Author Archives: lawfirmthai

การสมรส-สัญญาก่อนสมรส

สัญญาก่อนสมรสต้องจดแจ้งเมื่อใด ว่าด้วยการเปลี่ยนทรัพย์สินส่วนตัวให้เป็นสินสมรส

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6711/2537

คดีนี้เป็นแนววินิจฉัยสำคัญเกี่ยวกับสถานะของทรัพย์สินก่อนสมรส และเกณฑ์การพิจารณาว่าบันทึกท้ายทะเบียนสมรสจะถือเป็น สัญญาก่อนสมรส ตามมาตรา 1466 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์หรือไม่ ศาลฎีกาได้วางหลักว่า หากคู่สมรสทำความตกลงเกี่ยวกับทรัพย์สินและจดแจ้งข้อความไว้ พร้อมกับการจดทะเบียนสมรส โดยข้อความไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดี ย่อมมีผลใช้บังคับได้ตามกฎหมาย และสามารถเปลี่ยนสถานะทรัพย์สินส่วนตัวให้เป็นสินสมรสได้อย่างสมบูรณ์

บทความน่าสนใจ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6711/2537 โจทก์และจำเลยจดทะเบียนสมรสโดยมีการบันทึกท้ายทะเบียนสมรสว่า จำเลย ตกลงยกที่ดินพร้อมบ้านซึ่งเป็นทรัพย์สินส่วนตัวของจำเลยให้เป็น “สินสมรส” ระหว่างทั้งสองฝ่าย ต่อมาจำเลยไม่ยอมดำเนินการให้โจทก์ เป็นเจ้าของร่วม โจทก์จึงฟ้องขอให้จดทะเบียนใส่ชื่อเป็นเจ้าของร่วม จำเลยต่อสู้ว่าที่ดินและบ้านซื้อไว้ก่อนสมรส จึงเป็นสินส่วนตัวตามกฎหมาย และบันทึกท้ายทะเบียนสมรสที่ระบุให้เป็นสินสมรสขัดต่อกฎหมายและไม่มีผลใช้บังคับ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การที่จำเลยให้คำมั่นว่าทรัพย์สินส่วนตัวของตนจะเป็นสินสมรสนั้น เป็นการตกลงเรื่องทรัพย์สิน ของคู่สมรสซึ่งหากมีการบันทึกไว้ พร้อมกับการจดทะเบียนสมรส ย่อมถือเป็น สัญญาก่อนสมรส ตามมาตรา 1466 โดยไม่จำเป็น ต้องทำ เป็นเอกสารแยกต่างหาก ทั้งยังไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดี จึงชอบด้วยมาตรา 1465 วรรคสอง และมีผลใช้บังคับได้ 

ศาลจึงพิพากษาให้จำเลยจดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในบ้านและที่ดินดังกล่าวคนละครึ่งตามข้อตกลงที่ได้ทำไว้.

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3346/2532

คดีดังกล่าวเป็นคดีที่สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของ “รูปแบบทางกฎหมาย” ในสัญญาก่อนสมรสอย่างชัดเจน โดยตั้งคำถามชวนคิดว่า แม้คู่สมรสจะตกลงกันไว้ล่วงหน้าเกี่ยวกับทรัพย์สิน แต่หากไม่ได้ดำเนินการให้ถูกต้องตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด ข้อตกลงนั้นจะยังคงมีผลผูกพันหรือไม่ และจะส่งผลต่อสิทธิในทรัพย์สินอย่างไร

บทความน่าสนใจ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3346/2532 คดีนี้โจทก์นำยึดที่ดินซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์รวมของจำเลยทั้งหกเพื่อขายทอดตลาดชำระหนี้ โดยที่ดินดังกล่าวเป็นทรัพย์สินในส่วนของจำเลยที่ 2 ผู้ร้องซึ่งเป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของจำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้กัน ส่วนของตนออกจากที่ดินที่ถูกยึดโดยอ้างว่าก่อนสมรสผู้ร้องและจำเลยที่ 2 ได้ทำสัญญากันว่า ทรัพย์สินที่มีอยู่ก่อนสมรส ให้ตกเป็นสินสมรสผู้ร้องจึงมีส่วนในที่ดินดังกล่าวด้วย

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้ผู้ร้องและจำเลยที่ 2 จะอ้างว่ามีสัญญาก่อนสมรสกำหนดให้ทรัพย์สินก่อนสมรสตกเป็นสินสมรส แต่สัญญาก่อนสมรสจะสมบูรณ์ได้ ต้องจดแจ้งข้อความไว้ในทะเบียนสมรสพร้อมกับการจดทะเบียนสมรส หรือทำเป็นหนังสือลงลายมือชื่อ คู่สมรส และพยานอย่างน้อยสองคน แนบไว้ท้ายทะเบียนสมรสและจดไว้ในทะเบียนสมรสว่ามีสัญญาดังกล่าวแนบไว้เมื่อสัญญา ที่ผู้ร้องอ้างไม่ได้ดำเนินการตามแบบที่กฎหมายกำหนด สัญญาก่อนสมรสนั้นจึงตกเป็นโมฆะ ที่ดินดังกล่าวจึงไม่กลายเป็นสินสมรสตามที่ผู้ร้องอ้าง และผู้ร้องไม่มีสิทธิขอกันส่วนจากที่ดินที่โจทก์นำยึด

คำพิพากษานี้วางหลักว่า สัญญาก่อนสมรสต้องทำให้ถูกต้องตามแบบที่กฎหมายกำหนดอย่างเคร่งครัด หากไม่ได้จดแจ้งไว้ในทะเบียนสมรส หรือไม่ได้ทำเป็นหนังสือแนบท้ายทะเบียนสมรสพร้อมระบุไว้ในทะเบียนสมรส สัญญานั้นย่อมเป็นโมฆะ และไม่อาจใช้อ้างสิทธิในทรัพย์สินต่อบุคคลอื่นได้

ความแตกต่างระหว่างสัญญาก่อนสมรสและสัญญาทรัพย์สินระหว่างสมรส เกี่ยวกับการยกที่ดินให้คู่สมรส

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2497/2552

คดีดังกล่าวเป็นคดีที่สะท้อนให้เห็นความสำคัญของช่วงเวลาและรูปแบบในการทำข้อตกลงเกี่ยวกับทรัพย์สินของคู่สมรส โดยเฉพาะประเด็นว่า ข้อตกลงที่ทำขึ้นในวันจดทะเบียนสมรสแต่ทำภายหลังจากการจดทะเบียนสมรสเสร็จสมบูรณ์แล้ว จะถือเป็นสัญญาก่อนสมรสหรือไม่

บทความน่าสนใจ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2497/2552 วินิจฉัยว่า โจทก์และจำเลยจดทะเบียนสมรสโดยระบุในครั้งแรกว่าไม่ประสงค์ให้มีการบันทึกเกี่ยวกับทรัพย์สิน ต่อมาภายหลังการสมรสเสร็จสมบูรณ์แล้ว ทั้งสองจึงทำบันทึกเพิ่มเติมว่าจำเลยยกที่ดินให้โจทก์ และได้จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในเวลาต่อมา เมื่อเกิดคดีหย่า จำเลยขอเพิกถอนข้อตกลงดังกล่าว ศาลฎีกาเห็นว่า การสมรสมีผลสมบูรณ์ตั้งแต่การจดทะเบียนครั้งแรก บันทึกเพิ่มเติมที่ทำภายหลัง แม้จะเป็นวันเดียวกัน ก็ไม่ใช่สัญญาก่อนสมรสตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1466 แต่เป็นสัญญาเกี่ยวกับทรัพย์สินระหว่างสามีภริยาตามมาตรา 1469 ซึ่งกฎหมายเปิดโอกาสให้คู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งบอกล้างได้ในระหว่างสมรสหรือภายในหนึ่งปีนับแต่การสมรสสิ้นสุดลง ดังนั้น การที่จำเลยฟ้องแย้งเพื่อเลิกสัญญาจึงเป็นการบอกล้างโดยชอบ และมีสิทธิเรียกที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างคืนได้

คำพิพากษานี้ยืนยันว่า สัญญาก่อนสมรสต้องทำและจดแจ้งพร้อมการจดทะเบียนสมรสเท่านั้น หากทำภายหลัง แม้จะเป็นวันเดียวกัน ก็ถือเป็นสัญญาระหว่างสามีภริยา ซึ่งสามารถบอกล้างได้ตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด

การสมรส-สินสมรส

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3787/2565

คำพิพากษานี้เป็นตัวอย่างสำคัญของการตีความคำขอท้ายฟ้องและขอบเขตคำพิพากษาในคดีสินสมรส รวมทั้งอำนาจของศาลฎีกาในการยกปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยขึ้นวินิจฉัยเอง แม้คู่ความมิได้อุทธรณ์ฎีกา ศาลได้วางหลักว่า เมื่อมีคำพิพากษาเพิกถอนการโอนห้องชุด การเป็นเจ้าของย่อมกลับไปสู่ผู้โอนเดิม และผู้โอนเดิมเท่านั้นที่มีหน้าที่ต้องจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ให้คู่สมรสอีกฝ่าย การตีความเช่นนี้ทำให้คำพิพากษาสามารถบังคับคดีได้จริงและไม่ตัดสิทธิของผู้ชนะโดยไม่เป็นธรรม

บทความน่าสนใจ

ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าในระหว่างสมรส จำเลยที่ 1 ได้ซื้อห้องชุดพิพาททั้งสองห้อง และต่อมาจดทะเบียนโอนให้จำเลยที่ 2 ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า การได้มาซึ่งห้องชุดดังกล่าวเกิดขึ้นขณะคู่สมรสยังอยู่ระหว่างสมรสตามกฎหมาย ต่างฝ่ายไม่ได้พิสูจน์ว่าทรัพย์เป็นสินส่วนตัวตามมาตรา 1471 ทรัพย์จึงมีลักษณะเป็น สินสมรสโดยอาศัยบทสันนิษฐานของมาตรา 1474 ซึ่งโจทก์และจำเลยต้องนำมาแบ่งกันเมื่อขาดจากการสมรสโดยได้ส่วนเท่ากันตาม ป.พ.พ. มาตรา 1533

โจทก์ฟ้องเพิกถอนการจดทะเบียนให้ห้องชุดสองห้องระหว่างจำเลยที่ 1 (สามี) และจำเลยที่ 2 โดยอ้างว่าเป็นทรัพย์สินที่จำเลยที่ 1 ถือแทนโจทก์ ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าห้องชุดเป็นสินสมรสและพิพากษาเพิกถอนการให้กึ่งหนึ่ง พร้อมให้จำเลยทั้งสองร่วมกันโอนกรรมสิทธิ์กึ่งหนึ่งคืนแก่โจทก์

ต่อมาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแก้ว่า การสั่งให้โอนนั้นเป็นการพิพากษาเกินคำขอ และจำเลยทั้งสองไม่ต้องโอน

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อเพิกถอนการให้ ห้องชุดย่อมกลับเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 1 ผู้โอนเดิม ดังนั้น จำเลยที่ 1 เท่านั้น ที่มีหน้าที่จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์กึ่งหนึ่งให้โจทก์ ส่วนจำเลยที่ 2 ไม่มีหน้าที่ เพราะทรัพย์มิได้อยู่ในชื่ออีกต่อไป คำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ให้จำเลยที่ 2 โอนจึงไม่ชอบ แต่การให้จำเลยที่ 1 โอนนั้นเป็นไปตาม คำขอท้ายฟ้องที่โจทก์ขอให้ถือคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา ไม่ใช่การพิพากษาเกินคำขอ

ศาลฎีกายังย้ำว่า ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อย ศาลมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตามมาตรา 142(5) แม้คู่ความไม่อุทธรณ์

นอกจากนี้ศาลยังชี้ว่า พ.ร.บ.อาคารชุด มาตรา 19 ไม่ได้ห้ามคนต่างด้าวถือกรรมสิทธิ์โดยเด็ดขาด จึงไม่เป็นอุปสรรคแก่สิทธิของโจทก์

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3392/2548

เมื่อคู่สมรสแยกกันอยู่แต่ยังไม่หย่า ทรัพย์ที่ได้มาระหว่างนั้นเป็นสินสมรส

การแยกกันอยู่โดยสมัครใจ มิได้ทำให้สถานะความเป็นสามีภริยาสิ้นสุดลง ตราบใดที่ยัง ไม่ได้จดทะเบียนหย่า คู่สมรสยังคงมีฐานะเป็นสามีภริยาตามกฎหมาย และทรัพย์สินที่ฝ่ายใดได้มาในช่วงเวลานั้น ย่อมเป็น สินสมรส ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1474 (1)

บทความน่าสนใจ

ในคดีนี้ จำเลยลาออกจากการไฟฟ้านครหลวงและได้รับ เงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ เงินชดเชย เงินตอบแทนพิเศษ เงินค่าหุ้นสหกรณ์ และโบนัส รวมกว่า 2.27 ล้านบาท ศาลฎีกาวินิจฉัยชัดว่าเงินทั้งหมดนี้เป็น ทรัพย์สินที่ได้มาระหว่างสมรส แม้คู่สมรสจะแยกกันอยู่มาก่อนแล้วก็ตาม จึงเป็นสินสมรสร่วมระหว่างโจทก์และจำเลย

อย่างไรก็ดี การจัดการสินสมรสต้องกระทำด้วยความระมัดระวัง ไม่ก่อให้เกิดความเสียหาย ตามมาตรา 1476 วรรคสอง และมาตรา 1484 เมื่อปรากฏว่า จำเลยมอบอำนาจให้สหกรณ์นำเงินสินสมรสจำนวนมากไปชำระหนี้จำนอง โดยไม่ให้โจทก์รู้เห็นหรือให้สัตยาบัน อีกทั้งยังนำเงินบางส่วนไปใช้เพื่อประโยชน์ส่วนตน โดยไม่ได้อุปการะเลี้ยงดูโจทก์และบุตรซึ่งเป็นคนทุพพลภาพ ศาลเห็นว่าจำเลยได้ จัดการสินสมรสโดยก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรง

พฤติการณ์ดังกล่าวเข้าเงื่อนไขตามมาตรา 1484 (1) (2) (5) ซึ่งเปิดช่องให้คู่สมรสฝ่ายที่เสียหายร้องขอให้ แยกสินสมรส เพื่อคุ้มครองทรัพย์สินส่วนของตน ศาลจึงให้แบ่งเงินสินสมรสที่เหลือเป็นส่วนของโจทก์กึ่งหนึ่งจำนวน 610,670 บาท

อำนาจปกครองบุตร-ฟ้องขอให้รับเป็นบุตร

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 647/2521

อำนาจฟ้องของบิดานอกสมรสในคดีรับรองบุตร

หากบิดาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายจะนำคดีมาฟ้องศาลให้รับรองบุตรได้ ก็ต่อเมื่อได้ยื่นคำร้องขอรับรองบุตรต่อสำนักทะเบียนก่อน และเด็กหรือมารดามีการ “คัดค้าน” การขอจดทะเบียน จึงถือว่ามีข้อโต้แย้งสิทธิเกิดขึ้นจนศาลเข้ามาได้ หากยังไม่มีการยื่นคำร้องและถูกคัดค้าน บิดาย่อมไม่มีอำนาจฟ้องคดีต่อศาล ซึ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลสามารถยกขึ้นวินิจฉัยเองได้

บทความน่าสนใจ

ในคดีนี้โจทก์เป็นบิดาที่มิได้สมรสกับจำเลย และต้องการให้เด็กชายโอภาสเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของตนโดยอาศัยมาตรา 1527 จึงฟ้องขอให้ศาลพิพากษาว่าเด็กเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมาย และให้จำเลยไปให้ความยินยอมจดทะเบียนรับรองบุตรจำเลยให้การปฏิเสธ พร้อมฟ้องแย้งเรียกเด็กคืนอ้างว่าโจทก์มิได้เลี้ยงดูและมีพฤติการณ์รุนแรงในครอบครัว 

ศาลฎีกาวินิจฉัยโดยอาศัยบทบัญญัติมาตรา 1527 และพระราชบัญญัติจดทะเบียนครอบครัว พ.ศ. 2478 มาตรา 19 ตามกฎหมายดังกล่าวมีใจความว่า บิดาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายเมื่อประสงค์จะจดทะเบียนบุตรรับรองบุตรจะต้องไปขอจดทะเบียนต่อสำนักทะเบียน เมื่อเด็กและมารดาเด็กยินยอมนายทะเบียนก็จะรับจดทะเบียนให้ แต่ถ้าเด็กหรือมารดาเด็กคัดค้านการขอจดทะเบียน บิดาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายจึงจะมีอำนาจนำคดีมาฟ้องศาลได้ โดยฟ้องเด็กและมารดาร่วมกันเป็นจำเลยขอให้ศาลพิพากษาว่าเด็กนั้นเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของตน ให้เด็กและมารดาเด็กไปให้ความยินยอมในการจดทะเบียนเด็กเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมาย 

แต่ข้อเท็จจริงปรากฏว่าโจทก์ไม่เคยยื่นคำร้องต่อนายทะเบียนเลยจึงไม่อาจเกิดกรณีคัดค้านจากมารดาหรือเด็กได้ อำนาจฟ้องของโจทก์จึงยังไม่เกิด

แม้จำเลยมิได้ยกข้อต่อสู้เรื่องอำนาจฟ้อง แต่ประเด็นนี้เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนศาลฎีกาจึงยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตามมาตรา 142(5) นอกจากนี้เมื่อโจทก์และจำเลยมิได้จดทะเบียนสมรส เด็กจึงเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของจำเลยผู้เป็นมารดาทำให้จำเลยมีอำนาจฟ้องเรียกเด็กคืนได้ ศาลฎีกาพิพากษาแก้เป็นว่าให้ยกฟ้องโจทก์ และให้โจทก์มอบเด็กชายโอภาสคืนแก่จำเลย

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2268/2533

สิทธิของเด็กอายุ 15 ปีขึ้นไปในการฟ้องรับรองบุตรและขอค่าเลี้ยงดู

คำพิพากษานี้เป็นแนววินิจฉัยสำคัญว่าด้วยสิทธิของเด็กที่มีอายุเกินสิบห้าปีในการฟ้องขอให้บิดารับรองบุตร และสามารถเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูในคดีเดียวกันได้หรือไม่ ภายใต้บทบัญญัติมาตรา 1556 และข้อจำกัดเรื่องคดีอุทลุมตามมาตรา 1562 อีกทั้งศาลฎีกายังชี้ว่าศาลล่างไม่มีอำนาจสั่งให้บิดาไปจดทะเบียนรับรองบุตรภายในกำหนดเวลา เพราะกฎหมายกำหนดวิธีดำเนินการหลังคำพิพากษาไว้ชัดเจนแล้ว คดีนี้จึงเป็นกรณีตัวอย่างเกี่ยวกับอำนาจฟ้อง สิทธิเรียกร้องต่อเนื่อง และขอบเขตคำพิพากษาที่ศาลจะก้าวล่วงไม่ได้

บทความน่าสนใจ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มาตรา 1556 วรรคสอง ให้อำนาจเด็กที่มีอายุ 15 ปีบริบูรณ์ เด็กสามารถฟ้องขอให้รับเด็กเป็นบุตรได้เอง โดยไม่ต้องให้ผู้แทนโดยชอบธรรมดำเนินการแทน เมื่อโจทก์มีอายุเกิน 15 ปีจึงมีอำนาจฟ้องโดยชอบ เนื่องจาก ขณะยื่นฟ้องโจทก์ยังไม่เป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของจำเลย คดีจึงไม่เป็นคดีอุทลุม ไม่ต้องห้ามตามมาตรา 1562

ส่วนคำขอค่าอุปการะเลี้ยงดู ศาลเห็นว่าเป็นผลโดยตรงที่เกิดขึ้นหลังจากมีการรับรองความเป็นบุตร และเป็น “เรื่องต่อเนื่องจากการรับรองบุตร” เด็กจึงมีสิทธิฟ้องเรียกค่าเลี้ยงดูในคดีเดียวกันได้อย่างชอบด้วยกฎหมาย

อย่างไรก็ตามในส่วนที่คำพิพากษาศาลล่างที่สั่งให้จำเลยไปจดทะเบียนรับรองบุตรภายใน 30 วัน หากไม่ทำให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนานั้น ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะพระราชบัญญัติจดทะเบียนครอบครัว พ.ศ. 2478 มาตรา 20 บัญญัติชัดว่า ผู้มีส่วนได้เสียต้องนำ “สำเนาคำพิพากษาถึงที่สุด” ไปยื่นต่อสำนักทะเบียนเพื่อให้ลงบันทึกเท่านั้น อีกทั้งโจทก์มิได้มีคำขอเช่นนั้นในคำฟ้อง การพิพากษาเช่นนั้นจึงเป็นการเกินคำขอ ต้องห้ามตามมาตรา 142 วรรคแรก

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2035/2568

จดทะเบียนรับรองบุตรระหว่างคดี ก็มีผลย้อนหลังได้: สิทธิของบิดาไม่ได้เริ่มนับจากวันจดทะเบียน

กรณีบุตรเกิดจากบิดามารดาที่ไม่ได้จดทะเบียนสมรส หลายคนเข้าใจว่ามารดาเป็นผู้มีอำนาจปกครองแต่เพียงผู้เดียว และหากบิดาเพิ่งจดทะเบียนรับรองบุตรภายหลัง สิทธิของบิดาย่อมเกิดขึ้นนับจากวันจดทะเบียนเท่านั้น แต่กฎหมายกำหนดผลของการรับรองบุตรไว้แตกต่างจากที่หลายคนเข้าใจ โดยการจดทะเบียนรับรองบุตรมีผลย้อนหลังไปถึงวันที่บุตรเกิด ซึ่งส่งผลโดยตรงต่ออำนาจปกครองและการพิจารณาสิทธิของบิดาในคดี

บทความที่น่าสนใจ

คดีนี้ โจทก์และจำเลยอยู่กินกันโดยไม่ได้จดทะเบียนสมรสและมีบุตรด้วยกันหนึ่งคน ภายหลังเลิกรากัน มารดาฟ้องเรียกบุตรคืนโดยอ้างว่าตนเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองเพียงผู้เดียว เพราะจำเลยยังไม่ได้จดทะเบียนรับรองบุตร อย่างไรก็ตาม ระหว่างการพิจารณาคดี จำเลยได้จดทะเบียนรับรองบุตรโดยชอบด้วยกฎหมาย ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1557 การรับรองบุตรมีผลย้อนหลังไปตั้งแต่วันที่เด็กเกิด ทำให้จำเลยมีสถานะเป็นบิดาโดยชอบด้วยกฎหมาย และบุตรผู้เยาว์อยู่ในอำนาจปกครองของทั้งบิดาและมารดา ส่วนการกำหนดว่าบุตรควรอยู่กับฝ่ายใด ศาลต้องยึดประโยชน์สูงสุดของเด็กเป็นสำคัญ โดยพิจารณาความต่อเนื่องในการเลี้ยงดู การศึกษา สภาพแวดล้อม และผลกระทบต่อสภาพจิตใจของเด็ก ซึ่งคดีนี้บุตรอาศัยอยู่กับบิดามาโดยตลอด ได้รับการเลี้ยงดูและศึกษาอย่างต่อเนื่อง การย้ายไปอยู่กับมารดาอาจส่งผลกระทบต่อการปรับตัวของเด็ก ศาลจึงกำหนดให้บุตรอยู่กับบิดา พร้อมให้มารดามีสิทธิรับบุตรไปดูแลในช่วงวันหยุด

คำพิพากษานี้ยืนยันหลักสำคัญว่า การจดทะเบียนรับรองบุตรไม่ได้ก่อให้เกิดสิทธิเฉพาะนับแต่วันจดทะเบียน แต่มีผลย้อนหลังไปถึงวันที่บุตรเกิด ทำให้บิดามีสถานะเป็นบิดาโดยชอบด้วยกฎหมายและมีอำนาจปกครองร่วมกับมารดา ทั้งนี้ หากเกิดข้อพิพาทว่าเด็กควรอยู่กับฝ่ายใด ศาลจะยึดหลักประโยชน์สูงสุดของเด็กเป็นสำคัญ มากกว่าการพิจารณาสิทธิของบิดาหรือมารดาเพียงฝ่ายเดียว

คำพิพากษาศาลฎีกาที่  5660/2559

สิทธิฟ้องรับรองบุตรมีเฉพาะผู้ที่กฎหมายกำหนด

การเป็นบิดาโดยสายเลือดกับการเป็นบิดาโดยชอบด้วยกฎหมายไม่ใช่เรื่องเดียวกัน กฎหมายกำหนดวิธีที่บุตรนอกสมรสจะมีฐานะเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของบิดาไว้อย่างชัดเจน และกำหนดด้วยว่าใครเป็นผู้มีสิทธิขอให้ศาลรับรองสถานะดังกล่าว คำพิพากษาศาลฎีกาคดีนี้จึงเป็นแนววินิจฉัยสำคัญที่ชี้ให้เห็นว่า ผู้ที่อ้างว่าเป็นบิดาไม่อาจใช้สิทธิฟ้องต่อศาลเพื่อขอให้ตนเองเป็นบิดาโดยชอบด้วยกฎหมายได้ หากกฎหมายมิได้บัญญัติให้มีสิทธิเช่นนั้น

บทความที่น่าสนใจ

คดีนี้ ผู้ร้องอ้างว่าเป็นบิดาของผู้ตายและขอให้ศาลมีคำสั่งรับรองว่าตนเป็นบิดาโดยชอบด้วยกฎหมาย เพื่อให้มีสิทธิรับมรดกของผู้ตาย ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1547 กำหนดให้บุตรนอกสมรสจะเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของบิดาได้เพียง 3 กรณี ได้แก่ บิดามารดาสมรสกันภายหลัง บิดาจดทะเบียนรับรองบุตร หรือศาลพิพากษาว่าเด็กเป็นบุตร อย่างไรก็ตาม การฟ้องขอให้ศาลพิพากษาว่าเด็กเป็นบุตรนั้น เป็นสิทธิของฝ่ายเด็กตามมาตรา 1555 ไม่ใช่สิทธิของบุคคลที่อ้างว่าเป็นบิดา อีกทั้งผู้ร้องก็ไม่ได้ขอให้ศาลมีคำพิพากษาเพื่อนำไปจดทะเบียนรับรองบุตรตามกฎหมาย แต่กลับขอให้ศาลรับรองสถานะของตนเองว่าเป็นบิดาโดยชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งกฎหมายไม่ได้รับรองสิทธิในการฟ้องลักษณะดังกล่าว ศาลจึงไม่อาจมีคำสั่งตามที่ร้องขอได้

คำพิพากษานี้ยืนยันหลักสำคัญว่า การรับรองบุตรต้องเป็นไปตามวิธีการและผู้มีสิทธิที่กฎหมายกำหนดเท่านั้น แม้บุคคลจะอ้างว่าเป็นบิดาที่แท้จริง ก็ไม่อาจฟ้องขอให้ศาลรับรองตนเองเป็นบิดาโดยชอบด้วยกฎหมายเพื่อให้เกิดสิทธิในมรดกได้ หากกฎหมายไม่ได้บัญญัติให้มีสิทธิเช่นนั้น การได้มาซึ่งสถานะบิดาโดยชอบด้วยกฎหมายจึงต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนดอย่างเคร่งครัด มิใช่เกิดขึ้นจากการกล่าวอ้างของฝ่ายบิดาเพียงฝ่ายเดียว

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11274/2553

รับรองบุตรแล้ว เปลี่ยนใจเพิกถอนทีหลังไม่ได้: กฎหมายกำหนดเวลาไว้ชัดเจน

การรับรองบุตรเป็นการรับรองสถานะความเป็นบิดาโดยชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งก่อให้เกิดสิทธิและหน้าที่ระหว่างบิดากับบุตร รวมถึงสิทธิในการใช้นามสกุลและการรับมรดก หลายคนอาจเข้าใจว่า หากภายหลังพบว่าตนมิใช่บิดาที่แท้จริง ก็สามารถเพิกถอนการรับรองบุตรได้ทุกเมื่อ แต่กฎหมายกำหนดระยะเวลาในการใช้สิทธิดังกล่าวไว้อย่างเคร่งครัด เพื่อสร้างความมั่นคงให้แก่สถานะของบุตรและความสัมพันธ์ในครอบครัว

บทความที่น่าสนใจ

คดีนี้ โจทก์อ้างว่าตนรับรองจำเลยที่ 1 เป็นบุตรโดยสำคัญผิด ทั้งที่มิใช่บิดาที่แท้จริง จึงขอให้ศาลเพิกถอนการจดทะเบียนรับรองบุตรและห้ามจำเลยทั้งสี่ใช้นามสกุลของตน ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้ผู้มีส่วนได้เสียจะมีสิทธิขอเพิกถอนการจดทะเบียนรับรองบุตรตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1554 แต่กฎหมายกำหนดให้ฟ้องภายใน 3 เดือนนับแต่วันที่ทราบการจดทะเบียน และห้ามฟ้องเมื่อพ้น 10 ปีนับแต่วันจดทะเบียน ซึ่งเป็นกำหนดเวลาตามกฎหมายที่ตัดสิทธิในการฟ้องโดยเด็ดขาด มิใช่อายุความ เมื่อโจทก์ยื่นฟ้องหลังจากจดทะเบียนรับรองบุตรเกิน 10 ปี จึงหมดสิทธิขอเพิกถอนการรับรองบุตร ส่งผลให้จำเลยที่ 1 ยังคงเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของโจทก์ และมีสิทธิใช้นามสกุลของโจทก์ รวมถึงบุตรของจำเลยที่ 1 ก็มีสิทธิใช้นามสกุลดังกล่าวตามกฎหมายเช่นเดียวกัน

คำพิพากษานี้ยืนยันหลักสำคัญว่า การรับรองบุตรไม่อาจเพิกถอนได้ตลอดเวลา แม้ภายหลังจะปรากฏว่าผู้รับรองมิใช่บิดาที่แท้จริงก็ตาม หากพ้นกำหนด 10 ปีนับแต่วันจดทะเบียน กฎหมายย่อมตัดสิทธิในการฟ้องเพิกถอนโดยเด็ดขาด เพื่อให้สถานะความเป็นบุตรและสิทธิที่เกี่ยวเนื่องได้รับความมั่นคงและความคุ้มครองตามกฎหมาย






คดีหย่า-ฟ้องชู้

ค่าทดแทนกรณีภริยามีชู้: ขอบเขตความหมาย “ล่วงเกินในทำนองชู้สาว” และภาระพิสูจน์ตามมาตรา 1523

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 320/2530

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1523 วรรคสอง เปิดโอกาสให้สามีฟ้องเรียกค่าทดแทนจากผู้ล่วงเกินภริยาในทำนองชู้สาวได้โดยไม่ต้องฟ้องหย่าก่อน แต่การใช้สิทธิดังกล่าวยังต้องพิสูจน์ว่ามีการล่วงเกินจริง และต้องพิจารณาว่าจำเลยสามารถยกข้ออ้าง “รู้เห็นเป็นใจ” ได้หรือไม่ คดีนี้เป็นแนวคำพิพากษาที่ชัดเจนเกี่ยวกับขอบเขตของสิทธิเรียกค่าทดแทนและภาระพิสูจน์ในคดีชู้สาว

บทความน่าสนใจ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 320/2530 โจทก์ฟ้องเรียกค่าทดแทนจากจำเลย โดยอ้างว่าจำเลยเป็นชู้กับนางนิภาภริยาของตน ทำให้ได้รับความเสียหายต่อชื่อเสียงเกียรติยศ และศักดิ์ศรีความเป็นสามี ขณะที่จำเลยต่อสู้ว่าไม่ทราบว่านางนิภา เป็นภริยาของโจทก์ อีกทั้งอ้างว่าโจทก์รู้เห็นเป็นใจให้ภริยามีความสัมพันธ์กับตน และโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเพราะยัง ไม่ได้ฟ้องหย่าภริยาก่อน

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คำว่า “ล่วงเกินภริยาในทำนองชู้สาว” ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1523 วรรคสองมีความหมายครอบคลุมถึงการเป็นชู้ด้วย และกฎหมายมิได้กำหนดให้สามีต้องฟ้องหย่าภริยาก่อนจึงจะมีสิทธิเรียกค่าทดแทนจากชายชู้ได้ ดังนั้น เมื่อปรากฏว่าจำเลยมีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกับภริยาของโจทก์ โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องคดีได้ ส่วนข้ออ้างว่าโจทก์ยินยอมให้ภริยามีชู้นั้นศาลวางหลักว่าภาระการพิสูจน์ตกแก่จำเลย แต่จำเลยไม่สามารถนำสืบ ให้รับฟังได้ว่าความสัมพันธ์ดังกล่าวเกิดขึ้นโดยความยินยอม หรือรู้เห็นเป็นใจของโจทก์เพียงข้อเท็จจริงที่ทั้งสอง เป็นเพื่อนร่วมงานหรือไปมาหาสู่กัน ไม่อาจถือเป็นหลักฐานแห่งความยินยอมได้

คดีนี้จึงเป็นบรรทัดฐานสำคัญว่า คู่สมรสสามารถฟ้องเรียกค่าทดแทนจากชายชู้ได้โดยไม่จำเป็นต้องฟ้องหย่าก่อน และผู้ที่อ้างว่าคู่สมรสรู้เห็นหรือยินยอม ย่อมมีหน้าที่พิสูจน์ข้ออ้างดังกล่าวให้ศาลเชื่อได้ด้วยพยานหลักฐานที่ชัดเจน

การรับรองการสมรสที่เกิดในต่างประเทศและผลต่อความเป็นโมฆะแห่งการสมรสซ้อน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6051/2540

คดีนี้เป็นแนวคำพิพากษาที่สำคัญเกี่ยวกับการรับรองการสมรสที่เกิดในต่างประเทศ และผลทางกฎหมายเมื่อบุคคลไปจดทะเบียนสมรสใหม่ทั้งที่มีคู่สมรสอยู่ก่อนแล้ว ศาลฎีกาวางหลักชัดเจนว่าหากการสมรสต่างประเทศชอบด้วยกฎหมายของรัฐที่ทำการสมรส และสอดคล้องกับเงื่อนไขของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1459 การสมรสดังกล่าวย่อมมีผลสมบูรณ์ในประเทศไทย ส่งผลให้การสมรสซ้อนภายหลังตกเป็นโมฆะตามมาตรา 1452 และ 1496

บทความน่าสนใจ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6051/2540 โจทก์อ้างว่าได้จดทะเบียนสมรสกับนายสากลโดยชอบด้วยกฎหมายที่รัฐเนวาดา ประเทศสหรัฐ อเมริกา ตั้งแต่ปี 2514 โดยมีใบสำคัญการสมรสซึ่งได้รับการรับรองจากเจ้าหน้าที่รัฐเนวาดา สถานกงสุล ใหญ่ ณ รัฐแคลิฟอร์เนีย และมีคำแปลที่กระทรวงการต่างประเทศรับรองความถูกต้อง อีกทั้งมีพยานรู้เห็นการสมรสให้การสนับสนุน ต่อมาจำเลยได้จดทะเบียนสมรสกับนายสากลในประเทศไทยทั้งที่นายสากลยังมีโจทก์เป็นคู่สมรส โดยชอบด้วยกฎหมายอยู่ จึงขอให้ศาลพิพากษาว่าการสมรสระหว่างจำเลยกับนายสากลเป็นโมฆะ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เอกสารการสมรสในสหรัฐอเมริกาและพยานหลักฐานต่าง ๆ รับฟังได้ว่าโจทก์กับนายสากลได้สมรสกันโดยชอบด้วยกฎหมายของรัฐเนวาดา ซึ่งย่อมมีผลสมบูรณ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1459 วรรคหนึ่ง เมื่อจำเลยมาจดทะเบียนสมรสกับนายสากลในประเทศไทยในขณะที่นายสากลมีคู่สมรสอยู่ก่อนแล้ว จึงเป็นการฝ่าฝืนประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1452 เรื่องการสมรสซ้อน ทำให้การสมรสระหว่างจำเลยกับนายสากลตกเป็นโมฆะ ตามมาตรา 1496

ศาลฎีกาพิพากษายืนให้การสมรสระหว่างจำเลยกับนายสากล วนสินธุ์เป็นโมฆะ เนื่องจากนายสากลมีคู่สมรสโดยชอบด้วยกฎหมายอยู่ก่อนแล้ว การจดทะเบียนสมรสซ้อนจึงไม่ก่อให้เกิดผลตามกฎหมาย

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 748/2568 

คดีดังกล่าวเป็นคดีที่สะท้อนประเด็นสำคัญเกี่ยวกับการเรียกค่าทดแทนจากบุคคลที่มีความสัมพันธ์กับคู่สมรสของตน โดยเฉพาะ กรณีที่ภริยาฟ้องหญิงอื่นซึ่งถูกกล่าวหาว่ามีความสัมพันธ์ในทำนองชู้สาวกับสามีประเด็นสำคัญคือ เพียงมีความสัมพันธ์โดยเปิดเผยเพียงพอหรือไม่ หรือโจทก์ต้องพิสูจน์ด้วยว่าหญิงนั้นรู้ว่าชายมีภริยาแล้ว

บทความน่าสนใจ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 748/2568 คดีนี้เดิมโจทก์กับจำเลยที่ 1 เป็นสามีภริยาชอบด้วยกฎหมายและมีบุตรด้วยกัน 2 คน ต่อมาโจทก์ฟ้องหย่าจำเลยที่ 1 และฟ้องเรียกค่าทดแทนจากจำเลยที่ 2 โดยอ้างว่าจำเลยที่ 2 มีความสัมพันธ์กับจำเลยที่ 1 ในทำนองชู้สาว ระหว่างพิจารณา โจทก์กับจำเลยที่ 1 ตกลงกันได้และทำสัญญาประนีประนอมยอมความเกี่ยวกับการหย่าอำนาจปกครองบุตร และค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตร ส่วนคดีเรียกค่าทดแทนจากจำเลยที่ 2 ยังต้องพิจารณาต่อไป

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การที่ภริยาจะเรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1523 วรรคสองต้องพิสูจน์ให้ได้ว่า หญิงนั้นแสดงตนโดยเปิดเผยว่ามีความสัมพันธ์กับสามีในทำนองชู้สาว และต้องรู้ด้วยว่าชายนั้นมีภริยาแล้ว แต่ยังจงใจละเมิดสิทธิของภริยา แม้จำเลยที่ 2 จะขาดนัดยื่นคำให้การ โจทก์ก็ยังมีหน้าที่นำพยานหลักฐานมาสืบให้ได้ตามคำฟ้อง เพราะการกล่าวหาว่าบุคคลอื่น มีความสัมพันธ์ผิดทำนองคลองธรรมกับสามีของตนเป็นเรื่องร้ายแรง ศาลจึงต้องรับฟังพยานหลักฐานด้วยความระมัดระวัง ในคดีนี้แม้จะรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 แสดงตนโดยเปิดเผยว่ามีความสัมพันธ์กับจำเลยที่ 1 แต่พฤติการณ์สำคัญคือ โจทก์กับจำเลยที่ 1 พักอาศัยอยู่คนละจังหวัด และเคยจดทะเบียนหย่ากันมาก่อน จึงมีเหตุให้เชื่อได้ว่าจำเลยที่ 2 อาจไม่ทราบว่าจำเลยที่ 1 กลับมาจดทะเบียน สมรสกับโจทก์อีกครั้ง จำเลยที่ 2 จึงไม่ได้จงใจละเมิดสิทธิของโจทก์ 

คำพิพากษานี้วางหลักว่า การเรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นตามมาตรา 1523 วรรคสอง ไม่ใช่เพียงพิสูจน์ว่ามีความสัมพันธ์ในทำนองชู้สาว โดยเปิดเผยเท่านั้นแต่ต้องพิสูจน์ด้วยว่าหญิงนั้นรู้ว่าชายมีภริยาแล้วและยังจงใจละเมิดสิทธิของภริยาหากยังน่าเชื่อว่าหญิงนั้นไม่ทราบ ถึงสถานะสมรสของชายย่อมไม่ต้องรับผิดชำระค่าทดแทน

คดีหย่า-สัญญาหย่า

ตกลงหย่ากันแล้วแต่ยังไม่ได้จดทะเบียนหย่า เรียกเงินตามข้อตกลงได้ไหม?

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2039/2544

หลายคนอาจเข้าใจว่า ถ้าสามีภรรยาตกลงกันเรื่องหย่าและแบ่งทรัพย์ไว้เป็นลายลักษณ์อักษร ก็ถือว่า “ใช้ได้เลย” ไม่ว่าจะไปจดทะเบียนหย่าหรือไม่ แต่จริง ๆ แล้ว กฎหมายไทยมีกฎพิเศษเกี่ยวกับ “สัญญาแบ่งทรัพย์สินระหว่างสามีภริยา” ที่ไม่เหมือนกับสัญญาทั่วไป และหากยังไม่ได้จดทะเบียนหย่าจริง ข้อตกลงนั้นอาจถูกยกเลิกได้ในภายหลัง คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2039/2544 จึงกลายเป็นกรณีตัวอย่างที่ควรอ่านให้เข้าใจ

บทความน่าสนใจ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2039/2544 โจทก์และจำเลยเป็นสามีภริยาที่จดทะเบียนสมรสกันโดยชอบด้วยกฎหมาย ต่อมาเกิดปัญหา ครอบครัวและได้ทำบันทึกข้อตกลงที่สถานีตำรวจ โดยตกลงจะหย่ากันและให้จำเลยแบ่งสินสมรสแก่โจทก์เป็นเงิน 600,000 บาท ซึ่งจำเลยชำระแล้ว 100,000 บาท คงเหลืออีก 500,000 บาทภายหลังจำเลยไม่ชำระเงินส่วนที่เหลือ โจทก์จึงฟ้องเรียกเงินตามบันทึกข้อตกลงดังกล่าว ขณะที่จำเลยต่อสู้ว่าได้บอกล้างข้อตกลงแล้ว

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้บันทึกข้อตกลงจะระบุว่าคู่กรณีตกลงหย่ากัน แต่เมื่อยังไม่ได้จดทะเบียนหย่าทั้งสองฝ่ายยังคง มีสถานะเป็นสามีภริยาตามกฎหมาย ข้อตกลงเรื่องการแบ่งทรัพย์สินจึงถือเป็นสัญญาเกี่ยวกับ ทรัพย์สินระหว่างสามีภริยาตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1469 ซึ่งคู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีสิทธิบอกล้างได้ใน ระหว่างที่ยังเป็นสามีภริยากัน หรือภายในหนึ่งปีนับแต่การสมรสสิ้นสุดลง

เมื่อจำเลยยื่นคำให้การและฟ้องแย้งแสดงเจตนาบอกล้างสัญญาในขณะที่การสมรสยังไม่สิ้นสุด บันทึกข้อตกลงดังกล่าวจึงสิ้นผลบังคับ ศาลไม่อาจบังคับให้จำเลยชำระเงินจำนวน 500,000 บาทตามข้อตกลงได้ อย่างไรก็ตามโจทก์ยังคงมีสิทธิฟ้องแบ่งทรัพย์สิน ระหว่างสามีภริยาเป็นคดีใหม่ภายในกำหนดอายุความต่อไป

หย่าแล้ว แต่ไม่จ่ายค่าเลี้ยงดูลูก ฟ้องได้ไหม

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 899/2535

ในช่วงเวลาที่ครอบครัวต้องแยกทาง เรื่องค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรกลายเป็นประเด็นใหญ่ เพราะแม้จะหย่ากันแล้วหรือมีข้อตกลงไว้ชัดเจน แต่ถ้าอีกฝ่ายไม่จ่ายตามที่ตกลงไว้ จะทำอย่างไรได้บ้าง? คำพิพากษาศาลฎีกา 899/2535 ชี้ชัดว่า “สัญญาทางครอบครัว” เช่นนี้ แม้จะมีการยกบุตรเป็นบุญธรรมไปแล้ว ก็ไม่ได้ทำให้สิทธิของบุตรหรือผู้มีสิทธิเรียกร้องหมดไป

บทความน่าสนใจ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 899/2535 โจทก์และจำเลยจดทะเบียนสมรสและต่อมาจดทะเบียนหย่าพร้อมทำสัญญา ประนีประนอมยอมความ ต่อหน้านายทะเบียนโดยจำเลยตกลงจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรและโอนบ้านพร้อมที่ดินซึ่งเป็นสินสมรสให้แก่โจทก์ แต่จำเลยไม่ปฏิบัติตามข้อตกลง โจทก์จึงฟ้องขอให้บังคับตามสัญญาจำเลยต่อสู้ว่าไม่เคยตกลงจ่ายค่าเลี้ยงดูบุตร และภายหลังทราบว่าโจทก์ได้ให้บุตรเป็นบุตรบุญธรรมของสามีใหม่แล้ว จึงเห็นว่าโจทก์ไม่มีสิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูและไม่มีอำนาจฟ้อง

ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรเดือนละ 10,000 บาท และโอนบ้านพร้อม ที่ดินให้แก่โจทก์ตามสัญญาจำเลยจึงฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้บุตรจะได้รับการจดทะเบียนเป็นบุตรบุญธรรมของสามีใหม่ของโจทก์ แต่การรับบุตรบุญธรรม เกิดขึ้นภายหลังจากที่โจทก์ยื่นฟ้องแล้วอีกทั้งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1598/28 บุตรบุญธรรม ไม่สูญสิทธิและหน้าที่ในครอบครัวเดิมที่ตนกำเนิดมา ดังนั้น การรับบุตรบุญธรรมจึงไม่ทำให้สิทธิเรียกร้องค่าอุปการะ เลี้ยงดูที่เกิดขึ้นก่อนหน้านั้นสิ้นไป และไม่ทำให้โจทก์ขาดอำนาจฟ้อง

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 965/2562

การหย่าอาจยุติความสัมพันธ์ของสามีภรรยา แต่ไม่อาจยุติหน้าที่ของความเป็นบิดามารดาได้ หากผู้มีหน้าที่ส่งเสียเลี้ยงดูบุตร ประสบปัญหาทางการเงิน หรือมีหนี้สินกับอดีตคู่สมรส จะสามารถอ้างเหตุเหล่านั้นเพื่อหลีกเลี่ยงการชำระค่าเลี้ยงดูหรือขอหักกลบลบหนี้ได้หรือไม่? คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 965/2562 ได้วางหลักสำคัญว่า สิทธิในค่าอุปการะเลี้ยงดูเป็นสิทธิของบุตรผู้เยาว์ จึงไม่อาจถูกลดทอนหรือกระทบด้วยภาระหนี้ส่วนตัวของบิดามารดาได้

บทความน่าสนใจ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่965/2562 โจทก์และจำเลยจดทะเบียนหย่ากันโดยตกลงให้จำเลยซึ่งเป็นบิดาส่งค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรสองคนเดือนละ 20,000 บาท จนกว่าบุตรจะอายุครบ 20 ปีบริบูรณ์ และรับผิดชอบค่าอุปกรณ์การเรียน ค่าเล่าเรียน และค่าเรียนพิเศษของบุตรคนที่ 1 ต่อมาจำเลยชำระเงินไม่ครบและหยุดชำระ โจทก์จึงฟ้องเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูและค่าใช้จ่ายทางการศึกษาที่ค้างชำระ

จำเลยอ้างว่าถูกออกจากงานมีภาระหนี้สิน และมีหนี้ครัวเรือนที่โจทก์ต้องร่วมรับผิดจึงขอหักกลบลบหนี้ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้ออ้างดังกล่าวรับฟังไม่ได้เพราะจำเลยเริ่มผิดนัดชำระก่อนถูกออกจากงานอีกทั้งยังได้รับเงินจากการออกจากงานแต่ไม่นำมาปฏิบัติตามสัญญาหย่า ส่วนหนี้ครัวเรือนไม่มีการบันทึกไว้ในสัญญาหย่าจึงไม่กระทบต่อหน้าที่ในการอุปการะเลี้ยงดูบุตร นอกจากนี้สิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูเป็นสิทธิเฉพาะตัวของบุตรผู้เยาว์จำเลยจึงไม่อาจนำหนี้ที่อ้างว่าโจทก์มีต่อจำเลยมาหักกลบลบหนี้ได้

คำพิพากษานี้ยืนยันว่า ข้อตกลงเรื่องค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรตามสัญญาหย่ามีผลผูกพันผู้มีหน้าที่ชำระไม่อาจอ้างภาระหนี้ส่วนตัวหรือหนี้ระหว่างอดีตคู่สมรสมาเป็นเหตุไม่ชำระหรือหักกลบลบหนี้ได้ เพราะสิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูเป็นสิทธิเฉพาะตัวของบุตร และเป็นหน้าที่สำคัญของบิดามารดาตามกฎหมาย

อำนาจปกครองบุตร-ค่าเลี้ยงดูบุตร

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 965/2562

เงินเลี้ยงลูกต้องมาก่อน: ศาลฎีกาตัดสินชัด หนี้นอกระบบไม่สามารถอ้างเพื่อเลี่ยงสัญญาหย่าได้

การหย่าอาจยุติความสัมพันธ์ของสามีภรรยา แต่ไม่อาจยุติหน้าที่ของความเป็นบิดามารดาได้ หากผู้มีหน้าที่ส่งเสียเลี้ยงดูบุตร ประสบปัญหาทางการเงิน หรือมีหนี้สินกับอดีตคู่สมรส จะสามารถอ้างเหตุเหล่านั้นเพื่อหลีกเลี่ยงการชำระค่าเลี้ยงดูหรือขอหัก กลบลบหนี้ได้หรือไม่? คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 965/2562 ได้วางหลักสำคัญว่า สิทธิในค่าอุปการะเลี้ยงดูเป็นสิทธิของบุตรผู้เยาว์ จึงไม่อาจถูกลดทอนหรือกระทบด้วยภาระหนี้ส่วนตัวของบิดามารดาได้

บทความน่าสนใจ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่965/2562 โจทก์และจำเลยจดทะเบียนหย่ากัน โดยตกลงให้จำเลยซึ่งเป็นบิดาส่งค่าอุปการะเลี้ยงดู บุตรสองคนเดือนละ 20,000 บาท จนกว่าบุตรจะอายุครบ 20 ปีบริบูรณ์ และรับผิดชอบค่าอุปกรณ์การเรียน ค่าเล่าเรียน และค่าเรียนพิเศษของบุตรคนที่ 1 ต่อมาจำเลยชำระเงินไม่ครบและหยุดชำระ โจทก์จึงฟ้องเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูและค่าใช้จ่าย ทางการศึกษาที่ค้างชำระ

จำเลยอ้างว่าถูกออกจากงาน มีภาระหนี้สิน และมีหนี้ครัวเรือนที่โจทก์ต้องร่วมรับผิด จึงขอหักกลบลบหนี้ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้ออ้างดังกล่าวรับฟังไม่ได้ เพราะจำเลยเริ่มผิดนัดชำระก่อนถูกออกจากงาน อีกทั้งยังได้รับเงินจากการออกจากงาน แต่ไม่นำมาปฏิบัติตามสัญญาหย่า ส่วนหนี้ครัวเรือนไม่มีการบันทึกไว้ในสัญญาหย่า จึงไม่กระทบต่อหน้าที่ในการอุปการะเลี้ยงดูบุตร นอกจากนี้ สิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูเป็นสิทธิเฉพาะตัวของบุตรผู้เยาว์ จำเลยจึงไม่อาจนำหนี้ที่อ้างว่าโจทก์มีต่อจำเลย มาหักกลบลบหนี้ได้

คำพิพากษานี้ยืนยันว่า ข้อตกลงเรื่องค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรตามสัญญาหย่ามีผลผูกพัน ผู้มีหน้าที่ชำระไม่อาจอ้างภาระหนี้ ส่วนตัวหรือหนี้ระหว่างอดีตคู่สมรสมาเป็นเหตุไม่ชำระหรือหักกลบลบหนี้ได้ เพราะสิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูเป็น สิทธิเฉพาะตัวของบุตร และเป็นหน้าที่สำคัญของบิดามารดาตามกฎหมาย

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7108/2551

ค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรเป็นหนี้ที่บิดาและมารดาต้องรับผิดชอบร่วมกัน หากไม่ได้ตกลงไว้เป็นอย่างอื่น

กรณีตัวอย่างจากคำพิพากษาศาลฎีกานี้จึงเป็นหลักเกณฑ์สำคัญสำหรับผู้ปกครองที่กำลังจะหย่า หรือหย่าแล้ว ว่า หากไม่ได้หน้าที่ความรับผิดไว้เป็นสัญญา บิดามารดามีหน้าที่อุปการะเลี้ยงดูและให้การศึกษาบุตรร่วมกันอย่างลูกหนี้ร่วม และแม้จะมีการจ่ายเงินเพื่อการศึกษา ก็ไม่ใช่เหตุผลที่จะไม่ชำระค่าอุปการะให้กับฝ่ายที่ดูแลบุตร คดีนี้จึงแสดงให้เห็นหลักกฎหมายที่ศาลปรับใช้และการสร้างความเป็นธรรมให้กับฝ่ายที่รับหน้าที่ดูแลบุตร

บทความน่าสนใจ

คำพิพากษาฎีกานี้ชี้ให้เห็นว่า บิดาและมารดามีหน้าที่ร่วมกันในการอุปการะเลี้ยงดูบุตรตาม ป.พ.พ. มาตรา 1564 วรรคหนึ่ง ไม่ว่าฝ่ายใดจะเป็นผู้ดูแล หรือบุตรอาศัยอยู่กับฝ่ายใดหากไม่มีข้อตกลงให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งรับผิดชอบฝ่ายเดียว อีกฝ่ายยังต้องร่วมรับผิดในฐานะลูกหนี้ร่วมกันตาม มาตรา 296 แม้จำเลยจะอ้างว่าได้ออกค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาไปแล้ว ก็ไม่สามารถใช้ข้อนี้เพื่อปฏิเสธค่าอุปการะเลี้ยงดูได้ เนื่องจากเป็นคนละส่วนกัน และแม้จำเลยจะมีรายได้มากกว่าโจทก์ก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น ความรับผิดในการเลี้ยงดูต้องคำนึงถึงประโยชน์ของบุตรเป็นสำคัญ ทั้งนี้ศาลสามารถกำหนดหรือแก้ไขจำนวนได้ตาม มาตรา 1598/38 และ 1598/39

ศาลจึงมีคำพิพากษาให้จำเลยต้องจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูแก่บุตรทั้งสองเดือนละ 8,000 บาทต่อคน แต่ต่อมาเมื่อมีพฤติการณ์ว่าบุตรคนเล็กกลับมาอาศัยอยู่กับจำเลย ศาลจึงตัดภาระนี้นับแต่เดือนมีนาคม 2550 เป็นต้นไป ทำให้จำเลยไม่ต้องชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรคนเล็กให้แก่โจทก์

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2697/2548

การฟ้องเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรหลังหย่า

หลายท่านเข้าใจว่าหน้าที่พ่อแม่จบลงเมื่อมีการหย่าและลูกบรรลุนิติภาวะแล้ว แต่คำพิพากษาศาลฎีกาฉบับนี้เผยให้เห็นว่าภาระในการเลี้ยงดูบุตรนั้นเป็นหน้าที่ร่วมกันที่ตามติดพ่อแม่แม้ชีวิตสมรสจะสิ้นสุด หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งออกค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์เพียงลำพังก็มีสิทธิเรียกคืนจากอีกฝ่ายภายใต้กรอบกฎหมายและอายุความที่ชัดเจน คดีนี้จึงเป็นตัวอย่างสำคัญที่บิดามารดาทุกคนควรศึกษาโดยเฉพาะในกรณีที่ไม่มีข้อตกลงเรื่องค่าเลี้ยงดูหลังหย่า

บทความน่าสนใจ

พิพากษาศาลฎีกานี้เกิดจากกรณีที่โจทก์ (มารดา) เลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์หลังหย่าโดยลำพัง โดยไม่มีการตกลงกันในทะเบียนหย่าว่ามารดาต้องรับผิดชอบค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรแต่เพียงผู้เดียวเมื่อลูกทั้งสามบรรลุนิติภาวะแล้ว โจทก์จึงฟ้องจำเลย (อดีตสามี) เรียกคืนค่าเลี้ยงดูย้อนหลัง จำเลยอ้างว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องและคดีขาดอายุความ แต่ศาลฎีกายืนยันว่า มาตรา 1564 และ 1565 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ กำหนดให้พ่อแม่มีหน้าที่เลี้ยงดูบุตรร่วมกันหากฝ่ายใดจ่ายฝ่ายเดียว ย่อมฟ้องอีกฝ่ายเพื่อแบ่งภาระได้ตามมาตรา 229(3)

ศาลวินิจฉัยว่า การเรียกค่าเลี้ยงดูย้อนหลังมีอายุความ 5 ปี นับจากวันที่เริ่มชำระ ไม่ใช่คดีเกี่ยวกับทรัพย์สินระหว่างผู้เยาว์กับผู้ใช้อำนาจปกครองที่มีอายุความเพียง 1 ปี ผลสุดท้าย ศาลพิพากษาให้จำเลยชำระค่าเลี้ยงดูบุตรย้อนหลังแก่โจทก์จำนวน 76,602 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 272/2561

การฟ้องหย่าโดยไม่มีเหตุเพียงพอ ศาลยกฟ้องและสั่งให้จ่ายค่าเลี้ยงดูภรรยา

เป็นคดีหย่าที่สะท้อนความซับซ้อนของชีวิตคู่ที่ศาลฎีกากลับไม่เห็นด้วยกับการฟ้องหย่าของฝ่ายสามีทั้งที่อ้างว่าภรรยาเป็นฝ่ายสร้างปัญหาให้ชีวิตตนจนไม่อาจอยู่ร่วมกันได้อีกต่อไป แต่เมื่อพิจารณาข้อเท็จจริงอย่างละเอียดกลับพบว่าฝ่ายภรรยาเป็นผู้ถูกทอดทิ้งและพยายามรักษาครอบครัวไว้ คดีนี้จึงกลายเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับคดีครอบครัวที่ศาลมองเกินกว่าคำกล่าวอ้าง และให้ความสำคัญกับพฤติกรรมและความพยายามของคู่สมรสในความเป็นจริง

บทความน่าสนใจ

โจทก์ทันตแพทย์ชายฟ้องหย่าภรรยาโดยอ้างว่าไม่ได้รับความสงบในชีวิตคู่ และถูกภริยาละเมิดสิทธิส่วนบุคคลจนไม่สามารถดำรงสถานะสมรสต่อไปได้แต่ข้อเท็จจริงที่ปรากฏในชั้นศาลกลับต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง ศาลรับฟังข้อเท็จจริงได้ว่า โจทก์หายออกจากบ้านนาน 3 เดือนโดยไม่ติดต่อกับครอบครัวเลย ภรรยาเป็นผู้ตามหาสามีที่ย้ายไปเปิดคลินิกที่ภูเก็ตทั้งยังเดินทางไปอยู่ด้วยหลายครั้ง และทั้งสองยังมีเพศสัมพันธ์กันแม้โจทก์อ้างว่า “ไม่เป็นปกติ” แต่ศาลเห็นว่าเพศสัมพันธ์ย่อมเกิดจากความยินยอมโดยเฉพาะฝ่ายชายที่หากไม่สมัครใจย่อมเป็นไปไม่ได้

โจทก์ยังอ้างว่าภริยารบกวนการเรียน และทำให้เสียชื่อเสียงจากการไปพบโจทก์ที่ห้องเรียนแพทย์เฉพาะทาง แต่ศาลกลับเห็นว่าการแสดงตัวในฐานะภรรยา และไม่ได้กระทำการใดให้โจทก์เสียหาย มีแต่จำเลยซึ่งถูกนางสาว ก. ที่อาศัยอยู่กับโจทก์ในคลินิก ใช้กำลังทำร้ายต่อหน้าตำรวจ ละพูดท้ายคำที่ทำให้จำเลยเสียหาย

ศาลจึงเห็นว่าโจทก์ไม่มีเหตุฟ้องหย่า และยังต้องจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูภริยาเดือนละ 20,000 บาทตามความสามารถและฐานะ และให้คืนค่าขึ้นศาลแก่จำเลยเพราะจำเลยมีสิทธิฟ้องแย้งเรื่องเลี้ยงดูโดยไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียม

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8151/2560

สิทธิการฟ้องเรียกค่าเลี้ยงชีพ และค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรภายหลังการหย่า

ในการหย่าร้างไม่เพียงทำให้สถานะและหน้าที่ของคู่สมรสสิ้นสุดลง แต่ยังก่อให้เกิดสิทธิตามกฎหมายได้ เช่น สิทธิในการเรียกขอค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตร การเรียกขอค่าเลี้ยงชีพ หรือสิทธิในการขอให้ศาลสั่งให้อำนาจปกครองบุตรอยู่ที่ตนเพียงฝ่ายเดียว ในคำพิพากษาฎีกาที่ 8151/2560 เป็นตัวอย่างสำคัญที่ชี้ให้เห็นว่า การหย่าที่เกิดจากความผิดของคู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งนั้นส่งผลต่อสิทธิในการเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตร และค่าเลี้ยงชีพมากน้อยเพียงใด

บทความน่าสนใจ

ในคดีนี้ โจทก์มีอำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์และได้ดูแลบุตรจนบรรลุนิติภาวะ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1564 วรรคหนึ่ง เมื่อบุตรบรรลุนิติภาวะ โจทก์จึงหมดหน้าที่ในการเลี้ยงดู

ประเด็นสำคัญอยู่ที่ค่าเลี้ยงชีพของจำเลยซึ่งเป็นฝ่ายถูกฟ้องหย่า แม้โดยหลักการตาม ป.พ.พ. มาตรา 1526 คู่สมรสที่ยากจนลงเพราะการหย่าอาจเรียกร้องค่าเลี้ยงชีพได้ แต่หากการหย่านั้นเกิดจากความผิดของตนเอง เช่น ในฎีกานี้ที่จำเลยกระทำการเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยากับโจทก์อย่างร้ายแรง ทำให้ไม่สามารถอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาได้ดังนั้นจำเลยจึงไม่มีสิธิในการเรียกค่าเลี้ยงชีพจากโจทก์ อย่างไรก็ดีศาลเห็นว่าในระหว่างก่อนมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้หย่าจำเลยยังมีสิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรได้ และสิทธิในการได้รับค่าอุปการะเลี้ยงดูแม้มิได้ขอศาล ศาลก็มีอำนาจให้ได้ตามมาตรา 1598/38

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7345/2560

ค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรสามารถเรียกได้ตั้งแต่วันที่บุตรเกิด

คำพิพากษาฎีกาที่ 7345/2560 สะท้อนให้เห็นความสำคัญในการตีความกฎหมายครอบครัว โดยเฉพาะสิทธิของเด็กที่เกิดจากบิดามารดานอกสมรส เมื่อมีการแก้ไขกฎหมายใหม่ให้การเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายมีผลนับแต่วันที่บุตรเกิดดังนั้นการเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรจึงเรียกได้นับแต่วันที่บุตรเกิดเช่นกัน

บทความน่าสนใจ

ในคดีนี้ โจทก์ฟ้องจำเลยซึ่งเป็นบิดาโดยเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูเดือนละ 10,000 บาท รวมย้อนหลัง 1,720,000 บาท นับตั้งแต่วันเกิดถึงวันฟ้อง จำเลยอ้างว่าคดีขาดอายุความแต่ศาลเห็นว่ากรณีนี้ไม่ใช่การเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูที่มีการกำหนดจ่ายเป็นระยะเวลา และการยกข้ออ้างคดีขาดอายุความตามมาตรา 1547 เนื่องจากไม่มีการยกขึ้นอ้างในศาลชั้นต้นศาลอุทธรณ์จึงไม่รับวินิจฉัย

ศาลชี้ว่า ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1557 (ที่แก้ไขใหม่) ความเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายมีผลย้อนหลังไปถึงวันเกิด ส่งผลให้เด็กมีสิทธิเรียกค่าเลี้ยงดูบุตรได้นับแต่วันที่เกิด โดยไม่ต้องรอให้ศาลพิพากษาก่อน

แม้ศาลอุทธรณ์ลดค่าเลี้ยงดูลงเหลือ 685,000 บาท โดยเห็นว่าบิดาและมารดาควรจ่ายเท่ากัน แต่ศาลฎีกากลับเห็นว่าการกำหนดค่าเลี้ยงดูต้องดูความสามารของผู้มีหน้าที่ให้ ฐานะของผู้รับและพฤติการณ์แห่งคดี ป.พ.พ. มาตรา 1598/38 และศาลจะสั่งแก้ไขค่าอุปการะเลี้ยงดูเพิ่มขึ้นหรือลดลงในภายหลังก็ได้  การพิพากษาตามยอดเดิม 1,370,000 บาทจึงไม่ใช่การพิพากษาที่เกิดคำขอ

คดีหย่า-ค่าเลี้ยงดูคู่สมรสหลังจากการหย่า

คดีหย่าต่างชาติกรณีคู่ความเป็นคนต่างชาติทั้งสองฝ่ายและขอบเขตค่าอุปการะเลี้ยงดูเมื่อยังไม่หย่า

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6499/2557

หากคู่สมรสเป็นชาวต่างชาติทั้งสองฝ่ายและมาฟ้องหย่าในประเทศไทย ศาลไทยจะใช้กฎหมายใดในการพิจารณา และหากยังไม่มี การหย่า คู่สมรสยังมีหน้าที่อุปการะเลี้ยงดูกันอยู่หรือไม่ คำพิพากษาศาลฎีกาคดีนี้ได้วางหลักสำคัญเกี่ยวกับกฎหมายที่ใช้บังคับและ ขอบเขตสิทธิในการอุปการะเลี้ยงดูระหว่างคู่สมรสไว้อย่างชัดเจน

บทความน่าสนใจ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6499/2557 เป็นคดีที่โจทก์ชาวไอร์แลนด์เหนือและจำเลยชาวสกอตแลนด์ ซึ่งสมรสกันใน สหราชอาณาจักร โจทก์ฟ้องหย่าโดยอ้างว่าจำเลยส่งข้อความดูหมิ่นตนและบุพการีอย่างร้ายแรง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อกฎหมายสัญชาติของคู่สมรส ทั้งสองฝ่ายยอมรับการหย่า ศาลไทยย่อมมีอำนาจพิจารณาคดีได้ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พ.ศ. 2481 แต่การจะพิพากษาให้หย่าได้หรือไม่ ต้องพิจารณาว่าเหตุที่อ้างเข้าหลักเกณฑ์เหตุหย่าตามกฎหมายไทยหรือไม่

นอกจากนี้ ศาลยังวินิจฉัยประเด็นสำคัญเกี่ยวกับค่าอุปการะเลี้ยงดู โดยเห็นว่าสิทธิและหน้าที่ในการอุปการะเลี้ยงดูระหว่างสามีภริยาเกิดจากสถานะการสมรส และย่อมสิ้นสุดลงเมื่อการสมรสสิ้นสุดลง ไม่ใช่เมื่อคู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งสมรสใหม่ศาลจึงแก้คำพิพากษาให้โจทก์ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูแก่จำเลย จนกว่าการสมรสระหว่างคู่ความจะสิ้นสุดลง

คำพิพากษานี้ยืนยันว่า แม้คู่สมรสจะเป็นชาวต่างชาติแต่เมื่อฟ้องคดีในประเทศไทย ศาลไทยต้องพิจารณาเหตุหย่าตาม หลักกฎหมายที่เกี่ยวข้อง และหน้าที่อุปการะเลี้ยงดูระหว่างคู่สมรสยังคงมีอยู่ตราบใดที่การสมรสยังไม่สิ้นสุดโดยไม่อาจกำหนด ให้สิทธิดังกล่าวสิ้นสุดเพราะการสมรสใหม่ของคู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4685/2540

หากการหย่าเป็นเพราะเพราะความผิดของคู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งแต่เพียงฝ่ายเดียว และการหย่านั้นจะทำให้อีกฝ่าย หนึ่งยากจนลง เพราะไม่มีรายได้จากทรัพย์สินหรือจากการงานที่เคยทำอยู่ระหว่างสมรส สามารถขอให้ฝ่ายที่ต้อง รับผิดจ่ายค่าเลี้ยงชีพให้ได้ โดยศาลจะใช้ดุลยพินิจในการพิจารณาการให้

เมื่อพฤติการณ์รายได้หรือฐานะของคู่สมรสเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม คู่สมรสฝ่ายที่จ่ายค่าเลี้ยงชีพให้คู่สมรสอีกฝ่าย หนึ่งกลับมีสภาพ ฐานะทางเศรษฐกิจด้อยกว่า ศาลมีอำนาจสั่งแก้ไขในเรื่องค่าเลี้ยงชีพ โดยสามารถให้คู่สมรส ฝ่ายนั้นงดจ่ายค่าเลี้ยงชีพแก่อีกฝ่ายได้

บทความน่าสนใจ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4685/2540 โจทก์และจำเลยหย่ากันโดยทำสัญญาประนีประนอมยอมความ และศาลพิพากษา ตามยอม ให้จำเลยจ่ายค่าเลี้ยงชีพแก่โจทก์เป็นจำนวนร้อยละ 35 ของเงินเดือนทุกเดือนตลอดไป ต่อมาจำเลย ได้ปฏิบัติตามข้อตกลง ดังกล่าว เป็นเวลานานกว่า 14 ปี ก่อนยื่นคำร้องขอให้งดการจ่ายค่าเลี้ยงชีพ โดยอ้างว่าฐานะ ทางการเงินของทั้งสองฝ่าย เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม อย่างมาก

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อตกลงให้จ่ายค่าเลี้ยงชีพหลังการหย่าเป็นการขยายหน้าที่อุปการะเลี้ยงดู ระหว่างสามีภริยา ออกไปภายหลัง การสมรสสิ้นสุดลง ซึ่งไม่ขัดต่อกฎหมายและมีผลใช้บังคับได้ อย่างไรก็ตาม กฎหมายเปิดโอกาส ให้ศาลพิจารณาแก้ไขภาระ ดังกล่าวได้ หากปรากฏว่าฐานะ รายได้ หรือความสามารถในการเลี้ยงชีพ ของคู่กรณี เปลี่ยนแปลงไปเมื่อพิจารณาข้อเท็จจริงแล้ว ศาลพบว่า โจทก์มีทรัพย์สินหลายรายการ และมีฐานะทางเศรษฐกิจดีขึ้น กว่าขณะหย่า ขณะที่จำเลยมีรายได้จากเงินเดือนเป็นหลัก ต้องรับภาระเลี้ยงดูครอบครัวใหม่และมีหนี้สินจำนวนหนึ่ง ส่งผลให้ปัจจุบัน จำเลยมีฐานะด้อยกว่าโจทก์

ศาลฎีกาจึงวางหลักสำคัญว่า ค่าเลี้ยงชีพหลังหย่าแม้จะกำหนดไว้โดยสัญญาหรือคำพิพากษาตามยอม ก็ไม่ใช่สิทธิที่ เปลี่ยนแปลงไม่ได้ ตลอดกาล หากสภาพเศรษฐกิจของคู่กรณีเปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยสำคัญ ศาลย่อมมีอำนาจแก้ไข หรือเพิกถอนภาระดังกล่าวได้ และในคดีนี้ได้สั่งให้จำเลยงดจ่ายค่าเลี้ยงชีพแก่โจทก์ต่อไป.

ที่มา : http://deka.supremecourt.or.th

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4959/2552

หากคู่สมรสฝ่ายหนึ่งมีความสามารถที่จะอุปการะเลี้ยงดูแล้วไม่อุปการะเลี้ยงดู คู่สมรสอีกฝ่ายย่อมมีสิทธิฟ้องหย่าได้ แต่ถ้าไม่ได้มีการฟ้องหย่า ก็ยังคงสามารถฟ้องขอค่าอุปการะเลี้ยงดูได้ ค่าอุปการะเลี้ยงดูระหว่างสามีภริยา สามารถเรียกจากกันได้หากฝ่ายที่ควรได้รับอุปการะเลี้ยงดูไม่ได้รับการอุปการะเลี้ยงดูหรือได้รับการอุปการะเลี้ยงดูไม่เพียงพอในการเลี้ยงชีพ

บทความน่าสนใจ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4959/2552 คดีนี้โจทก์และจำเลยยังเป็นสามีภริยากันตามกฎหมาย แต่แยกกันอยู่ตั้งแต่ปี 2539 เนื่องจากจำเลยทำร้ายร่างกายโจทก์และไปอยู่กินกับหญิงอื่น ต่อมาจำเลยเลิกส่งเงินเลี้ยงดูหลังเกษียณอายุราชการ ขณะที่โจทก์เป็นแม่บ้านไม่มีอาชีพและไม่มีรายได้จึงฟ้องเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดู

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ป.พ.พ. มาตรา 1461 วรรคสอง และมาตรา 1598/38 กำหนดให้สามีภริยาต้องช่วยเหลือ อุปการะเลี้ยงดูกันตามฐานะและความสามารถ หากฝ่ายที่ควรได้รับไม่ได้รับการเลี้ยงดูย่อมมีสิทธิฟ้องเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูได้ แม้มิได้ฟ้องหย่า

เมื่อการแยกกันอยู่มิใช่ความผิดของโจทก์ และโจทก์ไม่มีรายได้ส่วนจำเลยยังมีรายได้จากบำนาญ และมีความสามารถใน การอุปการะเลี้ยงดู ศาลจึงเห็นว่าโจทก์มีสิทธิได้รับค่าอุปการะเลี้ยงดู และกำหนดจำเลยชำระเดือนละ 3,500 บาท นับแต่วันฟ้อง เป็นต้นไป

ที่มา : http://deka.supremecourt.or.th

คดีหย่า-เหตุหย่า

การสมรสซ้อนจากต่างแดน ศาลฎีกาวินิจฉัยการสมรสเป็นโมฆะ ไม่อาจเรียกค่าเลี้ยงดูได้

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 218/2562

เมื่อความรักข้ามชาติกลายเป็นปมทางกฎหมายที่ซับซ้อน คดีนี้เปิดประเด็นสำคัญว่าการสมรสในต่างประเทศซึ่งขัดกับกฎหมายแห่งถิ่นสัญชาติของคู่สมรสฝ่ายหนึ่ง จะมีผลสมบูรณ์ในไทยหรือไม่ และเมื่อสมรสกลายเป็นโมฆะ ฝ่ายใดมีสิทธิในทรัพย์สินหรือค่าเลี้ยงดูบ้าง คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 218/2562 เป็นกรณีตัวอย่างที่สะท้อนการใช้กฎหมายขัดกันและหลักสุจริตในชีวิตคู่ข้ามพรมแดนโดยมีทรัพย์สินมูลค่าสูงเป็นเดิมพัน

บทความน่าสนใจ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 218/2562 คดีนี้เป็นข้อพิพาทระหว่างคู่สมรสชาวต่างชาติ เมื่อโจทก์หญิงชาวลิทัวเนีย สัญชาติ ไอร์แลนด์  ฟ้องหย่าสามีชาวไอร์แลนด์พร้อมขอแบ่งห้องชุดที่ถือกรรมสิทธิ์ร่วมกัน รวมทั้งเรียกค่าเลี้ยงดูและค่าทดแทน อย่างไรก็ตาม จำเลยต่อสู้ว่าการสมรสดังกล่าวเป็นโมฆะ เนื่องจากขณะจดทะเบียนสมรสกับโจทก์ ตนยังมีคู่สมรสโดยชอบด้วยกฎหมายไอร์แลนด์อยู่

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีต้องอยู่ภายใต้พระราชบัญญัติว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พ.ศ. 2481 โดยการหย่าต้องเป็นไปตามกฎหมายสัญชาติของคู่สมรส เมื่อขณะนั้นกฎหมายไอร์แลนด์ยังไม่อนุญาตให้หย่า จำเลยจึงยังไม่พ้นจากการสมรสเดิม แม้จะมีคำพิพากษาหย่าจากสาธารณรัฐโดมินิกันก็ตาม ส่วนเงื่อนไขแห่งการสมรสต้องพิจารณาตามกฎหมายสัญชาติของคู่สมรสแต่ละฝ่าย แต่เมื่อคู่ความไม่สามารถพิสูจน์กฎหมายต่างประเทศได้ ศาลจึงนำกฎหมายไทยมาใช้ ซึ่งห้ามบุคคลทำการสมรสขณะยังมีคู่สมรสอยู่ การสมรสระหว่างโจทก์และจำเลย จึงเป็นการสมรสซ้อนและตกเป็นโมฆะ ไม่ก่อให้เกิดสินสมรสตามกฎหมาย

นอกจากนี้ โจทก์ทราบข้อเท็จจริงเรื่องการมีคู่สมรสเดิมของจำเลยอยู่แล้ว จึงไม่ถือเป็นคู่สมรสโดยสุจริต ไม่มีสิทธิเรียกค่าทดแทน หรือค่าเลี้ยงชีพ อย่างไรก็ดีห้องชุดพิพาทซึ่งมีชื่อทั้งสองฝ่ายเป็นเจ้าของร่วมกัน แม้ไม่ใช่สินสมรส แต่ยังคงเป็นทรัพย์สินร่วม ที่ต้องแบ่งกรรมสิทธิ์กันคนละครึ่ง.

ศาลฎีกาชี้พฤติกรรมบีบบังคับทางเพศ เป็นเหตุหย่าร้ายแรง

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 302/2559

หลายคนเข้าใจว่าการอยู่กินกันฉันสามีภริยาต้องมีความสัมพันธ์ทางเพศเป็นเรื่องปกติ แต่หากความสัมพันธ์นั้นเกิดจากการบีบบังคับ ไม่ยินยอม หรือก่อให้เกิดความเจ็บปวดทางร่างกายและจิตใจ ย่อมไม่ใช่หน้าที่ของคู่ชีวิตอีกต่อไป คดีนี้ศาลฎีกาได้ย้ำหลักสำคัญว่า ความสัมพันธ์ทางเพศต้องอยู่บนพื้นฐานของความยินยอมเสมอ และการกระทำที่ละเมิดความยินยอมเช่นนั้นเป็น “เหตุหย่าร้ายแรง” ที่กฎหมายรองรับ พร้อมวางแนวปฏิบัติเรื่องการแบ่งสินสมรสและสิทธิเรียกร้องค่าทดแทนอย่างชัดเจน

บทความน่าสนใจ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 302/1559 เป็นกรณีที่โจทก์หญิงฟ้องหย่าจำเลย สามีซึ่งบังคับให้โจทก์ร่วมประเวณีแทบทุกวัน หากโจทก์ไม่ยินยอม จำเลยจะเรียกบุตรที่ยังเป็นผู้เยาว์มาฟังคำด่าทอ จนโจทก์ยอมร่วมประเวณีเพื่อไม่ให้บุตร ได้รับผลกระทบนอกจากนี้ เมื่อโจทก์ป่วยเป็นมดลูกอักเสบ จำเลยทราบดีแต่ยังคงบังคับร่วมประเวณีต่อไป ทำให้โจทก์ต้องหนีออกจากบ้านหลายครั้ง แม้จำเลยจะรับปากว่าจะเลิกพฤติกรรมดังกล่าว แต่ก็ยังคงกระทำซ้ำ

คดีนี้ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้สามีภริยามีหน้าที่อยู่กินด้วยกันฉันสามีภริยาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1461 วรรคหนึ่ง แต่การร่วมประเวณีต้องเกิดจากความยินยอมของทั้งสองฝ่าย ไม่ใช่สิทธิที่ฝ่ายหนึ่งจะบังคับอีกฝ่ายได้ หากบังคับ หรือขืนใจย่อมเป็นความผิดตามกฎหมายอาญาได้

ศาลเห็นว่า การที่โจทก์ยอมร่วมประเวณีเพราะถูกกดดันด้วยการนำบุตรมาเป็นเครื่องมือ ไม่ถือเป็นการยินยอม โดยสมัครใจ พฤติการณ์ของจำเลยจึงเป็นการทำร้ายและทรมานจิตใจโจทก์อย่างร้ายแรง เป็นเหตุหย่าตามประมวล กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 (3) และยังเป็นการประพฤติตนเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยาอย่างร้ายแรงตามมาตรา 1516 (6) อีกด้วย

ศาลฎีกาชี้ เรียกค่าทดแทนจากหญิงชู้ ต้องมีคำพิพากษา ไม่ใช่แค่ยอมความ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8943/2557

เมื่อภรรยาจับได้ว่าสามีมีหญิงอื่น เธอเลือกใช้สิทธิทางกฎหมายด้วยการฟ้องหย่า พร้อมเรียกค่าทดแทนจากหญิงคนดังกล่าว แต่ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การหย่าที่เกิดจาก “การยอมความ” ไม่ใช่ “คำพิพากษา” ตามเหตุหย่าที่บัญญัติไว้ในกฎหมาย จึงไม่สามารถเรียกค่าทดแทนจากหญิงชู้ได้ แม้จะรู้กันทั้งบ้านทั้งเมืองว่าใครเป็นต้นเหตุของการเลิกรา คำพิพากษานี้กลายเป็นบรรทัดฐานสำคัญสำหรับผู้ที่คิดจะเรียกค่าทดแทนจากบุคคลที่เข้ามาทำลายชีวิตสมรส

บทความน่าสนใจ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8943/2557 โจทก์ซึ่งเป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของนายนพดล ทราบว่าสามีมีความสัมพันธ์ฉันชู้สาว กับจำเลยจึงฟ้องหย่าต่อมาคู่สมรสได้ตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความและจดทะเบียนหย่า ตามคำพิพากษาตามยอมของศาลภายหลังการหย่า โจทก์ฟ้องเรียกค่าทดแทนจากจำเลยเป็นเงิน 500,000 บาท โดยอ้างว่าการเป็นชู้กับสามีของตนทำให้ได้รับความอับอายเสื่อมเสียชื่อเสียง และได้รับความทุกข์ทรมานทางจิตใจ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1523 วรรคหนึ่ง สิทธิเรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่น จะเกิดขึ้นได้ต่อเมื่อ ศาลพิพากษาให้หย่าเพราะเหตุมีชู้หรือร่วมประเวณีกับผู้อื่นตามมาตรา 1516 (1) แต่คดีนี้คู่สมรสหย่ากัน โดยสัญญาประนีประนอมยอมความ มิใช่การที่ศาลวินิจฉัยและพิพากษาให้หย่าเพราะเหตุมีชู้โดยตรง จึงไม่เข้าเงื่อนไขที่จะเรียกค่าทดแทนตามบทบัญญัติ ดังกล่าวได้ส่วนกรณีตามมาตรา 1523 วรรคสอง ซึ่งให้สิทธิเรียกค่าทดแทนจากบุคคลที่แสดงตนโดยเปิดเผยว่า มีความสัมพันธ์เชิงชู้สาวกับคู่สมรส แม้จะไม่ได้ฟ้องหย่าก็ตาม ศาลเห็นว่าโจทก์มิได้บรรยายข้อเท็จจริง ดังกล่าวไว้ในคำฟ้อง จึงไม่อาจยกเหตุนี้ขึ้นกล่าวอ้างภายหลังได้

คดีนี้จึงเป็นตัวอย่างสำคัญที่แสดงให้เห็นว่า แม้จะมีพฤติการณ์เป็นชู้จริงแต่การเรียกค่าทดแทนจะสำเร็จได้ก็ต่อเมื่อ ดำเนินคดี และบรรยายข้อเท็จจริงให้ครบถ้วนตาม เงื่อนไขที่กฎหมายกำหนดเท่านั้น.

ศาลยกฟ้องหย่า เพราะสามียังมีสัมพันธ์กับภริยา — ต้องจ่ายค่าเลี้ยงดู

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 272/2561

สามีหายจากบ้านทิ้งภริยาและลูกนานนับเดือน อ้างว่าอับอายภริยาตามไปรบกวนถึงห้องเรียนจึงขอฟ้องหย่า แต่กลับลืมว่าเขายังมีเพศสัมพันธ์กับภริยา และไม่เคยรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในบ้าน ศาลฎีกายืนยันว่าเพียงแค่ไม่พอใจหรืออึดอัดใจในชีวิตสมรส ไม่ใช่เหตุให้หย่าได้โดยชอบด้วยกฎหมายและเมื่อภริยาไม่มีรายได้ จึงมีสิทธิเรียกค่าเลี้ยงดูจากสามีได้ตามกฎหมายครอบครัว บทเรียนนี้ตอกย้ำว่า การหย่าต้องมีมูลเหตุชัดเจนและเป็นธรรมทั้งสองฝ่าย ไม่ใช่แค่การตีตัวออกห่างหรือสร้างความเข้าใจผิด

บทความน่าสนใจ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 272/2561 เป็นคดีที่สามีฟ้องหย่าภริยา อ้างว่าภริยาแสดงตนเป็นภริยาจนตนเองอับอาย ขาดความเป็นส่วนตัว และเสียชื่อเสียงทางวิชาชีพ แต่ภริยาแย้งว่าสามีเป็นฝ่ายละทิ้งครอบครัวโดยไม่ติดต่อใด ๆ และยังให้ภริยาลงชื่อกู้เงินเพื่อเปิดคลินิกโดยไม่บอกความจริง

ศาลพิจารณาข้อเท็จจริงว่า หลังจากสามีหายไปภริยาเป็นฝ่ายตามหาและยังคงมีเพศสัมพันธ์กัน แม้สามีจะอ้างว่าไม่เป็น “แบบสามีภริยา” แต่ศาลชี้ว่า หากไม่มีความยินยอมโดยเฉพาะจากฝ่ายชาย ย่อมเกิดสัมพันธ์กันไม่ได้ พฤติการณ์นี้จึงไม่เป็นเหตุหย่าตามกฎหมายในทางกลับกัน ภริยาไม่มีรายได้และต้องอุปการะเลี้ยงดูลูกสองคน จึงมีสิทธิได้รับค่าเลี้ยงดูเดือนละ 20,000 บาท ตามมาตรา 1461 วรรคสอง และ 1598/38 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ทั้งยังไม่ต้องชำระค่าขึ้นศาลในการฟ้องแย้งเรื่องค่าเลี้ยงดู

ศาลฎีกายืนตามศาลล่าง ให้ยกฟ้องหย่า และให้สามีชำระค่าเลี้ยงดูภริยา พร้อมคืนค่าขึ้นศาลส่วนฟ้องแย้ง

ขอบเขตของ “การละทิ้งร้าง” ภายใต้บทบัญญัติกฎหมายครอบครัว

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 157/2561

เมื่อภริยาเขียนหนังสือร้องเรียนสามีถึงผู้บังคับบัญชา อ้างว่าเขาคบชู้ เธอกลับถูกฟ้องหย่าในข้อหาทำให้ครอบครัวแตกแยก ละทิ้งร้าง และทำร้ายบุพการีของสามีคดีนี้ศาลฎีกาวางหลักสำคัญว่า การที่ภริยาออกจากบ้านไม่ใช่การละทิ้งร้าง หากเกิดจากสามีไม่ยอมให้เข้าบ้าน และการร้องเรียนเพราะหึงหวงสามีถือเป็นสิทธิที่พึงกระทำได้เพื่อปกป้องครอบครัว คดีนี้ยังตอกย้ำว่า การกระทำบางอย่างแม้ไม่เหมาะสม แต่ต้องพิจารณาให้เหมาะกับบริบทไม่ใช่เหตุหย่าทุกกรณี

บทความน่าสนใจ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 157/2561 คดีนี้โจทก์ฟ้องขอหย่าจากจำเลย โดยกล่าวหาว่าจำเลยละทิ้งร้างและทำร้ายมารดาของตน แต่ข้อเท็จจริงปรากฏว่าโจทก์มีความสัมพันธ์กับหญิงอื่นและยกย่องหญิงดังกล่าวเป็นภริยา ทำให้จำเลยใช้สิทธิตามกฎหมายร้องเรียนต่อผู้บังคับบัญชาของโจทก์และฟ้องเรียกค่าทดแทนจากหญิงดังกล่าว ซึ่งศาลฎีกาเคยพิพากษาให้ชดใช้เงินแก่จำเลยจำนวน 500,000 บาท

ต่อมาโจทก์เปลี่ยนกุญแจบ้านและไม่ยอมให้จำเลยกลับเข้าบ้าน เว้นแต่จะถอนเรื่องร้องเรียนส่งผลให้จำเลยไม่สามารถกลับไปอยู่ร่วมกันได้ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การแยกกันอยู่เกิดจากการที่โจทก์กีดกันมิให้จำเลยกลับเข้าบ้าน มิใช่การสมัครใจทอดทิ้งชีวิตสมรส จึงไม่เป็นการละทิ้งร้างเกินหนึ่งปีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 (4) ส่วนการที่จำเลยใช้นิ้วจิ้มและยันหน้าอกมารดาของโจทก์เพียงครั้งเดียว แม้ไม่เหมาะสม แต่ยังไม่ร้ายแรงถึงขั้นเป็นเหตุหย่าฐานประพฤติชั่วร้ายแรงหรือทำร้ายบุพการี

คำพิพากษานี้ยืนยันหลักสำคัญว่า การแยกกันอยู่ที่เกิดจากการถูกกีดกันไม่ให้กลับไปใช้ชีวิตร่วมกัน ไม่ถือเป็นการละทิ้งร้างตามกฎหมาย อีกทั้งการใช้สิทธิตามกฎหมายเพื่อคุ้มครองครอบครัวและรักษาสิทธิของตนในฐานะคู่สมรส ไม่อาจถือเป็นเหตุหย่าได้ ศาลฎีกาจึงพิพากษายืนให้ยกฟ้อง

คดีหย่า-การหย่ากับชาวต่างชาติ

การหย่าระหว่างคู่สมรสต่างสัญชาติ: ภาระการพิสูจน์กฎหมายต่างประเทศตาม พ.ร.บ.ขัดกันฯ มาตรา 27

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9681/2557

คดีนี้เป็นตัวอย่างสำคัญของการใช้กฎหมายขัดกันของไทยในกรณีคู่สมรสต่างสัญชาติ หากมีการฟ้องคดีหย่ากับชาวต่างชาติในศาลไทยต้องนำสืบว่ากฎหมายแห่งสัญชาติของคู่สมรสยอมให้หย่าได้หรือไม่ ซึ่งเป็น “ข้อเท็จจริงทางกฎหมาย” ที่คู่ความต้องนำสืบ

บทความน่าสนใจ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9681/2557  เมื่อปรากฏว่าจำเลยมีสัญชาติแอลจีเรีย การฟ้องหย่าตามกฎหมายไทยจำต้องผ่านเงื่อนไข ของ พ.ร.บ.ว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พ.ศ. 2481 มาตรา 27 ซึ่งบัญญัติว่า ศาลไทยจะไม่พิพากษาให้หย่ากัน เว้นแต่กฎหมายสัญชาติของสามีหรือภริยาทั้งสองฝ่ายยอมให้หย่าได้ดังนั้นก่อนที่ศาลจะพิจารณาเหตุหย่า ตามกฎหมายไทย จำเป็นต้องรู้ก่อนว่า กฎหมายแอลจีเรียอนุญาตให้คู่สมรสหย่ากันได้หรือไม่  ซึ่งเป็นข้อเท็จจริง ที่โจทก์ต้องพิสูจน์เอง เพราะกฎหมายต่างประเทศไม่ใช่สิ่งที่ศาลไทยรับรู้ได้โดยปกติ

ในคดีนี้ โจทก์ไม่ได้นำสืบกฎหมายแอลจีเรียเลย ศาลชั้นต้นจึงยกฟ้อง และศาลฎีกายืนยันคำพิพากษาดังกล่าว โดยให้ เหตุผลว่า แม้จำเลยจะขาดนัดยื่นคำให้การศาลก็มีหน้าที่ตรวจสอบเงื่อนไขตามมาตรา 27 ก่อน และเมื่อไม่มีพยาน หลักฐานใดแสดงว่า กฎหมายแอลจีเรียอนุญาตให้หย่าได้ ศาลไทยไม่อาจพิพากษาให้หย่าได้แม้จะมีเหตุหย่าตาม กฎหมายไทยก็ตาม

ข้อโต้แย้งของโจทก์ที่ว่า “จำเลยต้องพิสูจน์เพราะเป็นผู้ได้รับประโยชน์จากกฎหมายต่างประเทศ” ไม่รับฟัง เนื่องจากผู้ที่ ต้องการให้ศาลพิพากษาต้องเป็นฝ่ายพิสูจน์ข้อเท็จจริงดังกล่าวเอง และการอ้างกฎหมายไทยแทน กฎหมายแอลจีเรีย ไม่ได้ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง

กฎหมายสัญชาติสามีภริยาและขอบเขตการทิ้งร้าง

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1292/2558

คดีนี้เป็นตัวอย่างสำคัญของการใช้กฎหมายว่าด้วยการขัดกันของกฎหมายในคดีครอบครัวระหว่างคู่สมรสต่างสัญชาติการหย่ากับชาวต่างชาติ ศาลไม่อนุญาตให้หย่าขาดขาดกัน ยกเว้นกฎหมายสัญชาติของสามีหรือภรรยาทั้งสองฝ่ายยอมให้หย่าได้ ตามมาตรา 27 แห่ง พ.ร.บ.ว่าด้วยการขัดกันของกฎหมาย พ.ศ. 2481

บทความน่าสนใจ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่1292/2558 ในคดีนี้แม้โจทก์เป็นชาวอังกฤษและไม่มีผู้เชี่ยวชาญกฎหมายอังกฤษมาเบิกความ แต่เมื่อ จำเลยไม่ได้โต้แย้งว่ากฎหมายอังกฤษอนุญาตให้หย่าได้ ศาลจึงรับฟังข้อเท็จจริงดังกล่าว และมีอำนาจวินิจฉัย เหตุหย่าตามกฎหมายไทย ประเด็นสำคัญอยู่ที่เหตุหย่าฐานทิ้งร้างตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 (4) ซึ่งต้องมีการละทิ้งคู่สมรสโดยมีเจตนา ไม่ประสงค์จะอยู่กินฉันสามีภริยาต่อไป และต้องไม่มีเหตุจำเป็น หรือเหตุสมควรรองรับ การแยกกันอยู่เพียงอย่างเดียวจึงไม่เพียงพอ ที่จะถือเป็นการทิ้งร้าง

ในคดีนี้ โจทก์ไม่สามารถพิสูจน์เจตนาทิ้งร้างของจำเลยได้ โดยพยานที่นำสืบเป็นเพียงพยานบอกเล่า ขณะที่ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าก่อน  สมรสทั้งสองฝ่ายตกลงกันว่าจะใช้ชีวิตบั้นปลายในประเทศไทย แต่ภายหลังโจทก์กลับไม่ประสงค์จะกลับมาอยู่ประเทศไทยอีก การที่จำเลยเดินทางกลับประเทศไทยจึงเป็นการปฏิบัติตามข้อตกลงเดิม มิใช่การละทิ้งชีวิตสมรส เมื่อเหตุหย่าไม่สำเร็จ โจทก์จึงไม่อาจอ้างเหตุดังกล่าวเพื่อขอแบ่งสินสมรสได้ 

ศาลฎีกาพิพากษายกฟ้อง และให้โจทก์ เป็นผู้รับผิดค่าฤชาธรรมเนียมทั้งหมด.

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1869/2566 

คดีดังกล่าวเป็นคดีหย่าระหว่างคู่สมรสต่างสัญชาติ โดยโจทก์เป็นคนไทย ส่วนจำเลยเป็นคนสัญชาติอังกฤษ ประเด็นสำคัญ ของคดีนี้ไม่ใช่เพียงว่ามีเหตุหย่าตามกฎหมายไทยหรือไม่ แต่ยังต้องพิจารณาด้วยว่ากฎหมายสัญชาติของคู่สมรสฝ่ายต่างชาติอนุญาตให้หย่าได้หรือไม่

บทความน่าสนใจ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1869/2566  คดีนี้โจทก์ฟ้องขอหย่าจากจำเลย โดยอ้างว่าจำเลยทอดทิ้งโจทก์และบุตรผู้เยาว์ ไม่อุปการะ เลี้ยงดูและมีพฤติการณ์เป็นเหตุหย่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 พร้อมทั้งขอให้บุตรผู้เยาว์อยู่ใน ความปกครองของโจทก์แต่เพียงผู้เดียว

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์และจำเลยหย่าขาดจากกัน แต่เมื่อคดีขึ้นสู่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ ศาลเห็นว่า คดีนี้เป็นการหย่า ระหว่างคนไทยกับคนสัญชาติอังกฤษ จึงอยู่ภายใต้พระราชบัญญัติว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พ.ศ. 2481 มาตรา 27 ซึ่งกำหนดว่า ศาลไทยจะพิพากษาให้หย่าได้ ต่อเมื่อกฎหมายสัญชาติของสามีและภริยาทั้งสองฝ่ายยอมให้หย่าได้ ส่วนเหตุหย่าให้ใช้กฎหมายแห่งถิ่นที่ยื่นฟ้อง คือกฎหมายไทย ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า กฎหมายของต่างประเทศถือเป็นข้อเท็จจริง ไม่ใช่สิ่งที่ศาลไทยต้องรู้เองโจทก์จึงมีภาระต้องนำสืบว่ากฎหมายอังกฤษซึ่งเป็นกฎหมายสัญชาติของจำเลย ยอมให้คู่สมรสหย่ากันได้ เมื่อโจทก์ไม่ได้นำสืบข้อเท็จจริงดังกล่าว ศาลไทยจึงไม่อาจพิพากษาให้หย่ากันได้ แม้จำเลยจะไม่ได้ยกข้อต่อสู้นี้ไว้ก็ตาม เพราะเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ของประชาชน ศาลสามารถยกขึ้นวินิจฉัยเองได้

คำพิพากษานี้วางหลักว่า ในคดีหย่าที่คู่สมรสมีสัญชาติต่างกัน ผู้ฟ้องหย่าต้องพิสูจน์ให้ได้ว่า กฎหมายสัญชาติของคู่สมรส ทั้งสองฝ่ายยอมให้หย่าได้และต้องมีเหตุหย่าตามกฎหมายไทยซึ่งเป็นกฎหมายแห่งถิ่นที่ฟ้อง หากไม่นำสืบกฎหมายต่างประเทศ ศาลไทยไม่อาจพิพากษาให้หย่าได้

คดีหย่า-แบ่งสินสมรส

หย่าแล้วฟ้องแบ่งทรัพย์เพิ่มไม่ได้ หากเคยตกลงชัดเจนท้ายทะเบียนหย่า

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7860/2559

ในคดีหย่าหลายคนเข้าใจว่าแม้มีการตกลงแบ่งทรัพย์สินไว้ ก็ยังสามารถฟ้องขอแบ่งทรัพย์สินอื่นที่ไม่ระบุไว้ภายหลังได้ แต่คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7860/2559 ยืนยันหลักกฎหมายว่า หากมีการตกลงแบ่งทรัพย์สินไว้ชัดเจนท้ายทะเบียนหย่าแล้ว คู่หย่าไม่มีสิทธิฟ้องเรียกทรัพย์สินอื่นได้อีก เพราะถือว่าเป็น “สัญญาประนีประนอมยอมความ” ซึ่งมีผลทากฎหมายผูกพันทั้งสองฝ่าย บทความนี้จะสรุปสาระสำคัญของคดีและผลทางกฎหมายของการตกลงแบ่งทรัพย์สินเมื่อหย่า

บทความน่าสนใจ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7860/2559 ตามคดีนี้ โจทก์และจำเลยได้จดทะเบียนหย่าโดยทำบันทึกข้อตกลง ท้ายทะเบียน หย่าเรื่องทรัพย์สิน ไว้อย่างชัดเจน โดยจำเลยยอมยกบ้านและที่ดินให้ โอนรถยนต์ให้โจทก์ 2 คัน จ่ายเงินให้อีก 3,500,000 บาท รับภาระหนี้สินทั้งหมด และรับสิทธิดูแลบุตรผู้เยาว์ 3 คน ซึ่งจำเลยได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขครบถ้วนแล้ว โดยมีพยาน คนกลาง และนายทะเบียนร่วมลงลายมือชื่อ

ต่อมาโจทก์ได้ยื่นฟ้องขอแบ่งสินสมรสเพิ่มเติมอีกหลายรายการ (รวมมูลค่ากว่า 47 ล้านบาท) โดยอ้างว่าบันทึกข้อตกลง นั้นไม่มีข้อความ ระบุว่า “ไม่ติดใจเรียกร้องทรัพย์สินอื่นอีก” ศาลฎีกาพิจารณาแล้วเห็นว่า ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1532 (ก) มีจุดมุ่งหมายให้จัด การแบ่ง ทรัพย์สินให้เสร็จสิ้นก่อนแยกจากกัน ข้อตกลงท้ายทะเบียน หย่าดังกล่าวจึงเป็นสัญญาแบ่ง ทรัพย์สินและเป็น “สัญญาประนีประนอม ยอมความ” ตามมาตรา 850 ที่ต่างฝ่ายต่างยอมผ่อนผันให้แก่กัน แม้จะไม่ ระบุข้อความตัดสิทธิ์ทรัพย์สินอื่นไว้ แต่เมื่อข้อเท็จจริงฟัง ได้ว่าเจรจาเสร็จสิ้นแล้ว ย่อมมีผลทำให้สิทธิเรียกร้อง ในทรัพย์สิน อื่น ๆ ที่ยอมสละนั้นระงับสิ้นไปทันทีตามมาตรา 852

ศาลฎีกาจึงพิพากษายืนให้ ยกฟ้องโจทก์ เนื่องจากข้อตกลงท้ายทะเบียนหย่ามีผลผูกพันเป็นสัญญาประนีประนอม ยอมความที่เสร็จเด็ด ขาดแล้ว โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องร้องเพื่อขอแบ่งทรัพย์สินอื่น ๆ นอกเหนือจากที่ตกลงกันไว้ได้อีก

สมรสยังไม่สิ้น โอนทรัพย์ไม่ได้ ศาลเพิกถอนการโอนที่ดินระหว่างเครือญาติ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 269/2531

เมื่อสามีภริยายังไม่ได้จดทะเบียนหย่าตามกฎหมาย แม้จะมีข้อตกลงหย่าและแบ่งทรัพย์สินไว้ ก็ยังไม่ทำให้ทรัพย์สิน พ้นจากสถานะ “สินสมรส” หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งโอนทรัพย์ให้บุคคลอื่นโดยไม่รับความยินยอม อีกฝ่ายมีสิทธิฟ้องเพิกถอนได้ โดยเฉพาะเมื่อผู้รับโอนเป็นญาติใกล้ชิด และมีพฤติการณ์ไม่สุจริต คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 269/2531 เป็นตัวอย่างสำคัญ ที่แสดงให้เห็นถึง หลักการคุ้มครอง สิทธิของคู่สมรสในสินสมรส แม้ยังไม่มีการหย่าอย่างสมบูรณ์

บทความน่าสนใจ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 269/2531 ในคดีนี้ โจทก์และจำเลยที่ 1 ได้ทำหนังสือตกลงหย่าและตกลงยกที่ดินพิพาทให้แก่ โจทก์ แต่ทั้งสองไม่ได้ไปจดทะเบียนหย่าตามกฎหมาย ต่อมาจำเลยที่ 1 กลับโอนที่ดินดังกล่าวให้จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็น น้องเขย โดยแจ้งต่อเจ้าพนักงานว่าตนเป็นม่าย โจทก์จึงฟ้องขอเพิกถอนการโอนและขอให้โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินเป็นชื่อตน

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้หนังสือตกลงหย่าและแบ่งทรัพย์สินจะจัดทำขึ้นโดยชอบ แต่เมื่อการหย่ายังไม่ได้จดทะเบียน การหย่าย่อมไม่มีผลสมบูรณ์ตามกฎหมาย ข้อตกลงเรื่องการแบ่งทรัพย์สินซึ่งเกี่ยวเนื่องกับการหย่าจึงยังไม่มีผลบังคับ ที่ดินพิพาทจึงยังคงมีสถานะเป็น สินสมรส และโจทก์ไม่อาจอ้างสิทธิเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ แต่เพียงผู้เดียวตามข้อตกลง ดังกล่าวได้อย่างไรก็ตาม ในฐานะคู่สมรสโจทก์ยังคงมีสิทธิในสินสมรสกึ่งหนึ่ง การที่จำเลยที่ 1 โอนที่ดินโดยไม่ได้รับ ความยินยอมจากโจทก์ และจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นญาติใกล้ชิดทราบถึงความสัมพันธ์ระหว่างคู่สมรสและข้อพิพาท เกี่ยวกับทรัพย์สินอยู่แล้ว ย่อมถือว่าเป็นผู้รับโอนโดยไม่สุจริต

ศาลฎีกาจึงพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดินระหว่างจำเลยทั้งสอง และให้โอนกรรมสิทธิ์กลับคืน เป็นชื่อจำเลยที่ 1 ตามเดิม โดยวางหลักว่าตราบใดที่การหย่ายังไม่สมบูรณ์ สินสมรสย่อมยังคงมีอยู่และคู่สมรส ฝ่ายหนึ่งไม่อาจอาศัยข้อตกลง หย่าที่ยังไม่มีผลบังคับมาอ้างสิทธิเป็นเจ้าของทรัพย์สินแต่เพียงผู้เดียวได้.

อยู่กินก่อนแต่ง แบ่งทรัพย์ได้ไหม 

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4382/2540

หลายคู่ชีวิตในสังคมไทยเริ่มต้นจากการ “อยู่ก่อนแต่ง” โดยยังไม่ได้จดทะเบียนสมรส แต่ระหว่างนั้นก็ช่วยกันสร้างตัว และซื้อทรัพย์สินร่วมกัน เช่น บ้าน ที่ดิน หรือกิจการ ต่อมาเมื่อความสัมพันธ์สิ้นสุดลง หลายคนสงสัยว่า หากทรัพย์นั้น เป็นชื่อของอีกฝ่ายตนยังมีสิทธิในทรัพย์หรือไม่ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4382/2540 ให้คำตอบชัดเจนว่า แม้ทรัพย์สิน จะถูกซื้อในช่วงก่อนจดทะเบียนสมรส ก็สามารถฟ้องขอแบ่งได้ หากพิสูจน์ได้ว่าเป็นทรัพย์ที่ได้มาร่วมกันจริงตามหลัก กรรมสิทธิ์รวม

บทความน่าสนใจ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4382/2540 โจทก์และจำเลยอยู่กินกันฉันสามีภริยาก่อนจดทะเบียนสมรส และร่วมกันซื้อที่ดินโดยใส่ชื่อจำเลยเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ ต่อมาเมื่อแยกกันอยู่ โจทก์ขอแบ่งที่ดินแต่จำเลยไม่ยินยอมจึงฟ้องคดี

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่ดินดังกล่าวเป็นทรัพย์ที่ได้มาร่วมกันก่อนสมรส จึงเป็นกรรมสิทธิ์รวมของคู่กรณี ไม่ใช่สินสมรส การจดทะเบียนสมรสภายหลังไม่ทำให้ทรัพย์ดังกล่าวกลายเป็นสินสมรส ดังนั้น โจทก์ย่อมมีสิทธิฟ้องขอแบ่งทรัพย์สิน ที่เป็นกรรมสิทธิ์รวมได้ตามมาตรา 1363 และไม่เป็นการฟ้องเกี่ยวกับทรัพย์สินระหว่างสามีภริยาที่กฎหมายห้ามไว้

แม้ถูกฟ้องหย่าก็มีสิทธิฟ้องแย้งขอแบ่งทรัพย์สินได้การหย่า

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4650/2545

การหย่าไม่ใช่แค่เรื่องความสัมพันธ์ที่สิ้นสุด แต่ยังหมายถึงการจัดการทรัพย์สินร่วมให้เรียบร้อยด้วย คำพิพากษาศาลฎีกา นี้ย้ำชัดว่า แม้แต่ฝ่ายถูกฟ้องหย่าก็มีสิทธิฟ้องแย้งขอแบ่งทรัพย์สินได้ เพื่อให้ปัญหาทรัพย์สินจบไปพร้อมกับการเลิกสมรส และยังให้แนวทาง การพิจารณาทรัพย์สินที่ปะปนระหว่าง “สินสมรส” กับ “สินส่วนตัว” ได้อย่างชัดเจน

บทความน่าสนใจ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4650/2545 ในคดีนี้ โจทก์ฟ้องหย่าจำเลยและขอแบ่งสินสมรส ส่วนจำเลยฟ้องแย้งขอแบ่ง ทรัพย์สินบางส่วน ที่โจทก์ไม่ได้ระบุในคำฟ้อง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อมีการฟ้องหย่าและขอแบ่งสินสมรสแล้ว คู่สมรสอีกฝ่าย ย่อมมีสิทธิฟ้องแย้งขอ แบ่งสินสมรสรายการอื่นได้ แม้จะไม่ใช่ทรัพย์สินที่ระบุไว้ในคำฟ้องเดิม เพื่อให้การแบ่งทรัพย์สิน เสร็จสิ้นไปพร้อมกับการหย่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1532

ในประเด็นการแบ่งสินสมรส ศาลพิจารณาว่า กิจการร้านเสริมสวยเริ่มต้นก่อนสมรส ถือเป็น สินส่วนตัวของทั้งสองฝ่าย ตามสัดส่วนเงิน ลงทุน รายได้จากร้านหลังแต่งงานกลายเป็น สินสมรส และเมื่อเงินฝากในบัญชีปะปนกันจนแยกไม่ออก ศาลจึงถือว่าทั้งหมดเป็นสิน สมรส ตาม มาตรา 1471 วรรคท้าย และกรณีที่โจทก์ถอนเงินบางส่วนหลังวันฟ้อง แต่จำเลยไม่โต้แย้งศาลจึงถือจำนวนเงินตามความจริง ที่คงเหลือเป็นฐานในการแบ่ง

คู่สมรสขอแบ่งทรัพย์สินขายสินสมรสก่อนจดทะเบียนหย่าได้หรือไม่

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3961/2535

หลายคนเข้าใจว่า หากคู่สมรสนำทรัพย์สินไปขายโดยไม่ขออนุญาตอีกฝ่าย จะสามารถฟ้องร้องเรียกเงินคืนได้ทันที แต่คำพิพากษาศาลฎีกานี้ชี้ให้เห็นว่า “การแบ่งสินสมรส” จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีการ “หย่าขาด” อย่างถูกต้องตามกฎหมายเท่านั้น แม้คู่สมรสจะขายทรัพย์สินไปโดยไม่ชอบ แต่ถ้ายังไม่ได้หย่าก็ยังไม่มีสิทธิเรียกเงินที่ขายทรัพย์สินนั้นมาแบ่ง

บทความน่าสนใจ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3961/2535 โจทก์และจำเลยที่ 1 เป็นสามีภริยาโดยชอบด้วยกฎหมาย ต่อมาจำเลยที่ 1 ได้นำรถยนต์ซึ่ง เป็นสินสมรสไปขายให้แก่จำเลยที่ 2 ในราคา 50,000 บาท โดยไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์โจทก์จึงฟ้องขอเพิกถอนการโอน หรือให้จำเลยทั้งสองชำระเงิน 25,000 บาท อันเป็นส่วนแบ่งจากราคาขายรถยนต์

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อคู่สมรสไม่ได้ทำสัญญาเกี่ยวกับทรัพย์สินไว้เป็นพิเศษ ความสัมพันธ์ด้านทรัพย์สินย่อมอยู่ ภายใต้บทบัญญัติ เรื่องทรัพย์สินระหว่างสามีภริยา โดยมาตรา 1533 กำหนดให้แบ่งสินสมรสได้เมื่อมีการหย่าเท่านั้น และมาตรา 1534 บัญญัติว่า หากคู่สมรสฝ่ายหนึ่งจำหน่ายสินสมรสไปโดยไม่ได้รับความยินยอมให้ถือเสมือนว่าทรัพย์สินนั้นยังคงมีอยู่เพื่อรอการแบ่งภายหลัง แม้จำเลยที่ 1 จะขายรถยนต์ซึ่งเป็นสินสมรสไปแล้ว แต่กฎหมายถือ เสมือนว่ารถยนต์ยังคงมีอยู่เพื่อประโยชน์ ในการแบ่งสินสมรสเมื่อมีการหย่าในอนาคต ดังนั้น ขณะที่คู่สมรสยังไม่ได้หย่ากัน โจทก์จึงยังไม่มีสิทธิเรียกร้อง ส่วนแบ่งสินสมรสเป็นตัวเงิน

ศาลฎีกาจึงพิพากษายกฟ้อง โดยวางหลักว่า การแบ่งสินสมรสเกิดขึ้นได้ต่อเมื่อการสมรสสิ้นสุดลง แม้สินสมรสจะถูกจำหน่ายไปก่อน กฎหมายก็ให้ถือว่ายังคงมีทรัพย์สินนั้นอยู่เพื่อรอการจัดแบ่งภายหลัง