฐโดมินิกันจึงไม่มีผลให้จำเลยสิ้นสุดสมรสเดิม การสมรสกับโจทก์จึงเป็นโมฆะ

ศาลยังเห็นว่าโจทก์รู้เห็นเกี่ยวกับการหย่าที่ไม่มีผลบังคับ จึงถือว่าไม่ได้สมรสโดยสุจริต ไม่อาจเรียกค่าเลี้ยงดูหรือค่าทดแทนได้ อย่างไรก็ดี ห้องชุดพิพาทที่มีชื่อร่วมกันยังต้องแบ่งครึ่ง ตามหลักเจ้าของรวมตาม ป.พ.พ. มาตรา 1498 วรรคสอง และ 1364

ศาลฎีกาพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ ยกคำขอหย่าและค่าเลี้ยงดู แต่ให้แบ่งทรัพย์สินร่วมกันคนละครึ่ง

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 302/2559

ศาลฎีกาชี้พฤติกรรมบีบบังคับทางเพศ เป็นเหตุหย่าร้ายแรง

  • หลายคนเข้าใจว่าการอยู่กินกันฉันสามีภริยาต้องมีความสัมพันธ์ทางเพศเป็นเรื่องปกติ แต่หากความสัมพันธ์นั้นเกิดจากการบีบบังคับ ไม่ยินยอม หรือก่อให้เกิดความเจ็บปวดทางร่างกายและจิตใจ ย่อมไม่ใช่หน้าที่ของคู่ชีวิตอีกต่อไป คดีนี้ศาลฎีกาได้ย้ำหลักสำคัญว่า ความสัมพันธ์ทางเพศต้องอยู่บนพื้นฐานของความยินยอมเสมอ และการกระทำที่ละเมิดความยินยอมเช่นนั้นเป็น “เหตุหย่าร้ายแรง” ที่กฎหมายรองรับ พร้อมวางแนวปฏิบัติเรื่องการแบ่งสินสมรสและสิทธิเรียกร้องค่าทดแทนอย่างชัดเจน

บทความน่าสนใจ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 302/2559 เป็นกรณีที่โจทก์หญิงฟ้องหย่าจำเลย สามีซึ่งเคยใช้ความสัมพันธ์ทางเพศเป็นเครื่องมือควบคุมจิตใจโจทก์ โดยเรียกบุตรมานั่งฟังคำด่าหากโจทก์ปฏิเสธร่วมประเวณี ทำให้โจทก์จำต้องยอมเพียงเพื่อให้บุตรได้พักผ่อน แม้ต่อมาโจทก์จะเจ็บป่วยจากมดลูกอักเสบ จำเลยยังไม่ยอมหยุดพฤติกรรม จนโจทก์ต้องหนีออกจากบ้าน

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้สามีภริยาจะมีหน้าที่อยู่กินด้วยกัน แต่การร่วมประเวณีต้องเกิดจาก “ความยินยอม” ของทั้งสองฝ่ายเท่านั้น หากขืนใจ ถือเป็นการทำร้ายหรือทรมานจิตใจอย่างร้ายแรง ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1516 (3) และยังเป็นพฤติกรรมที่เป็นปฏิปักษ์ต่อสถานภาพสมรส ตามมาตรา 1516 (6) อย่างไรก็ตาม ศาลเห็นว่าโจทก์ไม่ได้แสดงพฤติการณ์อันสมควรได้รับค่าทดแทนอย่างเพียงพอ คำขอในส่วนนี้จึงถูกยก นอกจากนี้ศาลยังพิจารณาแบ่งสินสมรสที่ได้มาร่วมกันระหว่างสมรส แต่ตัดสินว่า ที่ดินบางแปลงเป็นสินส่วนตัวของจำเลยเพราะซื้อจากทรัพย์สินเดิมก่อนสมรส จึงไม่ต้องแบ่ง

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8943/2557

ศาลฎีกาชี้ เรียกค่าทดแทนจากหญิงชู้ ต้องมีคำพิพากษา ไม่ใช่แค่ยอมความ

  • เมื่อภรรยาจับได้ว่าสามีมีหญิงอื่น เธอเลือกใช้สิทธิทางกฎหมายด้วยการฟ้องหย่า พร้อมเรียกค่าทดแทนจากหญิงคนดังกล่าว แต่ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การหย่าที่เกิดจาก “การยอมความ” ไม่ใช่ “คำพิพากษา” ตามเหตุหย่าที่บัญญัติไว้ในกฎหมาย จึงไม่สามารถเรียกค่าทดแทนจากหญิงชู้ได้ แม้จะรู้กันทั้งบ้านทั้งเมืองว่าใครเป็นต้นเหตุของการเลิกรา คำพิพากษานี้กลายเป็นบรรทัดฐานสำคัญสำหรับผู้ที่คิดจะเรียกค่าทดแทนจากบุคคลที่เข้ามาทำลายชีวิตสมรส

คดีนี้ ภรรยาฟ้องหญิงอื่นเรียกค่าทดแทน 500,000 บาท โดยอ้างว่าสามีมีชู้กับหญิงคนดังกล่าวและร่วมประเวณีเป็นอาจิณ จนทำให้เธอต้องฟ้องหย่า และได้รับความอับอาย เสื่อมเสียชื่อเสียงและจิตใจบอบช้ำ

แต่โจทก์กับสามีตกลงหย่ากันโดยทำ สัญญาประนีประนอมยอมความ ต่อศาล ไม่ใช่การฟ้องหย่าที่มีการพิพากษาโดยอ้างเหตุหย่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 (1) ดังนั้น แม้สามีจะยอมรับในพฤติกรรมมีชู้ แต่ก็ไม่เข้าเงื่อนไขตามมาตรา 1523 วรรคหนึ่ง ที่จะเปิดทางให้โจทก์เรียกค่าทดแทนจากหญิงชู้ได้

นอกจากนี้ โจทก์ยังไม่ได้อ้างข้อเท็จจริงว่า หญิงคนดังกล่าว “แสดงตนโดยเปิดเผย” ว่ามีความสัมพันธ์กับสามีในทำนองชู้สาวตามมาตรา 1523 วรรคสอง จึงไม่อาจเรียกค่าทดแทนได้เช่นกัน ศาลฎีกายืนตามศาลอุทธรณ์และศาลชั้นต้นว่า โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกค่าทดแทนจากหญิงที่เป็นชู้กับสามี เพราะไม่ได้เป็นไปตามเงื่อนไขทางกฎหมาย

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 272/2561

ศาลยกฟ้องหย่า เพราะสามียังมีสัมพันธ์กับภริยา — ต้องจ่ายค่าเลี้ยงดู

  • สามีหายจากบ้าน ทิ้งภริยาและลูกนานนับเดือน อ้างว่าอับอายภริยาตามไปรบกวนถึงห้องเรียน จึงขอฟ้องหย่า แต่กลับลืมว่าเขายังมีเพศสัมพันธ์กับภริยา และไม่เคยรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในบ้าน ศาลฎีกายืนยันว่าเพียงแค่ไม่พอใจหรืออึดอัดใจในชีวิตสมรส ไม่ใช่เหตุให้หย่าได้โดยชอบด้วยกฎหมาย และเมื่อภริยาไม่มีรายได้ จึงมีสิทธิเรียกค่าเลี้ยงดูจากสามีได้ตามกฎหมายครอบครัว บทเรียนนี้ตอกย้ำว่า การหย่าต้องมีมูลเหตุชัดเจนและเป็นธรรมทั้งสองฝ่าย ไม่ใช่แค่การตีตัวออกห่างหรือสร้างความเข้าใจผิด

บทความน่าสนใจ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 272/2561 เป็นคดีที่สามีฟ้องหย่าภริยา อ้างว่าภริยาแสดงตนเป็นภริยาจนตนเองอับอาย ขาดความเป็นส่วนตัว และเสียชื่อเสียงทางวิชาชีพ แต่ภริยาแย้งว่า สามีเป็นฝ่ายละทิ้งครอบครัวโดยไม่ติดต่อใด ๆ และยังให้ภริยาลงชื่อกู้เงินเพื่อเปิดคลินิกโดยไม่บอกความจริง

ศาลพิจารณาข้อเท็จจริงว่า หลังจากสามีหายไป ภริยาเป็นฝ่ายตามหาและยังคงมีเพศสัมพันธ์กัน แม้สามีจะอ้างว่าไม่เป็น “แบบสามีภริยา” แต่ศาลชี้ว่า หากไม่มีความยินยอมโดยเฉพาะจากฝ่ายชาย ย่อมเกิดสัมพันธ์กันไม่ได้ พฤติการณ์นี้จึงไม่เป็นเหตุหย่าตามกฎหมาย

ในทางกลับกัน ภริยาไม่มีรายได้และต้องอุปการะเลี้ยงดูลูกสองคน จึงมีสิทธิได้รับค่าเลี้ยงดูเดือนละ 20,000 บาท ตามมาตรา 1461 วรรคสอง และ 1598/38 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ทั้งยังไม่ต้องชำระค่าขึ้นศาลในการฟ้องแย้งเรื่องค่าเลี้ยงดู

ศาลฎีกายืนตามศาลล่าง ให้ยกฟ้องหย่า และให้สามีชำระค่าเลี้ยงดูภริยา พร้อมคืนค่าขึ้นศาลส่วนฟ้องแย้ง

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 157/2561

ขอบเขตของ “การละทิ้งร้าง” ภายใต้บทบัญญัติกฎหมายครอบครัว

  • เมื่อภริยาเขียนหนังสือร้องเรียนสามีถึงผู้บังคับบัญชา อ้างว่าเขาคบชู้ เธอกลับถูกฟ้องหย่าในข้อหาทำให้ครอบครัวแตกแยก ละทิ้งร้าง และทำร้ายบุพการีของสามี คดีนี้ศาลฎีกาวางหลักสำคัญว่า การที่ภริยาออกจากบ้านไม่ใช่การละทิ้งร้าง หากเกิดจากสามีไม่ยอมให้เข้าบ้าน และการร้องเรียนเพราะหึงหวงสามีถือเป็นสิทธิที่พึงกระทำได้เพื่อปกป้องครอบครัว คดีนี้ยังตอกย้ำว่า การกระทำบางอย่างแม้ไม่เหมาะสม แต่ต้องพิจารณาให้เหมาะกับบริบท ไม่ใช่เหตุหย่าทุกกรณี

บทความน่าสนใจ

ในคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 157/2561 โจทก์ฟ้องขอหย่าจากภริยา โดยอ้างว่าจำเลยจงใจละทิ้งร้าง และทำร้ายมารดาของตน ทั้งยังกล่าวหาว่าจำเลยออกจากบ้านไปเองโดยไม่กลับมา

แต่ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงชัดเจนว่า จำเลยออกจากบ้านเพราะโจทก์เปลี่ยนกุญแจ ไม่ให้เข้าบ้าน เนื่องจากไม่พอใจที่จำเลยร้องเรียนเรื่องชู้สาวระหว่างโจทก์กับหญิงอื่น ต่อมาจำเลยยังยื่นฟ้องหญิงชู้ดังกล่าว และศาลฎีกาได้พิพากษาให้หญิงชู้ชำระค่าทดแทนแก่จำเลย 500,000 บาท การร้องเรียนของจำเลยจึงถือเป็นการใช้สิทธิอย่างสุจริตเพื่อปกป้องครอบครัว ไม่ใช่การละทิ้งร้างตามมาตรา 1516 (4)

สำหรับข้อกล่าวหาว่าทำร้ายบุพการี ศาลฟังข้อเท็จจริงได้ว่า จำเลยเพียงใช้นิ้วจิ้มและยันหน้าอกมารดาโจทก์หนึ่งครั้ง ถือว่าเป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสม แต่ยังไม่ถึงขั้นร้ายแรงตามมาตรา 1516 (3) จึงไม่มีเหตุฟ้องหย่า ศาลฎีกาพิพากษายืนตามศาลชั้นต้น ให้ยกฟ้องโจทก์ และให้โจทก์ชำระค่าธรรมเนียมทั้งหมดแทนจำเลย

คดีหย่า-การหย่ากับชาวต่างชาติ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9681/2557

การหย่าระหว่างคู่สมรสต่างสัญชาติ: ภาระการพิสูจน์กฎหมายต่างประเทศตาม พ.ร.บ.ขัดกันฯ มาตรา 27

คดีนี้เป็นตัวอย่างสำคัญของการใช้กฎหมายขัดกันของไทยในกรณีคู่สมรสต่างสัญชาติ หากมีการฟ้องคดีหย่ากับชาวต่างชาติในศาลไทยต้องนำสืบว่ากฎหมายแห่งสัญชาติของคู่สมรสยอมให้หย่าได้หรือไม่ ซึ่งเป็น “ข้อเท็จจริงทางกฎหมาย” ที่คู่ความต้องนำสืบ

บทความน่าสนใจ

เมื่อปรากฏว่าจำเลยมีสัญชาติแอลจีเรีย การฟ้องหย่าตามกฎหมายไทยจำต้องผ่านเงื่อนไขของ พ.ร.บ.ว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พ.ศ. 2481 มาตรา 27 ซึ่งบัญญัติว่า ศาลไทยจะไม่พิพากษาให้หย่ากัน เว้นแต่กฎหมายสัญชาติของสามีหรือภริยาทั้งสองฝ่ายยอมให้หย่าได้

ดังนั้น ก่อนที่ศาลจะพิจารณาเหตุหย่าตามกฎหมายไทย จำเป็นต้องรู้ก่อนว่า กฎหมายแอลจีเรียอนุญาตให้คู่สมรสหย่ากันได้หรือไม่ ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงที่โจทก์ต้องพิสูจน์เอง เพราะกฎหมายต่างประเทศไม่ใช่สิ่งที่ศาลไทยรับรู้ได้โดยปกติ

ในคดีนี้ โจทก์ไม่ได้นำสืบกฎหมายแอลจีเรียเลย ศาลชั้นต้นจึงยกฟ้อง และศาลฎีกายืนยันคำพิพากษาดังกล่าว โดยให้เหตุผลว่า แม้จำเลยจะขาดนัดยื่นคำให้การ ศาลก็มีหน้าที่ตรวจสอบเงื่อนไขตามมาตรา 27 ก่อน และเมื่อไม่มีพยานหลักฐานใดแสดงว่ากฎหมายแอลจีเรียอนุญาตให้หย่าได้ ศาลไทยไม่อาจพิพากษาให้หย่าได้

ข้อโต้แย้งของโจทก์ที่ว่า “จำเลยต้องพิสูจน์เพราะเป็นผู้ได้รับประโยชน์จากกฎหมายต่างประเทศ” ไม่รับฟัง เนื่องจากผู้ที่ต้องการให้ศาลพิพากษาต้องเป็นฝ่ายพิสูจน์ข้อเท็จจริงดังกล่าวเอง และการอ้างกฎหมายไทยแทนกฎหมายแอลจีเรียไม่ได้ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1292/2558

กฎหมายสัญชาติสามีภริยาและขอบเขตการทิ้งร้าง

คดีนี้เป็นตัวอย่างสำคัญของการใช้กฎหมายว่าด้วยการขัดกันของกฎหมายในคดีครอบครัวระหว่างคู่สมรสต่างสัญชาติการหย่ากับชาวต่างชาติ ศาลไม่อนุญาตให้หย่าขาดขาดกัน ยกเว้นกฎหมายสัญชาติของสามีหรือภรรยาทั้งสองฝ่ายยอมให้หย่าได้ ตามมาตรา 27 แห่ง พ.ร.บ.ว่าด้วยการขัดกันของกฎหมาย พ.ศ. 2481

บทความน่าสนใจ

คดีนี้เป็นตัวอย่างสำคัญของการใช้บังคับ พระราชบัญญัติว่าด้วยการขัดกันของกฎหมาย พ.ศ. 2481 มาตรา 27 ซึ่งกำหนดว่า เมื่อคู่สมรสมีสัญชาติแตกต่างกัน ศาลไทยจะพิพากษาให้หย่าได้ก็ต่อเมื่อกฎหมายสัญชาติของสามีภริยาทั้งสองฝ่าย “ยอมให้หย่าได้” เสียก่อน แม้โจทก์เป็นชาวอังกฤษและไม่ได้มีผู้เชี่ยวชาญกฎหมายอังกฤษมาเบิกความโดยตรง แต่เมื่อจำเลยมิได้โต้แย้ง “ความมีอยู่จริงของกฎหมายอังกฤษที่ยอมให้หย่าได้” ศาลจึงรับฟังได้ว่ากฎหมายอังกฤษยอมให้หย่ากันได้ แม้มีกำหนดเวลาห้ามฟ้องหย่าในช่วงสามปีแรกของการสมรสก็ตาม ส่งผลให้ศาลไทยมีอำนาจวินิจฉัยเหตุหย่าตามกฎหมายไทยต่อไปได้

ประเด็นสำคัญที่ทำให้โจทก์แพ้คดี คือการอ้างเหตุ “ทิ้งร้าง” ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516(4) การทิ้งร้างต้องประกอบด้วย เจตนาไม่ประสงค์อยู่กินฉันสามีภริยาอีกต่อไปโดยปราศจากเหตุจำเป็น ทว่าโจทก์มิได้มาเบิกความเอง และพยานฝ่ายโจทก์ทั้งหมดเป็น “พยานบอกเล่า” ไม่ได้รู้เห็นเหตุทิ้งร้างด้วยตนเอง ขณะที่จำเลยมีหลักฐานประกอบ ได้แก่จดหมายที่ทำขึ้นก่อนเกิดคดี ซึ่งน่าเชื่อถือกว่า

ศาลยังวินิจฉัยว่า การที่จำเลยเดินทางกลับประเทศไทยไม่ใช่ “ทิ้งร้าง” เพราะขัดกับข้อตกลงก่อนสมรสซึ่งคู่สมรสตั้งใจใช้ชีวิตบั้นปลายที่กรุงเทพฯ ขณะเดียวกันโจทก์เป็นฝ่ายไม่ยอมกลับประเทศไทยหลังย้ายไปฮ่องกง จึงไม่อาจกล่าวได้ว่าจำเลยมีเจตนาทิ้งร้างตามกฎหมาย

เมื่อเหตุหย่าไม่สำเร็จ ผลก็คือโจทก์ไม่อาจอาศัยฐานดังกล่าวเพื่อขอแบ่งสินสมรสหรือขอให้จำเลยรับผิดในประเด็นอื่น ๆ ได้ ศาลฎีกาจึงพิพากษา ยกฟ้องโจทก์ทั้งหมด และให้โจทก์รับผิดค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย

คดีหย่า-แบ่งสินสมรส

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7860/2559

หย่าแล้วฟ้องแบ่งทรัพย์เพิ่มไม่ได้ หากเคยตกลงชัดเจนท้ายทะเบียนหย่า

  • ในคดีหย่า หลายคนเข้าใจว่าแม้มีการตกลงแบ่งทรัพย์สินไว้ ก็ยังสามารถฟ้องขอแบ่งทรัพย์สินอื่นที่ไม่ระบุไว้ภายหลังได้ แต่คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7860/2559 ยืนยันหลักกฎหมายว่า หากมีการตกลงแบ่งทรัพย์สินไว้ชัดเจนท้ายทะเบียนหย่าแล้ว คู่หย่าไม่มีสิทธิฟ้องเรียกทรัพย์สินอื่นได้อีก เพราะถือว่าเป็น “สัญญาประนีประนอมยอมความ” ซึ่งมีผลทางกฎหมายผูกพันทั้งสองฝ่าย บทความนี้จะสรุปสาระสำคัญของคดีและผลทางกฎหมายของการตกลงแบ่งทรัพย์สินเมื่อหย่า

บทความน่าสนใจ

ตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7860/2559 โจทก์และจำเลยเคยจดทะเบียนหย่าโดยมีบันทึกข้อตกลงท้ายทะเบียนหย่าเรื่องการแบ่งทรัพย์สินอย่างชัดเจน เช่น การยกบ้าน รถยนต์ การจ่ายเงิน 3.5 ล้านบาท และอุปการะเลี้ยงดูบุตร โดยต่างฝ่ายลงลายมือชื่อและมีพยานพร้อมนายทะเบียนร่วมลงชื่อด้วย

ต่อมา โจทก์กลับมาฟ้องขอแบ่งทรัพย์สินเพิ่มเติม อ้างว่าไม่เคยตกลงจะไม่ฟ้องเรียกอีก แต่ไม่มีพยานหลักฐานสนับสนุน ขณะที่ฝ่ายจำเลยมีพยานบุคคลและเอกสารประกอบชัดเจน ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่า ข้อตกลงดังกล่าวเป็น “สัญญาแบ่งทรัพย์สิน” ตาม มาตรา 1532 และเป็น “สัญญาประนีประนอมยอมความ” ตามมาตรา 850-852 เมื่อได้ลงนามไว้แล้ว คู่กรณีไม่อาจฟ้องเรียกทรัพย์สินที่ตกลงสละสิทธิ์ไปอีก

คำพิพากษานี้ตอกย้ำว่า การตกลงท้ายทะเบียนหย่า หากทำโดยสมัครใจและชัดเจน ย่อมมีผลผูกพันตามกฎหมาย และปิดโอกาสการเรียกร้องในภายหลัง

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 269/2531

ข้อตกลงหย่าไม่มีผล หากยังไม่จดทะเบียน: ศาลเพิกถอนการโอนทรัพย์สินไม่สุจริต

  • ในความสัมพันธ์สมรส การตกลงหย่าและแบ่งทรัพย์สินกันโดยสมัครใจแม้จะมีเอกสารเป็นลายลักษณ์อักษร หากยังไม่ได้จดทะเบียนหย่าตามกฎหมาย ข้อตกลงนั้นก็ยังไม่มีผลบังคับทางกฎหมาย ศาลฎีกาได้วินิจฉัยในคดีหนึ่งที่สามีภริยาตกลงหย่าและแบ่งทรัพย์สิน โดยภริยาเป็นผู้ถือสิทธิเพียงผู้เดียวในที่ดิน แต่สามีกลับโอนให้บุคคลภายนอกโดยไม่ขอความยินยอม กรณีนี้แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการดำเนินการหย่าตามกระบวนการที่ถูกต้อง

บทความน่าสนใจ

คำพิพากษานี้เกิดจากกรณีที่โจทก์และจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นสามีภริยา ตกลงหย่าและแบ่งทรัพย์สิน โดยยกที่ดินให้โจทก์แต่ไม่ได้จดทะเบียนหย่าตามกฎหมาย ต่อมาจำเลยที่ 1 โอนที่ดินให้จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นน้องเขย โดยอ้างสิทธิเป็นเจ้าของโดยสมบูรณ์

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อตกลงการหย่าและแบ่งทรัพย์สินนั้นไม่มีผลบังคับ เพราะไม่ได้จดทะเบียนหย่าตามกฎหมาย ขณะที่สถานะสมรสยังคงอยู่ ที่ดินจึงยังถือเป็นสินสมรส ซึ่งคู่สมรสแต่ละฝ่ายมีกรรมสิทธิ์ร่วมครึ่งหนึ่ง

การที่จำเลยทั้งสองโอนที่ดินโดยไม่ขอความยินยอมจากโจทก์ และมีพฤติการณ์ไม่สุจริต เช่น ปกปิดสถานะการสมรสและไม่ปฏิบัติตามคำอายัดของศาล ถือเป็นการโอนโดยไม่สุจริต

ศาลจึงมีคำพิพากษาให้เพิกถอนการโอนกรรมสิทธิ์ และให้จำเลยที่ 2 โอนที่ดินคืนไปชื่อจำเลยที่ 1 รวมถึงให้ชดใช้ค่าทนายความแก่โจทก์

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4382/2540

อยู่กินก่อนแต่ง แบ่งทรัพย์ได้ไหม 

  • แม้ไม่ได้จดทะเบียนสมรส คู่ชีวิตที่อยู่กินกันฉันสามีภริยาและร่วมกันสร้างทรัพย์สินก็อาจมีสิทธิในทรัพย์สินนั้นตามกฎหมาย หากมีพฤติการณ์แสดงถึงความร่วมแรงร่วมใจจริง คำพิพากษาศาลฎีกาฉบับนี้ย้ำหลักสำคัญว่า การเป็นเจ้าของร่วมอาจเกิดขึ้นได้โดยพฤติการณ์ มิใช่เฉพาะแต่ทางทะเบียนสมรส ผู้เสียเปรียบที่ร่วมสร้างแต่ไม่มีชื่อในโฉนด ยังมีสิทธิเรียกร้องแบ่งทรัพย์สินได้

บทความน่าสนใจ

ในคดีนี้ โจทก์และจำเลยอยู่กินกันฉันสามีภริยาโดยไม่ได้จดทะเบียนสมรส ทั้งสองช่วยกันประกอบอาชีพและนำรายได้ร่วมกันซื้อที่ดิน แต่ให้จำเลยเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์แต่เพียงผู้เดียว ต่อมาเมื่อโจทก์ออกจากบ้านและขอแบ่งที่ดิน จำเลยปฏิเสธ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้ไม่ได้จดทะเบียนสมรส แต่เมื่อมีพฤติการณ์แสดงว่าทรัพย์สินได้มาจากความร่วมแรงร่วมใจของทั้งสองฝ่ายก่อนสมรส ที่ดินดังกล่าวจึงถือเป็นทรัพย์ส่วนตัวร่วมกันตาม ป.พ.พ. มาตรา 1471(1) และเป็นกรรมสิทธิ์รวมตามมาตรา 1356

การไม่มีนิติกรรมห้ามแบ่งและการเลิกรากันในภายหลัง ทำให้โจทก์มีสิทธิเรียกร้องแบ่งทรัพย์ตามส่วนได้ตามมาตรา 1363 คำพิพากษานี้จึงตอกย้ำว่า แม้ไม่มีทะเบียนสมรส กฎหมายยังคุ้มครองสิทธิในทรัพย์สินที่ได้มาร่วมกันอย่างเป็นธรรม

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3961/2535

คู่สมรสขอแบ่งทรัพย์สินขายสินสมรสก่อนจดทะเบียนหย่าได้หรือไม่

  • หลายคนเข้าใจว่า หากคู่สมรสนำทรัพย์สินไปขายโดยไม่ขออนุญาตอีกฝ่าย จะสามารถฟ้องร้องเรียกเงินคืนได้ทันที แต่คำพิพากษาศาลฎีกานี้ชี้ให้เห็นว่า “การแบ่งสินสมรส” จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีการ “หย่าขาด” อย่างถูกต้องตามกฎหมายเท่านั้น แม้คู่สมรสจะขายทรัพย์สินไปโดยไม่ชอบ แต่ถ้ายังไม่ได้หย่า ก็ยังไม่มีสิทธิเรียกเงินที่ขายทรัพย์สินนั้นมาแบ่ง

บทความน่าสนใจ

ในคดีนี้ โจทก์และจำเลยที่ 1 เป็นสามีภริยากันโดยไม่ได้ทำสัญญาทรัพย์สินก่อนสมรส ต่อมาจำเลยที่ 1 นำรถยนต์ซึ่งเป็นสินสมรสไปขายให้จำเลยที่ 2 โดยไม่ขอความยินยอมจากโจทก์ โจทก์จึงฟ้องเรียกเงิน 25,000 บาท ซึ่งเป็นครึ่งหนึ่งของราคาขาย

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้จะเป็นสินสมรส แต่ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1533 และ 1534 การแบ่งสินสมรสจะเกิดขึ้นได้ต่อเมื่อมีการหย่า และหากคู่สมรสฝ่ายหนึ่งขายสินสมรสไป กฎหมายให้ถือเสมือนว่ายังมีทรัพย์นั้นอยู่เพื่อรอการแบ่งเมื่อหย่า ดังนั้น เมื่อยังไม่มีการหย่า โจทก์จึงไม่มีอำนาจเรียกเงินที่ได้จากการขายรถยนต์มาแบ่งได้

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4650/2545

สิทธิของคู่สมรสในคดีหย่าเพื่อฟ้องแย้งแบ่งสินสมรส

  • การแบ่งสินสมรสในคดีหย่าไม่จำกัดเพียงรายการที่โจทก์กล่าวอ้างในคำฟ้องเท่านั้น คู่สมรสอีกฝ่ายสามารถฟ้องแย้งเพื่อขอแบ่งสินสมรสรายการอื่นได้เช่นกัน เพื่อให้การแบ่งทรัพย์สินเป็นธรรมและจบในคราวเดียวกันกับการหย่า คำพิพากษาศาลฎีกานี้จึงเป็นแนวทางสำคัญในการตีความมาตรา 1532 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เกี่ยวกับการแบ่งสินสมรสอย่างครบถ้วน

บทความน่าสนใจ

ในคดีนี้ โจทก์ฟ้องหย่าจำเลยพร้อมขอแบ่งสินสมรสหลายรายการ ส่วนจำเลยยื่นฟ้องแย้งเพื่อขอแบ่งสินสมรสที่โจทก์ไม่ได้กล่าวถึงในคำฟ้อง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การฟ้องแย้งดังกล่าวสามารถทำได้ เพราะมาตรา 1532 วางหลักว่า เมื่อมีการหย่า ให้แบ่งสินสมรสทั้งหมดเพื่อยุติข้อพิพาทให้เสร็จสิ้นพร้อมกัน

ศาลยังวินิจฉัยว่า กิจการร้านเสริมสวยเริ่มต้นก่อนสมรส จึงถือเป็นสินส่วนตัวของทั้งสองฝ่ายตามสัดส่วนการลงทุน ส่วนรายได้จากร้านที่เกิดหลังสมรสถือเป็นสินสมรส เงินที่ฝากเข้าบัญชีร่วมภายหลัง แม้จะมีเงินจากแหล่งต่างกัน แต่หากปะปนกันจนแยกไม่ออกแล้ว ก็ถือว่าเป็นสินสมรสทั้งจำนวนตามมาตรา 1471 วรรคท้าย

ในกรณีที่โจทก์ถอนเงินบางส่วนไปหลังจากฟ้องหย่า และจำเลยไม่ได้โต้แย้ง ศาลถือยอดคงเหลือเป็นฐานในการพิจารณาแบ่งสินสมรส