Category Archives: Uncategorized

คดีอาญา – หมิ่นประมาท

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 97/2541

ด่าว่าเป็นเมียน้อยต่อหน้าผู้อื่นเป็นหมิ่นประมาท

การทะเลาะกันเรื่องเงินอาจเป็นเรื่องธรรมดา แต่คำพูดที่ใช้ระหว่างความโกรธนั้นอาจกลายเป็นความผิดทางอาญาได้ หากเป็นคำที่ทำให้ผู้อื่นเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 97/2541 สะท้อนให้เห็นว่า แม้ผู้ถูกกล่าวหาจะมีความขัดแย้งกับผู้เสียหายมาก่อน แต่การใช้คำพูดในที่สาธารณะซึ่งมีบุคคลอื่นได้ยิน ย่อมเข้าข่ายหมิ่นประมาทได้ และไม่สามารถอ้างความโกรธหรือความขัดแย้งมาเป็นข้อยกเว้นได้

บทความน่าสนใจ

จำเลยเป็นเจ้าหนี้เงินกู้ของผู้เสียหาย ทั้งสองมีความขัดแย้งกันเรื่องหนี้สิน ก่อนเกิดเหตุผู้เสียหายเดินทางไปที่หน้าบ้านจำเลยเพื่อพูดคุยเรื่องเงิน โดยเรียกให้จำเลยออกมาคุยนอกรั้วบ้าน จำเลยจึงด่าผู้เสียหายว่า “มึงเป็นเมียน้อยสารวัตร ส. อย่ามาทำใหญ่ให้กูเห็นนะ” ต่อหน้าพยานซึ่งเป็นเพื่อนของผู้เสียหาย

แม้จำเลยจะให้การปฏิเสธ แต่ศาลฎีกาเห็นว่าพยานของโจทก์ให้การสอดคล้องกันและน่าเชื่อถือ ส่วนคำให้การของจำเลยไม่มีน้ำหนักพอจะหักล้างได้

ศาลฎีกายืนยันคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่า จำเลยมีความผิดฐานหมิ่นประมาทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 โดยพิจารณาจากเจตนา การใช้ถ้อยคำดูหมิ่น และผลกระทบต่อชื่อเสียงของผู้เสียหายต่อหน้าบุคคลที่สาม

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3073/2565

แม้ด่าก็ไม่ผิด ถ้าไม่มีคนเชื่อว่าเป็นจริง

คำด่าหยาบคายอาจสร้างความเจ็บปวดและความไม่พอใจให้แก่ผู้ฟัง แต่จะถือว่าเป็น “หมิ่นประมาท” ตามกฎหมายหรือไม่ ต้องพิจารณาจากเจตนาและผลกระทบต่อชื่อเสียงของบุคคลนั้นจริง ๆ คำพิพากษาศาลฎีกานี้ชี้ให้เห็นว่า ไม่ใช่ทุกคำหยาบจะเข้าข่ายผิดกฎหมาย หากผู้ฟังทั่วไปไม่เชื่อว่าข้อความนั้นเป็นความจริง

บทความน่าสนใจ

ในคดีนี้ ผู้เสียหายเคยแจ้งความดำเนินคดีกับหลานชายของจำเลย และมีการนัดเจรจาไกล่เกลี่ยที่สถานีตำรวจ ระหว่างการเจรจา จำเลยได้กล่าวต่อหน้าคนหลายคนว่า

“อย่าเข้าไปในบ้านพ่อกูอีกนะ มันไล่ด่าชาวบ้านเขาไปทั่ว ไอ้สันดานหมา”

ศาลชั้นต้นเห็นว่าจำเลยผิดฐานหมิ่นประมาท และพิพากษาปรับ 10,000 บาท แต่ศาลอุทธรณ์กลับคำพิพากษาให้ยกฟ้อง โดยศาลฎีกายืนยันตามศาลอุทธรณ์ว่า คำพูดของจำเลยแม้จะหยาบคาย แต่ไม่เข้าข่ายเป็นการ “ใส่ความ” หรือกล่าวหาให้เสียชื่อเสียงในลักษณะที่บุคคลทั่วไปจะเชื่อว่าเป็นจริง จึงไม่เป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326

นอกจากนี้ ศาลยังวินิจฉัยว่า แม้จำเลยจะรับสารภาพ แต่เมื่อข้อเท็จจริงตามคำฟ้องไม่เป็นความผิด ก็ไม่อาจลงโทษได้ ตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 185 วรรคหนึ่ง

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 976/2567

การเผยแพร่ข้อความอันเป็นเท็จผ่านยูทูปและเฟซบุ๊กเสี่ยงหมิ่นประมาท

ในยุคที่ข้อมูลแพร่กระจายอย่างรวดเร็วบนโซเชียลมีเดีย คดีหมิ่นประมาทไม่จำกัดอยู่แค่คำพูดหรือบทความในหนังสือพิมพ์อีกต่อไป ศาลฎีกาได้ตัดสินในคดีหนึ่งซึ่งชี้แนวทางใหม่ในการเยียวยาผู้เสียหาย โดยสั่งให้จำเลยต้องเผยแพร่คำพิพากษาทางเว็บไซต์ข่าวออนไลน์ เพื่อให้ข้อเท็จจริงที่ถูกต้องเข้าถึงสาธารณชนอย่างทั่วถึง บทความนี้สรุปประเด็นสำคัญจากคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 976/2567 ซึ่งถือเป็นบรรทัดฐานสำคัญในการตีความกฎหมายอาญายุคดิจิทัล

บทความน่าสนใจ

ในคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 976/2567 จำเลยถูกฟ้องในข้อหาหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา หลังจัดรายการเผยแพร่ผ่านยูทูบและเฟซบุ๊ก โดยใช้ถ้อยคำที่พาดพิงถึงโจทก์ว่าเป็นนักประชาธิปไตยที่ได้รับเงินสนับสนุนจากต่างประเทศเพื่อแบ่งแยกประเทศ ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่าการเชื่อมโยงโจทก์กับคลิปเปิดรายการ และเนื้อหาที่ตามมา ทำให้ผู้ฟังเข้าใจว่าโจทก์คือบุคคลที่ถูกกล่าวหา ถือเป็นการใส่ความโดยเจตนา ไม่เป็นการแสดงความคิดเห็นโดยสุจริต

ศาลจึงพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามมาตรา 328 ลงโทษจำคุก 1 ปี ปรับ 112,500 บาท และให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี

นอกจากนี้ ศาลยังอาศัยอำนาจตามมาตรา 332 (2) สั่งให้จำเลยเผยแพร่คำพิพากษาโดยย่อทั้งในหนังสือพิมพ์ที่แพร่หลาย 2 ฉบับ เป็นเวลา 3 วัน และในเว็บไซต์ข่าวออนไลน์อีก 2 แห่ง แม้โจทก์จะไม่ร้องขอก็ตาม โดยตีความว่า “หนังสือพิมพ์” รวมถึงข้อมูลข่าวออนไลน์ที่ประชาชนเข้าถึงได้ ถือเป็นแนวทางใหม่ในการเยียวยาความเสียหายต่อชื่อเสียงผ่านสื่อดิจิทัล

อำนาจปกครองบุตร-อำนาจปกครองบุตร

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 515/2560       

สิทธิเด็กมาก่อนสิทธิพ่อแม่: ศาลตั้งญาติเป็นผู้ปกครองแทน

  • ในยุคที่คำว่า “ครอบครัว” ไม่ได้หมายถึงแค่สายเลือด แต่รวมถึงความรัก ความอบอุ่น และความรับผิดชอบ คำพิพากษาศาลฎีกาคดีนี้จึงกลายเป็นหมุดหมายสำคัญที่สะท้อนหลักการ “ประโยชน์สูงสุดของเด็ก” เหนือสิทธิของบิดามารดาโดยชอบด้วยกฎหมาย เมื่อศาลต้องวินิจฉัยว่าพ่อแม่ผู้ให้กำเนิดแต่ไม่เลี้ยงดู ไม่ใส่ใจ และใช้ความรุนแรง สมควรมีสิทธิกำหนดชีวิตของลูกหรือไม่ บทเรียนจากคดีนี้คือ สิทธิในการเป็น “พ่อแม่” อาจหมดไป หากขาด “หัวใจของความเป็นพ่อแม่”

บทความน่าสนใจ

ในคดีนี้ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยในคดีที่พ่อแม่แท้ ๆ ฟ้องขอให้ญาติที่เลี้ยงดูเด็กหญิง ป. ส่งตัวคืน โดยอ้างสิทธิในฐานะบิดามารดาโดยชอบด้วยกฎหมาย โดยทั้งสองฝ่ายเคยทำสัญญาประนีประนอมยอมความให้ทดลองดูแลเด็กในวันหยุด แต่กลับปรากฏว่าเด็กมีอาการเครียด หวาดกลัว และปฏิเสธการกลับไปอยู่กับพ่อแม่

พยานหลักฐานยืนยันว่า พ่อแม่ไม่เคยเลี้ยงดูเด็ก ไม่เคยให้ความช่วยเหลือเรื่องค่าใช้จ่าย และไม่ได้มาเยี่ยมอย่างสม่ำเสมอ ซ้ำร้ายยังมีเหตุการณ์ที่ใช้ความรุนแรงแย่งชิงตัวเด็ก ทำให้เด็กมีอาการผิดปกติทางจิตใจ จิตแพทย์เห็นว่าอาจส่งผลระยะยาวถึงขั้นเป็นโรคจิตเวช

แม้ไม่มีญาติหรืออัยการร้องขอ ศาลมีอำนาจถอนอำนาจปกครองบางส่วนตาม ป.พ.พ. มาตรา 1582 วรรคหนึ่ง และในคดีนี้ศาลเห็นสมควรให้เพิกถอนอำนาจปกครองบุตรของพ่อแม่ในส่วนของการกำหนดที่อยู่อาศัยตาม มาตรา 1567 (1) และแต่งตั้งญาติผู้เลี้ยงดูเป็นผู้ปกครองแทน คดีนี้ตอกย้ำว่า สิทธิของเด็กและความผาสุกในชีวิต ต้องมาก่อนสิทธิของบิดามารดาเสมอ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8596/2559

ลูกไม่อยากอยู่กับแม่ ศาลเปลี่ยนข้อตกลงหย่าให้พ่อดูแล

  • เมื่อการหย่าร้างจบลงด้วยข้อตกลงที่ดูเหมือนจะ “ยุติธรรม” ต่อกัน แต่วันหนึ่งกลับมีฝ่ายหนึ่งขอกลับคำ ด้วยเหตุผลทั้งเรื่องเงิน และสิทธิในการดูแลลูก คำถามคือ ข้อตกลงท้ายทะเบียนหย่าที่เคยทำไว้ จะเปลี่ยนแปลงได้หรือไม่? และอะไรคือเหตุผลที่ศาลยอม “เปิดทาง” ให้พิจารณาใหม่ คำพิพากษาฎีกาคดีนี้เผยให้เห็นประเด็นสำคัญเกี่ยวกับสิทธิในครอบครัว ความผาสุกของผู้เยาว์ และขอบเขตของการฟ้องขอเพิกถอนเงื่อนไขในการหย่าร้างอย่างชัดเจน ชวนติดตามว่าศาลตีความกฎหมายอย่างไรในความซับซ้อนของความเป็นพ่อแม่หลังการหย่า

บทความน่าสนใจ

ในคดีนี้ โจทก์ฟ้องขอเพิกถอนข้อตกลงหย่า ที่กำหนดให้ตนจ่ายค่าเลี้ยงชีพแก่จำเลย 200,000 บาท และ ขอเพิกถอนอำนาจปกครองผู้เยาว์จากจำเลยแต่เพียงผู้เดียว ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์เห็นว่า ข้อตกลงดังกล่าวมีผลเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความ ชอบด้วยกฎหมาย และไม่รับข้ออ้างของโจทก์ที่ยกขึ้นใหม่ในชั้นอุทธรณ์

แต่ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า คดีนี้เป็นเรื่องสิทธิการเลี้ยงดูบุตรในครอบครัว ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 224 วรรคสอง และ 248 วรรคสอง โจทก์จึงมีสิทธิฎีกา แม้ทุนทรัพย์ไม่ถึงเกณฑ์ นอกจากนี้ ศาลยังพิจารณาพฤติการณ์เกี่ยวกับผู้เยาว์ ที่ขออยู่กับโจทก์ โดยให้เหตุผลว่าการอยู่กับจำเลยไม่มีความสุข ศาลเห็นว่าประโยชน์ของผู้เยาว์ควรได้รับการคุ้มครองสูงสุดตามหลักว่าด้วยเรื่อง ประโยชน์สูงสุดของเด็ก จึงให้เปลี่ยนจากการให้อำนาจปกครองเพียงฝ่ายเดียว เป็นการใช้อำนาจปกครองบุตรร่วมกัน โดยให้โจทก์เป็นผู้กำหนดที่อยู่ของผู้เยาว์แทน

คดีนี้สะท้อนว่า แม้จะมีข้อตกลงในอดีต แต่หากพฤติการณ์เปลี่ยนไปเพื่อประโยชน์ของบุตร ศาลสามารถปรับเปลี่ยนคำสั่งเพื่อให้เหมาะสมกับสถานการณ์ได้

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2668/2556

แม่ใช้อำนาจปกครองบุตรฝ่ายเดียวได้หรือไม่

  • ในคดีหย่าการแบ่งการสิทธิใช้อำนาจปกครองบุตรเป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญที่ศาลต้องพิจารณาอย่างรอบคอบและมีความละเอียดอ่อน โดยเฉพาะเมื่อบุตรยังไม่บรรลุนิติภาวะ บิดาและมารดาต่างมีสิทธิตามกฎหมาย แต่หากมีพฤติการณ์ที่เปลี่ยนแปลงหรือมีความไม่เหมาะสมเกิดขึ้นศาลอาจใช้อำนาจตามกฎหมายเพื่อคุ้มครองความผาสุกและประโยชน์ของผู้เยาว์ให้มากที่สุดคำพิพากษาศาลฎีกาที่นำเสนอในบทความนี้เป็นตัวอย่างสำคัญที่สะท้อนหลักการนี้ไว้อย่างชัดเจน

บทความน่าสนใจ

คดีนี้เกิดจากการที่บิดาและมารดาซึ่งมีสัญชาติชาวต่างชาติ หย่าร้างกันโดยคำพิพากษาศาลรัฐฟลอริด้า โดยไม่ได้กล่าวถึงอำนาจปกครองบุตร ต่อมาทั้งสองฝ่ายพาบุตรมาอยู่ในประเทศไทย และฝ่ายมารดายื่นฟ้องขอใช้อำนาจปกครองบุตรเพียงผู้เดียว โดยอ้างว่าความสัมพันธ์ระหว่างบุตรกับบิดามีปัญหา และจะเป็นผลเสียต่อสุขภาพจิตของบุตรหากยังคงใช้อำนาจร่วมกัน

จำเลยคัดค้านโดยอ้างว่าศาลไม่มีอำนาจตัดอำนาจตน เว้นแต่ตาม มาตรา 1582 แต่ศาลฎีกาเห็นว่า การสั่งให้อำนาจปกครองอยู่กับมารดาเพียงผู้เดียวไม่ใช่การ “เพิกถอน” ตามมาตรา 1582 แต่เป็นการพิจารณาตาม มาตรา 1521 ประกอบ 1566 วรรคสอง (5) ที่ให้อำนาจศาลตัดสินโดยคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดและความผาสุกของบุตร

ศาลจึงพิพากษาให้มารดาเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองแต่เพียงผู้เดียว โดยเปิดโอกาสให้บิดาเยี่ยมเยียนบุตรได้ตามความเหมาะสม ถือเป็นแนวคำพิพากษาที่เน้นคุ้มครองสิทธิของเด็กเป็นหลักอย่างแท้จริง

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2960/2548

ศาลฎีกาตัดสิน แม้ว่าบิดาเสียชีวิตแล้ว มารดายังมีสิทธิเลี้ยงดูลูกตามกฎหมาย

  • แม้พ่อแม่จะหย่าขาดกัน และบิดาจะเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรแต่เพียงผู้เดียวตามข้อตกลงหย่า แต่เมื่อบิดาถึงแก่กรรม คำถามสำคัญคือ “ใครมีสิทธิใช้อำนาจปกครองแทน?” คดีนี้ศาลฎีกาวางหลักชัดว่า อำนาจปกครองไม่ขาดหาย แต่ “กลับคืน” สู่มารดาตามกฎหมายโดยอัตโนมัติ ผู้ร้องซึ่งเป็นญาติฝ่ายบิดาจึงไม่มีสิทธิยื่นขอเป็นผู้ปกครองแทนได้ คำพิพากษานี้ตอกย้ำหลักการสำคัญเรื่องการกลับคืนของอำนาจปกครอง และข้อจำกัดของบุคคลภายนอกที่ไม่ใช่บิดามารดา

บทความน่าสนใจ

คดีนี้ ผู้เยาว์เป็นบุตรของนายวาทิต กับผู้คัดค้าน (มารดา) ซึ่งต่อมาได้หย่าขาดกัน โดยมีข้อตกลงให้บิดาเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองแต่เพียงผู้เดียว ข้อตกลงนี้มีผลตามกฎหมายแพ่งฯ มาตรา 1520 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 1566 วรรคสอง (6) แม้มารดาจะไม่ได้ใช้อำนาจปกครอง แต่ก็ไม่ได้ถูกถอนอำนาจตามมาตรา 1582 ซึ่งเป็นอำนาจของศาล

ภายหลังเมื่อบิดาเสียชีวิต ผู้ร้องซึ่งเป็นป้า เห็นว่าผู้เยาว์ขาดผู้ใช้อำนาจปกครอง จึงยื่นคำร้องต่อศาลขอเป็นผู้ปกครองโดยอ้างเหตุว่ามารดามีครอบครัวใหม่ และตนสามารถเลี้ยงดูผู้เยาว์ได้ดีกว่า อย่างไรก็ตาม ศาลเห็นว่า เมื่อผู้ใช้อำนาจฝ่ายเดียวถึงแก่กรรม อำนาจปกครองย่อม “กลับคืน” แก่มารดาผู้คัดค้านตามมาตรา 1566 วรรคสอง (1) ไม่ใช่กรณีที่ไม่มีผู้ใช้อำนาจหรือถูกถอนอำนาจ ผู้ร้องซึ่งเป็นป้าจึงไม่มีสิทธิยื่นคำร้องเป็นผู้ปกครองตามมาตรา 1585 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 1586 วรรคหนึ่ง

ศาลฎีกาจึงพิพากษายืนตามศาลล่าง ยกคำร้องของผู้ร้อง โดยไม่รับฎีกา

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6155/2540

ฟ้องขอเปลี่ยนผู้ใช้อำนาจปกครอง ต้องฟ้องศาลไหน? ศาลฎีกาวางหลักไว้ชัด

  • คดีครอบครัวที่เกี่ยวข้องกับ “อำนาจปกครองบุตร” มักไม่จบลงเพียงแค่การหย่าร้าง หากข้อตกลงที่ทำไว้หลังหย่าไม่เป็นไปตามที่ตกลงกันไว้ คู่หย่าร้างอาจกลับมาขึ้นศาลอีกครั้ง เช่นเดียวกับกรณีในคำพิพากษาฎีกานี้ ที่ฝ่ายหนึ่งยื่นฟ้องขอเพิกถอนอำนาจปกครองบุตรจากอีกฝ่าย โดยอ้างว่าตนเป็นผู้เลี้ยงดูบุตรจริงมาโดยตลอด แต่คำถามสำคัญที่ศาลต้องวินิจฉัยกลับไม่ใช่แค่ “ใครควรได้เลี้ยงดูบุตร” แต่เป็น ในเรื่องของการฟ้องศาลว่าสามารถยื่นฟ้องต่อศาลใดได้บ้าง อย่างเช่น“ฟ้องศาลจังหวัดสระบุรีได้หรือไม่” นี่จึงเป็นกรณีตัวอย่างที่ชี้ให้เห็นว่า ความเข้าใจใน เขตอำนาจศาล และ มูลคดีเกิดขึ้นที่ใด เป็นประเด็นชี้เป็นชี้ตายของคดีเลยทีเดียว

บทความน่าสนใจ

ในคดีนี้ โจทก์ฟ้องอดีตสามี (จำเลย) เพื่อขอเพิกถอนอำนาจปกครองบุตรทั้งสอง โดยอ้างว่าแม้ในการหย่าร้างจะตกลงให้จำเลยเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองและรับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหมด แต่จำเลยกลับละเลยไม่ปฏิบัติตาม ทำให้โจทก์ต้องรับภาระคนเดียวมานาน แม้ศาลชั้นต้นจะพิพากษาให้โจทก์ชนะคดี แต่ศาลอุทธรณ์และศาลฎีกากลับพลิกคำตัดสิน โดยวินิจฉัยว่า ศาลจังหวัดสระบุรีไม่มีอำนาจรับฟ้อง เพราะ การใช้อำนาจปกครองของจำเลยเกิดจากข้อตกลงในทะเบียนหย่าที่สำนักงานเขตดุสิต กรุงเทพมหานคร ซึ่งถือเป็นสถานที่ที่ “มูลคดีเกิดขึ้น” ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 4 (1) ดังนั้น โจทก์จึงต้องยื่นฟ้องต่อศาลที่กรุงเทพมหานคร ไม่ใช่สระบุรี และแม้บุตรจะอยู่กับโจทก์ในจังหวัดสระบุรี ก็ไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนไปได้

กรณีนี้สะท้อนว่า การเลือกศาลที่มี “เขตอำนาจตามกฎหมาย” สำคัญไม่แพ้เหตุผลของคดี หากเลือกผิดศาล แม้คดีจะมีน้ำหนักเพียงใด ก็อาจไม่ถูกพิจารณาเลย

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 392/2523

ถ้าแม่มีรายได้น้อยกว่าพ่อ ศาลจะให้แม่เป็นผู้มีอำนาจปกครองบุตรหรือไม่

  • ในคดีครอบครัวที่ละเอียดอ่อนและเปราะบางที่สุดอย่างเรื่องอำนาจปกครองบุตรคำพิพากษาศาลฎีกามีบทบาทสำคัญในการชี้ทิศทางว่ากฎหมายให้ความสำคัญกับ “ใคร” และ “อะไร” มากกว่ากัน – ระหว่างฐานะทางการเงินของบิดา หรือความสามารถในการเลี้ยงดูของมารดา บทความนี้นำเสนอคำอธิบายของคำพิพากษาฎีกาที่ไม่เพียงตอกย้ำหลักความเสมอภาคในเรื่องของสิทธิครอบครัวแต่ยังชี้ให้เห็นถึงสิทธิในการฎีกา แม้เป็นข้อเท็จจริง หากเกี่ยวข้องกับบุตร

บทความน่าสนใจ

คำพิพากษาศาลฎีกานี้ยืนยันว่า คดีที่เกี่ยวกับอำนาจปกครองบุตรเป็น “คดีสิทธิในครอบครัว” จึง ไม่ต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริง ตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคสอง แม้คดีจะรวมถึงข้อพิพาทเรื่องทรัพย์สินก็ตาม ในสาระสำคัญ ศาลพิจารณาแล้วเห็นว่า แม้จำเลย (บิดา) มีรายได้ดีกว่า แต่โจทก์ (มารดา) มีรายได้ประจำทรัพย์สินและเครือญาติที่พร้อมช่วยเหลือ ที่จะสามารถอุปการะเลี้ยงดูให้การศึกษาแก่บุตรทั้งสองได้ อีกทั้งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์บรรพ 5 (ฉบับแก้ไข) มารดาย่อมมีสิทธิในอำนาจปกครองเมื่อบุตรยังไม่บรรลุนิติภาวะ

การที่ศาลให้บุตรคนเล็ก 2 คนอยู่ในอำนาจปกครองของมารดาจึงถือเป็นการตัดสินที่สอดคล้องกับเจตนารมณ์แห่งกฎหมาย เพื่อประโยชน์สูงสุดของบุตร

การสมรส-สินสอด/ของหมั้น

สัญญาหมั้นไม่ใช่แค่ “พิธีการ” แต่มีผลผูกพันตามกฎหมาย

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 763/2526

หลายคนเข้าใจว่าการหมั้นเป็นเพียงพิธีการก่อนแต่งงาน แต่ตามกฎหมายไทย การหมั้นคือ “สัญญา” ที่มีผลผูกพันตามกฎหมาย หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งผิดสัญญา อีกฝ่ายย่อมมีสิทธิฟ้องร้องเรียกคืนของหมั้นและเรียกค่าทดแทนได้ คำพิพากษาฎีกาที่ 763/2526 คือกรณีตัวอย่างที่ยืนยันสิทธิตามสัญญาหมั้นโดยชัดเจน

บทความน่าสนใจ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 763/2526 คดีนี้โจทก์ซึ่งเป็นบิดาของนายเงิน ได้ตกลงหมั้นกับบิดามารดาของจำเลยที่ 3 และมอบของหมั้นกับสินสอด เพื่อให้นายเงินสมรสกับจำเลยที่ 3 ต่อมาโจทก์อ้างว่าจำเลยที่ 3 ไม่ยอมอยู่กินฉันสามีภริยา ไม่ยอมจดทะเบียนสมรส และหลบหนีไปโดยมีบิดามารดารู้เห็นเป็นใจ จึงฟ้องเรียกคืนของหมั้น สินสอด และ ค่าเสียหายรวม 10,300 บาทจำเลยทั้งสาม ต่อสู้ว่านายเงินกับจำเลยที่ 3 ได้แต่งงานและอยู่กินกันแล้ว แต่เป็นนายเงินที่ไม่ยอมไปจดทะเบียนสมรส อีกทั้งยังทำร้ายร่างกาย จำเลยที่ 3 จนต้องหนีไปอยู่กับญาติ จึงไม่มีเหตุให้คืนสินสอดหรือชดใช้ค่าเสียหาย

ศาลชั้นต้นเห็นว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจึงยกฟ้อง แต่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าโจทก์มีอำนาจฟ้อง และให้ศาลชั้นต้นสืบพยานเพิ่มเติมก่อนพิพากษาใหม่

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อโจทก์เป็นผู้ร่วมทำสัญญาหมั้นและเป็นผู้มอบสินสอดแก่ฝ่ายหญิง หากฝ่ายหญิงผิดสัญญาหมั้น โจทก์ย่อมมีสิทธิฟ้องเรียกคืนสินสอดและเรียกค่าทดแทนได้ นอกจากนี้ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1439 มิได้จำกัดสิทธิเรียกร้องไว้เฉพาะคู่หมั้นเท่านั้น ดังนั้นโจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสาม

เมื่อไม่ได้จดทะเบียนสมรส ฝ่ายชายจะเรียก “สินสอด” คืนได้หรือไม่

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 878/2518

หลายคนเข้าใจผิดว่า หากคู่สมรสไม่ได้จดทะเบียนกันฝ่ายชายย่อมมีสิทธิเรียกคืนสินสอดเสมอ แต่คำพิพากษาฎีกาที่ 878/2518 ได้วางหลักสำคัญไว้ว่า “การไม่จดทะเบียนสมรส” ไม่ได้แปลว่า “ฝ่ายหญิงผิดสัญญาฝ่ายเดียว” เสมอไป และหากไม่ใช่ความผิดของฝ่ายหญิงแต่เพียงฝ่ายเดียว ฝ่ายชายก็ไม่มีสิทธิเรียกคืนสินสอด

บทความน่าสนใจ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 878/2518 วางหลักว่า การไม่จดทะเบียนสมรสไม่ได้หมายความว่าฝ่ายหญิง เป็นฝ่ายผิด สัญญาเสมอไป คดีนี้จำเลยและบุตรชายตกลงจะมอบสินสอด 8,000 บาทแก่บิดามารดาของโจทก์ในวันสมรส แต่เมื่อถึงกำหนดจำเลยขอผัดชำระเงินและต่อมาทำสัญญากู้แทนหนี้ค่าสินสอด โดยมารดาของโจทก์ยกสิทธิเรียกร้องดังกล่าวให้แก่โจทก์ ภายหลังโจทก์กับบุตรชายของจำเลยอยู่กินกันประมาณ 3 เดือน แต่ไม่ได้จดทะเบียนสมรสและต้องเลิกรากันไป จำเลยจึงปฏิเสธการชำระหนี้โดยอ้างว่าการสมรสไม่สมบูรณ์ตามกฎหมาย

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า สินสอดเป็นทรัพย์สินที่ฝ่ายชายให้แก่บิดามารดาหรือผู้ปกครองฝ่ายหญิงเพื่อตอบแทน การที่หญิง ยอมสมรส และกฎหมายไม่ได้ห้ามการชำระสินสอดภายหลังการสมรส เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าโจทก์ยินยอมสมรส และทั้งสองฝ่ายต่างละเลยไม่ไปจดทะเบียนสมรสจึงไม่อาจถือว่าฝ่ายหญิงเป็น ผู้ผิดสัญญาแต่เพียงฝ่ายเดียว ฝ่ายชาย จึงไม่มีสิทธิเรียกคืนสินสอด

เมื่อสัญญากู้มีมูลหนี้มาจากค่าสินสอดอันเป็นหนี้ที่ชอบด้วยกฎหมาย จำเลยจึงต้องรับผิดตามสัญญากู้ดังกล่าว ศาลฎีกาพิพากษายืนให้ชำระเงิน 8,000 บาทพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์

หมั้นแล้วไม่แต่ง ผิดไหม? ของหมั้นต้องคืนหรือเปล่า

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8954/2549

การหมั้นตามกฎหมายต้องมีเจตนาจะสมรสโดยการจดทะเบียนสมรส หากเป็นเพียงพิธีตามประเพณีโดยไม่มีเจตนาดังกล่าว ทรัพย์สินที่มอบกันย่อมไม่ถือเป็นของหมั้นตามกฎหมาย และไม่อาจเรียกร้องฐานผิดสัญญาหมั้นได้ คำพิพากษา ฎีกาที่ 8954/2549 จึงเป็นตัวอย่างสำคัญที่ชี้ว่า ไม่ใช่ทุกพิธีหมั้นจะทำให้ของที่มอบกันกลายเป็นของหมั้น และไม่ใช่ทุกฝ่ายจะมีสิทธิฟ้องร้องได้

บทความน่าสนใจ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8954/2549 โจทก์ฟ้องว่าจำเลยผิดสัญญาหมั้นเพราะไม่ยอมจดทะเบียนสมรสจึงฟ้อง เรียกคืนเงินสดและ ทองคำรูปพรรณที่ให้ไว้ ในวันหมั้นรวมมูลค่า 1,444,000 บาท ศาลพิจารณาว่าการจะวินิจฉัยว่าฝ่ายใดผิดสัญญาหมั้น หรือไม่นั้นต้องฟังให้ได้ ก่อนว่าทั้งสองฝ่ายมีเจตนาจะสมรสกันโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ แม้จะมีพิธีหมั้นตามประเพณี แต่เมื่อทั้งสองฝ่ายไม่มีเจตนาจดทะเบียนสมรสกันจริง จึงถือว่าไม่มีสัญญาหมั้นตามมาตรา 1457 และของที่ให้กันก็ไม่ใช่ของหมั้นตามมาตรา 1437 นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายยังมีข้อตกลงว่าทรัพย์สินที่ใช้ในพิธีหมั้นจะต้องคืนในวันแต่งงานแสดงว่ากรรมสิทธิ์ในทรัพย์ยังเป็นของฝ่ายจำเลย โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องเรียกคืนเพราะไม่ใช่เจ้าของ และไม่ใช่กรณีฝากทรัพย์ตามกฎหมาย 

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จากพฤติการณ์และคำเบิกความของคู่ความ ไม่ปรากฏว่าทั้งสองฝ่ายมีเจตนาจะจดทะเบียนสมรส  กันอย่างแท้จริง แต่เป็นเพียงการประกอบพิธีตามประเพณี ดังนั้นทรัพย์สินที่มอบกันในวันหมั้นจึงไม่ถือเป็น “ของหมั้น” ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1437  เพราะไม่ได้มอบเพื่อเป็นหลักฐานการหมั้น และประกันว่าจะมีการสมรสตามกฎหมาย

สัญญาซื้อขายที่ดิน…เป็น “สินสอด” ได้หรือไม่

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1901/2559

หลายครั้งในประเพณีการหมั้นหรือการสู่ขอ ฝ่ายชายอาจมอบทรัพย์สินหรือเอกสารแสดงเจตนาให้ทรัพย์ เช่น สัญญาจะซื้อจะขายที่ดินแทนของหมั้นหรือสินสอด แต่คำถามคือเอกสารสัญญาดังกล่าวถือเป็น “สินสอดตามกฎหมาย” หรือไม่ คำพิพากษาฎีกาที่ 1901/2559 ให้คำตอบที่ชัดเจนเกี่ยวกับหลักการนี้ ซึ่งมีผลโดยตรงต่อสิทธิเรียกร้องทรัพย์สินระหว่างครอบครัวทั้งสองฝ่าย

บทความน่าสนใจ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1901/2559  โจทก์อ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นสินสอดที่จำเลยที่ 1 มอบให้ในขณะมาสู่ขอบุตรสาว ของโจทก์จึงมีสิทธิครอบครอง ที่ดินและฟ้องขับไล่จำเลยทั้งสองออกจากที่ดินรวมทั้งเรียกค่าเสียหายจากการรบกวน การครอบครอง อย่างไรก็ตามข้อเท็จจริงปรากฏว่าในวันสู่ขอ จำเลยที่ 1 เพียงนำหนังสือสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินมาใส่พาน โดยจำเลยที่ 1 เป็นผู้ดำเนินการทั้งหมดและระบุชื่อบุตรสาวของโจทก์เป็นผู้จะซื้อ แต่ต่อมาไม่มีการซื้อขายที่ดินตามสัญญา ดังกล่าวเกิดขึ้นจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่ดินพิพาทไม่ใช่ทรัพย์สินที่จำเลยที่ 1 มอบให้แก่โจทก์หรือบุตรสาวโจทก์เพื่อตอบแทนการยอม สมรส จึงไม่เข้าลักษณะเป็นสินสอดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1437 วรรคสาม นอกจากนี้ ที่ดินพิพาทยังอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติอีกด้วยเมื่อที่ดินพิพาทไม่ใช่สินสอด โจทก์จึงไม่มีสิทธิอ้างกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองเหนือที่ดินดังกล่าว และไม่มีสิทธิฟ้องขับไล่จำเลยทั้งสอง   

คำพิพากษานี้จึงชี้ชัดว่า การจะถือทรัพย์สินเป็นสินสอดตามกฎหมาย ต้องมีการให้จริงไม่ใช่แค่แสดงเจตนาจะให้ หรือทำสัญญาลอย ๆ

คดีอาญา-ปลอมแปลงเอกสาร

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1277/2537  

ปลอมเอกสารราชการหรือไม่? ศาลฎีกาชี้ชัดกรณีเปลี่ยนรูปในหนังสือเดินทาง

คดีปลอมเอกสารราชการมักถูกเข้าใจว่า ต้องมีการแก้ไขข้อความหรือปลอมลายเซ็นเจ้าหน้าที่รัฐ แต่คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1277/2537 เป็นตัวอย่างสำคัญที่ศาลวินิจฉัยว่า แม้เพียงการดัดแปลงรูปถ่ายในหนังสือเดินทางก็ถือเป็นการปลอมเอกสารราชการ เพราะทำให้เอกสารแสดงความหมายเท็จและก่อให้เกิดความเสียหายต่อรัฐได้

บทความน่าสนใจ

จำเลยนำหนังสือเดินทางตัวจริงที่ออกให้บุคคลชื่อ “นายสิทธิชัย หอมพวงษ์” มาแกะภาพถ่ายเจ้าของเดิมออกแล้วติดรูปของตนเองลงไปแทน จากนั้นใช้หนังสือเดินทางฉบับนี้เดินทางออกและกลับเข้าประเทศผ่านด่านตรวจคนเข้าเมือง

ประเด็นสำคัญคือ “รูปถ่าย” ไม่ใช่เอกสารตาม ป.อ. ม.1(7) แต่เมื่อถูกนำไปติดในหนังสือเดินทางซึ่งเป็นเอกสารราชการ รูปนั้น ทำให้หนังสือเดินทางทั้งฉบับเปลี่ยนความหมายเป็นเอกสารปลอม เนื่องจากแสดงว่าจำเลยคือนายสิทธิชัย ทั้งที่ความจริงไม่ใช่

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การนำรูปตนเองไปติดแทนรูปเจ้าของที่แท้จริง ทำให้หนังสือเดินทางเกิดข้อความเท็จในสาระสำคัญถือเป็นการปลอมเอกสารราชการตาม ม.265 และเมื่อจำเลยนำฉบับปลอมไปแสดงต่อเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองทั้ง “ขาออก” และ “ขาเข้า” จึงเป็น ความผิดฐานใช้เอกสารราชการปลอม ม.268 จำนวน 2 กระทง เพราะเป็นการใช้ในคนละคราว

ศาลฎีกาจึงพิพากษากลับ ยืนยันว่าเป็นความผิดทั้งปลอมและใช้เอกสารราชการปลอม แม้การปลอมจะทำโดย “เพียงเปลี่ยนรูป” ไม่ได้แก้ไขข้อความอื่นใดก็ตาม ถือว่าเป็นการปลอมสาระสำคัญของเอกสาร ไม่อาจยกฟ้องได้

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1895/2546

การปลอมเอกสารสิทธิต้องมีต้นฉบับก่อนหรือไม่

การปลอมเอกสารเป็นเรื่องที่พบได้บ่อยในคดีฉ้อโกง โดยเฉพาะสัญญาซื้อขายทรัพย์สินที่เอกชนใช้กันทั่วไป คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1895/2546 เป็นตัวอย่างสำคัญที่ศาลวางหลักชัดเจนว่า “เอกสารปลอมไม่จำเป็นต้องมีต้นฉบับจริงก่อน และไม่ต้องทำให้เหมือนของจริงทุกประการก็เป็นความผิดได้” ซึ่งเป็นหลักกฎหมายที่มีผลต่อคดีเอกสารสิทธิทุกประเภท

บทความน่าสนใจ

ในคดีนี้ จำเลยที่ 2 กับพวกแสร้งเป็นเจ้าของรถบรรทุก แล้วจัดทำ “สัญญาซื้อขายรถยนต์ปลอม” โดยลงลายมือชื่อผู้ขายปลอม และมอบให้ผู้เสียหายถือไว้เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ การกระทำดังกล่าวมีเจตนาทุจริตชัดเจน คือทำสัญญาปลอมเพื่อรับเงิน และไม่ให้ผู้เสียหายใช้เอกสารนั้นฟ้องร้องเรียกเงินคืนภายหลัง ศาลจึงถือว่าเป็นการปลอม “เอกสารสิทธิ” ตามกฎหมาย

เมื่อจำเลยนำสัญญาปลอมฉบับนั้นส่งมอบให้ผู้เสียหาย จึงเกิด “อีกความผิดหนึ่ง” คือความผิดฐาน ใช้เอกสารสิทธิปลอม เพิ่มเติม นอกจากนี้ยังประกอบความผิดฐานฉ้อโกงโดยแสดงตนเป็นคนอื่น ซึ่งเป็นพฤติกรรมเดียวกันและเป็น “กรรมเดียว ต่างบท” ศาลจึงลงโทษตามบทที่หนักที่สุด คือฐานใช้เอกสารสิทธิปลอม ตามมาตรา 268 ประกอบมาตรา 265

คดีอาญา-ฆาตกรรม

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2893/2562

ยิงปืนข่มขู่ไม่ใช่การพยายามฆ่า พิเคราะห์เรื่องเจตนาฆ่า–ยิงปืนในที่ชุมชน

คดีใช้อาวุธปืนมักถูกตีความเป็น “พยายามฆ่า” แต่ศาลต้องพิจารณาเจตนาจากพฤติการณ์ทั้งหมดอย่างละเอียด คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2893/2562 เป็นกรณีสำคัญที่ยืนยันหลักว่า การยิงปืนสูงเหนือศีรษะเพื่อข่มขู่ ไม่เพียงพอที่จะฟังว่าเป็นการพยายามฆ่า อีกทั้งยังเป็นตัวอย่างของการยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลยร่วมที่ไม่มีส่วนรู้เห็นชัดเจน

บทความน่าสนใจ

จำเลยที่ 1 ยิงปืนหนึ่งนัดเข้าไปในบ้านผู้เสียหาย โดยรอยกระสุนสูงจากพื้นประมาณ 2 เมตร เหนือศีรษะผู้เสียหายราว 1 เมตร มีรั้วบ้านกั้น และจำเลยยิงเพียงนัดเดียวไม่ยิงซ้ำ ทั้งที่มีโอกาสยิงตรงตัวได้ง่าย สาเหตุเกิดจากการโต้เถียงและท้าทายกันในโซเชียล ไม่ใช่ความขัดแย้งร้ายแรง ศาลฎีกาพิจารณาพฤติการณ์ทั้งหมดแล้วเห็นว่า เจตนาของจำเลยที่ 1 คือ “ยิงข่มขู่” ไม่ใช่ “เจตนาฆ่า” จึงยกฟ้องข้อหาพยายามฆ่าตาม ป.อ. ม.288, 80 แต่ลงโทษในข้อหา “ยิงปืนโดยใช่เหตุในที่ชุมชน” ตาม ป.อ. ม.376 ซึ่งเป็นความผิดที่รวมอยู่ในเหตุการณ์เดียวตาม ป.วิ.อ. ม.192 วรรคท้าย

สำหรับจำเลยที่ 2 ซึ่งขับรถจักรยานยนต์ให้จำเลยที่ 1 ซ้อนท้าย ศาลฎีกาเห็นว่าไม่มีพยานหลักฐานยืนยันว่าเขารู้เห็นหรือเกี่ยวข้องกับปืน ปืนถูกพบที่เอวจำเลยที่ 1 เท่านั้น และเจ้าหน้าที่ปล่อยตัวจำเลยที่ 2 ในชั้นจับกุม จึงต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยตาม ป.วิ.อ. ม.227 วรรคสอง ยกฟ้องจำเลยที่ 2 ทุกข้อหา

แม้จำเลยที่ 1 มิได้ฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจแก้ไขโทษให้เหมาะสม โดยพิจารณาว่า จำเลยอายุ 19 ปี เหตุเกิดจากปัญหาส่วนตัว ไม่ใช่ภัยสาธารณะ จึงรอการลงโทษจำคุก 2 ปี สั่งปรับตามฐานต่าง ๆ และให้คุมความประพฤติพร้อมทำกิจกรรมบริการสังคม

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8882/2561

รถยนต์ขับรถพุ่งชนรถจักรยานยนต์เจตนาฆ่าหรือไม่

คดีอาญาที่คู่ความอ้าง “เหตุบันดาลโทสะ” หรือ “การกระทำโดยพลาด” มักขึ้นอยู่กับการพิสูจน์พฤติการณ์แวดล้อมของผู้ตายและพยานในที่เกิดเหตุ ศาลต้องชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานอย่างละเอียดว่า ผู้ตายมีส่วนร่วมในการข่มเหงหรือกระทำให้ผู้กระทำเกิดอารมณ์โมโหร้ายแรงหรือไม่

บทความน่าสนใจ

ข้อเท็จจริงฟังได้จากพยานทั้งฝ่ายโจทก์ โจทก์ร่วม และแม้แต่คำให้การของจำเลยเองว่า ผู้ตายทั้งสอง (พ. และ ข.) เพียงนั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหาย ไม่ได้ทำร้ายจำเลย ไม่ได้ร่วมยุยง ไม่ได้ให้กำลังใจหรือสนับสนุนการทะเลาะวิวาทใด ๆ หลังเกิดเหตุที่ผู้เสียหายกับพวกรุมทำร้ายจำเลย ผู้ตายทั้งสองเพียงกลับไปพร้อมกลุ่มเดิมเพราะมากับรถเท่านั้น

พยานทุกปากไม่ปรากฏว่าผู้ตายทั้งสอง “ข่มเหงอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรม” ตามที่จำเลยอ้าง จึงไม่เข้าองค์ประกอบของมาตรา 72 และไม่มีเหตุให้รับฟังว่าเป็นกรณี “บันดาลโทสะโดยพลาด”

ในทางกลับกัน พยานหลักฐานแสดงพฤติการณ์สำคัญว่า จำเลยขับรถกระบะไล่ตามกลุ่มรถจักรยานยนต์ ก่อนพุ่งชนอย่างแรง รถกระบะมีขนาดใหญ่และแรงประทะมากกว่ารถจักรยานยนต์หลายเท่า ย่อมเล็งเห็นได้ว่าทั้งคนขับและคนนั่งซ้อนท้ายอาจถึงตายได้ แม้ชนเพียงครั้งเดียว พฤติการณ์ดังกล่าวแสดง “เจตนาต่อผู้ตายโดยตรง” ไม่ใช่การยิงหรือกระทำต่อกลุ่มอื่นแล้วพลาดไป

เมื่อพยานหลักฐานทุกส่วนยืนยันว่าผู้ตายไม่มีส่วนในเหตุวิวาท ศาลจึงไม่รับฟังข้ออ้างเรื่องบันดาลโทสะและไม่เข้าเงื่อนไขการกระทำโดยพลาด

คดีอาญา-ขโมย

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 413/2552

ความผิดฐานลักทรัพย์อาจเป็นความผิดสำเร็จนับแต่ได้พาทรัพย์เคลื่อนที่ไป

การลักทรัพย์ “สำเร็จ” ไม่จำเป็นต้องนำทรัพย์ออกพ้นตัวอาคาร แต่เพียงเคลื่อนย้ายทรัพย์ออกจากจุดเก็บ และผ่านจุดชำระเงินไปแล้ว โดยมีเจตนาทุจริต ก็เข้าหลักความผิดสำเร็จตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334, 335 ประกอบมาตรา 80

บทความน่าสนใจ

จำเลยเป็นพนักงานห้างโลตัส เข็นรถขนกล่องไม้ 3 ใบผ่านจุดชำระเงินไปทางประตูออก ภายในกล่องหนึ่งซุกซ่อนเตาอบไฟฟ้าของผู้เสียหาย เมื่อพนักงานรักษาความปลอดภัยจะตรวจค้น จำเลยรีบคว้าไม้กระดานปิดกล่อง ทำให้พฤติการณ์มีพิรุธอย่างชัดเจน

ศาลฎีกาให้ความสำคัญกับข้อเท็จจริงว่าทรัพย์ถูก เคลื่อนย้ายออกจากจุดที่ห้างเก็บสินค้า รถสินค้าและกล่องอยู่ในความครอบครองของจำเลยตลอดช่วงเวลา จำเลยเข็นผ่านจุดที่ลูกค้าต้องชำระค่าสินค้าไปแล้ว ลักษณะกล่องไม้ไม่ใช่สินค้าให้ลูกค้าซื้อ แสดงเจตนา “ตบตา” การตรวจค้น

แม้ทรัพย์ยังไม่ออกพ้นตัวห้าง แต่ศาลเห็นว่าได้มีการ “พาทรัพย์เคลื่อนที่” แล้ว ประกอบกับพฤติการณ์ซุกซ่อนและปิดบัง แสดงเจตนาทุจริตครบถ้วน จึงวินิจฉัยว่าเป็น ความผิดฐานลักทรัพย์สำเร็จ มิใช่เพียงพยายาม

อีกประเด็นสำคัญ ศาลฎีกาถือว่าปัญหาว่าเป็นความผิดสำเร็จหรือพยายาม เป็น ปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย โจทก์ยกขึ้นในชั้นฎีกาได้ แม้ไม่อุทธรณ์ไว้ก่อน แต่เมื่อไม่มีอุทธรณ์เรื่องโทษ ศาลฎีกาจึงไม่เพิ่มโทษจำคุกได้ แก้เพียงให้ลงโทษตามมาตรา 335 (11) วรรคแรก และรอการลงโทษพร้อมคุมประพฤติ

คดีนี้จึงเป็นแนววินิจฉัยสำคัญสำหรับคดีลักทรัพย์ในห้างสรรพสินค้าและร้านค้าปลีก ที่เน้น “การพาทรัพย์เคลื่อนที่ออกจากการควบคุมปกติของเจ้าของ” มากกว่าการออกนอกสถานที่เกิดเหตุ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1745/2514

ขอบเขตความยึดถือของเจ้าของทรัพย์กับองค์ประกอบลักทรัพย์

คำพิพากษาฎีกาที่ 1745/2514 เป็นคดีสำคัญที่วางหลักเรื่อง “ทรัพย์ตกหาย” กับ “ทรัพย์ยังอยู่ในความยึดถือของเจ้าของ” ซึ่งมีผลต่อการวินิจฉัยว่าจะเป็นความผิดฐานลักทรัพย์หรือไม่ โดยเฉพาะเมื่อผู้เก็บทรัพย์เป็นเด็กเล็กและมีผู้ใหญ่รับทรัพย์ต่อในระยะกระชั้นชิด ศาลฎีกาได้ชี้เกณฑ์สำคัญที่ใช้ตัดสินเจตนาทุจริตของผู้รับทรัพย์รายสุดท้ายอย่างชัดเจน

บทความน่าสนใจ

คดีนี้เกิดขึ้นในงานอุปสมบท เมื่อผู้เสียหายร่วมขบวนกลองยาวและพบว่าสร้อยทองคำที่สวมอยู่หลุดหายบนศาลา เด็กชายอายุไม่ถึง 7 ปีเก็บสร้อยได้และนำไปให้พี่สาวอายุ 13 ปี ซึ่งส่งต่อให้มารดา (จำเลยที่ 1) ในเวลาใกล้ชิดกัน ขณะนั้นมารดาอยู่ข้างศาลาและรีบพกสร้อยออกจากวัด เมื่อผู้เสียหายติดตามมาขอคืน จำเลยที่ 1 ปฏิเสธว่าไม่รู้เห็น

ศาลฎีกาพิเคราะห์ว่า แม้เด็กชายจะ “เก็บได้” แต่เป็นเพียงการหยิบขึ้นมาอวดเพื่อน มิได้มีเจตนาทุจริต และการส่งต่อไปยังจำเลยที่ 2 กับจำเลยที่ 1 เกิดขึ้นต่อเนื่องในเวลาอันสั้น จึงต้องถือว่าสร้อยยัง อยู่ในความยึดถือเดิมของผู้เสียหาย ไม่ใช่ “ทรัพย์ตกหาย” ที่ใครเก็บก็ได้

เมื่อจำเลยที่ 1 รับสร้อยจากบุตรและรีบพกออกจากวัดทันที ทั้งที่น่าจะทราบว่าทรัพย์เป็นของผู้ร่วมขบวนกลองยาว และเจ้าทรัพย์ย่อมติดตามเอาคืนได้ พฤติการณ์ดังกล่าวจึงเป็นการเอาทรัพย์ไปโดย เจตนาทุจริต เข้าลักษณะความผิดฐานลักทรัพย์ตามมาตรา 334

ส่วนจำเลยที่ 2 อายุเพียง 13 ปี ขณะได้รับสร้อยก็รีบนำไปให้มารดา ถือเป็นพฤติกรรมปกติของเด็ก ไม่แสดงเจตนาลักทรัพย์ ศาลจึงยกฟ้อง

คดีนี้เป็นบรรทัดฐานสำคัญว่า การที่ผู้อื่นเก็บทรัพย์ได้ ไม่ทำให้สิทธิยึดถือของเจ้าของสิ้นสุด หากเหตุการณ์เกิดขึ้นต่อเนื่องและเจ้าของอยู่ในสถานการณ์ที่จะรับรู้หรือกลับมาทวงคืนได้ทันที ผู้รับทรัพย์โดยรู้ว่าไม่ใช่ของตนย่อมมีความผิดฐานลักทรัพย์ทันที.

คดีอาญา-ยาเสพติด

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10067/2558

เพราะอะไรตำรวจค้นโดยไม่มีหมายค้น แต่ไม่ผิดกฎหมาย

  • หลายคนเข้าใจว่าการค้นบ้านต้องมีหมายค้นเสมอ คำพิพากษาฎีกาคดีนี้ชี้ชัดว่า หากเจ้าพนักงานปราบปรามยาเสพติดมีเหตุอันควรเชื่อว่าผู้ต้องสงสัยอาจหลบหนีหรือทำลายหลักฐาน ก็สามารถเข้าตรวจค้นได้แม้ไม่มีหมายค้น และไม่ต้องมีพยานค้นตามปกติ ทั้งนี้เป็นข้อยกเว้นตามกฎหมายเฉพาะเกี่ยวกับยาเสพติด ศาลฎีกายืนตามศาลล่างว่า จำเลยมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย แม้จะปฏิเสธบางข้อหา แต่พยานหลักฐานมีน้ำหนักและการตรวจค้นก็ชอบด้วยกฎหมาย

บทความน่าสนใจ

จำเลยถูกจับกุมพร้อมของกลางเมทแอมเฟตามีน 25.6 กรัม และอาวุธปืนพร้อมกระสุนภายในบ้านพัก โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดปราบปรามยาเสพติดเข้าตรวจค้นบ้านโดยไม่มีหมายค้น จำเลยอุทธรณ์และฎีกาโดยอ้างว่าเป็นการละเมิดกระบวนการยุติธรรม

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้จะไม่มีหมายค้น แต่เจ้าหน้าที่ได้แสดงตนว่าเป็นเจ้าพนักงาน ป.ป.ส. และมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่า หากรอหมายค้น จำเลยอาจหลบหนีหรือทำลายหลักฐาน จึงเข้าข่ายข้อยกเว้นตามมาตรา 14 และ 14 ตรี แห่ง พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามยาเสพติด พ.ศ. 2519 ซึ่งเป็นกฎหมายเฉพาะที่ยกเว้นไม่ต้องใช้วิธีพิจารณาความอาญาในบางกรณี

แม้จำเลยรับเพียงข้อหาครอบครองอาวุธ แต่ศาลเห็นว่าพยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักน่าเชื่อถือ โดยเฉพาะการพบยาเสพติดในห้องนอนของจำเลย รวมถึงพฤติการณ์อื่นที่แสดงให้เห็นว่าจำเลยครอบครองเพื่อจำหน่าย ศาลฎีกาจึงพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ ให้จำคุกจำเลย 33 ปี 12 เดือน และปรับ 1,000,000 บาท

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3018/2565

ให้ข้อมูลเป็นประโยชน์ต่อตำรวจในการจับยาเสพติด ศาลจะลดโทษให้แค่ไหน

  • ในการพิจารณาคดียาเสพติด แม้ผู้ต้องหาจะถูกจับพร้อมของกลาง แต่หากให้ข้อมูลสำคัญที่ช่วยเจ้าหน้าที่ขยายผลจับกุมหรือยึดของกลางเพิ่มเติมได้ อาจได้รับการลดโทษตามกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกานี้แสดงให้เห็นว่า “ข้อมูลสำคัญ” หมายถึงข้อมูลที่หากไม่เปิดเผย เจ้าหน้าที่จะไม่สามารถดำเนินการต่อได้ และยังสะท้อนการใช้กฎหมายเก่ากับคดีที่กฎหมายใหม่ไม่เป็นคุณแก่จำเลย

สรุปย่อสั้น

จำเลยในคดีนี้ถูกจับกุมจากการล่อซื้อยาไอซ์ 400 เม็ด และต่อมาให้ข้อมูลนำเจ้าหน้าที่ไปยึดยาเพิ่มเติมอีก 1,600 เม็ดจากที่ซ่อนหลังบ้านและไร่อ้อย

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า หากจำเลยไม่ให้ข้อมูลดังกล่าว เจ้าหน้าที่จะไม่สามารถตรวจพบของกลางเพิ่มเติมได้ จึงถือเป็น “ข้อมูลสำคัญ” ตามมาตรา 100/2 แห่ง พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 ซึ่งยังคงใช้บังคับอยู่ในขณะกระทำผิด แม้ระหว่างพิจารณาจะมีการประกาศใช้ประมวลกฎหมายยาเสพติด พ.ศ. 2564 แล้วก็ตาม

เนื่องจากกฎหมายใหม่กำหนดเงื่อนไขที่ไม่เป็นคุณแก่จำเลย ศาลจึงใช้กฎหมายเดิมตามมาตรา 2 แห่งประมวลกฎหมายอาญา

ศาลยังพิจารณาอัตราโทษตามกฎหมายใหม่ซึ่งรวมความผิดครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายเป็นกรรมเดียว ลงโทษจำคุก 5 ปี และปรับ 500,000 บาท ถือเป็นแนวทางสำคัญของศาลในการลดโทษกรณีจำเลยให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการจับกุมยาเสพติด

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3742/2560

คำสำคัญ

  • การขอให้ลงโทษจำเลยน้อยกว่าอัตราโทษขั้นต่ำที่กำหนดไว้
  • ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 245
    วรรคสอง
  • พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด
    พ.ศ.2550
    มาตรา 16
  • พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ
    พ.ศ.2522
    มาตรา 100/2

สรุปย่อสั้น

คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยจำคุกตลอดชีวิต จำเลยไม่อุทธรณ์ ศาลชั้นต้นส่งสำนวนมายังศาลอุทธรณ์ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 245 วรรคสอง ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 16 เมื่อศาลอุทธรณ์พิพากษายืน คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ดังกล่าวย่อมถึงที่สุดตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว แม้ฎีกาของจำเลยจะขอให้ลงโทษจำเลยน้อยกว่าอัตราโทษขั้นต่ำที่กำหนดไว้สำหรับความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 100/2 โดยได้รับอนุญาตให้ฎีกาจากศาลฎีกา ก็หาก่อให้เกิดสิทธิในการยื่นฎีกาไม่ ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัยฎีกาของจำเลย

ที่มา : http://deka.supremecourt.or.th/search

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2568/2554

คำสำคัญ

  • การริบทรัพย์สิน
  • คดีความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด
  • พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 30, มาตรา 31
  • พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 18 วรรคหนึ่ง, ตามมาตรา 19 วรรคหนึ่ง

สรุปย่อสั้น

คดีคำร้องขอให้ริบทรัพย์สินตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติดตาม พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 30, 31 เป็นคดีความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ซึ่งถึงที่สุดในชั้นอุทธรณ์ตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 18 วรรคหนึ่ง เมื่อผู้คัดค้านฎีกาโดยไม่ได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลฎีการับคดีไว้พิจารณาพร้อมกับฎีกาภายในกำหนด ตามมาตรา 19 วรรคหนึ่ง คำพิพากษาศาลอุทธรณ์จึงเป็นที่สุด ที่ศาลชั้นต้นรับฎีกาผู้คัดค้านมาจึงไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

ที่มา : http://deka.supremecourt.or.th/search

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5487/2548 

คำสำคัญ

  • การสมคบกันเป็นตัวการร่วมกับพวกกระทำความผิด
  • การกระทำที่ใกล้ชิดต่อความผิดสำเร็จที่จะเกิดขึ้น
  • การกระทำที่เลยขั้นตระเตรียมการแล้ว
  • ความผิดฐานสมคบกันกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด
  • ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 90

สรุปย่อสั้น

จำเลยทั้งสองสมคบกันเป็นตัวการร่วมกับพวกกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดโดยร่วมกันมีเฮโรอีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ทั้งเฮโรอีนของกลางมีน้ำหนักสารบริสุทธิ์ถึง 6,000 กรัม ซึ่งเกินกว่า 20 กรัม จึงต้องด้วยข้อสันนิษฐานของกฎหมายโดยเด็ดขาดที่ให้ถือว่าเป็นการมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายอีกด้วย ส่วนความผิดฐานสมคบเป็นตัวการร่วมกับพวกจำหน่ายเฮโรอีนนั้น จำเลยทั้งสองกับพวกส่งเฮโรอีนจำนวนดังกล่าวไปให้แก่ อ. โดยมีเจตนาเพื่อที่จะให้ อ. ส่งมอบเฮโรอีนแก่ลูกค้าผู้ซื้อต่อไป ดังนั้น ระหว่างจำเลยทั้งสองกับ อ. ต้องถือว่าเป็นการส่งมอบเฮโรอีนของกลางระหว่างผู้กระทำความผิดด้วยกันเองซึ่งไม่ถือว่าเป็นการจำหน่าย จำเลยทั้งสองจึงไม่มีความผิดฐานร่วมกันจำหน่ายเฮโรอีน แต่การที่จำเลยทั้งสองร่วมกันส่งเฮโรอีนของกลางไปยังบริษัทบริษัทหนึ่งที่ประเทศสหรัฐอเมริกา เพื่อส่งมอบให้แก่ อ. เพื่อจะจัดส่งให้แก่ลูกค้าต่อไปนั้น แสดงว่าจำเลยทั้งสองมีเจตนาร่วมกันจำหน่ายเฮโรอีน และการกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นขั้นตอนสุดท้ายของการดำเนินการส่งมอบเฮโรอีนใกล้ชิดต่อความผิดสำเร็จที่จะเกิดขึ้น ถือได้ว่าเป็นการกระทำที่เลยขั้นตระเตรียมการแล้ว จำเลยทั้งสองจึงมีความผิดฐานร่วมกันพยายามจำหน่ายเฮโรอีนจำนวนเดียวกับที่ร่วมกันมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายนั้นอีกฐานหนึ่งด้วย แต่ความผิดฐานสมคบกันกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ความผิดฐานร่วมกันมีเฮโรอีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และความผิดฐานร่วมกันพยายามจำหน่ายเฮโรอีนเป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษในความผิดฐานร่วมกันมีเฮโรอีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตาม ป.อ. มาตรา 90

ที่มา : http://deka.supremecourt.or.th/search

คดีอาญา-ยักยอก

พิพากษาศาลฎีกาที่ 7727/2544

การเช่าซื้อรถแต่ไม่ยอมผ่อน ไม่ยอมคืน และยังนำไปขาย ถือเป็นการยักยอก ไม่ใช่แค่ผิดสัญญา

คดีนี้เริ่มจากสัญญาเช่าซื้อธรรมดา แต่ลงท้ายด้วยคดีอาญา เมื่อผู้เช่าซื้อรถยนต์รับรถไปแล้วไม่ยอมผ่อน ไม่ยอมคืน และยังนำไปขายต่อโดยไม่บอกว่าให้ใคร เมื่อเจ้าของตามหาก็ไร้ร่องรอย ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์มองว่าเป็นแค่เรื่องผิดสัญญาทางแพ่ง แต่ศาลฎีกาเห็นต่าง โดยพิจารณาพฤติการณ์แฝงเจตนาทุจริตแต่แรก ถือว่าเป็นความผิดฐานยักยอกตามกฎหมายอาญา บทความนี้จะพาไปดูเหตุผลและหลักกฎหมายที่ใช้วินิจฉัยคดีนี้

บทความน่าสนใจ

จำเลยทำสัญญาเช่าซื้อรถบรรทุกกับบริษัทผู้เสียหาย โดยจ่ายเงินล่วงหน้าเพียงบางส่วน และตกลงผ่อนจ่าย 36 งวด แต่หลังรับรถกลับไม่ชำระงวดใดเลย และขาดการติดต่อกับบริษัทโดยสิ้นเชิง เมื่อบริษัทบอกเลิกสัญญาและทวงคืนรถ จำเลยกลับบอกเพียงว่านำไปขายแล้ว แต่ไม่ยอมบอกว่าให้ใคร

พยานหลักฐานชัดว่า จำเลยไม่มีความตั้งใจจะผ่อนชำระตั้งแต่ต้น และไม่แสดงพฤติการณ์ของผู้มีเจตนาสุจริต เช่น การแจ้งความ การแจ้งเจ้าของ หรือการติดตามรถกลับคืน การอ้างว่ามีบุคคลชื่อ “เหน่ง” มารับรถไปใช้รับจ้างก็ไม่มีหลักฐานสนับสนุนใดๆ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พฤติการณ์ทั้งหมดแสดงถึงเจตนาเบียดบังเอาทรัพย์ตั้งแต่ต้น การกระทำจึงไม่ใช่เพียงการผิดสัญญาทางแพ่ง แต่เป็นการยักยอกทรัพย์ซึ่งเป็นความผิดอาญา

ศาลพิพากษากลับ ให้จำคุกจำเลย 2 ปี และให้คืนรถหรือชดใช้ราคา 2,238,009.25 บาท แก่ผู้เสียหาย

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 270/2558

ลูกจ้างยักยอกเงินนายจ้างหลายครั้งในช่วงเวลาใกล้กันศาลฎีกาชี้ผิดหลายกรรม แม้ว่ามีหนังสือรับสภาพหนี้ฟ้องอาญาไม่ระงับ

คดีนี้เป็นตัวอย่างชัดเจนของการยักยอกโดยลูกจ้างซึ่งได้รับมอบหมายจากนายจ้างให้ชำระหนี้แทน แต่กลับนำเงินไปใช้เอง ศาลต้องวินิจฉัยสองประเด็นสำคัญ ประเด็นแรก คือ การยักยอกหลายครั้งในช่วงเวลาใกล้กันนั้นเป็น “ความผิดหลายกรรม” หรือ “กรรมเดียว” ประเด็นที่สองคือ การทำหนังสือรับสภาพหนี้จะถือเป็นการยอมความกันในคดีอาญาหรือไม่ ศาลฎีกาวางหลักไว้ชัดเจนว่า แม้จำเลยจะรับสภาพหนี้และตกลงชำระหนี้เป็นงวดๆ ก็ตาม แต่หากไม่มีการสละสิทธิฟ้องคดีอาญาโดยชัดแจ้ง ผู้เสียหายยังคงมีสิทธิดำเนินคดีอาญาได้เช่นเดิม

บทความน่าสนใจ

จำเลยเป็นลูกจ้างของผู้เสียหาย ได้รับเงินไปชำระหนี้ให้เจ้าหนี้ แต่กลับยักยอกเงินรวม 260,597.80 บาท โดยแบ่งเป็นหลายครั้ง แม้ระยะห่างระหว่างการกระทำจะใกล้กัน แต่แต่ละครั้งถือเป็นความผิดสำเร็จแยกต่างหาก

จำเลยอ้างว่าได้ทำหนังสือรับสภาพหนี้กับผู้เสียหายและชำระหนี้บางส่วนแล้ว จึงถือเป็นการยอมความกันในทางอาญา ทำให้คดีอาญาระงับ แต่ศาลฎีกาเห็นว่าหนังสือรับสภาพหนี้ดังกล่าวเป็นเพียงการตกลงผ่อนชำระเงินคืน ไม่มีข้อความใดแสดงว่าผู้เสียหายสละสิทธิในการดำเนินคดีอาญา ทั้งยังระบุชัดว่าหากผิดนัด ผู้เสียหายมีสิทธิดำเนินคดีอาญาได้

ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน และการทำหนังสือรับสภาพหนี้ไม่ถือเป็นการยอมความ คดีอาญาจึงไม่ระงับ พิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ ให้จำคุก 17 เดือน 15 วัน และชดใช้เงินคืนผู้เสียหาย


คดีอาญา-พยานหลักฐาน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3336/2548

พยานคนกลางมีน้ำหนักเพียงใด

คดีนี้คู่ความต่างยอมรับว่าเคยซื้อ–ขายเสื้อผ้าสำเร็จรูปกันจริง และการชำระเงินในอดีตเป็นไปด้วยความเชื่อใจโดยไม่ทำหลักฐานเป็นหนังสือ ความขัดแย้งเกิดขึ้นเมื่อโจทก์อ้างว่ายังมีหนี้ค้างชำระ แต่จำเลยยืนกรานว่าชำระแล้วครบถ้วน ประเด็นสำคัญคือ “จะฟังว่าใครเป็นเจ้าหนี้–ลูกหนี้กันแน่” เมื่อพยานหลักฐานของทั้งสองฝ่ายเป็นเพียงคำกล่าวอ้างที่ขัดแย้งกันโดยตรง หลักการตาม ป.วิ.พ. มาตรา 104 ว่าด้วยการชั่งน้ำหนักพยานประกอบกันอย่างรอบด้าน

บทความน่าสนใจ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้บันทึกการเจรจา (หมาย จ.1) และบันทึกประจำวันตำรวจ (หมาย จ.2) จะไม่ผูกพันในฐานะสัญญาประนีประนอมยอมความ เพราะจำเลยไม่ลงลายมือชื่อ แต่เอกสารดังกล่าวสามารถรับฟังเป็น “พยานแวดล้อม” ประกอบคำเบิกความได้ โดยเฉพาะเมื่อมีพยานหลายคนที่เป็นเจ้าพนักงานรัฐหรืออดีตเจ้าพนักงาน ได้แก่ ผู้ใหญ่บ้านทั้งสองฝ่าย อดีตกำนัน และพนักงานสอบสวน ซึ่งต่างเบิกความสอดคล้องกันว่า จำเลยยอมรับหนี้ต่อหน้าพยานทั้งหลายจริง

ลักษณะสำคัญของพยานชุดนี้ คือ 1.ไม่มีส่วนได้เสียกับคู่ความ 2.เป็นบุคคลมีตำแหน่งในชุมชนและได้รับความเคารพ3.เบิกความตรงกันหลายปาก สิ่งนี้ทำให้พยานดังกล่าวมีน้ำหนักในฐานะ “พยานคนกลาง” ตามแนวคำพิพากษาศาลฎีกา

ในทางกลับกัน ฝ่ายจำเลยมีเพียงคำเบิกความของตนเองว่าได้ชำระหนี้แล้ว แต่ไม่สามารถอ้างพยานหรือหลักฐานอื่นใดสนับสนุนได้ ทั้งยังยอมรับว่าในอดีตมีการซื้อขายกันโดย “ไม่ทำหลักฐานไว้เพราะเชื่อใจกัน” จึงไม่แปลกที่โจทก์จำวันเวลาและรายการเสื้อผ้าไม่ได้ โดยศาลเห็นว่าเป็นเรื่องปกติ ไม่ใช่เหตุทำให้คำเบิกความไม่น่าเชื่อถือ

เมื่อพิจารณาพยานสองฝ่าย “พยานกลางที่มีความน่าเชื่อถือสูงหลายปาก” มีน้ำหนักมากกว่า “คำกล่าวลอย ๆ ของจำเลยไม่มีหลักฐานประกอบ” ศาลฎีกาจึงเชื่อว่าจำเลยเป็นหนี้จริง และพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4495/2547

ศาลไม่จำเป็นต้องเชื่อเอกสารทุกฉบับ

คดีแรงงานจำนวนมากมีข้อพิพาทเกี่ยวกับใบลาออก ใบเตือน หรือเอกสารภายในองค์กร ทำให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนว่า หากคู่ความไม่คัดค้านเอกสารตาม ป.วิ.พ. มาตรา 125 ศาลต้องรับฟังเนื้อหาตามเอกสารโดยอัตโนมัติ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4495/2547 แสดงให้เห็นชัดว่า การไม่คัดค้านเอกสารมีผลจำกัดเฉพาะ “การมีอยู่และความแท้จริงของเอกสาร” เท่านั้น ส่วนข้อเท็จจริงภายในเอกสาร ศาลยังต้องชั่งน้ำหนักร่วมกับพยานหลักฐานทั้งหมดตามมาตรา 104

บทความน่าสนใจ

ในคดีนี้ ฝ่ายจำเลยอ้างใบลาออกตามเอกสารหมาย ล.3 เพื่อยืนยันว่าโจทก์ลาออกเอง ไม่ได้ถูกเลิกจ้าง โดยชี้ว่าโจทก์ไม่คัดค้านเอกสารภายในเวลาที่กฎหมายกำหนด ศาลแรงงานกลางตรวจสอบพยานทั้งหมดแล้วไม่รับฟังว่าโจทก์ลงลายมือชื่อในใบลาออกจริง จำเลยจึงอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา โดยโต้แย้งว่าศาลชั้นต้นฝ่าฝืนมาตรา 125

ศาลฎีกาวางหลักว่า แม้โจทก์ไม่คัดค้านเอกสาร แต่ผลตามกฎหมายมีเพียงห้ามโต้แย้งว่ามีการปลอมเอกสารและห้ามโต้แย้งว่าผู้ลงชื่อไม่ได้ลงจริง อย่างไรก็ตาม การไม่คัดค้านเอกสาร ไม่ได้ทำให้ศาลต้องเชื่อเนื้อหาในเอกสาร ศาลยังมีอำนาจพิจารณาว่าข้อเท็จจริงเป็นไปตามเอกสารหรือไม่ จากพยานหลักฐานทั้งหมดในคดี

ศาลแรงงานกลางได้พิเคราะห์พยานแวดล้อม พฤติการณ์ก่อน–หลัง และความน่าเชื่อถือของเอกสารหมาย ล.3 แล้วเห็นว่าไม่สามารถฟังได้ว่าโจทก์เป็นผู้ลงชื่อ ศาลฎีกาจึงยืนยันว่า การวินิจฉัยของศาลแรงงานกลางเป็นไปตามกฎหมาย ไม่ขัดต่อมาตรา 125

คดีนี้จึงย้ำหลักสำคัญว่า “เอกสารที่ไม่ถูกคัดค้าน ไม่ได้ผูกมัดศาลให้เชื่อเนื้อหาตามเอกสาร” และศาลต้องใช้ดุลพินิจจากพยานทั้งหมดเพื่อค้นหาความจริงแห่งคดี

    คดีอาญา-หมายจับ/หมายค้น

    คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 276/2504

    จำเลยไม่มาฟังคำพิพากษาตามหมายจับ ศาลอ่านให้โจทก์ฟังฝ่ายเดียวได้หรือไม่

    ออกหมายจับจำเลยแต่จำเลยไม่มา อายุความในการยื่นฎีกากรณีที่จำเลยไม่มาฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ กำหนดเวลาสำหรับการยื่นฎีกาเริ่มนับทันที ไม่จำต้องรอจำเลยรับฟังด้วยตนเอง ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อสิทธิอุทธรณ์และความสิ้นสุดของคดีอาญา จำเลยยื่นฎีกาเกินหนึ่งเดือนนับแต่วันศาลอ่านคำพิพากษา ารที่จำเลยมาหลังจากวันที่ศาลอ่านคำพิพากษา ไม่ทำให้อายุฎีกายืด

    บทความน่าสนใจ

    ออกหมายจับจำเลยเพื่อให้มาฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์เกินเดือนแล้ว ไม่ได้ตัวจำเลยมา ศาลจึงอ่านคำพิพากษานั้นให้โจทก์ฟังถือว่าได้อ่านคำพิพากษาโดยชอบด้วยกฎหมายแล้วจำเลยยื่นฎีกาเกินหนึ่งเดือนนับแต่วันศาลอ่านดังกล่าวฎีกาของจำเลยย่อมขาดอายุฎีกา แม้ว่าศาลจะได้อ่านคำพิพากษานั้นให้จำเลยฟังอีก เมื่อได้ตัวจำเลยมาแล้วหลังจากวันอ่านดังกล่าวข้างต้น 5 เดือนเศษ ก็เป็นแต่เพียงให้จำเลยได้ทราบคำพิพากษาตามที่จำเลยต้องการเท่านั้นหามีผลทำให้ยืดอายุฎีกาไม่

    คำพิพากษาศาลฎีกาที่15591/2557

    ออกหมายจับผิดตัวเพราะพยานหลักฐานไม่เพียงพอ

    การให้ศาลออกหมายจับบุคคลหนึ่งเป็นกระบวนการที่กระทบสิทธิและเสรีภาพอย่างร้ายแรง เจ้าหน้าที่รัฐโดยเฉพาะพนักงานสอบสวนจึงต้องใช้ความระมัดระวังสูงสุดในการรวบรวมพยานหลักฐาน และต้องตรวจสอบตัวบุคคลให้แน่นอนว่าตรงกับผู้กระทำผิดจริง ก่อนเสนอให้ศาลออกหมายจับ หากทำโดยประมาทย่อมก่อให้เกิดความรับผิดทางละเมิดต่อรัฐได้ตามกฎหมาย

    บทความน่าสนใจ

    ในคดีนี้ ผู้เสียหายและพยานกล่าวอ้างว่าผู้กระทำผิดชื่อ “นายสิงห์” และบอกเพิ่มเติมว่ามีชื่อจริงว่า “นายทศพล” ซึ่งเป็นชื่อเดียวกับโจทก์ในคดีละเมิดนี้ อย่างไรก็ตาม พยานยืนยันว่าคนร้ายมีภูมิลำเนาที่จังหวัดนครพนม ขณะที่ข้อมูลทะเบียนราษฎรระบุชัดว่าโจทก์อาศัยอยู่ในกรุงเทพฯ มาโดยตลอด พร้อมมีภาพถ่ายยืนยันตัวบุคคลประกอบ แต่พนักงานสอบสวนกลับไม่ตรวจสอบความขัดแย้งนี้ และไม่จัดให้ผู้เสียหายหรือพยานชี้ภาพถ่ายเพื่อยืนยันว่าเป็นคนร้ายจริงหรือไม่

    การละเลยเช่นนี้ทำให้ศาลออกหมายจับโจทก์ผิดตัว ส่งผลให้เขาถูกจับกุม ถูกส่งไปดำเนินคดีต่างท้องที่ และถูกควบคุมตัวโดยไม่จำเป็น ก่อนที่ผู้เสียหายจะยืนยันในภายหลังว่าเขาไม่ใช่ผู้กระทำผิด

    ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่า การกระทำของพนักงานสอบสวนเป็น ความประมาทเลินเล่อในการปฏิบัติหน้าที่ ถือเป็นละเมิดต่อโจทก์ และสำนักงานตำรวจแห่งชาติในฐานะหน่วยงานต้นสังกัดต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตาม พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539

    ศาลฎีกากลับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คือให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหาย 201,500 บาท พร้อมดอกเบี้ย