Author Archives: lawfirmthai

จัดการมรดก-ทายาทโดยธรรม

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 619/2508

มีชื่อในโฉนดคนเดียว ไม่ได้แปลว่าได้มรดกคนเดียว: สิทธิของทายาทโดยธรรมที่กฎหมายคุ้มครอง

หลายคนเข้าใจว่าผู้ที่มีชื่อเป็นเจ้าของในโฉนดที่ดินย่อมเป็นเจ้าของทรัพย์สินแต่เพียงผู้เดียว แต่ในคดีมรดก ความจริงอาจไม่เป็นเช่นนั้น หากเจ้ามรดกเสียชีวิตโดยไม่ได้ทำพินัยกรรม ทรัพย์สินทั้งหมดจะตกทอดแก่ทายาทโดยธรรมตามลำดับที่กฎหมายกำหนด สิทธิของทายาทจึงเกิดขึ้นตั้งแต่เจ้ามรดกถึงแก่ความตาย ไม่ใช่เกิดจากการมีชื่อในโฉนดเพียงอย่างเดียว

บทความน่าสนใจ

คดีนี้ นายโตและนางหว่างถึงแก่ความตายโดยไม่ได้ทำพินัยกรรม ทรัพย์มรดกจึงตกทอดแก่ทายาทโดยธรรมตามกฎหมาย เดิมนายโหมดซึ่งเป็นบุตรของเจ้ามรดกเสียชีวิตก่อน ทำให้สิทธิในการรับมรดกของนายโหมดตกทอดมายังบุตรของตน คือโจทก์และจำเลย ในฐานะผู้รับมรดกแทนที่

ต่อมามีการจดทะเบียนให้จำเลยมีชื่อถือกรรมสิทธิ์ในโฉนดที่ดินเพียงผู้เดียว จำเลยจึงอ้างว่าตนเป็นเจ้าของแต่เพียงผู้เดียว และอ้างว่าผู้ตายเคยสั่งด้วยวาจาให้ที่ดินตกเป็นของตน

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การมีชื่อในโฉนดมิใช่เหตุให้สิทธิของทายาทโดยธรรมคนอื่นสิ้นสุดลง เพราะสิทธิในมรดกเกิดขึ้นตามกฎหมายตั้งแต่เจ้ามรดกถึงแก่ความตาย ส่วนคำสั่งด้วยวาจาของเจ้ามรดกก็ไม่ถือเป็นพินัยกรรม จึงไม่มีผลเปลี่ยนแปลงการรับมรดกตามกฎหมาย นอกจากนี้ หากจะสละมรดกแทนผู้เยาว์ ต้องดำเนินการตามรูปแบบที่กฎหมายกำหนดและได้รับอนุญาตจากศาลก่อน จึงจะมีผลสมบูรณ์

คำพิพากษานี้ยืนยันหลักสำคัญว่า การมีชื่อในโฉนดเพียงผู้เดียวไม่ได้ทำให้เป็นเจ้าของมรดกแต่เพียงผู้เดียว หากยังมีทายาทโดยธรรมที่มีสิทธิได้รับมรดกตามกฎหมาย สิทธิดังกล่าวย่อมได้รับความคุ้มครอง และไม่อาจถูกตัดสิทธิด้วยการจดทะเบียนหรือคำสั่งด้วยวาจาที่ไม่เป็นไปตามแบบของกฎหมาย ศาลจึงพิพากษาให้โจทก์มีสิทธิถือกรรมสิทธิ์ร่วมในที่ดินมรดกกับจำเลยตามส่วนแห่งมรดกที่ตนพึงได้รับ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 581/2508

พินัยกรรมยกทรัพย์ให้ ศาลเจ้า หรือ สถานที่ มีผลตามกฎหมายหรือไม่?

ในทางกฎหมายผู้รับพินัยกรรมจะต้องเป็นบุคคลหรือนิติบุคคลที่สามารถมีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมายได้ หากผู้รับมิใช่บุคคล ข้อกำหนดดังกล่าวอาจไม่มีผลใช้บังคับ แม้จะเป็นไปตามความตั้งใจของผู้ทำพินัยกรรมก็ตาม

บทความน่าสนใจ

คดีนี้ นายบั๊กทำพินัยกรรมกำหนดให้นำกำไรจากกิจการไปบำรุงสถานที่สักการะบรรพบุรุษในประเทศจีน และแต่งตั้งนายกิมฮง บุตรชาย เป็นผู้จัดการเงินดังกล่าว ต่อมาเมื่อผู้จัดการเงินถึงแก่ความตาย จึงเกิดข้อพิพาทว่าเงินดังกล่าวเป็นของผู้ใด

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อบุคคลถึงแก่ความตาย ทรัพย์มรดกย่อมตกทอดแก่ทายาทโดยธรรม ผู้รับพินัยกรรม หรือมูลนิธิที่จัดตั้งขึ้นตามพินัยกรรมตามที่กฎหมายกำหนด ทั้งนี้ ผู้รับพินัยกรรมต้องเป็นบุคคลหรือนิติบุคคลที่สามารถมีสิทธิและหน้าที่ได้ตามกฎหมาย หากเป็นการยกทรัพย์สินเพื่อประโยชน์สาธารณะหรือศาสนา ก็อาจกระทำได้โดยการก่อตั้งมูลนิธิตามพินัยกรรม หรือจัดสรรทรัพย์ตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายบัญญัติไว้

อย่างไรก็ตาม สถานที่สักการะบรรพบุรุษหรือศาลเจ้าเป็นเพียง “สถานที่” มิใช่บุคคลหรือนิติบุคคล จึงไม่อาจเป็นผู้ทรงสิทธิในทรัพย์สินได้ การกำหนดให้ทรัพย์สินตกเป็นของสถานที่ดังกล่าวโดยตรงจึงเป็นข้อกำหนดที่ไม่มีผลใช้บังคับ ไม่ว่าจะตีความเป็นพินัยกรรมทั่วไปหรือเป็นการก่อตั้งทรัสต์ก็ตาม

คำพิพากษานี้ยืนยันหลักสำคัญว่า ผู้รับพินัยกรรมต้องเป็นบุคคลหรือนิติบุคคลที่กฎหมายรับรองเท่านั้น การระบุให้ทรัพย์สินตกแก่ “สถานที่” หรือสิ่งที่ไม่มีสภาพเป็นบุคคล ย่อมทำให้ข้อกำหนดในพินัยกรรมนั้นตกเป็นโมฆะ แม้จะสะท้อนเจตนาของผู้ทำพินัยกรรมก็ตาม ผู้ที่ต้องการอุทิศทรัพย์สินเพื่อกิจการสาธารณะหรือศาสนา จึงควรดำเนินการในรูปแบบที่กฎหมายรองรับ เพื่อให้ความประสงค์ของตนมีผลสมบูรณ์และสามารถบังคับใช้ได้

คำพิพากษาฎีกา 11628/2557

ผู้จัดการมรดกแบ่งทรัพย์ไม่ครบ ทายาทยังฟ้องได้: อายุความยังไม่เริ่มนับจนกว่าการจัดการมรดกจะเสร็จสิ้น

เจ้ามรดกเสียชีวิตเกิน 10 ปี สิทธิของทายาทในการเรียกร้องทรัพย์มรดกย่อมหมดไปตามอายุความ แต่ความจริงแล้ว หากผู้จัดการมรดกยังจัดการทรัพย์มรดกไม่เสร็จ หรือจัดการโดยมิชอบ อายุความตามกฎหมายอาจยังไม่เริ่มนับ คำพิพากษาศาลฎีกาคดีนี้จึงเป็นหลักสำคัญที่คุ้มครองสิทธิของทายาทที่ถูกตัดสิทธิจากการจัดการมรดกโดยไม่ชอบ

บทความที่น่าสนใจ
คดีนี้ ผู้จัดการมรดกได้โอนที่ดินมรดกบางแปลงให้แก่ทายาทเพียงบางคน โดยไม่แบ่งให้โจทก์ซึ่งเป็นทายาทโดยธรรม และต่อสู้ว่าคดีขาดอายุความเพราะเจ้ามรดกเสียชีวิตเกิน 10 ปีแล้ว ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ผู้จัดการมรดกมีหน้าที่แบ่งทรัพย์มรดกให้แก่ทายาททุกคนตามสิทธิ การโอนทรัพย์มรดกให้เฉพาะทายาทบางคนโดยไม่ได้รับความยินยอมจากทายาททั้งหมด เป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบและไม่มีผลผูกพันทายาทที่ถูกตัดสิทธิ เมื่อการแบ่งทรัพย์มรดกยังไม่ครบถ้วน ย่อมถือว่าการจัดการมรดกยังไม่เสร็จสิ้น แม้ผู้รับโอนจะเป็นทายาทด้วยกัน ก็ถือว่าครอบครองทรัพย์แทนทายาททุกคน โจทก์จึงยังมีสิทธิเรียกร้องให้เพิกถอนการโอนและแบ่งทรัพย์มรดกได้ โดยยังไม่อยู่ภายใต้อายุความ 10 ปีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754 วรรคท้าย ซึ่งจะใช้ได้ต่อเมื่อการจัดการมรดกเสร็จสิ้นแล้วเท่านั้น

คำพิพากษานี้ยืนยันหลักสำคัญว่า อายุความในการเรียกร้องมรดกมิได้นับจากวันที่เจ้ามรดกถึงแก่ความตายเสมอไป หากผู้จัดการมรดกยังจัดการทรัพย์มรดกไม่เสร็จหรือจัดการโดยมิชอบ ทายาทที่ถูกละเลยสิทธิยังคงมีอำนาจฟ้องขอเพิกถอนการโอนและเรียกร้องแบ่งทรัพย์มรดกได้ เพื่อให้การแบ่งมรดกเป็นไปตามสิทธิของทายาททุกคนอย่างเป็นธรรม

คำพิพากษาฎีกา 16057/2555

ทรัพย์ที่ได้มาระหว่างสมรส ต้องแบ่งสินสมรสก่อนแบ่งมรดก: สิทธิของคู่สมรสและทายาทต้องแยกให้ชัด

เมื่อบุคคลถึงแก่ความตาย การแบ่งทรัพย์มรดกไม่ได้หมายความว่าทรัพย์ทุกชิ้นจะตกเป็นของทายาททันที เพราะหากทรัพย์นั้นเป็นสินสมรส จะต้องแยกส่วนที่เป็นกรรมสิทธิ์ของคู่สมรสที่ยังมีชีวิตอยู่ก่อน แล้วจึงนำเฉพาะส่วนที่เป็นมรดกมาแบ่งให้ทายาทตามกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาคดีนี้จึงเป็นแนววินิจฉัยสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงหลักการแบ่งสินสมรสและมรดกอย่างถูกต้อง

บทความที่น่าสนใจ
คดีนี้ โจทก์ซึ่งเป็นบุตรที่ผู้ตายรับรองแล้ว ฟ้องขอให้ตนมีสิทธิในทรัพย์มรดกของผู้ตาย ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้โจทก์จะฟ้องขอให้ได้รับทรัพย์ทั้งหมด แต่ศาลสามารถพิพากษาให้ได้รับเพียงส่วนแบ่งแห่งมรดกได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (2) โดยไม่ถือว่าเกินคำขอ นอกจากนี้ ศาลยังวินิจฉัยว่า การแบ่งมรดกต้องพิจารณาก่อนว่าทรัพย์แต่ละรายการเป็นสินสมรสหรือสินส่วนตัว หากเป็นทรัพย์ที่ได้มาระหว่างสมรสและไม่ปรากฏหลักฐานเป็นอย่างอื่น ย่อมสันนิษฐานว่าเป็นสินสมรส คู่สมรสจึงมีสิทธิในทรัพย์กึ่งหนึ่งก่อน ส่วนอีกกึ่งหนึ่งจึงเป็นมรดกที่แบ่งแก่ทายาท ขณะที่ทรัพย์ที่ผู้ตายได้รับโดยทางมรดกถือเป็นสินส่วนตัวและต้องแบ่งให้ทายาททั้งหมด สำหรับที่ดินที่จำเลยขายให้บุคคลภายนอกไปแล้ว ศาลเห็นว่าแม้จะไม่อาจแบ่งกรรมสิทธิ์ในที่ดินได้ แต่เงินที่ได้รับจากการขายในส่วนที่เป็นมรดกยังต้องนำมาแบ่งให้ทายาทตามส่วน

คำพิพากษานี้ยืนยันว่า การแบ่งมรดกต้องเริ่มจากการจำแนกทรัพย์ว่าเป็นสินสมรสหรือสินส่วนตัวเสียก่อน เพราะคู่สมรสมีสิทธิในสินสมรสก่อนที่ทรัพย์ส่วนนั้นจะตกทอดเป็นมรดก ส่วนทรัพย์ที่เป็นสินส่วนตัวจึงแบ่งแก่ทายาทโดยธรรมตามกฎหมาย หลักการดังกล่าวช่วยคุ้มครองสิทธิของทั้งคู่สมรสและทายาทให้ได้รับส่วนแบ่งอย่างถูกต้องและเป็นธรรมตามกฎหมาย

คำพิพากษาฎีกาที่ 207/2510

บุตรบุญธรรมไม่ได้ ก็ยังมีสิทธิเป็นทายาทได้: ศาลต้องพิจารณาทุกฐานสิทธิที่ฟ้องมา

ในการฟ้องคดีมรดก ผู้ฟ้องอาจอ้างสิทธิได้รับมรดกได้หลายฐาน ไม่ว่าจะเป็นฐานบุตรบุญธรรมหรือฐานทายาทโดยธรรม หากฐานสิทธิหนึ่งรับฟังไม่ได้ ก็ไม่ได้หมายความว่าคดีจะสิ้นสุดทันที หากยังมีฐานสิทธิอื่นที่ศาลต้องวินิจฉัยต่อ คำพิพากษาศาลฎีกาคดีนี้จึงเป็นตัวอย่างสำคัญของการพิจารณาสิทธิรับมรดกจากข้ออ้างหลายฐานในคำฟ้องเดียวกัน

บทความที่น่าสนใจ
คดีนี้ โจทก์ฟ้องเรียกทรัพย์มรดกโดยอ้างว่าเป็นบุตรบุญธรรมของผู้ตาย และเป็นทายาทตามบัญชีเครือญาติท้ายฟ้อง ต่อมาระหว่างพิจารณา โจทก์ยอมรับว่าการรับบุตรบุญธรรมไม่ได้จดทะเบียนตามกฎหมาย ศาลชั้นต้นจึงเห็นว่าโจทก์ไม่มีสิทธิรับมรดกในฐานะบุตรบุญธรรมและพิพากษายกฟ้องโดยไม่สืบพยาน ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้โจทก์จะไม่มีสิทธิรับมรดกในฐานะบุตรบุญธรรม แต่คำฟ้องยังอ้างสิทธิอีกฐานหนึ่ง คือการเป็นทายาทโดยธรรมตามบัญชีเครือญาติ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของคำฟ้องและแสดงลำดับเครือญาติไว้อย่างเพียงพอให้เข้าใจได้ว่าโจทก์อ้างสิทธิรับมรดกแทนที่บิดา จึงยังมีประเด็นสำคัญที่ต้องวินิจฉัยต่อว่า โจทก์เป็นทายาทโดยธรรมจริงหรือไม่ และถูกตัดมรดกโดยพินัยกรรมตามที่จำเลยอ้างหรือไม่ ศาลจึงต้องเปิดโอกาสให้มีการสืบพยานในประเด็นดังกล่าว

คำพิพากษานี้ยืนยันหลักสำคัญว่า เมื่อโจทก์อ้างสิทธิรับมรดกไว้หลายฐาน ศาลต้องพิจารณาให้ครบทุกฐานที่ปรากฏในคำฟ้อง แม้ฐานหนึ่งจะรับฟังไม่ได้ ก็ไม่อาจยกฟ้องได้ทันที หากยังมีข้ออ้างอีกฐานที่อาจก่อให้เกิดสิทธิรับมรดกตามกฎหมาย ศาลจึงต้องวินิจฉัยข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานให้ครบถ้วนก่อนมีคำพิพากษา



จัดการมรดก-เจตนาตามพินัยกรรม

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1451/2508

พินัยกรรมให้ลูกคนเดียว พร้อมเงื่อนไข “เลี้ยงดูผู้ตาย” ไม่ใช่การให้ในชีวิต

  • เมื่อพินัยกรรมระบุให้ “ลูกคนหนึ่ง” ได้รับมรดกทั้งหมด โดยมีเงื่อนไขว่าให้ “เลี้ยงดูผู้ตายจนตลอดชีวิต” และ “ชำระหนี้แทน” กลายเป็นประเด็นทางกฎหมายว่าเจตนานั้นถือเป็นพินัยกรรมเผื่อตาย หรือเป็นการยกทรัพย์ในขณะยังมีชีวิต ซึ่งต้องทำตามแบบอื่น
    คำพิพากษาศาลฎีกาคดีนี้ได้ให้หลักสำคัญว่า เจตนายกทรัพย์สินทั้งหมดโดยมีผลเมื่อผู้ทำพินัยกรรมถึงแก่ความตาย แม้จะมีเงื่อนไขให้ดูแลหรือชำระหนี้ ก็ยังถือว่าเป็นพินัยกรรมที่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่ใช่การให้ในชีวิต

บทความน่าสนใจ

ในคดีนี้ โจทก์ฟ้องขอแบ่งมรดกของบิดาโดยอ้างสิทธิในฐานะทายาท 1 ใน 4 ส่วน แต่จำเลยต่อสู้ว่า ผู้ตายได้ทำพินัยกรรมยกทรัพย์สินทั้งหมดให้นายคาน บุตรผู้ตายแต่เพียงผู้เดียว อีกทั้งโจทก์ไม่เคยมีสิทธิครอบครองทรัพย์มรดกที่พิพาท ประเด็นสำคัญอยู่ที่การตีความพินัยกรรมที่มีข้อความให้ผู้รับพินัยกรรม “เลี้ยงดูผู้ตายตลอดชีวิต” และ “ชำระหนี้แทน” ว่าพินัยกรรมนี้ถือเป็นการยกให้ในระหว่างมีชีวิตหรือไม่  ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พินัยกรรมแสดงเจตนายกทรัพย์สินทั้งที่มีอยู่และที่จะเกิดขึ้นในภายหน้าให้นายคานเพียงคนเดียว อีกทั้งระบุชัดว่าไม่ให้บุตรคนอื่นเข้ามายุ่งเกี่ยวกับทรัพย์สิน ถือเป็นการเผื่อตายโดยชัดแจ้ง เอกสารจัดทำตามแบบพินัยกรรมที่กฎหมายกำหนดจึงชอบด้วยกฎหมาย ส่วนภาระให้ผู้รับพินัยกรรมเลี้ยงดูหรือชำระหนี้ เป็นเพียงข้อกำหนดแนบท้าย ไม่ทำให้พินัยกรรมกลายเป็นการยกให้ระหว่างมีชีวิต ศาลฎีกาจึงพิพากษายืน ยกฎีกาโจทก์ และรับรองพินัยกรรมตามเจตนาผู้ตาย

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 177/2528

ผู้เสมือนไร้ความสามารถก็ทำพินัยกรรมได้ ถ้ามีสติและผู้พิทักษ์ยินยอมบทนำ

คำถามสำคัญในคดีมรดกหลายคดีคือ “ผู้ตายมีสติพอจะทำพินัยกรรมหรือไม่?” โดยเฉพาะในกรณีที่มีภาวะสมองเสื่อมหรือมีผู้พิทักษ์
ในคดีนี้ โจทก์พยายามล้มพินัยกรรมด้วยเหตุผลว่าผู้ตายเป็นบุคคลเสมือนไร้ความสามารถ ไม่อาจแสดงเจตนาได้ แต่ศาลฎีกาได้ชี้หลักชัดว่า แม้ผู้ทำพินัยกรรมจะมีภาวะสมองเสื่อม แต่หากในขณะทำพินัยกรรมยังเข้าใจสิ่งที่กระทำ และมีพยานยืนยันชัดเจน การทำพินัยกรรมก็ชอบด้วยกฎหมาย

บทความน่าสนใจ

ในคดีนี้ โจทก์ฟ้องขอให้ศาลเพิกถอนพินัยกรรม โดยอ้างว่าเจ้ามรดกเป็นผู้มีภาวะสมองเสื่อม และไม่สามารถแสดงเจตนาได้อย่างชัดเจน อีกทั้งไม่มีความสามารถทางกฎหมายในการจัดทำพินัยกรรม

แต่ศาลฎีกาพิเคราะห์หลักฐานพบว่า รายงานแพทย์ที่โจทก์อ้างนั้นมีข้อพิรุธ ไม่แน่ชัดว่าออกโดยใคร และมีข้อความขัดกันเอง พยานฝ่ายโจทก์ก็ไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ขณะทำพินัยกรรม

ในทางกลับกัน ฝ่ายจำเลยมีพยานจำนวนมากที่อยู่ในเหตุการณ์ขณะจัดทำพินัยกรรม รวมถึงเจ้าหน้าที่รัฐ แพทย์ และผู้เขียนเอกสาร ซึ่งไม่มีส่วนได้เสียในคดี และทั้งหมดให้การตรงกันว่า ผู้ตายพูดรู้เรื่อง เข้าใจสิ่งที่กระทำ และลงลายนิ้วมือด้วยตนเองโดยสมัครใจ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้ผู้ตายจะเคยถูกศาลสั่งให้เป็นบุคคลเสมือนไร้ความสามารถ แต่ในขณะทำพินัยกรรม ยังสามารถเข้าใจและแสดงเจตนาได้โดยชัดเจน อีกทั้งมีการยินยอมจากผู้พิทักษ์แล้ว การทำพินัยกรรมจึงเป็นไปโดยชอบ และคำกล่าวหาว่าปลอมไม่มีน้ำหนักเพียงพอ

ศาลจึงยกฟ้องจำเลย พินัยกรรมยังคงมีผลตามกฎหมาย

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 18489/2556

พินัยกรรมไม่ใช่คำสั่งเหนือกรรมสิทธิ์: ยกทรัพย์ของคนอื่นให้ใครไม่ได้

  •  หลายคนเข้าใจว่า เมื่อทำพินัยกรรมแล้วสามารถกำหนดให้ทรัพย์สินใดตกแก่ผู้ใดก็ได้ตามความประสงค์ของตน แต่กฎหมายกำหนดขอบเขตของการทำพินัยกรรมไว้อย่างชัดเจนว่า ผู้ทำพินัยกรรมสามารถกำหนดการเผื่อตายได้เฉพาะทรัพย์สินที่ตนเป็นเจ้าของเท่านั้น หากทรัพย์นั้นมิใช่ของตน แม้จะระบุไว้ในพินัยกรรมก็ไม่มีผลบังคับตามกฎหมาย

บทความน่าสนใจ

 คดีนี้ ผู้ตายได้เปิดบัญชีเงินฝากในชื่อ “นายจิรโชติ เพื่อเด็กชายวรรณธร” และภายหลังได้ทำพินัยกรรมยกเงินในบัญชีดังกล่าวให้บุคคลอื่น

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1646 การทำพินัยกรรมเป็นการกำหนดการเผื่อตายเกี่ยวกับทรัพย์สินของผู้ทำพินัยกรรมเองเท่านั้น เมื่อผู้ตายเปิดบัญชีเงินฝากในลักษณะ “เพื่อเด็กชายวรรณธร” กรรมสิทธิ์ในเงินฝากจึงตกเป็นของเด็กชายวรรณธรทันทีที่ธนาคารรับเงินเข้าบัญชี แม้ผู้ตายจะยังเป็นผู้มีอำนาจเบิกถอนเงินตามข้อตกลงกับธนาคาร ก็เป็นเพียงอำนาจในการจัดการเงิน มิใช่ความเป็นเจ้าของทรัพย์ ดังนั้น ผู้ตายจึงไม่มีสิทธินำเงินดังกล่าวมากำหนดไว้ในพินัยกรรม และข้อกำหนดในพินัยกรรมส่วนนี้ย่อมตกเป็นโมฆะและไม่มีผลใช้บังคับในคดีนี้ พลโทจรูญ เปิดบัญชีเงินฝากในชื่อ “นายจิรโชติ เพื่อเด็กชายวรรณธร” แล้วทำพินัยกรรมยกเงินในบัญชีดังกล่าวให้แก่โจทก์

 คำพิพากษานี้ยืนยันหลักสำคัญว่า การทำพินัยกรรมมิใช่การกำหนดผลของทรัพย์สินทุกประเภทที่ผู้ทำพินัยกรรมเกี่ยวข้อง แต่สามารถกำหนดการเผื่อตายได้เฉพาะทรัพย์สินที่ตนมีกรรมสิทธิ์เท่านั้น หากทรัพย์นั้นเป็นของบุคคลอื่นแล้ว แม้จะระบุไว้ในพินัยกรรมอย่างชัดเจน ก็ไม่ก่อให้เกิดผลตามกฎหมาย เพราะพินัยกรรมไม่อาจโอนสิทธิในทรัพย์ที่ผู้ทำพินัยกรรมไม่มีสิทธิเป็นเจ้าของได้

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6297/2556

ทำพินัยกรรมขณะเจ้ามรดกไม่รู้สึกตัว นับเป็นพินัยกรรมปลอมโดยผลของกฎหมาย

  • หลายครอบครัวที่เผชิญข้อพิพาทมรดก มักต้องพิสูจน์ว่า “พินัยกรรม” เป็นของแท้หรือไม่ โดยเฉพาะในกรณีที่ผู้ทำพินัยกรรมป่วยหนักหรืออยู่ในภาวะไม่รู้สึกตัว คำพิพากษาศาลฎีกานี้ตอกย้ำหลักสำคัญว่า การทำพินัยกรรมต้องเกิดจากการแสดงเจตนาโดยตรงของเจ้ามรดก หากผู้ทำพินัยกรรมไม่มีสติสัมปชัญญะ ไม่รู้สึกตัว หรือไม่สามารถบังคับร่างกายได้ พินัยกรรมนั้นย่อมไม่ใช่คำสั่งสุดท้ายของเจ้ามรดกอย่างแท้จริง และเป็นพินัยกรรมปลอมโดยผลของกฎหมาย แม้จะมีพยานหรือเอกสารยืนยัน ก็ไม่เพียงพอหากขัดกับข้อเท็จจริงทางการแพทย์

บทความน่าสนใจ

คดีนี้เกิดจากข้อพิพาทเกี่ยวกับพินัยกรรมที่ผู้ตายทำขณะพักรักษาตัวในห้องไอ.ซี.ยู. โดยฝ่ายผู้ร้องอ้างพินัยกรรมที่มีลายนิ้วมือผู้ตาย พร้อมพยานที่รับรองว่าเจ้ามรดกมีสติสัมปชัญญะดี แต่ฝ่ายคัดค้านนำพยานแพทย์มายืนยันว่า ผู้ตายไม่สามารถพูดจาหรือบังคับร่างกายได้ตั้งแต่ก่อนทำพินัยกรรมจนถึงวันที่เสียชีวิต

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การทำพินัยกรรมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1646 และ 1647 ต้องเป็นการแสดงเจตนาโดยตรงของผู้ทำพินัยกรรม หากขณะทำพินัยกรรมผู้ตายไม่รู้สึกตัว ย่อมไม่มีสติและไม่สามารถแสดงเจตนาได้ พินัยกรรมดังกล่าวจึงไม่ใช่เจตนาที่แท้จริงของผู้ตาย แต่เป็นเอกสารที่บุคคลอื่นจัดทำขึ้นเอง ถือเป็น พินัยกรรมปลอม และ ไม่มีผลตามกฎหมาย

ศาลฎีกาจึงมีคำสั่งให้ ถอดถอนผู้จัดการมรดก ที่ได้รับแต่งตั้งตามพินัยกรรมดังกล่าว และพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ว่า พินัยกรรมไม่ชอบด้วยกฎหมาย

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3158/2536

พินัยกรรมโมฆะจากเจตนาแฝง: เมื่อการจับมือเซ็นชื่อไม่ใช่เจตนาของผู้ตาย

  • พินัยกรรมคือการแสดงเจตนาสุดท้ายที่ต้องทำด้วยความสมัครใจโดยผู้มีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ แต่เมื่อมีบุคคลอื่นจับมือผู้ป่วยที่กำลังอาพาธหนักเพื่อเซ็นเอกสารแทน การกระทำนั้นจะยังถือเป็นพินัยกรรมได้หรือไม่? คำพิพากษาศาลฎีกานี้เปิดประเด็นสำคัญเกี่ยวกับความสมบูรณ์ของพินัยกรรม และย้ำว่าความตั้งใจที่แท้จริงของผู้ทำพินัยกรรมเท่านั้นที่กฎหมายรับรอง นอกจากนี้ คดีนี้ยังยืนยันสิทธิของบุตรนอกกฎหมายที่ได้รับการรับรองจากบิดาให้มีฐานะทายาทโดยธรรม มีสิทธิรับมรดกแทนที่บิดาได้เช่นเดียวกับบุตรโดยชอบด้วยกฎหมาย

บทความน่าสนใจ

คดีนี้โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้ศาลวินิจฉัยว่า พินัยกรรมที่จำเลยอ้างว่า พระภิกษุเหี่ย แก้วโส ได้ทำขึ้นก่อนมรณภาพนั้นไม่มีผลตามกฎหมาย โดยอ้างว่าผู้ตายอยู่ในภาวะอาพาธ พูดไม่ได้ ไม่มีสติ และไม่สามารถเซ็นชื่อเองได้

ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้วเห็นว่า ขณะทำพินัยกรรม พระภิกษุเหี่ยอยู่ในภาวะไม่รู้สึกตัว พยานให้การว่ามีบุคคลจับมือเซ็นชื่อแทน ซึ่ง ไม่ใช่การแสดงเจตนาโดยผู้ทำพินัยกรรมเอง ตามที่กฎหมายกำหนดไว้ใน มาตรา 1646 และ 1647 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พินัยกรรมดังกล่าวจึง ไม่มีผลตามกฎหมาย

ในประเด็นเรื่องทายาท ศาลยังวินิจฉัยว่า โจทก์ที่ 2 ซึ่งเป็นบุตรนอกกฎหมายของนายสอ (พี่ชายของพระภิกษุเหี่ย) มีสิทธิรับมรดกแทนบิดาได้ เนื่องจากนายสอได้แสดงออกโดยเปิดเผยว่าโจทก์ที่ 2 เป็นบุตรของตน ทั้งอนุญาตให้ใช้นามสกุลตน ถือว่าเป็นการ รับรองบุตรตามมาตรา 1639 ทำให้โจทก์ที่ 2 มีสถานะเป็นทายาทโดยชอบธรรม ตาม มาตรา 1627 และ 1629

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 619/2508

สิทธิของผู้รับมรดกแทนที่ กับข้อจำกัดของการสละมรดกแทนผู้เยาว์

  • ในคดีมรดกจำนวนมาก มักเกิดข้อพิพาทระหว่างทายาทโดยธรรมเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินหรือทรัพย์สินที่เจ้ามรดกได้ทิ้งไว้ โดยเฉพาะเมื่อมีผู้สืบสันดานของทายาทบางรายเสียชีวิตไปก่อน บทบัญญัติมาตรา 1639 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ กำหนดให้สิทธิในมรดกตกทอดแก่ผู้รับมรดกแทนที่ แต่ปัญหาสำคัญที่เกิดขึ้นคือ กรณีใส่ชื่อผู้รับมรดกเพียงบางคนในโฉนด หรือมีผู้ปกครองของผู้เยาว์แสดงเจตนาสละสิท ธิแทนบุตรโดยมิได้รับอนุญาตจากศาล ซึ่งศาลฎีกาได้วินิจฉัยไว้อย่างชัดเจนในคำพิพากษานี้

บทความน่าสนใจ

ในคดีครอบครัวที่สะท้อนความเข้าใจผิดเรื่องมรดกนี้ โจทก์ทั้งสี่ซึ่งเป็นหลานของเจ้ามรดก ฟ้องขอแบ่งที่ดินมรดกโดยอ้างสิทธิในฐานะผู้รับมรดกแทนที่บิดา (นายโหมด) ซึ่งถึงแก่ความตายก่อนเจ้ามรดก จำเลยซึ่งเป็นพี่สาวต่างมารดาและถือโฉนดเพียงคนเดียว โต้แย้งว่า นางทวน ผู้เป็นมารดาของโจทก์ทั้งสี่ ได้ยินยอมให้จำเลยรับมรดกแต่ผู้เดียวตั้งแต่ต้น จึงไม่มีสิทธิแบ่งมรดกอีก

ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์เห็นว่า จำเลยเป็นเจ้าของสิทธิในที่ดินโดยชอบ เพราะได้รับความยินยอมจากนางทวนในการถือครองเพียงคนเดียว อย่างไรก็ตาม ศาลฎีกากลับคำพิพากษาโดยอธิบายว่า สิทธิของโจทก์ทั้งสี่ในฐานะผู้สืบสันดานของนายโหมดนั้น เป็นสิทธิรับมรดกแทนที่ตามกฎหมายโดยตรง การที่จำเลยได้รับการใส่ชื่อในโฉนดที่ดินโดยไม่มีหนังสือยินยอมจากโจทก์ทั้งสี่ หรือไม่มีสัญญาประนีประนอม ไม่อาจถือได้ว่าเป็นการสละสิทธิของทายาทร่วม และหากการสละสิทธินั้นจะทำแทนผู้เยาว์ ยังต้องได้รับความเห็นชอบจากศาลด้วยตามกฎหมาย

ศาลยังเห็นว่า แม้นางทวนจะเป็นผู้ดูแลที่ดินหลังเจ้ามรดกตาย ก็เป็นการครอบครองแทนลูก ๆ ทุกคน ไม่ใช่เฉพาะจำเลย และการที่จำเลยภายหลังไม่ให้นางทวนเข้าทำนา ก็ถือว่าเป็นการละเมิดสิทธิของผู้ร่วมถือกรรมสิทธิ์

คำพิพากษานี้เป็นบทเรียนสำคัญว่าการใส่ชื่อผู้เดียวในเอกสารสิทธิไม่สามารถลบล้างสิทธิของทายาทคนอื่นได้ หากไม่ได้มีการสละสิทธิตามขั้นตอนกฎหมายอย่างชัดแจ้งและถูกต้อง การแบ่งมรดกอย่างเป็นธรรมต้องอาศัยทั้งความเข้าใจในสิทธิทางกฎหมาย และการบริหารจัดการภายในครอบครัวที่โปร่งใส

จัดการมรดก-พินัยกรรมชอบด้วยกฎหมาย

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11034/2553

พินัยกรรมต้องทำต่อหน้าพยาน หากพยานลงลายมือชื่อภายหลัง พินัยกรรมเป็นโมฆะ

  • คดีพินัยกรรมฉบับนี้กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ตอกย้ำว่า “แบบของพินัยกรรม” ไม่ใช่เพียงขั้นตอนทางเทคนิค แต่เป็นข้อกฎหมายที่มีผลต่อความสมบูรณ์ของเอกสารทั้งฉบับ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1656 พินัยกรรมแบบธรรมดาจะสมบูรณ์ได้ ต้องทำต่อหน้าพยานพร้อมกันอย่างน้อยสองคน หากพยานมาเซ็นชื่อในภายหลัง ด้วยความเข้าใจเจตนาของผู้ตาย พินัยกรรมก็ยังถือเป็นโมฆะ คำพิพากษาศาลฎีกานี้ย้ำถึงหลักความสงบเรียบร้อยของประชาชน และสร้างบรรทัดฐานสำคัญในคดีมรดก

บทความน่าสนใจ

คดีนี้ โจทก์ยื่นฟ้องเพื่อขอให้ศาลวินิจฉัยว่าพินัยกรรมของผู้ตายเป็นโมฆะ โดยอ้างว่า พยานในพินัยกรรมไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ขณะลงลายมือชื่อ และไม่ได้เห็นผู้ทำพินัยกรรมลงชื่อด้วยตนเอง

จำเลยโต้แย้งว่า แม้พยานไม่ได้อยู่ในขณะลงชื่อ แต่ต่อมาได้สอบถามและได้รับคำยืนยันจากผู้ทำพินัยกรรมถึงเจตนาที่แท้จริง ซึ่งถือว่าทราบเจตนารมณ์และลงชื่อโดยสุจริต

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1656 และ 1705 พยานจะต้องลงลายมือชื่อในขณะที่อยู่ต่อหน้าผู้ทำพินัยกรรมในขณะนั้น หากลงชื่อภายหลังหรือไม่เห็นเหตุการณ์ ถือว่าผิดแบบ ทำให้พินัยกรรมตกเป็นโมฆะทันที แม้ภายหลังจะได้รับคำยืนยันเจตนาก็ไม่อาจเยียวยาได้

นอกจากนี้ ศาลยังวินิจฉัยว่า แม้ศาลชั้นต้นจะไม่ได้กำหนดประเด็นเรื่องแบบของพินัยกรรม แต่เมื่อเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลอุทธรณ์จึงมีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคสอง

คำพิพากษานี้ตอกย้ำว่า “แบบของพินัยกรรม” คือหัวใจของความสมบูรณ์ทางกฎหมายที่ไม่อาจละเลยได้

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1387/2500

วัดเป็นนิติบุคคล เจ้าอาวาสมีสิทธิฟ้องเรียกคืนทรัพย์จากบุคคลภายนอก

  • เมื่อวัดถูกยึดทรัพย์โดยบุคคลภายนอก คำถามคือ “วัดมีสิทธิฟ้องหรือไม่?” คำพิพากษาฎีกานี้วางหลักชัดว่า วัดเป็นนิติบุคคลตามกฎหมาย เจ้าอาวาสมีสิทธิดำเนินคดีเรียกคืนทรัพย์ของวัดได้ แม้ทรัพย์จะเคยอยู่ในการดูแลของเจ้าอาวาสองค์ก่อนก็ตาม ศาลยังตีความเรื่องพินัยกรรมว่า หากผู้ทำลงลายนิ้วมือต่อหน้าพยานในภายหลัง ก็ยังถือว่าเป็นพินัยกรรมถูกต้อง แต่ใช้ได้เฉพาะทรัพย์สินส่วนตัว ไม่รวมของวัด

บทความน่าสนใจ

วัดน้อยแสงจันทร์โดยเจ้าอาวาส มอบอำนาจให้นายแม้น จันทร์ไทย ยื่นฟ้องจำเลย 4 คน ขอให้คืนทรัพย์ตามบัญชีท้ายฟ้อง โดยอ้างว่าเป็นของวัด แต่จำเลยนำไปใช้ส่วนตัวโดยไม่มีสิทธิ

จำเลยแย้งว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ทรัพย์บางรายการไม่มีอยู่จริง และบางส่วนเป็นของเจ้าอาวาสองค์เก่าซึ่งได้ทำพินัยกรรมยกให้จำเลย อีกทั้งฟ้องขาดอายุความ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า วัดเป็นนิติบุคคลตาม พ.ร.บ. คณะสงฆ์ พ.ศ. 2484 เจ้าอาวาสมีสิทธิฟ้องในนามวัด และมอบอำนาจให้บุคคลอื่นฟ้องแทนได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 60

ศาลยังเห็นว่าพินัยกรรมที่พยานลงชื่อก่อน แล้วผู้ทำพินัยกรรมลงลายนิ้วมือภายหลัง 3 วันต่อหน้าพยานเดิม ถือว่าถูกต้องตาม ป.พ.พ. มาตรา 1656 แต่ใช้ได้เฉพาะในส่วนที่เป็นทรัพย์ของผู้ทำพินัยกรรมเท่านั้น

คดีนี้ไม่ใช่คดีมรดก แต่เป็นการเรียกคืนทรัพย์ของวัดที่จำเลยถือไว้โดยไม่มีสิทธิ จึงไม่ติดปัญหาอายุความมรดก

ศาลฎีกาพิพากษาให้คืนเฉพาะทรัพย์ของวัด ส่วนทรัพย์ที่เป็นของพระครูพูลหรือบุคคลอื่น ไม่เกี่ยวกับคดีนี้

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1683/2512

เขียนพินัยกรรมอย่างไรให้ใช้ได้จริง ไม่เป็นโมฆะ

  • ในคดีมรดก การอ้างสิทธิในทรัพย์โดยใช้บันทึกหรือคำพูดของผู้ตายต้องเป็นไปตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด คำพิพากษานี้ชี้ชัดว่า หากเอกสารไม่มีลายมือชื่อหรือลายพิมพ์นิ้วมือของเจ้ามรดก หรือหากเป็นพินัยกรรมด้วยวาจาแต่ไม่แจ้งต่ออำเภอภายในเวลาที่กำหนด เอกสารนั้นจะตกเป็นโมฆะ ไม่อาจใช้เป็นหลักฐานแบ่งทรัพย์ได้ และหากผู้รับทรัพย์ไม่ได้เป็นทายาทโดยชอบด้วยกฎหมาย ก็ไม่มีสิทธิในมรดกเช่นกัน

บทความน่าสนใจ

คดีนี้เกิดขึ้นเมื่อโจทก์ ซึ่งเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของนายใส สุทธิวิเศษ เจ้าของทรัพย์มรดก ฟ้องขอให้ศาลรับรองสิทธิในทรัพย์มรดก 3 รายการ คือ เรือน ยุ้งข้าว และที่นา 1 แปลง โดยอ้างว่าบิดาไม่ได้ทำพินัยกรรมยกให้ผู้ใด และได้แสดงเจตนาด้วยวาจาว่าให้โจทก์แต่เพียงผู้เดียว

จำเลยซึ่งอ้างว่าเป็นภรรยานายใสแย้งว่า มีการทำบันทึกการแบ่งทรัพย์โดยมีพยานหลายคน แต่บันทึกนั้นไม่มีลายมือชื่อหรือลายพิมพ์นิ้วมือของเจ้ามรดก และแม้จะถือว่าเป็นการทำพินัยกรรมด้วยวาจา แต่พยานก็ไม่ได้ไปแจ้งต่อกรมการอำเภอภายในกำหนด จึงขาดคุณสมบัติความสมบูรณ์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1663 และ 1665

ศาลฎีกายืนยันว่า บันทึกดังกล่าวตกเป็นโมฆะ ไม่มีผลเป็นพินัยกรรม จำเลยไม่ได้จดทะเบียนสมรสกับเจ้ามรดกโดยชอบด้วยกฎหมาย และยังไม่มีการยกทรัพย์โดยสมบูรณ์ การให้จึงไม่เกิดผล

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4136/2529

พินัยกรรมสมบูรณ์ แม้พยานไม่เขียนคำว่า “พยาน” ต่อท้ายชื่อ

  • คำถามหนึ่งที่เกิดขึ้นบ่อยในคดีมรดกคือ พยานในพินัยกรรมต้องเขียนคำว่า “พยาน” ต่อท้ายชื่อหรือไม่? คำพิพากษาศาลฎีกาคดีนี้ให้หลักชัดเจนว่า การลงลายมือชื่อในฐานะพยาน แม้ไม่เขียนคำว่า “พยาน” ต่อท้าย ก็สามารถนับว่าเป็นพยานได้ หากบุคคลนั้นอยู่ร่วมในการทำพินัยกรรมและมีเจตนาเป็นพยานอย่างแท้จริง และการลงชื่อเพียงครั้งเดียวก็เพียงพอแล้ว ไม่จำเป็นต้องลงชื่อซ้ำเพื่อรับรองลายพิมพ์นิ้วมือของผู้ทำพินัยกรรม

บทความน่าสนใจ

คดีนี้ โจทก์ซึ่งเป็นบุตรของนางผาง ร่วมกับจำเลย ฟ้องขอแบ่งที่ดิน 7 แปลง โดยจำเลยอ้างพินัยกรรมที่นางผางทำไว้เพื่อยกทรัพย์ทั้งหมดให้จำเลย คู่ความตกลงกันให้ศาลวินิจฉัยเฉพาะความถูกต้องของพินัยกรรม หากพินัยกรรมใช้ได้ จำเลยชนะ หากไม่ถูกต้อง โจทก์ชนะ

พินัยกรรมฉบับนี้มีการลงลายพิมพ์นิ้วมือของนางผาง มีนางบุญมีลงลายพิมพ์นิ้วมือรับรอง นายสายและนางเพ็งลงลายมือชื่อ แต่ไม่มีคำว่า “พยาน” ต่อท้าย

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า นางบุญมีไม่อาจเป็นพยานได้ เพราะเพียงลงลายพิมพ์นิ้วมือรับรอง ซึ่งไม่ชอบตามกฎหมาย แต่ยังมีนายสายและนางเพ็ง ซึ่งอยู่ร่วมในขณะทำพินัยกรรมและลงลายมือชื่อไว้ แม้จะไม่เขียนคำว่า “พยาน” ต่อท้ายชื่อ ก็ถือว่าเป็นพยานตามนัยแห่ง ป.พ.พ. มาตรา 1656 ได้

พยานไม่จำเป็นต้องลงชื่อซ้ำเพื่อรับรองลายพิมพ์นิ้วมือของผู้ทำพินัยกรรม การลงชื่อเพียงครั้งเดียวในขณะทำพินัยกรรมก็เพียงพอแล้ว

พินัยกรรมจึงชอบด้วยกฎหมาย จำเลยชนะคดี

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1089/2529

สิทธิในสินสมรส ย่อมมีส่วนได้เสียในคดีมรดก แม้ไม่มีชื่อในพินัยกรรม

  • คดีมรดกจำนวนมากมักไม่ใช่เพียงการแบ่งทรัพย์สิน แต่เกี่ยวพันกับความชอบธรรมในการเป็น “ผู้จัดการมรดก” และความเข้าใจผิดเกี่ยวกับสิทธิในสินสมรสของคู่สมรสผู้ตาย กรณีศึกษานี้สะท้อนความสำคัญของสิทธิของภริยาโดยชอบ แม้จะไม่มีชื่ออยู่ในพินัยกรรมก็ตาม

บทคความน่าสนใจ

คดีนี้เกิดจากข้อพิพาทระหว่าง “ผู้ร้อง” ซึ่งเป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของร้อยตรีวิบูลย์ เจ้าของมรดกผู้ถึงแก่กรรม และ “ผู้คัดค้าน” ซึ่งเป็นพี่ชายของเจ้ามรดก โดยผู้คัดค้านเคยได้รับแต่งตั้งเป็นผู้จัดการมรดกตามพินัยกรรมฉบับปี 2519 ที่ยกทรัพย์บางส่วนให้แก่เขา

ต่อมาผู้ร้องพบพินัยกรรมฉบับใหม่ ลงวันที่ 28 กันยายน 2520 ที่เพิกถอนพินัยกรรมฉบับแรกและระบุให้ถวายทรัพย์สินทั้งหมดแก่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ผู้ร้องจึงยื่นขอให้ถอนผู้คัดค้านออกจากตำแหน่งผู้จัดการมรดก โดยอ้างสิทธิในสินสมรสซึ่งรวมถึงทรัพย์สินมูลค่าสูงหลายรายการที่ไม่อาจยกให้ใครได้โดยพินัยกรรม

ผู้คัดค้านโต้ว่า ผู้ร้องไม่มีชื่อในพินัยกรรมใหม่ จึงไม่มีส่วนได้เสีย แต่ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า สินสมรสเป็นสิทธิครึ่งหนึ่งของคู่สมรสที่ยังมีชีวิตอยู่ เจ้าของมรดกไม่มีอำนาจยกทรัพย์ส่วนนั้นให้แก่ผู้อื่น ผู้ร้องจึงมี “ส่วนได้เสีย” ในทางกฎหมาย แม้จะไม่อยู่ในพินัยกรรม และเมื่อผู้ร้องเคยได้รับแต่งตั้งเป็นผู้จัดการมรดกมาก่อน อีกทั้งผู้คัดค้านไม่มีสิทธิในทรัพย์ใด ๆ ตามพินัยกรรมใหม่ ศาลจึงมีคำสั่งให้ถอนผู้คัดค้านออกจากตำแหน่งผู้จัดการมรดกตามมาตรา 1727

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4698/2552

พยานในพินัยกรรมต้องรู้อะไรบ้าง ถึงจะไม่ทำให้พินัยกรรมโมฆะ

  • การจัดทำพินัยกรรมไม่ได้เป็นเพียงแค่การเขียนเจตนาของผู้ตายลงในกระดาษ แต่ต้องปฏิบัติตามแบบที่กฎหมายกำหนดอย่างเคร่งครัด มิฉะนั้นอาจเป็นโมฆะ และยังส่งผลต่อความน่าเชื่อถือของผู้ที่ยื่นขอเป็นผู้จัดการมรดกอีกด้วย คำพิพากษานี้แสดงให้เห็นถึงหลักเกณฑ์ที่ศาลใช้พิจารณาทั้งในแง่ของความชอบด้วยกฎหมายและความไว้วางใจในผู้ร้อง

บทความน่าสนใจ

คดีนี้ ผู้ร้องขอต่อศาลให้แต่งตั้งตนเป็นผู้จัดการมรดกโดยอ้างพินัยกรรมที่ผู้ตายยกทรัพย์ให้แก่ตนและบุคคลอื่น ศาลชั้นต้นเห็นชอบและมีคำสั่งตามคำร้อง แต่ภายหลังผู้คัดค้าน ซึ่งเป็นทายาทโดยชอบธรรม ได้คัดค้านว่าพินัยกรรมเป็นโมฆะเพราะจัดทำไม่ถูกต้องตามกฎหมาย

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พินัยกรรมฉบับที่นำมาใช้นั้นเป็น “เอกสารฝ่ายเมือง” ตามมาตรา 1658 (1) ซึ่งต้องทำต่อหน้าพยานสองคนพร้อมกัน แต่พยานกลับให้การขัดแย้งกันในประเด็นสำคัญ โดยพยานคนหนึ่งยืนยันว่าไม่รู้ว่าเป็นพินัยกรรมและลงชื่อในเอกสารเปล่า อีกทั้งไม่มีพยานหลักฐานยืนยันชัดเจนว่ามีการลงนามต่อหน้าพยานทั้งสองคนจริง

ศาลจึงเห็นว่าพินัยกรรมดังกล่าวเป็นโมฆะตามมาตรา 1705 และแม้ผู้ร้องจะเป็นทายาทโดยชอบธรรมและไม่มีลักษณะต้องห้าม แต่เมื่อเป็นผู้นำพินัยกรรมโมฆะมาใช้จนก่อให้เกิดความคลางแคลงในหมู่ทายาทร่วม ศาลจึงใช้ดุลพินิจไม่แต่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดก เพื่อประโยชน์ของกองมรดกโดยรวม

จัดการมรดก-พินัยกรรม

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10809/2559

เขียนเพิ่มท้ายพินัยกรรมไม่สมบูรณ์ มรดกจะตกเป็นของใคร?

พินัยกรรมเป็นนิติกรรมที่กำหนดการจัดสรรทรัพย์สินของผู้ทำพินัยกรรมภายหลังถึงแก่ความตาย แต่ต้องทำตามแบบที่กฎหมายกำหนด หากมีการแก้ไขหรือเพิ่มเติมข้อความโดยไม่ถูกต้อง อาจเกิดข้อพิพาทว่าพินัยกรรมยังมีผลใช้บังคับหรือไม่ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10809/2559 วางหลักสำคัญเกี่ยวกับผลของข้อความเพิ่มเติมที่ไม่สมบูรณ์ไว้ชัดเจน

บทความน่าสนใจ

คดีนี้ ผู้ตายทำพินัยกรรมเขียนเองทั้งฉบับ ยกทรัพย์สินทั้งหมดให้จำเลยแต่เพียงผู้เดียว และระบุว่าหลานคนอื่นไม่มีสิทธิรับมรดก ต่อมาผู้ตายเขียนข้อความเพิ่มเติมท้ายพินัยกรรมเกี่ยวกับหุ้นในบริษัท ABN Amro และ ZICO แต่ไม่ได้ลงลายมือชื่อกำกับ ทายาทโดยธรรมทั้งเจ็ดจึงฟ้องขอแบ่งมรดก โดยอ้างว่าพินัยกรรมใช้บังคับไม่ได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อความเพิ่มเติมไม่เป็นไปตามแบบของพินัยกรรมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1656 จึงใช้บังคับไม่ได้เฉพาะส่วนนั้น แต่ไม่ทำให้ข้อความหลักของพินัยกรรมเป็นโมฆะ เพราะยังแสดงเจตนาชัดเจนว่าผู้ตายยกทรัพย์สินทั้งหมดให้จำเลย ส่วนข้อความเพิ่มเติมเป็นเพียงรายละเอียดของทรัพย์สิน

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อความเพิ่มเติมไม่เป็นไปตามแบบของพินัยกรรมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1656 จึงใช้บังคับไม่ได้เฉพาะส่วนนั้น แต่ไม่ทำให้ข้อความหลักของพินัยกรรมเป็นโมฆะ เพราะยังแสดงเจตนาชัดเจนว่าผู้ตายยกทรัพย์สินทั้งหมดให้จำเลย ส่วนข้อความเพิ่มเติมเป็นเพียงรายละเอียดของทรัพย์สิน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1636/2530

พินัยกรรมยกทรัพย์ทั้งหมด แต่ระบุทรัพย์บางรายการ ใครคือเจ้าของมรดกที่แท้จริง?

การทำพินัยกรรมเป็นการแสดงเจตนาของเจ้ามรดกในการกำหนดผู้รับทรัพย์สินภายหลังเสียชีวิต แต่ในทางปฏิบัติ ถ้อยคำในพินัยกรรมอาจทำให้เกิดข้อสงสัยว่าผู้ทำพินัยกรรมต้องการยกทรัพย์สินทั้งหมด หรือเพียงทรัพย์สินบางรายการ ศาลจึงต้องตีความโดยยึดถือเจตนาที่แท้จริงของผู้ทำพินัยกรรมเป็นสำคัญ มิใช่พิจารณาเฉพาะข้อความบางตอนแยกจากบริบททั้งหมด

บทความน่าสนใจ

คดีนี้ ผู้ตายทำพินัยกรรมระบุว่า เมื่อถึงแก่ความตายให้ทรัพย์สินทั้งหมดที่มีอยู่ในปัจจุบันและที่จะมีขึ้นในอนาคตตกเป็นของโจทก์ ต่อมาในอีกข้อหนึ่งกลับระบุที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่โจทก์เป็นการเฉพาะ จึงเกิดข้อพิพาทว่าพินัยกรรมมีผลยกทรัพย์สินทั้งหมด หรือจำกัดเฉพาะทรัพย์ที่ระบุไว้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อพิจารณาพินัยกรรมทั้งฉบับแล้ว เห็นได้ชัดว่าผู้ตายมีเจตนายกทรัพย์สินทั้งหมดให้แก่โจทก์แต่เพียงผู้เดียว การระบุที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นเพียงการกล่าวถึงทรัพย์สินบางส่วน มิใช่การจำกัดขอบเขตของทรัพย์มรดก ดังนั้น ที่ดินพิพาทจึงตกเป็นของโจทก์ตามพินัยกรรม

นอกจากนี้ ศาลยังวินิจฉัยว่า ประเด็นเรื่องอายุความที่จำเลยมิได้ยกขึ้นต่อสู้ในชั้นอุทธรณ์ ไม่อาจนำมาอ้างเป็นข้อฎีกาได้ และเมื่อจำเลยได้โอนขายที่ดินให้บุคคลภายนอกจนไม่อาจโอนคืนแก่โจทก์ได้ ก็ต้องรับผิดชดใช้ราคาแทน พร้อมดอกเบี้ยตามกฎหมาย

การตีความพินัยกรรมต้องพิจารณาจากข้อความทั้งฉบับและเจตนาที่แท้จริงของผู้ทำพินัยกรรม หากแสดงเจตนายกทรัพย์สินทั้งหมดไว้อย่างชัดแจ้ง การระบุทรัพย์สินบางรายการเพิ่มเติมย่อมไม่ทำให้สิทธิของผู้รับพินัยกรรมถูกจำกัด ผู้รับพินัยกรรมจึงมีสิทธิได้รับทรัพย์มรดกทั้งหมดตามความประสงค์ของผู้ทำพินัยกรรม

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 419/2541 

พินัยกรรม 2 ฉบับ ตั้งผู้จัดการมรดกต่างคนกัน ฉบับหลังลบล้างฉบับแรกเสมอไปหรือไม่?

การทำพินัยกรรมหลายฉบับอาจก่อให้เกิดข้อสงสัยว่า พินัยกรรมฉบับหลังมีผลเพิกถอนพินัยกรรมฉบับก่อนโดยอัตโนมัติหรือไม่ โดยเฉพาะกรณีที่มีการแต่งตั้งผู้จัดการมรดกไว้คนละคน หลักสำคัญในการวินิจฉัยคือ ศาลต้องพิจารณาว่าพินัยกรรมทั้งสองฉบับมีข้อความขัดแย้งกันหรือไม่ และสอดคล้องกับเจตนาที่แท้จริงของผู้ทำพินัยกรรมเพียงใด

บทความน่าสนใจ

คดีนี้ ผู้ตายทำพินัยกรรมไว้ 2 ฉบับ โดยพินัยกรรมฉบับแรกแต่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดก ส่วนพินัยกรรมฉบับหลังแต่งตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดก ผู้คัดค้านจึงอ้างว่าพินัยกรรมฉบับหลังมีผลเพิกถอนฉบับแรก ทำให้ผู้ร้องไม่มีสิทธิได้รับการแต่งตั้ง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้ผู้ตายจะทำพินัยกรรมหลายฉบับ แต่ทรัพย์สินที่ระบุในแต่ละฉบับเป็นทรัพย์คนละส่วน ข้อความในพินัยกรรมจึงไม่ขัดแย้งกัน และไม่มีเหตุให้ถือว่าพินัยกรรมฉบับหลังเพิกถอนการแต่งตั้งผู้จัดการมรดกตามพินัยกรรมฉบับแรก อีกทั้งผู้ร้องยังเป็นทายาทและเป็นผู้ได้รับประโยชน์ตามพินัยกรรม จึงมีสิทธิยื่นคำร้องขอให้ศาลแต่งตั้งเป็นผู้จัดการมรดกได้

เมื่อพิจารณาจากเจตนาของผู้ตายที่ต้องการให้บุคคลทั้งสองรับผิดชอบจัดการมรดกแยกกันตามทรัพย์สินแต่ละส่วน ศาลจึงมีคำสั่งแต่งตั้งทั้งผู้ร้องและผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดก โดยให้แต่ละฝ่ายมีอำนาจจัดการทรัพย์สินตามขอบเขตที่กำหนดไว้ในพินัยกรรมของตน

พินัยกรรมฉบับหลังไม่ได้มีผลเพิกถอนพินัยกรรมฉบับแรกเสมอไป หากข้อความในพินัยกรรมทั้งสองฉบับไม่ขัดแย้งกันและกำหนดทรัพย์สินคนละส่วน พินัยกรรมทั้งสองฉบับย่อมใช้บังคับร่วมกันได้ โดยศาลจะตีความตามเจตนาที่แท้จริงของผู้ทำพินัยกรรมเป็นสำคัญ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1099/2550

ผู้จัดการมรดกโอนทรัพย์ให้ตนเอง แม้มีชื่อในโฉนด ก็อาจไม่ใช่เจ้าของที่แท้จริง

ผู้จัดการมรดกมีหน้าที่รวบรวม ดูแล และจัดการทรัพย์สินของกองมรดกให้เป็นไปตามกฎหมายและเจตนาของเจ้ามรดก ไม่ใช้อำนาจที่ได้รับเพื่อแสวงหาประโยชน์ให้แก่ตนเอง หากฝ่าฝืนหน้าที่ แม้จะมีการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์แล้ว นิติกรรมดังกล่าวก็อาจไม่มีผลตามกฎหมาย

บทความน่าสนใจ

คดีนี้ เจ้ามรดกทำพินัยกรรมยกที่ดินและทรัพย์สินทั้งหมดให้แก่ผู้ร้อง ส่งผลให้บุตรของเจ้ามรดกไม่มีสิทธิได้รับมรดกตามพินัยกรรม อย่างไรก็ตาม ภายหลังบุตรกลับได้รับแต่งตั้งเป็นผู้จัดการมรดก และใช้อำนาจในฐานะผู้จัดการมรดกโอนที่ดินมรดกมาเป็นชื่อตนเอง ก่อนนำไปจำนองกับบุคคลภายนอก

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้ผู้จัดการมรดกจะมีอำนาจจัดการทรัพย์สินของกองมรดก แต่ต้องใช้อำนาจเพื่อประโยชน์ของกองมรดกและผู้รับพินัยกรรม ไม่อาจทำนิติกรรมที่ก่อให้เกิดประโยชน์แก่ตนเองและขัดต่อหน้าที่ได้ การโอนที่ดินมาเป็นของตนเองจึงเป็นนิติกรรมที่ต้องห้ามและตกเป็นโมฆะ ถือเสมือนไม่เคยมีการโอนเกิดขึ้น กรรมสิทธิ์ในที่ดินยังคงเป็นของผู้รับพินัยกรรมตามเจตนาของเจ้ามรดก

เมื่อผู้จัดการมรดกมิใช่เจ้าของที่แท้จริง ย่อมไม่มีสิทธินำที่ดินไปจำนองได้ แม้ผู้รับจำนองจะอ้างว่ารับจำนองโดยสุจริต ก็ไม่อาจทำให้การจำนองมีผลผูกพันต่อเจ้าของที่แท้จริงได้

ผู้จัดการมรดกมีหน้าที่บริหารจัดการทรัพย์สินของกองมรดก มิใช่เป็นเจ้าของทรัพย์มรดก การใช้อำนาจเพื่อประโยชน์ของตนเองจนขัดต่อสิทธิของผู้รับพินัยกรรม ย่อมเป็นการกระทำที่ไม่มีผลตามกฎหมาย และศาลจะคุ้มครองสิทธิของผู้รับมรดกตามเจตนาที่แท้จริงของผู้ทำพินัยกรรมเป็นสำคัญ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 18489/2556

พินัยกรรมไม่ใช่คำสั่งเหนือกรรมสิทธิ์: ยกทรัพย์ของคนอื่นให้ใครไม่ได้

หลายคนเข้าใจว่า เมื่อทำพินัยกรรมแล้วสามารถกำหนดให้ทรัพย์สินใดตกแก่ผู้ใดก็ได้ตามความประสงค์ของตน แต่กฎหมายกำหนดขอบเขตของการทำพินัยกรรมไว้อย่างชัดเจนว่า ผู้ทำพินัยกรรมสามารถกำหนดการเผื่อตายได้เฉพาะทรัพย์สินที่ตนเป็นเจ้าของเท่านั้น หากทรัพย์นั้นมิใช่ของตน แม้จะระบุไว้ในพินัยกรรมก็ไม่มีผลบังคับตามกฎหมาย

บทความที่น่าสนใจ

 คดีนี้ ผู้ตายได้เปิดบัญชีเงินฝากในชื่อ “นายจิรโชติ เพื่อเด็กชายวรรณธร” และภายหลังได้ทำพินัยกรรมยกเงินในบัญชีดังกล่าวให้บุคคลอื่น ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1646 การทำพินัยกรรมเป็นการกำหนดการเผื่อตายเกี่ยวกับทรัพย์สินของผู้ทำพินัยกรรมเองเท่านั้น เมื่อผู้ตายเปิดบัญชีเงินฝากในลักษณะ “เพื่อเด็กชายวรรณธร” กรรมสิทธิ์ในเงินฝากจึงตกเป็นของเด็กชายวรรณธรทันทีที่ธนาคารรับเงินเข้าบัญชี แม้ผู้ตายจะยังเป็นผู้มีอำนาจเบิกถอนเงินตามข้อตกลงกับธนาคาร ก็เป็นเพียงอำนาจในการจัดการเงิน มิใช่ความเป็นเจ้าของทรัพย์ ดังนั้น ผู้ตายจึงไม่มีสิทธินำเงินดังกล่าวมากำหนดไว้ในพินัยกรรม และข้อกำหนดในพินัยกรรมส่วนนี้ย่อมตกเป็นโมฆะและไม่มีผลใช้บังคับ

คำพิพากษานี้ยืนยันหลักสำคัญว่า การทำพินัยกรรมมิใช่การกำหนดผลของทรัพย์สินทุกประเภทที่ผู้ทำพินัยกรรมเกี่ยวข้อง แต่สามารถกำหนดการเผื่อตายได้เฉพาะทรัพย์สินที่ตนมีกรรมสิทธิ์เท่านั้น หากทรัพย์นั้นเป็นของบุคคลอื่นแล้ว แม้จะระบุไว้ในพินัยกรรมอย่างชัดเจน ก็ไม่ก่อให้เกิดผลตามกฎหมาย เพราะพินัยกรรมไม่อาจโอนสิทธิในทรัพย์ที่ผู้ทำพินัยกรรมไม่มีสิทธิเป็นเจ้าของได้.

อสังหาริมทรัพย์-สิทธิการให้เช่า

การจำกัดอายุสัญญาเช่าตามมาตรา 540 และผลของคำมั่นต่อสัญญาเช่า

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4655/2566

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4655/2566 เป็นแนววินิจฉัยสำคัญเกี่ยวกับขอบเขตการเช่าอสังหาริมทรัพย์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 540 โดยเฉพาะกรณีที่คู่สัญญาจัดทำสัญญาเช่า 30 ปี พร้อม “คำมั่น” ให้เช่าต่ออีก 2 คราว รวม 90 ปี และชำระค่าเช่าล่วงหน้าทั้งหมด ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าการดำเนินการเช่นนี้เป็นการมุ่งหมายหลีกเลี่ยงบทบัญญัติกฎหมายเกี่ยวกับอายุสัญญาเช่า ส่งผลให้ข้อสัญญาในส่วนคำมั่นขัดต่อกฎหมายโดยตรงและตกเป็นโมฆะ

บทความน่าสนใจ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4655/2566 คู่สัญญาทำสัญญาเช่าอสังหาริมทรัพย์กำหนดระยะเวลา 30 ปี พร้อมให้คำมั่นว่า ผู้เช่ามีสิทธิต่อ สัญญาได้อีก 2 คราว คราวละ 30 ปี รวมเป็น 90 ปี โดยผู้เช่าได้ชำระค่าเช่าสำหรับระยะเวลาทั้งหมด 90 ปี จำนวน 2,700,000 บาท ตั้งแต่วันทำสัญญา และไม่มีการกำหนดค่าเช่าหรือเงื่อนไขใหม่สำหรับช่วงเวลาที่ต่อสัญญาในอนาคต

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พฤติการณ์ดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าคู่สัญญามีเจตนาหลีกเลี่ยงประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 540 ซึ่งมีเจตนารมณ์จำกัดระยะเวลาการเช่าอสังหาริมทรัพย์ไม่เกิน 30 ปี เพื่อป้องกันผลกระทบจากความเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจ มูลค่าทรัพย์สิน และเงื่อนไขทางการค้าในอนาคต การกำหนดสิทธิเช่ารวม 90 ปีล่วงหน้าจึงเป็นการทำ ให้ข้อห้ามของกฎหมาย ไม่มีผลในทางปฏิบัติ

ดังนั้น ข้อตกลงส่วนที่ให้ต่อสัญญาอีก 2 คราวจึงเป็นโมฆะ เพราะมีวัตถุประสงค์ขัดต่อกฎหมาย เมื่อสัญญาเช่าครบกำหนด 30 ปี ผู้ให้เช่ามีสิทธิบอกเลิกและเรียกคืนทรัพย์สินได้ การที่ผู้เช่ายังคงครอบครองต่อไปถือเป็นการละเมิด ผู้ให้เช่าจึงมีสิทธิฟ้องขับไล่ และเรียกค่าเสียหาย แม้คู่สัญญาจะตกลงให้เช่าอสังหาริมทรัพย์ระยะยาวถึง 90 ปี แต่หากเป็นการกำหนดสิทธิล่วงหน้าเพื่อหลีกเลี่ยง ข้อจำกัดตาม กฎหมาย ย่อมไม่มีผลบังคับในส่วนที่เกิน 30 ปี ผู้เช่าจะอ้างสิทธิตามข้อตกลงดังกล่าวเพื่อครอบครองทรัพย์ต่อไปไม่ได้ และต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่ผู้ให้เช่า

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11058/2559

คดีดังกล่าวเป็นคดีสำคัญเกี่ยวกับสัญญาเช่าอสังหาริมทรัพย์ระยะยาว โดยมีประเด็นว่า เมื่อผู้เช่าถึงแก่ความตายก่อนครบกำหนดสัญญาเช่า สิทธิการเช่าจะสิ้นสุดลงทันทีหรือไม่ และทายาทของผู้เช่าสามารถรับช่วงสิทธิการเช่าต่อไปได้หรือไม่

บทความน่าสนใจ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11058/2559 วินิจฉัยว่า สิทธิการเช่าเป็นสิทธิที่เกิดจากสัญญา โดยระยะเวลาเช่าเป็นสาระสำคัญ หากคู่สัญญาต้องการให้สัญญาสิ้นสุดเมื่อผู้เช่าเสียชีวิต ต้องกำหนดไว้โดยชัดแจ้ง หรือกำหนดให้เช่าเพียงตลอดอายุของผู้เช่า ในคดีนี้สัญญาเช่ามีกำหนดแน่นอน 30 ปี และไม่ได้ระบุว่าสัญญาจะสิ้นสุดเมื่อผู้เช่าเสียชีวิต อีกทั้งยังเปิดโอกาสให้ผู้เช่านำที่ดินไปให้เช่าช่วงได้ จึงแสดงว่าผู้ให้เช่าไม่ได้ถือคุณสมบัติเฉพาะตัวของผู้เช่าเป็นสาระสำคัญ เมื่อผู้เช่าเสียชีวิตก่อนครบกำหนดสัญญา ทายาทซึ่งเป็นภริยาและบุตรจึงสามารถรับช่วงสิทธิการเช่าต่อได้ และเจ้าของที่ดินไม่มีสิทธิฟ้องขับไล่ก่อนครบกำหนดสัญญา

คำพิพากษานี้ยืนยันว่า การเสียชีวิตของผู้เช่าไม่ทำให้สัญญาเช่าอสังหาริมทรัพย์สิ้นสุดโดยอัตโนมัติ หากสัญญากำหนดระยะเวลาแน่นอนและไม่ได้กำหนดให้สิ้นสุดเมื่อผู้เช่าเสียชีวิต ทายาทย่อมรับช่วงสิทธิการเช่าต่อได้ และผู้ให้เช่าไม่อาจขับไล่ทายาทก่อนครบกำหนดสัญญาเช่า

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3973/2532 

เป็นคดีเกี่ยวกับการโอนสิทธิการเช่าอาคารพาณิชย์ โดยมีประเด็นสำคัญว่า หากมีบุคคลหลายรายทำสัญญาเกี่ยวกับสิทธิการเช่าอาคารเดียวกัน แต่ไม่ได้จดทะเบียนการเช่า ผู้ใดจะมีสิทธิดีกว่ากัน

บทความน่าสนใจ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3973/2532  วินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 ได้รับสิทธิตามสัญญาให้ก่อสร้างอาคารและมีสิทธิเช่าอาคาร จากกระทรวงการคลังในอนาคต พร้อมทั้งสามารถโอนสิทธิการเช่าให้ผู้อื่นได้ ต่อมาได้ทำสัญญาเกี่ยวกับอาคารคูหาเดียวกันกับทั้งโจทก์และจำเลยที่ 3 โดยไม่มีฝ่ายใดจดทะเบียนสิทธิการเช่า ศาลเห็นว่ากรณีนี้ไม่ใช่การเช่าช่วง แต่เป็นการโอนสิทธิเรียกร้อง ให้ผู้รับโอนเข้าไปทำสัญญาเช่าโดยตรง เมื่อไม่มีการแจ้งการโอนสิทธิแก่ผู้เกี่ยวข้อง จึงไม่อาจใช้หลักการโอนสิทธิเรียกร้องตามกฎหมายมาตัดสินได้ ศาลจึงนำบทกฎหมายที่ใกล้เคียงมาเทียบเคียง และวินิจฉัยว่า แม้โจทก์จะทำสัญญาก่อน แต่จำเลยที่ 3 เป็นผู้เข้าครอบครองอาคารก่อน ขณะที่โจทก์ยังไม่ได้ครอบครองอาคาร จึงถือว่าจำเลยที่ 3 มีสิทธิดีกว่า 

คำพิพากษานี้ยืนยันว่า ในกรณีมีการโอนสิทธิการเช่าให้หลายบุคคลโดยไม่มีการจดทะเบียนหรือแจ้งการโอนสิทธิ ผู้ที่เข้าครอบครอง ทรัพย์ก่อนย่อมมีสิทธิดีกว่าผู้ที่เพียงทำสัญญาไว้ก่อนแต่ยังไม่ได้เข้าครอบครองทรัพย์นั้น

อสังหาริมทรัพย์-อาคารชุด

ความรับผิดของผู้ซื้อห้องชุดจากการขายทอดตลาดต่อหนี้ค่าส่วนกลาง

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2464/2559

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2464/2559 วางหลักสำคัญเกี่ยวกับความรับผิดของผู้ซื้อห้องชุดจากการขายทอดตลาดต่อหนี้ค่าส่วนกลางที่เจ้าของห้องชุดเดิมค้างชำระ โดยอาศัยกลไกของพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ. 2522 มาตรา 18 และมาตรา 29 ประกอบประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 374 คดีนี้ยืนยันหลักว่า ผู้ซื้อจากการขายทอดตลาดย่อมผูกพันตามเงื่อนไขในประกาศขายทอดตลาด และมีหน้าที่ชำระหนี้ค่าส่วนกลางของเจ้าของห้องชุดเดิมก่อนที่จะได้รับหนังสือรับรองปลอดหนี้และโอนกรรมสิทธิ์ได้

บทความน่าสนใจ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2464/2559 คดีนี้โจทก์ซื้อห้องชุดพิพาทจากการขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดี และขอให้นิติบุคคลอาคารชุดออกหนังสือรับรองการปลอดหนี้รวมทั้งให้เปิดใช้บริการสาธารณูปโภคภายในห้องชุด แต่นิติบุคคลอาคารชุดปฏิเสธ เนื่องจากเจ้าของห้องชุดเดิมมีหนี้ค่าส่วนกลางค้างชำระ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้โจทก์มิใช่ผู้ก่อหนี้ค่าส่วนกลางเดิม แต่การเข้าประมูลซื้อห้องชุดตามประกาศขายทอดตลาด ถือเป็นการตกลงรับภาระตามเงื่อนไขของการขายทอดตลาด จึงต้องรับผิดชำระหนี้ดังกล่าวตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 374 เมื่อยังไม่ได้ชำระหนี้ นิติบุคคลอาคารชุดจึงไม่มีหน้าที่ออกหนังสือรับรองการปลอดหนี้ให้

ผู้ซื้อห้องชุดจากการขายทอดตลาดต้องตรวจสอบภาระหนี้ค่าส่วนกลางก่อนซื้อ เพราะแม้ไม่ได้เป็นผู้ก่อหนี้เดิมแต่เมื่อเข้ารับโอนสิทธิในห้องชุด ก็อาจต้องรับผิดชำระหนี้ที่ติดค้างอยู่เพื่อให้สามารถดำเนินการโอนกรรมสิทธิ์และใช้สิทธิในห้องชุดได้โดยสมบูรณ์

การต่อเติมห้องชุดโดยฝ่าฝืนข้อบังคับอาคารชุด: สิทธิฟ้องของนิติบุคคลบนฐานกฎหมายพิเศษ ไม่อยู่ในอายุความละเมิด

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8719/2554

คำพิพากษาศาลฎีกาคดีนี้วางหลักสำคัญเกี่ยวกับขอบเขตการใช้สิทธิของเจ้าของห้องชุด การบังคับใช้ข้อบังคับนิติบุคคลอาคารชุด และสถานะของสิทธิฟ้องของนิติบุคคลอาคารชุดเมื่อเจ้าของร่วมต่อเติมดัดแปลงห้องชุดโดยไม่ได้รับอนุญาตและกระทบต่อทรัพย์ส่วนกลางและลักษณะภายนอกอาคาร ทั้งยังวินิจฉัยชัดเจนว่า คดีลักษณะนี้ไม่ใช่คดีละเมิดที่อยู่ภายใต้อายุความ ป.พ.พ. มาตรา 448 แต่เป็นการใช้สิทธิฟ้องตามกฎหมายพิเศษและข้อบังคับอาคารชุด

บทความน่าสนใจ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8719/2554 คดีนี้โจทก์ (นิติบุคคลอาคารชุด) ฟ้องว่าจำเลยต่อเติมดัดแปลงห้องชุดโดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นการฝ่าฝืน พระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ. 2522 และข้อบังคับของอาคารชุด จึงขอให้รื้อถอนและปรับสภาพห้องชุด ให้กลับคืนเดิม

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การต่อเติมของจำเลยเป็นการขยายพื้นที่ระเบียงและเปลี่ยนสภาพการใช้สอยอาคาร ซึ่งกระทบลักษณะภายนอกและทรัพย์ส่วนกลาง ต้องได้รับมติจากเจ้าของร่วมก่อน แต่จำเลยไม่ได้รับอนุญาตจึงเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย แม้จะอ้างว่าไม่กระทบโครงสร้างหรือเคยมีการยอมรับ ก็ไม่อาจทำได้เพราะขัดต่อกฎหมายและข้อบังคับ ส่วนข้อโต้แย้งเรื่องอายุความ ศาลเห็นว่าไม่ใช่คดีละเมิดตาม ป.พ.พ. มาตรา 448 แต่เป็นการฟ้องบังคับ ตามพระราชบัญญัติอาคารชุดและข้อบังคับ ซึ่งเป็นกฎหมายพิเศษเพื่อคุ้มครองการอยู่ร่วมกันในอาคารชุด จึงไม่อยู่ภายใต้อายุความละเมิด และสามารถฟ้องบังคับได้ตราบเท่าที่ยังมีการฝ่าฝืนอยู่ อย่างไรก็ตาม

ศาลฎีกาแก้ไขคำพิพากษาศาลอุทธรณ์บางส่วน โดยเห็นว่าการให้โจทก์เข้ารื้อถอนแทนจำเลยหากไม่ปฏิบัติ ไม่ชอบ เพราะการบังคับคดี เป็นอำนาจของเจ้าพนักงานบังคับคดี เท่านั้น

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10230/2553 

คดีดังกล่าวเป็นคดีเกี่ยวกับข้อพิพาทระหว่างเจ้าของห้องชุดกับนิติบุคคลอาคารชุด โดยมีประเด็นสำคัญว่าหากเจ้าของห้องชุดไม่ชำระค่าใช้จ่ายส่วนกลาง นิติบุคคลอาคารชุดจะใช้วิธีระงับการใช้น้ำประปา หรือไม่ให้ใช้ทรัพย์ส่วนกลางเพื่อบังคับให้ชำระหนี้ได้หรือไม่

บทความน่าสนใจ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10230/2553 วินิจฉัยว่าค่าใช้จ่ายส่วนกลางเป็นหนี้ที่เกิดจากกฎหมายตามพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ. 2522 มิใช่หนี้ที่เกิดจากสัญญา หากเจ้าของห้องชุดไม่ชำระนิติบุคคลอาคารชุดต้องใช้สิทธิฟ้องร้องต่อศาลเพื่อบังคับชำระหนี้ ไม่อาจใช้มาตรการตัดน้ำประปา ระงับบัตรผ่านประตูอัตโนมัติบัตรผ่านรถยนต์ หรือขัดขวางการใช้ทรัพย์ส่วนกลางได้ เพราะเจ้าของห้องชุดมีกรรมสิทธิ์ในทรัพย์ส่วนบุคคลและกรรมสิทธิ์ร่วมในทรัพย์ส่วนกลาง การกระทำดังกล่าวจึงเป็นการละเมิดต่อสิทธิในทรัพย์สินของเจ้าของห้องชุด อย่างไรก็ตาม ศาลเห็นว่าเจ้าของห้องชุดก็ยังมีหน้าที่ต้องชำระค่าใช้จ่ายส่วนกลางตามกฎหมาย แม้จะไม่พอใจการบริหารงานของนิติบุคคลก็ไม่อาจนำมาเป็นเหตุปฏิเสธการชำระหนี้ได้

คำพิพากษานี้ยืนยันว่า นิติบุคคลอาคารชุดไม่มีอำนาจใช้มาตรการตัดน้ำหรือระงับการใช้ทรัพย์ส่วนกลางเพื่อบังคับชำระค่าส่วนกลาง แต่ต้องใช้กระบวนการทางศาล ขณะเดียวกัน เจ้าของห้องชุดก็ยังมีหน้าที่ชำระค่าใช้จ่ายส่วนกลางตามกฎหมาย และต้องใช้ช่องทางตามกฎหมายหากเห็นว่าการบริหารของนิติบุคคลไม่ชอบด้วยกฎหมาย

อสังหาริมทรัพย์-บุกรุก

ขอบเขตการเข้าไปในอสังหาริมทรัพย์อันเป็นการบุกรุกอสังหาริมทรัพย์ของผู้อื่น

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2768/2540

คำพิพากษาศาลฎีกานี้วางหลักสำคัญเกี่ยวกับความหมายของ “การเข้าไปในอสังหาริมทรัพย์ของผู้อื่นโดยไม่มีสิทธิ” ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 362 และมาตรา 365(1) ซึ่งมิได้จำกัดว่า ผู้กระทำต้อง “เข้าไปทั้งตัว” แต่หากเพียงส่วนหนึ่งส่วนใดของร่างกายล่วงล้ำเข้าไปในเขตอสังหาริมทรัพย์ของผู้อื่นเพื่อรบกวนการครอบครอง ก็เป็นความผิดฐานบุกรุกอสังหาริมทรัพย์ของผู้อื่นได้ ศาลฎีกายังวางแนวการใช้ภาพถ่ายเป็นพยานหลักฐานประกอบข้อเท็จจริงอย่างมีนัยสำคัญต่อคดีบุกรุก

บทความน่าสนใจ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2768/2540 โจทก์ฟ้องจำเลยฐานบุกรุกเคหสถานและทำร้ายร่างกาย โดยขณะเกิดเหตุผู้เสียหาย ยืนอยู่ใต้ชายคาบ้านของตน จำเลยได้กระชากและลากตัวผู้เสียหายออกจากบริเวณดังกล่าว แม้จำเลยอ้างว่ามิได้ก้าวเข้าไปในบริเวณบ้านของผู้เสียหายทั้งตัว แต่การที่จะจับและลากตัวผู้เสียหายออกมาได้นั้น ย่อมต้องเอื้อมมือเข้าไปภายในบริเวณบ้านของ ผู้เสียหายก่อน

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ความผิดฐานบุกรุกไม่จำเป็นต้องเข้าไปในอสังหาริมทรัพย์ของผู้อื่นทั้งตัวเพียงส่วนหนึ่งส่วนใด ของร่างกายล่วงล้ำ เข้าไปโดยไม่มีสิทธิและเป็นการรบกวนการครอบครองโดยปกติสุขก็เพียงพอแล้ว จากภาพถ่าย ประกอบคดีปรากฏชัดว่า ผู้เสียหายยืนอยู่ภายในบริเวณบ้าน การที่จำเลยเอื้อมมือเข้าไปจับ ฉุด กระชาก และลากตัว ผู้เสียหายออกมา จึงถือเป็นการล่วงล้ำเข้าไปในเขต ครอบครองของผู้เสียหายและเป็นการรบกวนการครอบครอง โดยใช้กำลังประทุษร้าย อันเป็นความผิดฐานบุกรุกตามประมวลกฎหมาย อาญา มาตรา 362 ประกอบมาตรา 365 (1)

ศาลฎีกาจึงพิพากษายืนว่า จำเลยมีความผิดฐานบุกรุกโดยใช้กำลังประทุษร้ายและความผิดฐานทำร้ายร่างกาย โดยลงโทษตามบทที่มีโทษหนักที่สุด พร้อมวางหลักสำคัญว่าการบุกรุกอาจเกิดขึ้นได้แม้ผู้กระทำจะล่วงล้ำเข้าไป เพียงบางส่วนของร่างกาย มิจำต้องเข้าไปใน อสังหาริมทรัพย์ของผู้อื่นทั้งตัวเสมอไป.

สิทธิผู้ให้เช่าในการกลับครอบครองทรัพย์เช่าและขอบเขตความรับผิดฐานบุกรุก

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5396/2549

คดีนี้เกิดจากข้อพิพาทระหว่างผู้เช่าร้านอาหารที่ผิดนัดชำระค่าเช่า กับผู้ให้เช่าที่ใช้สิทธิตามสัญญาโดยสั่งให้ล็อกกุญแจปิดร้านและเข้าครอบครองพื้นที่คืนจนนำไปสู่ปัญหาว่า การกระทำดังกล่าวเป็นความผิดฐานบุกรุกตามกฎหมายอาญาหรือไม่ คำพิพากษานี้แสดงให้เห็นหลักสำคัญว่า ความผิดฐานบุกรุกต้องมีเจตนากระทำโดยรู้ว่าตนไม่มีสิทธิ หากผู้กระทำเชื่อ โดยสุจริตว่าตนมีอำนาจตามสัญญาหรือสิทธิของตน แม้จะมีข้อพิพาทในทางแพ่งภายหลัง ก็อาจถือว่าขาดเจตนาทางอาญา และไม่เป็นความผิดฐานบุกรุกได้.

บทความน่าสนใจ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5396/2549 คดีนี้เกิดจากกรณีที่โจทก์เช่าร้านอาหารจากจำเลยที่ 1 โดยตกลงชำระค่าเช่าภายในวันที่ 5 ของทุกเดือน แต่โจทก์ ชำระค่าเช่าล่าช้ามาหลายครั้ง และในเดือนมกราคม 2542 ไม่ได้ชำระค่าเช่าตามกำหนด จำเลยที่ 1 จึงถือว่าโจทก์ผิด สัญญาเช่า และสั่งให้จำเลยที่ 2 ไปล็อกกุญแจปิดร้านเพื่อไม่ให้โจทก์ใช้ประโยชน์ในทรัพย์สินที่เช่าต่อไป

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้การล็อกกุญแจปิดร้านจะเป็นการแทรกแซงการครอบครองของโจทก์ แต่จำเลยทั้งสองกระทำ ไปโดยเชื่อ โดยสุจริตว่าตนมีสิทธิตามสัญญาเช่า ซึ่งกำหนดให้ผู้ให้เช่ามีสิทธิเข้าครอบครองทรัพย์สินคืนได้เมื่อ ผู้เช่าผิดนัดชำระค่าเช่า จึงมิใช่การกระทำโดยมีเจตนารบกวนการครอบครองของผู้อื่นโดยมิชอบอันเป็นองค์ประกอบ สำคัญของความผิดฐานบุกรุก

นอกจากนี้ ศาลเห็นว่าข้อสัญญาดังกล่าวไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน และไม่เป็น สัญญาที่ไม่เป็นธรรม ดังนั้น การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงเป็นการกระทำโดยเชื่อว่าตนมีสิทธิตามสัญญาขาดเจตนา ทางอาญา และไม่มีความผิดฐานบุกรุกตามกฎหมายอาญา

ปิดทางเข้าออกแม้ไม่เหยียบที่ดินผู้อื่น ก็เป็นความผิดฐานบุกรุกได้ 

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3817/2568 

คดีดังกล่าวเป็นคดีที่น่าสนใจเกี่ยวกับความผิดฐานบุกรุก โดยเฉพาะกรณีที่ผู้กระทำไม่ได้เข้าไปในที่ดินของผู้อื่นโดยตรง แต่ปักเสาคอนกรีตและล้อมลวดหนามบริเวณไหล่ทางหน้าที่ดิน ทำให้เจ้าของหรือผู้มีสิทธิครอบครองไม่สามารถเข้าออกที่ดินของตนได้

บทความน่าสนใจ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3817/2568  คดีนี้โจทก์เคยฟ้องจำเลยที่ 1 เป็นคดีแพ่งเกี่ยวกับสิทธิครอบครองที่ดิน และคดีถึงที่สุดว่า โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินดังกล่าว ต่อมาเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ส่งมอบการครอบครองที่ดินให้แก่โจทก์แล้ว แต่ในวันถัดมาจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นสามีภริยากัน ได้นำเสาคอนกรีตไปปักและขึงลวดหนามบริเวณไหล่ทางหลวงชนบทด้านหน้าที่ดินของ โจทก์ซึ่งเป็นทางเข้าออกเพียงทางเดียวทำให้โจทก์ไม่สามารถเข้าออกที่ดินได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้จำเลยทั้งสองจะไม่ได้เข้าไปในที่ดินของโจทก์โดยตรง แต่การปักเสาและล้อมลวดหนามปิดกั้นทางเข้าออกตลอดแนวหน้าที่ดิน แสดงเจตนาร่วมกันที่จะขัดขวางไม่ให้โจทก์ใช้ประโยชน์และเข้าออกที่ดินของตนได้ การกระทำดังกล่าวจึงเป็น การล่วงล้ำเข้าไปในอำนาจการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ของโจทก์ และเป็นการรบกวนการครอบครองโดยปกติสุขศาลยังเห็นว่า คำพิพากษาในคดีแพ่งเดิมซึ่งถึงที่สุดแล้วผูกพันคู่ความ และยืนยันว่าโจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินจำเลยทั้งสองย่อมทราบดีถึงสิทธิของโจทก์ การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย และโจทก์ถือเป็นผู้เสียหายที่มีอำนาจฟ้องคดีอาญาฐานบุกรุกได้

คำพิพากษานี้วางหลักว่า ความผิดฐานบุกรุกไม่จำเป็นต้องเกิดจากการเข้าไปในที่ดินของผู้อื่นโดยตรงเท่านั้น หากผู้กระทำปิดกั้นทางเข้าออกจนทำให้เจ้าของหรือผู้มีสิทธิครอบครองไม่สามารถใช้ประโยชน์จากที่ดินได้ ย่อมถือเป็นการรบกวนการครอบครองโดยปกติสุข และเป็นความผิดฐานบุกรุกได้

อสังหาริมทรัพย์-ขับไล่

“อำนาจฟ้องขับไล่ตามสัญญาประนีประนอมยอมความ : การแยกสิทธิครอบครองระหว่างโฉนดสองแปลงและหลักผู้รับประโยชน์บุคคลภายนอก”

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5149/2561

แม้คู่ความจะทำสัญญาประนีประนอมยอมความกำหนดให้มีการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินในอนาคต แต่สิทธิที่จะได้รับโอน กรรมสิทธิ์ตามสัญญา มิได้ทำให้ผู้รับประโยชน์กลายเป็นเจ้าของที่ดินในทันที คดีนี้จึงเป็นตัวอย่างสำคัญที่แสดง ให้เห็นความแตกต่างระหว่าง “สิทธิเรียกร้องตามสัญญา” กับ “กรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์” รวมถึงหลักการฟ้องขับไล่ผู้ครอบครองที่ดิน ซึ่งต้องพิจารณาจากสถานะทางกฎหมายของที่ดินแต่ละแปลง และสิทธิของผู้รับประโยชน์ ตามสัญญาประนีประนอมยอมความประกอบกัน.

บทความน่าสนใจ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5149/2561 คดีนี้เกี่ยวข้องกับสิทธิในที่ดิน 2 แปลง คือ โฉนดเลขที่ 93 และ 95 โดยโจทก์อ้างว่าเป็นเจ้าของ กรรมสิทธิ์ในที่ดินทั้งสองแปลง แม้โฉนดเลขที่ 95 จะยังมีชื่อจำเลยเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ก็ตาม เนื่องจากในคดีก่อนคู่ความได้ ทำสัญญาประนีประนอมยอมความ โดยจำเลยตกลงโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 95 ให้แก่โจทก์เมื่อได้รับชำระเงินตามข้อตกลง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า หนังสือมอบอำนาจที่โจทก์มอบให้ผู้รับมอบอำนาจดำเนินกระบวนพิจารณาในศาลได้ทุกประการ ย่อมรวมถึง อำนาจในการยื่นฟ้องคดีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 801 (5) แม้ไม่ได้ระบุชื่อจำเลย หรือข้อหาที่จะฟ้องโดยละเอียด การระบุหมายเลขคดีภายหลังเป็นเพียงการเพิ่มเติมรายละเอียด ไม่ทำให้การมอบอำนาจเสียไปสำหรับที่ดิน โฉนดเลขที่ 93 ศาลเห็นว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์โดยชัดแจ้ง และเมื่อจำเลยได้รับชำระหนี้ตามสัญญาประนีประนอมแล้ว มีหน้าที่ต้องคืนที่ดินดังกล่าวการที่จำเลยยังครอบครองอยู่จึงเป็นการละเมิดต่อโจทก์ โจทก์มีสิทธิฟ้องขับไล่ได้ส่วนที่ดิน โฉนดเลขที่ 95 แม้โจทก์จะมีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยโอนกรรมสิทธิ์ตามสัญญาประนีประนอมยอมความ แต่ขณะเกิดคดียังมีชื่อจำเลยเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ และยังไม่ปรากฏว่าจำเลยโต้แย้งสิทธิของโจทก์เนื่องจากโจทก์ยังไม่ได้ไปรับโอนตามข้อตกลง จึงยังไม่มีสิทธิฟ้องขับไล่จำเลยออกจากที่ดินแปลงนี้

ศาลฎีกาพิพากษาแก้ โดยให้จำเลยออกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 93 ได้ แต่ยกฟ้องในส่วนที่ขอขับไล่จากที่ดินโฉนดเลขที่ 95 ทั้งนี้โจทก์ยังคงมีสิทธิบังคับให้จำเลยปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความเพื่อรับโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินดังกล่าว

“ซื้อคอนโดก่อนกฎหมายใหม่ แต่โดนฟ้องขับไล่ : ศาลฎีกาชี้ผู้เช่าซื้อเดิมมีสิทธิก่อน นิติบุคคลผู้ซื้อภายหลังฟ้องไม่ได้”

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9990/2560

คดีนี้เป็นข้อพิพาทขับไล่จากห้องชุดที่สะท้อนปัญหาซื้อขายคอนโดระหว่าง “ผู้จะซื้อเดิม” กับ “ผู้ซื้อภายหลัง” ว่าใครมีสิทธิเหนือกว่ากัน และโยงกับเรื่องความสุจริตในการรับโอนกรรมสิทธิ์โดยตรง

บทความน่าสนใจ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9990/2560 จำเลยได้ทำสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดพิพาทกับบริษัทผู้ขายตั้งแต่ปี 2549 และชำระเงิน ดาวน์รวมทั้งราคาห้องชุดครบถ้วนแล้ว ซึ่งเป็นช่วงเวลาก่อนที่ พ.ร.บ.อาคารชุด พ.ศ.2522 มาตรา 6/2 มีผลใช้บังคับ จึงต้องใช้หลักตาม ป.พ.พ. มาตรา 456 วรรคสอง จำเลยย่อมมีสิทธิฟ้องบังคับให้ผู้ขายจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดให้แก่ตนได้

ต่อมาโจทก์ซื้อห้องชุดดังกล่าวในปี 2554 และมีชื่อเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ตามทะเบียน แต่ข้อเท็จจริงปรากฏว่าจำเลยได้รับมอบห้องชุดและพักอาศัยอยู่มาตั้งแต่ปี 2551 โจทก์ซึ่งเข้าซื้อภายหลังย่อมทราบหรือควรทราบว่ามีบุคคลอื่นครอบครองอยู่ แต่กลับ ไม่ได้สอบถามถึงเหตุแห่งการครอบครอง พฤติการณ์ดังกล่าวจึงบ่งชี้ว่าโจทก์ซื้อห้องชุดมาโดยไม่สุจริต

แม้ผู้ซื้อจะมีชื่อเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ตามทะเบียน แต่หากได้ทรัพย์มาโดยไม่สุจริต ย่อมไม่อาจอ้างกรรมสิทธิ์เพื่อฟ้องขับไล่ผู้มีสิทธิดีกว่าได้ ศาลฎีกาจึงพิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์.

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 339/2551 

คดีดังกล่าวเป็นคดีเกี่ยวกับสิทธิอยู่อาศัยในบ้านบนที่ดินมรดก โดยมีประเด็นสำคัญว่า เมื่อผู้ได้รับอนุญาตให้อยู่อาศัยรื้อบ้าน เดิมแล้วปลูกบ้านใหม่ขึ้นแทน สิทธิอาศัยเดิมจะยังคงอยู่หรือไม่ และผู้จัดการมรดกมีอำนาจฟ้องขับไล่ได้หรือไม่

บทความน่าสนใจ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 339/2551 คดีนี้นายประมุขเป็นเจ้าของที่ดินพร้อมบ้าน และได้อนุญาตให้นายไฮ้กับจำเลยที่ 1 อยู่อาศัยในบ้านดังกล่าว ต่อมานายประมุขถึงแก่ความตายและโจทก์ทั้งสองได้รับแต่งตั้งเป็นผู้จัดการมรดกของนายประมุขภายหลังจำเลยทั้งสองได้รื้อบ้านเดิมและปลูกบ้านหลังใหม่ขึ้นบนที่ดิน โดยไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์ทั้งสอง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การอยู่อาศัยที่นายประมุขอนุญาตให้นายไฮ้และจำเลยที่ 1 อยู่นั้น แม้จะเป็นบุคคลสิทธิที่อาจใช้ยันผู้จัดการมรดกได้ แต่สิทธิอาศัยตามกฎหมายต้องมีโรงเรือนเป็นวัตถุแห่งสิทธิ เมื่อจำเลยทั้งสองรื้อบ้านเดิมซึ่งเป็นโรงเรือนไปแล้วสิทธิอาศัยย่อมสิ้นลง เพราะไม่มีโรงเรือนเดิมให้ใช้สิทธิอาศัยอีกต่อไป การที่จำเลยทั้งสองปลูกบ้านใหม่ขึ้นภายหลังโดยไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์ทั้งสอง ไม่ทำให้เกิดสิทธิอาศัยขึ้นใหม่ บ้านที่ปลูกขึ้นจึงเป็นส่วนควบของที่ดินและตกเป็นของเจ้าของ ที่ดิน ทั้งยังถือเป็นการปลูกโรงเรือนในที่ดินของผู้อื่นโดยไม่สุจริต

เมื่อจำเลยทั้งสองไม่มีสิทธิในที่ดินและบ้านหลังใหม่ โจทก์ทั้งสองในฐานะผู้จัดการมรดกย่อมมีอำนาจจัดการทรัพย์มรดกตาม ที่จำเป็นรวมถึงฟ้องขับไล่จำเลยทั้งสองออกจากที่ดินและบ้านได้ โดยไม่จำเป็นต้องบอกกล่าวก่อน

คำพิพากษานี้วางหลักว่า สิทธิอาศัยย่อมผูกพันกับโรงเรือนที่ได้รับอนุญาตให้อยู่อาศัย เมื่อโรงเรือนเดิมถูกรื้อไป สิทธิอาศัยย่อม สิ้นสุดลงการปลูกบ้านใหม่บนที่ดินของผู้อื่นโดยไม่ได้รับความยินยอมไม่ก่อให้เกิดสิทธิอาศัยใหม่ และผู้จัดการมรดกมีอำนาจฟ้องขับไล่เพื่อจัดการทรัพย์มรดกได้

อสังหาริมทรัพย์-เจ้าของกรรมสิทธิ์

ต้นยางพาราเป็นส่วนควบที่ดินและเงื่อนไขการคุ้มครองชั่วคราว

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1366/2553

คดีนี้เกิดจากการฟ้องเรียกที่ดินคืน ซึ่งโจทก์อ้างสิทธิครอบครองและกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทรวมถึงต้นยางพาราที่ปลูกอยู่ โดยถือว่าต้นยางพาราเป็นไม้ยืนต้นที่เป็น “ส่วนควบ” ของที่ดินตามกฎหมายแพ่ง เมื่อจำเลยหลายรายให้การต่อสู้กรรมสิทธิ์ จึงเกิดข้อพิพาททั้งในส่วนของที่ดินและต้นยางพาราในฐานะทรัพย์ที่เกี่ยวพันโดยตรงกับสิทธิที่ฟ้องขอให้ศาลรับรอง

บทความน่าสนใจ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1366/2553 คดีนี้ศาลฎีกาวางหลักว่า ต้นยางพาราซึ่งเป็นไม้ยืนต้นถือเป็นส่วนควบของที่ดิน ดังนั้น ผู้ที่มีกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองในที่ดินย่อมมีสิทธิในต้นยางพาราที่ปลูกอยู่บนที่ดินนั้นด้วย ระหว่างพิจารณา ปรากฏข้อเท็จจริงว่าจำเลยที่ 2 ให้บุคคล ภายนอกเข้าตัดต้นยางพาราในที่ดินโฉนดเลขที่ 1337 และ 1338 เพื่อนำออกขาย การกระทำดังกล่าวถือเป็นการทำให้ ทรัพย์พิพาท “เปลืองไปเปล่า บุบสลาย หรือโอนไปยังผู้อื่น” อันเข้าลักษณะตามประมวลกฎหมาย วิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 255 (2) ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ หากภายหลังโจทก์เป็นฝ่ายชนะคดี

ศาลฎีกาจึงเห็นว่า เงื่อนไขตามมาตรา 254 (2) ได้รับการพิสูจน์ครบถ้วน กล่าวคือ มีเหตุอันควรเชื่อว่าทรัพย์พิพาทจะ ถูกทำลายหรือ จำหน่ายก่อนคำพิพากษา และความเสียหายที่จะเกิดขึ้นอาจไม่อาจชดใช้ได้โดยสะดวก จึงสมควรมีคำสั่ง คุ้มครองชั่วคราวห้ามจำเลยที่ 2 ตัดต้นยางพาราจนกว่าคดีจะถึงที่สุด

ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องกับศาลอุทธรณ์ภาค 8 ที่ยกคำร้องของโจทก์ จึงพิพากษากลับให้เป็นไปตามคำสั่ง ศาลชั้นต้นพร้อมกำหนดให้โจทก์ วางเงินประกัน 200,000 บาทเพื่อคุ้มครองสิทธิของฝ่ายจำเลย

การพิสูจน์กรรมสิทธิ์ที่ดินและผลของโฉนดที่ออกโดยไม่ชอบ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 944/2546

คดีนี้ตอกย้ำหลักสำคัญว่า การมีชื่อเป็นเจ้าของในโฉนดที่ดินไม่ได้หมายความว่าจะเป็นเจ้าของที่แท้จริงเสมอไป หากพิสูจน์ได้ว่า เอกสารสิทธิออกโดยไม่ชอบ แม้จะมีการซื้อขายและจดทะเบียนโอนโดยสุจริต ผู้รับโอนก็ไม่อาจได้กรรมสิทธิ์ และศาลมีอำนาจเพิกถอน เอกสารสิทธิดังกล่าวเพื่อคุ้มครองเจ้าของตัวจริงตามกฎหมาย

บทความน่าสนใจ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9442/2546 คดีนี้เป็นข้อพิพาทเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ในที่ดิน โดยโจทก์อ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.1) ของโจทก์ ซึ่งครอบครองทำประโยชน์มาหลายสิบปี ต่อมานายวานได้นำ ที่ดินดังกล่าวไปออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์และขายต่อให้จำเลยทั้งสอง โดยจำเลยอ้างว่าซื้อมาโดยสุจริต และมีการจดทะเบียนถูกต้อง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การพิสูจน์ว่าที่ดินเป็นของผู้ใด หรือการออกเอกสารสิทธิชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ สามารถนำสืบด้วยพยานบุคคลได้ เพราะไม่ใช่การนำสืบเพื่อเพิ่มเติม ตัดทอน หรือเปลี่ยนแปลงข้อความในเอกสาร จึงไม่ต้องห้ามตามประมวลกฎหมาย วิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94 เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ นายวานไม่มีสิทธิครอบครอง และนำไปออกเอกสารสิทธิและขายต่อให้จำเลย การที่จำเลยทั้งสองซื้อโดยสุจริตและจดทะเบียนถูกต้องก็ไม่ทำให้มีกรรมสิทธิเหนือที่ดิน เพราะหลักกฎหมายกำหนดว่าผู้ซื้อย่อม ด้รับเพียงสิทธิเท่าที่ผู้ขายมีอยู่เท่านั้น เมื่อผู้ขายไม่มีสิทธิ ผู้ซื้อก็ย่อมไม่มีสิทธิ แม้โฉนดที่ดินจะมีชื่อจำเลยเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ แต่ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1373 เป็นเพียงข้อสันนิษฐาน ไม่ใช่ข้อยุติเด็ดขาด สามารถนำพยานหลักฐานมาหักล้างได้ หากพิสูจน์ได้ว่าการออกเอกสารสิทธิไม่ชอบ ศาลย่อมมีอำนาจเพิกถอนโฉนดดังกล่าวได้

ศาลฎีกาพิพากษาแก้ให้บังคับตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โดยรับรองว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ให้จำเลยส่งมอบที่ดินคืน และเพิกถอนโฉนดที่ออกโดยไม่ชอบ แม้จำเลยจะซื้อโดยสุจริตก็ไม่อาจได้รับสิทธิจากผู้ขายที่ไม่มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินนั้น

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7094/2542 

คดีดังกล่าวเป็นคดีเกี่ยวกับการจ่ายเงินค่าทดแทนจากการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ โดยมีประเด็นสำคัญว่าหากทรัพย์ที่ถูกเวนคืน เกี่ยวข้องกับหลายฝ่าย เช่น ผู้เช่าที่ดิน เจ้าของที่ดิน และผู้เช่าช่วง เงินค่าทดแทนควรจ่ายให้แก่ผู้ใด และผู้ใดมีสิทธิเรียกร้องแยกต่าง หากจากกัน

บทความน่าสนใจ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7094/2542 วินิจฉัยว่า โจทก์เช่าที่ดินมีกำหนด 30 ปี เพื่อก่อสร้างตึกแถว โรงภาพยนตร์ และสิ่งปลูกสร้างอื่น ก่อนนำไปให้บุคคลภายนอกเช่าช่วง ต่อมาที่ดินและสิ่งปลูกสร้างถูกเวนคืน โจทก์จึงเรียกร้องเงินค่าทดแทนทั้งหมดในฐานะเจ้าของสิ่งปลูกสร้าง ศาลฎีกาเห็นว่า แม้โจทก์จะมีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนในฐานะเจ้าของสิ่งปลูกสร้าง แต่สิทธิดังกล่าวมิใช่สิทธิแต่เพียงผู้เดียว เพราะเมื่อครบกำหนดสัญญาเช่า สิ่งปลูกสร้างต้องตกเป็นของเจ้าของที่ดิน ทำให้เจ้าของที่ดินมีส่วนได้เสียในเงินค่าทดแทนด้วย ขณะเดียวกัน ผู้เช่าช่วงที่ได้รับความเสียหายจากการต้องออกจากอาคารเพราะการเวนคืน ก็มีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนในส่วนของตนเช่นกัน ศาลจึงวินิจฉัยว่าไม่อาจให้โจทก์ได้รับเงินค่าทดแทนทั้งหมด และการกำหนดเงินค่าทดแทนรวมกันในลักษณะกรรมสิทธิ์รวมก็ไม่ถูกต้อง เพราะสิทธิของแต่ละฝ่ายเป็นสิทธิที่แยกจากกัน

คำพิพากษานี้ยืนยันว่า การเวนคืนอสังหาริมทรัพย์อาจก่อให้เกิดสิทธิในเงินค่าทดแทนแก่บุคคลหลายฝ่าย ได้แก่ เจ้าของที่ดิน เจ้าของสิ่งปลูกสร้าง และผู้เช่าช่วง โดยแต่ละฝ่ายมีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนแยกจากกันตามสิทธิและความเสียหายของตน จึงไม่มีผู้ใดมีสิทธิเรียกร้องเงินค่าทดแทนทั้งหมดแต่เพียงผู้เดียว

การสมรส-ค่าเลี้ยงดูคู่สมรส

“สามีแยกไปอยู่กับหญิงอื่น” ยังมีหน้าที่ส่งค่าอุปการะเลี้ยงดูภริยาตามมาตรา 1461 และ 1598/38

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4959/2552

คดีนี้ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววางหลักสำคัญเกี่ยวกับ “สิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูระหว่างสามีภริยา” กรณีคู่สมรสแยกกันอยู่เป็นเวลานาน และฝ่ายสามีไปอุปการะเลี้ยงดูหญิงอื่นแทนภริยาชอบด้วยกฎหมาย

บทความน่าสนใจ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4959/2552 โจทก์และจำเลยมีบุตรร่วมกัน 2 คน หลังสมรสจำเลยเป็นผู้มีรายได้จากการรับราชการ ส่วนโจทก์เป็นแม่บ้านไม่มีรายได้และทำหน้าที่ดูแลครอบครัว ต่อมาทั้งสองแยกกันอยู่ตั้งแต่ปี 2539 เนื่องจากจำเลยทำร้ายร่างกายโจทก์ และไปอุปการะหญิงอื่นฉันภริยา ทำให้จำเลยหยุดส่งเงินช่วยเหลือโจทก์ภายหลังเกษียณอายุราชการ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1461 วรรคสอง กำหนดให้สามีภริยาต้องช่วยเหลือ อุปการะเลี้ยงดูกันตามความสามารถและฐานะของตน และมาตรา 1598/38 ให้สิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูได้เมื่อฝ่ายที่ควรได้รับไม่ได้ รับการเลี้ยงดูหรือได้รับไม่เพียงพอแก่การดำรงชีพ ศาลเห็นว่า หน้าที่อุปการะเลี้ยงดูไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะกรณีฟ้องหย่าเท่านั้น หากคู่สมรสฝ่ายหนึ่งมีความสามารถแต่ไม่ให้การช่วยเหลือ อีกฝ่ายสามารถฟ้องเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูได้ แม้ยังคงมีสถานะเป็นสามีภริยากันอยู่ แม้จำเลยอ้างว่าทั้งสองสมัครใจแยกกันอยู่แต่ศาลเห็นว่าการแยกกันอยู่ไม่ได้เกิดจากความผิดของโจทก์ และจำเลยยังมีฐานะสามารถช่วยเหลือได้ ขณะที่โจทก์ไม่มีรายได้จึงมีสิทธิได้รับค่าอุปการะเลี้ยงดู

ศาลฎีกาพิพากษายืนให้จำเลยชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูโจทก์เดือนละ 3,500 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไป เพราะหน้าที่ของ สามีภริยาในการอุปการะเลี้ยงดูกันยังคงมีอยู่ แม้จะแยกกันอยู่และยังไม่ได้หย่าขาดจากกันดูภริยาหมดไปตามกฎหมาย.

ค่าอุปการะเลี้ยงดู: มีทรัพย์สินมาก ยังเรียกได้หรือไม่?

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7071/2560

หลายคนเชื่อว่า เมื่อคู่สมรสได้รับบ้าน ที่ดิน หรือทรัพย์สินมูลค่าสูงแล้ว ย่อมไม่มีสิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูอีกแต่กฎหมาย และแนวคำพิพากษาศาลฎีกาชี้ให้เห็นว่า ประเด็นสำคัญไม่ใช่มูลค่าทรัพย์สิน หากเป็นความสามารถในการดำรงชีพ และความสามารถของผู้มีหน้าที่อุปการะ

บทความน่าสนใจ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7071/2560 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1598/38 กำหนดให้คู่สมรสที่ไม่ได้ รับการอุปการะ หรือได้รับไม่เพียงพอ มีสิทธิเรียกค่าอุปการะ โดยศาลพิจารณาจากฐานะของผู้รับ ความสามารถของผู้จ่าย และพฤติการณ์แห่งคดี คดีนี้จำเลยแยกไปอยู่ที่อื่นและหยุดส่งค่าใช้จ่าย ขณะที่โจทก์มีรายได้เพียงเดือนละ 9,000 บาท ส่วนจำเลยเป็นทนายความ และมีรายได้จากบริษัท แม้จำเลยจะโอนบ้าน ที่ดิน และรถยนต์ให้โจทก์ แต่ศาลเห็นว่าทรัพย์สินดังกล่าวไม่ก่อให้เกิดรายได้ประจำ จึงไม่เพียงพอต่อการยังชีพ อีกทั้งภาระเลี้ยงดูบุตรก็ใกล้สิ้นสุด ศาลจึงกำหนดให้จำเลยชำระค่าอุปการะย้อนหลัง 80,000 บาท และเดือนละ 10,000 บาทจนกว่าการสมรสจะสิ้นสุด

คำพิพากษานี้ยืนยันว่า การมีทรัพย์สินไม่ได้ตัดสิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดู หากทรัพย์สินนั้นไม่สร้างรายได้เพียงพอ ศาลยังสามารถ กำหนดให้คู่สมรสอีกฝ่ายรับผิดชอบค่าอุปการะตามความจำเป็นและความเป็นธรรมของแต่ละกรณีได้

ค่าเลี้ยงชีพคู่สมรส: เรียกได้หรือไม่ หากศาลยังไม่พิพากษาให้หย่า?

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1106/2550

หลายคนเข้าใจว่า หากคู่สมรสถูกทอดทิ้งและไม่ได้รับการอุปการะ ย่อมสามารถเรียกค่าเลี้ยงชีพจากอีกฝ่ายได้ทันที แต่ในความเป็นจริง กฎหมายแยก “ค่าอุปการะเลี้ยงดูระหว่างสามีภริยา” ออกจาก “ค่าเลี้ยงชีพหลังการหย่า” ซึ่งมีหลักเกณฑ์แตกต่างกันอย่างชัดเจน

บทความน่าสนใจ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1106/2550 คดีนี้ภริยาฟ้องแย้งขอให้สามีจ่ายค่าเลี้ยงชีพรายเดือน โดยอ้างว่าสามีทอดทิ้ง ไม่ให้ความช่วยเหลือและเป็นฝ่ายก่อเหตุแห่งการหย่า อย่างไรก็ตาม ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อพิจารณาคำฟ้องแย้งทั้งฉบับแล้ว เจตนาที่แท้จริงของจำเลยคือการขอ ค่าเลี้ยงชีพตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1526 ซึ่งเป็นสิทธิที่เกิดขึ้นเฉพาะเมื่อศาลมีคำพิพากษาให้หย่า และการหย่านั้นทำให้คู่สมรสอีกฝ่ายยากจนลง

ในคดีนี้ ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ต่างยกฟ้องหย่าของสามีทำให้การสมรสยังคงอยู่ เมื่อยังไม่มีคำพิพากษาให้หย่าเงื่อนไขตาม มาตรา 1526 จึงยังไม่เกิดขึ้น ศาลจึงไม่อาจบังคับให้สามีชำระค่าเลี้ยงชีพแก่ภริยาได้ แม้ว่าจะมีข้อเท็จจริงว่าสามี ไม่ให้ความช่วยเหลือภริยาก็ตาม

คำพิพากษานี้ย้ำหลักสำคัญว่า ค่าเลี้ยงชีพคู่สมรสตามมาตรา 1526 จะเรียกได้ต่อเมื่อมีการหย่าแล้วเท่านั้น หากการสมรส ยังไม่สิ้นสุดศาลไม่อาจสั่งให้จ่ายค่าเลี้ยงชีพตามบทบัญญัตินี้ได้ แม้คู่สมรสอีกฝ่ายจะประสบความเดือดร้อนจากการไม่ได้รับการอุปการะก็ตาม